จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า "ช่องแคบฮอร์มุซ"

7 เม.ย. 2569 12:41 น.

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติรับรองมาตรการคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ตึงเครียดทำราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ด้านนักการทูตเผยร่างมติฉบับล่าสุดถูกปรับลดความรุนแรงลง ตัดข้อความ “อนุญาตให้ใช้กำลัง” ออก หลังเผชิญการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและรัสเซีย

นักการทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีกำหนดลงมติในวันนี้ (7 เม.ย.) เกี่ยวกับร่างมติคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเกือบทั้งหมดหลังเผชิญการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีฯ พยายามผลักดันร่างมติมาหลายฉบับเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ถือสิทธิ์วีโต้อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ร่างมติฉบับล่าสุดได้ตัดข้อความ “การอนุญาตให้ใช้กำลังทุกวิถีทางที่จำเป็น” ออกไป และเปลี่ยนเป็นการ “สนับสนุนอย่างยิ่ง” ให้รัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสียประสานความร่วมมือในลักษณะ “การป้องกันตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์” เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ซึ่งรวมถึงการจัดเรือคุ้มกันเรือสินค้าและการยับยั้งความพยายามใดๆ ที่จะขัดขวางเส้นทางเดินเรือสากล

ก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าการอนุญาตให้ใช้กำลังคือการทำให้ “การใช้ความรุนแรงที่ผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย” ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำว่าวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือ “การหยุดยิง” โดยเร็วที่สุด เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่ที่สุดของโลก

สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงไม่แน่นอน เมื่ออิหร่านยืนกรานว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสงครามจะยุติอย่างถาวร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านตกลงในเงื่อนไขภายในคืนวันอังคารนี้ พร้อมคำขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตาม อิหร่านอาจถูก “กำจัด” 

ทั้งนี้ การจะผ่านมติดังกล่าวได้ต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย ใช้สิทธิ์วีโต้คัดค้าน ซึ่งนักการทูตมองว่าร่างมติที่ถูกลดระดับลงนี้มีโอกาสผ่านได้มากกว่าเดิม แต่ยังคงต้องจับตาท่าทีสุดท้ายของจีนและรัสเซียอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

7 เม.ย. 2569 12:29 น.

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

สถาบันวิจัย ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ เผยผลสำรวจประจำปี 2026 พบว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางจีนมากกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อย หากจำเป็นต้องเลือกข้าง

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,008 คน ครอบคลุมทั้ง 11 ประเทศสมาชิกของอาเซียน รวมถึงติมอร์-เลสเต ที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อปี 2025 โดยรายงาน “State of Southeast Asia 2026” ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% เลือกสนับสนุนจีน เทียบกับ 48% ที่เลือกสหรัฐอเมริกา สะท้อนภาพภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคที่ยังสูสีและเปราะบาง ระหว่างสองขั้วอำนาจ

รายงานชี้ว่า แม้จีนจะกลับมานำหน้าอีกครั้ง แต่ช่องว่างที่แคบเพียง 52 ต่อ 48 บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแบ่งออกเป็นสองฝั่ง มากกว่าจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา ผลสำรวจมีความผันผวน โดยจีนเคยนำในปี 2024 ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับมาแซงในปี 2025 และล่าสุดจีนกลับขึ้นนำอีกครั้งในปี 2026

เมื่อแยกตามรายประเทศ พบว่ากลุ่มที่หนุนจีนสูง ได้แก่ อินโดนีเซีย (80.1%), มาเลเซีย (68%), สิงคโปร์ (66.3%), ติมอร์-เลสเต (58.2%), ไทย (55%) และบรูไน (53.5%) 

ขณะที่กลุ่มที่หนุนสหรัฐฯ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (76.8%), เมียนมา (61.4%), กัมพูชา (61%) และเวียดนาม (59.2%) ส่วนสปป.ลาว มีคะแนนสูสีเกือบเท่ากัน

รายงานวิเคราะห์ว่า ประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจกับจีนสูง มักเอนเอียงไปทางปักกิ่ง ขณะที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เช่น ฟิลิปปินส์ ยังคงยืนข้างวอชิงตันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังต้องการรักษาความเป็นกลาง แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อาจบีบให้ต้องเลือกข้างในอนาคต นอกจากนี้ กว่า 55.6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนกับจีนจะดีขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า.

ที่มา :channelnewsasia

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

7 เม.ย. 2569 12:11 น.

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเปิดปฏิบัติการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ท่ามกลางผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 7,500 ราย โดยยูนิเซฟจับมือรัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉินให้เด็กกว่า 1.2 ล้านคน หลังพบปัญหาขาดแคลนวัคซีน สะท้อนช่องว่างระบบวัคซีนที่สะสมมานาน

รัฐบาลบังกลาเทศประกาศเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคหัดที่ทวีความรุนแรงจนคาดว่าคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่ามาจากโรคหัดแล้วกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อสะสมกว่า 7,500 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจแล้วกว่า 900 ราย ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ทั้งปีพบผู้ป่วยเพียง 125 รายเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุที่โรคหัดกลับมาระบาดหนักครั้งนี้เกิดจาก “ช่องโหว่” ในระบบสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติบังกลาเทศจะมีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษทุก 4 ปี แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ตามมาด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2024 ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า ทำให้วัคซีนในคลังขาดแคลน ขณะที่ยูนิเซฟ แสดงความกังวลเมื่อพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อระลอกนี้เป็นทารกอายุต่ำกว่า 9 เดือน ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนตามโปรแกรมปกติ ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ล่าสุด ทางการบังกลาเทศเปิดฉีดวัคซีนหัดและหัดเยอรมันในพื้นที่ย่อย 30 เขต ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กกว่า 1.2 ล้านคน อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยเน้นกลุ่มที่พลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด โดยเน้นหนักในพื้นที่แออัดอย่างกรุงธากา และค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ 

โรคหัดเป็นโรคทางเดินหายใจที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากผ่านทางอากาศ อาการเบื้องต้น ได้แก่ ไข้สูง ไอ จาม ตาแดงและแฉะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกย้ำว่า การจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ ประชากรในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95%

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แนวโน้มผู้ป่วยหัดทั่วโลกลดลงในระยะยาว แต่ช่วงปี 2024-2025 กลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงหลังการระบาดของโควิด-19 และกระแสต่อต้านวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศ.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

"ทรัมป์" เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

7 เม.ย. 2569 11:18 น.

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ดำเนินคดีนักข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน พร้อมเรียกร้องเปิดเผยแหล่งข่าว อ้างกระทบความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดกับสื่อที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่านเป็นคนแรก โดยยื่นคำขาดให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล มิเช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุก

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ซึ่งมีนักบินอยู่บนเครื่อง 2 นาย ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานว่านักบินนายแรกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยของปฏิบัติการกู้ภัยนักบินรายที่สองที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนั้น แม้ว่าในเวลาต่อมานักบินรายที่สองจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยก็ตาม

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการนำเสนอข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่เขามองว่าเป็นไปในเชิงลบ

ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่ได้พูดถึงการช่วยเหลือนักบินคนแรกเลยเป็นชั่วโมง แต่แล้วกลับมีคนทำข้อมูลรั่วไหล ซึ่งเรากำลังตามล่าหาตัวผู้ปล่อยข่าวรายนี้อย่างจริงจัง” พร้อมเสริมว่า “เราจะไปที่บริษัทสื่อที่นำเสนอข่าวนั้น และจะบอกพวกเขาว่า ‘นี่คือเรื่องความมั่นคงของชาติ จงมอบข้อมูลมา หรือไม่ก็ไปติดคุก'”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าทรัมป์หมายถึงสื่อสำนักใดหรือนักข่าวคนไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ The New York Times, CBS News และ Axios ที่รายงานข่าวการกู้ภัยในเวลาไล่เลี่ยกัน

การออกมาข่มขู่ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับการโจมตีเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งเดือน เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้โพสต์ข้อความเตือนสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอ “ข่าวปลอม” ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ

ขณะนี้ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่านักข่าวรายใดคือเป้าหมายของการข่มขู่ในครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน.

ที่มา Reuters

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

"โต เลิม" ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

7 เม.ย. 2569 11:02 น.

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “โต เลิม” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ควบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ถือเป็นการปิดฉากยุค “ผู้นำร่วม” เข้าสู่ยุค “ผู้นำสูงสุด” อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งเป้าโต 10% ต่อปี ท่ามกลางความท้าทายจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และวิกฤตพลังงานโลก

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามมีมติเห็นชอบ 100% เลือกนายโต เลิม วัย 68 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วาระปี 2026-2031 อย่างเป็นทางการ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นการกระชับอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายโต เลิม จะควบทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดี ซึ่งเป็นรูปแบบการนำที่คล้ายคลึงกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน

นายเล ฮง เฮียป ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเวียดนาม จากเดิมที่เน้นการตัดสินใจร่วมกันแบบคณะบุคคลไปสู่รูปแบบการนำแบบ “ผู้นำที่เข้มแข็ง” หรือกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริง

โต เลิม ขึ้นสู่อำนาจหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำพรรค “เหงียน ฟู้ จ่อง” เมื่อปี 2024 และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างรัฐ  โดยมีการยุบรวมจังหวัด ยุบเลิกกระทรวงและหน่วยงานรัฐไปถึง 8 แห่ง และปรับลดจำนวนข้าราชการลงเกือบ 150,000 ตำแหน่ง เพื่อขจัดระบบราชการที่ล่าช้าและรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจ

นายโต เลิม ตั้งเป้าหมายด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 10% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านนโยบายที่สนับสนุนภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แม้ว่าในปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตถึง 8% แม้จะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษี 20% จากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายโต เลิม ยังต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญหลายด้านทั้งแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่พยายามสกัดกั้นการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านเวียดนาม รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในภูมิภาค และการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และจีน ในฐานะผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ที่สุด

ในการแถลงต่อสภา นายโต เลิม ย้ำว่า “ชาติใดที่กล้าปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ ปรับปรุงสถาบันต่างๆ ได้ทันท่วงที และดึงศักยภาพของประชาชนออกมาได้ ชาตินั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนาม ที่สามารถควบสองตำแหน่งสูงสุดผ่านกระบวนการคัดเลือกตามปกติของพรรค โดยไม่ได้เป็นการเข้ารับตำแหน่งแทนผู้ที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจบารมีที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

7 เม.ย. 2569 09:37 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านไว้อาลัยหัวหน้าข่าวกรอง IRGC ย้ำไม่รับดีลหยุดยิง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้

วันที่ 7 เมษายน 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ พลตรี มาจิด คาเดมี หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) จากการโจมตีของอิสราเอล โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ของรัฐ ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า พลตรีคาเดมีได้เข้าร่วม แนวหน้าของนักรบผู้เสียสละ สะท้อนความสูญเสียของผู้นำระดับสูงอิหร่านที่ถูกสังหารจากการโจมตีต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ผู้นำอิหร่านไม่ได้ปรากฏตัวหรือกล่าวต่อสาธารณะนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านยืนยันว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุด และยังคงย้ำจุดยืนต้องการยุติสงครามอย่างถาวร

ขณะที่ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้หลัง หัวหน้าหน่วยข่าวกรองขององค์กร เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ของหน่วยข่าวกรอง ระบุว่า ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ครั้งใหญ่ ภายใต้ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “Crushing Revenge” โดยเตือนว่าการตอบโต้จะเกิดขึ้นกับผู้วางแผนและผู้ลงมือก่อเหตุ.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars  หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

7 เม.ย. 2569 09:07 น.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุหนัก หลัง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลแถลงยืนยัน อิสราเอลได้โจมตีทำลายโครงสร้างสำคัญของแหล่งก๊าซยักษ์ “เซาท์ พาร์” ของอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูระบุในคลิปวิดีโอว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนโจมตีเชิงระบบ เพื่อทำลาย เครื่องจักรทำเงิน ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guard) โดยกล่าวว่าอิสราเอลกำลังทำลายโรงงาน กำจัดเครือข่าย และเดินหน้าจัดการบุคคลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ด้าน อิสราเอล แคทซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เปิดเผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นที่โรงงานปิโตรเคมี South Pars (เซาท์ พาร์) ในเมืองอาซาลูเยห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

เขาระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลิตปิโตรเคมีคิดเป็นประมาณ 50% ของทั้งประเทศ และถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ การโจมตีพื้นที่ South Pars เมื่อเดือนมีนาคม ได้จุดชนวนให้อิหร่าน เปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพพลังงานโลก

ด้านโฆษกกองทัพอิสราเอล นาดาฟ โชชานีระบุเพียงว่าอิหร่านจะไม่มีความคุ้มกันใดๆ ท่ามกลางการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อการโจมตีดังกล่าวในทันที แม้จะมีรายงานว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันในวันเดียวกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 25 ราย

มีรายงานว่าหลังการโจมตี อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ส่งสัญญาณความขัดแย้งที่มีแนวโน้มลุกลามเป็นวงกว้าง.

ที่มา : AP

สลดอีสเตอร์! พายุถล่มเยอรมนี ต้นไม้ยักษ์โค่นทับวงล่าไข่ ดับ 3 ศพ รวมทารก 10 เดือน

สลดอีสเตอร์! พายุถล่มเยอรมนี ต้นไม้ยักษ์โค่นทับวงล่าไข่ ดับ 3 ศพ รวมทารก 10 เดือน

7 เม.ย. 2569 08:49 น.

สลดอีสเตอร์! พายุถล่มเยอรมนี ต้นไม้ยักษ์โค่นทับวงล่าไข่ ดับ 3 ศพ รวมทารก 10 เดือน

เกิดเหตุสลดรับวันอีสเตอร์ในประเทศเยอรมนี เมื่อพายุลมแรงพัดถล่มจนต้นไม้ขนาดใหญ่โค่นล้มทับประชาชนที่กำลังร่วมกิจกรรมล่าไข่อีสเตอร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย รวมถึงทารกวัยเพียง 10 เดือน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น บริเวณป่าใกล้เมืองซาทรุพโฮล์ม ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณแม่ลูกอ่อน หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก จากศูนย์ดูแลสวัสดิการของรัฐ

รายงานระบุว่า ต้นไม้ขนาดสูงราว 30 เมตร ถูกแรงลมพัดจนโค่นล้มลงมาทับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีผู้ติดอยู่ใต้ต้นไม้ 4 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือ แต่พบว่า หญิงวัย 21 ปี และเด็กหญิงวัย 16 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ลูกสาวของหญิงวัย 21 ปี ซึ่งมีอายุเพียง 10 เดือน เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนหญิงวัย 18 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกลำเลียงตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์

ศูนย์ที่จัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการเด็กของรัฐ ซึ่งให้การช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์และแม่มือใหม่ที่ต้องการการดูแล โดยภายหลังเกิดเหตุได้มีการส่งทีมให้คำปรึกษาด้านจิตใจลงพื้นที่ทันที

ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นไข่อีสเตอร์และตะกร้าทำมือกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ สะท้อนภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดครั้งนี้

ด้านนายกเทศมนตรีของเมืองมิตเทอลันเกลน์ นางบริททา ลัง กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า เธอพูดไม่ออก กับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าไม่มีใครอยากเห็นการสูญเสียของคนหนุ่มสาวในวันอีสเตอร์ที่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความหวัง แต่สำหรับชุมชนแห่งนี้ มันกลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า

ก่อนเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนลมกระโชกแรงจากกรมอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี ขณะที่รัฐบาลรัฐชเลสวิก-โฮลชไตน์ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายแดเนียล กึนเทอร์ผู้ว่าการรัฐ ร่วมกับนางแมกดาเลนา ฟิงเคอ รัฐมนตรีมหาดไทย และนางอามินาตา ตูเร รัฐมนตรีด้านเยาวชนและครอบครัว ระบุว่าพวกเขารู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์เลวร้ายนี้ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และทุกคนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสลดครั้งนี้.

ที่มา : AP

นาซาเชื่อมสัญญาณติดต่อทีม Artemis 2 ได้อีกครั้ง หลังสัญญาณขาดหาย 40 นาทีช่วงที่อยู่หลังดวงจันทร์

นาซาเชื่อมสัญญาณติดต่อทีม Artemis 2 ได้อีกครั้ง หลังสัญญาณขาดหาย 40 นาทีช่วงที่อยู่หลังดวงจันทร์

7 เม.ย. 2569 07:37 น.

นาซาเชื่อมสัญญาณติดต่อทีม Artemis 2 ได้อีกครั้ง หลังสัญญาณขาดหาย 40 นาทีช่วงที่อยู่หลังดวงจันทร์

นาซาเผย สามารถกลับมาติดต่อกับทีม Artemis 2 ได้อีกครั้ง หลังสัญญาณขาดหาย 40 นาทีขณะผ่านด้านหลังดวงจันทร์ พร้อมเริ่มบันทึกภาพและศึกษาพื้นผิวด้านไกลของดวงจันทร์ในมุมที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันที่ 7 เมษายน 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ของสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดเผยว่า ศูนย์ควบคุมสามารถกลับมาติดต่อกับนักบินอวกาศภารกิจ “อาร์เทมิส2” (Artemis 2) ได้อีกครั้ง หลังสัญญาณขาดหายไปราว 40 นาที ตามที่คาดการณ์ไว้ ระหว่างยานอวกาศโอไรออน (Orion) เคลื่อนผ่านด้านหลังของดวงจันทร์ 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่า การตัดการสื่อสารครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ปกติ เนื่องจากดวงจันทร์บังสัญญาณระหว่างยานกับโลก โดยก่อนสัญญาณขาด นักบินอวกาศวิคเตอร์ โกลเวอร์ กล่าวกับศูนย์ควบคุมว่า “แล้วพบกันอีกด้านหนึ่ง” ขณะที่ คริสตอนา คอช ระบุหลังกลับมาติดต่อได้ว่า “เราจะเลือกโลก และเลือกกันและกันเสมอ”

นักวิชาการด้านดาราศาสตร์ระบุว่า ช่วงเวลาที่ไม่สามารถติดต่อได้เช่นนี้ ถือเป็นช่วงที่น่าตื่นเต้นแต่ก็แฝงความกังวล คล้ายกับภารกิจยุคอะพอลโล (Apollo) ในอดีตที่ต้องเฝ้ารอการติดต่อกลับ อย่างไรก็ตาม ระหว่างช่วงที่ขาดการติดต่อ ลูกเรือยังคงปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ต่อเนื่องนานกว่า 6 ชั่วโมง โดยบันทึกภาพและศึกษาพื้นผิวด้านไกลของดวงจันทร์ในมุมที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน

ก่อนหน้านี้ ลูกเรือภารกิจ Artemis 2 ทั้ง 4 คนได้สร้างสถิติเป็นมนุษย์ที่เดินทางไกลจากโลกมากที่สุด และกำลังอยู่ในช่วงบินอ้อมดวงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี และหลังจากนี้ ยานโอไรออน จะเดินทางกลับโลกในเส้นทาง “วิถีการบินแบบวงโคจรกลับโดยอิสระ” (free-return trajectory) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 วัน โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มเติมในการปรับทิศทางหลัก.

ที่มา AFP

นาซาเผย นักบินอวกาศยานโอไรออน ในภารกิจ “Artemis 2” บินอ้อมผ่านด้านไกลของดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย

นาซาเผย นักบินอวกาศยานโอไรออน ในภารกิจ "Artemis 2" บินอ้อมผ่านด้านไกลของดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย

7 เม.ย. 2569 01:26 น.

นาซาเผย นักบินอวกาศยานโอไรออน ในภารกิจ “Artemis 2” บินอ้อมผ่านด้านไกลของดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย

นาซาเผย ยานโอไรออน พร้อมนักบินอวกาศ 4 คน ในภารกิจ “Artemis 2” บินอ้อมผ่านด้านไกลของดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย ทำสถิติเป็นมนุษย์ที่เดินทางไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

วันที่ 7 เมษายน 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดเผยว่า นักบินอวกาศทั้ง 4 คนของยานโอไรออน ได้แก่ “รี้ด ไวส์แมน” “คริสตินา คอช” “วิคเตอร์ โกลเวอร์” และ “เจเรมี แฮนเซน” ได้บินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย เมื่อเวลาประมาณ 01.10 น. ตามเวลาในไทย ทำสถิติเป็นมนุษย์ที่เดินทางไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การเดินทางในภารกิจ “Artemis 2” ระยะเวลา 10 วัน จะถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่มนุษย์ออกจากวงโคจรของโลก โดยได้บินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ ก่อนวนกลับมายังโลก แม้ภารกิจนี้จะไม่มีการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่มีเป้าหมายเพื่อทดสอบระบบยานและเก็บข้อมูลสำหรับภารกิจในอนาคต

นาซาระบุว่า ข้อมูลจากภารกิจนี้มีความสำคัญต่อการเตรียมส่งมนุษย์กลับไปลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้งในโครงการ Artemis ระยะถัดไป ซึ่งไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศ แต่ยังเป็นการปูทางสู่ภารกิจระยะยาวของมนุษยชาติในอนาคต ทั้งการตั้งฐานบนดวงจันทร์และการเดินทางสู่ดาวเคราะห์อื่น ๆ.

ที่มา CNN / NASA