ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

7 เมษายน 2569 ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ในวันนี้ (7 เม.ย.69) ซึ่งพบว่ายังคงมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน และคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง มหาวิทยาลัยรังสิตขอวิงวอนไปยังสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จ จากการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยรังสิต ปกป้องผู้กระทำความผิด ในกรณีการทุจริตลักทรัพย์นายจ้าง

มหาวิทยาลัยรังสิต ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1.กรณีนี้ไม่ใช่คดีลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งผลสอบสวนชั้นต้น ที่มี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานกรรมการสอบเองนั้น สรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ รวมถึงผลสอบสวนในชั้นต่อมา โดยคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นอกจากไม่มีความผิดทางอาญาแล้ว ไม่มีความผิดทางวินัยด้วย กรณีที่อดีตอธิการบดีให้แจ้งความ ตามข้อเสนอของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นั้น จากการสอบสวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอถึงการกระทำผิดอาญา อธิการบดีปัจจุบันจึงได้ทำการถอนฟ้องคดีดังกล่าว

2.การปรับพื้นที่เพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นบ้านพักคนงาน ในโครงการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ไม่ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของการเคลียร์พื้นที่ (Site Clearing) ตามคำนิยามในทางวิศวกรรม หมายถึง กระบวนการเตรียมพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง โดยการถางป่า ขุดตอไม้ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม ปรับระดับดินและขนย้ายเศษวัสดุออก เพื่อให้เป็นพื้นที่โล่งเตียน ปลอดภัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าจ้างผู้รับเหมา เมื่อทำการเคลียร์พื้นที่แล้ว ปรากฏภาพพื้นที่ราบเรียบ ไม่มีหลุมบ่อใดๆ แสดงให้เห็นว่า การขนขยะที่มีดินปนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเคลียร์พื้นที่ หลักฐานสำคัญนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะเจ้าของทรัพย์ เห็นว่าไม่ใช่การลักทรัพย์

3.ขอยืนยันว่า เหตุแห่งการเลิกจ้าง เป็นเพราะ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์หลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 8 เดือน (ก.ค.68 – ก.พ. 69) ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นที่มาของมติคณะกรรมการสอบสวน ว่าได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง

มหาวิทยาลัยรังสิต ยึดถือความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากพบว่ายังมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะนำพยาน หลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

– 006

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ประเสริฐ-อัครนันท์ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้ แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง
 

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“ประเสริฐ-อัครนันท์“ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้
แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหาร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีฯร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน” 

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดงาน “วันรักการอ่าน” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เป็นประธาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา สกร. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสร้างความคิด เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ของการพัฒนาชีวิต ที่ช่วยต่อยอดสู่ทักษะและการปฏิบัติจริง การอ่านจึงเป็นทั้งประตูแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และพลังในการขับเคลื่อนอนาคตของแต่ละบุคคล โดย สกร. มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย ผ่านทั้งห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้เสมือน และการนำความรู้ไปสู่ชุมชน โดยได้ Kick Off “รถส่งเสริมการอ่าน” จำนวน 10 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และนำหนังสือสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง

สำหรับการจัดงาน “วันรักการอ่าน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปลุกพลังการอ่านให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครโครงการเรียนล่วงหน้า มก. (KU Advance Placement Program) รุ่นที่ 21/2 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตลอดจนผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้เรียนรายวิชาระดับอุดมศึกษาล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ การรับสมัครแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 30 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 (รอบพิเศษพร้อมส่วนลดค่าลงทะเบียน) และ ช่วงที่ 2 วันที่ 7 เมษายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2569 (รอบราคาปกติ) โดยผู้สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ registrar.ku.ac.th/adv หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Line Official: @kulearn (มี @) และ Facebook: เรียนล่วงหน้า KU

สำหรับโครงการเรียนล่วงหน้าฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่ ม.เกษตรฯ พัฒนาขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 รวมถึงผู้ที่ต้องการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อ ได้สัมผัสการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อนใคร ผ่านรายวิชาพื้นฐานสำคัญ อาทิ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

จุดเด่นของโครงการ คือ การเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านระบบ KU Learn สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเลือกรูปแบบการเรียนได้ทั้งแบบ Audit เพื่อเสริมความรู้ และแบบ สะสมเครดิตเพื่อใช้ยื่น Portfolio หรือเทียบโอนหน่วยกิตในอนาคต

นอกจากนี้ ผลการเรียนจากโครงการยังสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตามหลักเกณฑ์ของคณะและสาขาวิชาที่กำหนด รวมถึงสามารถใช้เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นิสิตที่มาจากโครงการเรียนล่วงหน้า มก. ยังมอบทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีเด่น GPAX 3.50 ขึ้นไป จำนวน 60 ทุน ทุนละ 10,000 บาท เป็นประจำทุกปี จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา นับเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและต่อยอดศักยภาพทางวิชาการของเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการค้นหาความถนัดของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลงานสร้างสรรค์ “ปุ๋ยสวยงามกับพานรับน้ำลดโลกร้อน” ของ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรนวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่นำขยะเหลือทิ้งจากกล่องพัสดุมาแปรรูปเป็นงานประติมากรรมจิ๋วที่ใช้เป็นปุ๋ยได้จริง มุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการเปลี่ยนวัสดุไร้ค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างบุคลากรและนวัตกรรม

ผศ.วินัย ตาระเวช เผยว่า ในปัจจุบันปัญหาขยะจากกล่องกระดาษพัสดุมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการขนส่งสินค้าออนไลน์ ทางหลักสูตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ (Value Added) ผ่านกระบวนการทางศิลปะและเทคโนโลยีทางคหกรรมศาสตร์ จนเกิดเป็น “ปุ๋ยสวยงาม” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเศษกระดาษปั่นละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ ปั้นขึ้นรูปเป็นรูปแมลง สัตว์ตัวเล็ก และดอกไม้ เพื่อนำมาประดับตกแต่งใน “พานรับน้ำ” สำหรับเทศกาลสงกรานต์

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำกล่องกระดาษมาปั่นรวมกับปุ๋ยอินทรีย์จนมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด จากนั้นผสมด้วยกาวและครีมทาผิวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการยึดเกาะ ทำให้สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ที่มีความอ่อนช้อยและประณีตได้ตามต้องการ เมื่อทิ้งไว้จนแห้ง ปุ๋ยเหล่านี้จะกลายเป็นของตกแต่งที่มีความทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติทางชีวภาพในการเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้เมื่อสัมผัสกับน้ำ ซึ่งถือเป็นการยกระดับปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามและมีระดับ

สำหรับการจัดทำ “พานรับน้ำลดโลกร้อน” ได้เลือกใช้พรรณไม้ตามความเหมาะสมของภาชนะ จัดวางระดับสูงต่ำด้วยดิน มอส เปลือกไม้ และก้อนหิน เพื่อจำลองทัศนียภาพทางธรรมชาติ แล้วจึงนำ “ปุ๋ยสวยงาม” ที่ปั้นไว้มาจัดวางเป็นองค์ประกอบสุดท้าย พานรับน้ำนี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามสำหรับใช้ในพิธีรดน้ำดำหัวตามประเพณีไทย แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันทีหลังจบเทศกาล

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ ความสามารถในการย่อยสลายที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใช้สามารถนำพานรับน้ำนี้ไปตั้งประดับตกแต่งภายในบ้านหรือสวนได้ต่อ และเมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ตัวปุ๋ยสวยงามที่เป็นรูปสัตว์หรือดอกไม้จะค่อย ๆ ละลายซึมลงสู่ชั้นดิน เป็นการส่งต่อธาตุอาหารไปยังต้นไม้โดยตรง ไม่เกิดขยะทิ้งล่วงหลังเทศกาล และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ โดยมีผู้บริหารสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือ เนตรนารีเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ดร.วรัท กล่าวว่า ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทและถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ครูและนักเรียน สร้างโอกาสในการเรียนรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล จนเกิดความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชน ที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี จะพึ่งพา AI มากเกินไป จนขาดการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะยามจำเป็น และประสบกับภัยพิบัติต่าง ๆ การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” จึงเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี ได้ฝึกฝนความอดทน ความมีระเบียบวินัย และได้มีโอกาสทบทวนทักษะทางด้านลูกเสือเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของตนเองให้สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น ตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า สำหรับการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” จะมีการประกวดจำนวน 8 ทักษะประกอบด้วย ทักษะระเบียบแถวลูกเสือ, ทักษะการสร้างที่พักชั่วคราว, ทักษะการประกอบอาหารชาวค่าย, ทักษะการจัดทำคลิปสั้น, ทักษะศิลปะการออกแบบ (Scout Skill Challenge Badge), ทักษะการใช้แผนที่และเข็มทิศ, ทักษะการสร้างแบบจำลองงานบุกเบิก (Model), ทักษะนักดนตรี และกิจกรรมรอบกองไฟ (นันทนาการ) ทั้งนี้มั่นใจว่ากิจกรรมดังกล่าวจะส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี มีทักษะทางลูกเสือ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม ระเบียบวินัย ความอดทน ความมีน้ำใจนักกีฬา และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกองลูกเสือที่ชนะการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี  “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัดจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมการประกวดระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 59 กอง จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 59 จังหวัด จำนวน 2,908 คน

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย "มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย" วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

7 เม.ย. 2569 15:04 น.

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

รัฐบาลเนปาลเดินหน้าปราบปรามขบวนการโกงประกันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สั่งฟ้อง 32 ราย ทั้งเจ้าของบริษัททัวร์ บริษัทเฮลิคอปเตอร์ และโรงพยาบาล หลังผลสอบพบพฤติกรรม “วางยา” ให้นักท่องเที่ยวป่วย เพื่อจัดฉากกู้ภัยนักเดินเขาด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยไม่จำเป็นเพื่อเรียกรับเงินประกัน รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 640 ล้านบาท

ทางการเนปาลประกาศใช้มาตรการ “ไม่ยอมรับการทุจริต”ขั้นเด็ดขาด หลังเสร็จสิ้นการสืบสวนขบวนการฉ้อโกงเงินประกันภัยกู้ภัยนักเดินเขาในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นการทุจริตที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและกัดเซาะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ล่าสุดสำนักงานอัยการเขตได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงกาฐมาณฑุ ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 32 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าของบริษัทนำเที่ยวเดินเขาชื่อดัง ผู้บริหารบริษัทเฮลิคอปเตอร์เช่าเหมาลำ และเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 9 ราย ส่วนอีก 23 รายยังคงหลบหนี

จากการสืบสวนของหน่วยสืบสวนกลางพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ทำงานประสานกันเป็นเครือข่ายเพื่อ “แบ่งปันผลกำไร” จากเงินประกันภัย โดยมีกลโกงที่น่าตกใจ ด้วยการวางยาให้นักท่องเที่ยวป่วย มีการแอบผสม “เบกกิ้งโซดา” ลงในอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดอาการป่วยหรือท้องเสียอย่างรุนแรง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย

โดยนักท่องเที่ยวที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะถูกกดดันให้ตกลงรับการอพยพทางอากาศ พร้อมมีการปลอมแปลงเอกสารทางการแพทย์เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังพบกรณีการแจ้งเคลมเงินประกันหลายครั้งจากการกู้ภัยเพียงครั้งเดียว หรือรายงานเที่ยวบินกู้ภัยผีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ตัวเลขจากการสืบสวนระบุว่า ขบวนการนี้ฉ้อโกงเงินประกันไปแล้วไม่ต่ำกว่า 19.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 641 ล้านบาท) โดยบริษัท Mountain Rescue Service เพียงแห่งเดียว ถูกตรวจพบว่ามีเที่ยวบินกู้ภัยที่ “น่าสงสัย” ถึง 171 เที่ยวจากทั้งหมด 1,248 เที่ยว กวาดเงินไปกว่า 10 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้รุนแรงถึงขั้นบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศบางแห่ง เริ่มระงับการขายกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเนปาล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักของประเทศที่พึ่งพานักปีนเขาและนักเดินเขานับแสนคนต่อปี

นายชยา นารายัน อาชารยา โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวเนปาล ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและบังคับใช้ใบอนุญาตเฉพาะเอเจนซี่ที่โปร่งใสเท่านั้น ขณะที่ศาลได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นอันดับต้นๆ โดยตั้งวงเงินค่าปรับผู้ต้องหารวมกันสูงถึง 1.51 พันล้านรูปีเนปาล

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมการปีนเขาแห่งเนปาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าไกด์บนยอดเขาเอเวอเรสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลโกงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักปีนเขามืออาชีพที่กำลังจะเดินทางมาในฤดูกาลที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP / Anadolu

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

"เจิ้ง ลี่เหวิน" ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

7 เม.ย. 2569 14:00 น.

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้เพื่อเริ่มต้นการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา 6 วัน นับเป็นการเยือนจีนของผู้นำพรรคในรอบเกือบ 10 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “สันติภาพ” ระหว่างช่องแคบ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและทหารที่พุ่งสูงขึ้น

นางเจิ้งถือเป็นผู้นำพรรค KMT คนแรกที่เดินทางเยือนจีนนับตั้งแต่ปี 2016 โดยเธอมีกำหนดการเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เมืองหนานจิง และกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าเธอจะเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก่อนที่เธอจะมีกำหนดการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาในลำดับถัดไป

นางเจิ้งซึ่งรับตำแหน่งประธานพรรคก๊กมินตั๋งเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่าเธอตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงด้วยความยินดี และหวังที่จะเป็น “สะพานเชื่อมสันติภาพ” หลังจากจีนตัดการสื่อสารบางส่วนกับไต้หวัน หลังจากนางไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อปี 2016 โดยอ้างว่านางไช่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนแนวคิดเรื่องจีนเดียว

ก่อนออกเดินทาง นางเจิ้งได้แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคในนครไทเป โดยระบุว่าไต้หวันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม “ความปรารถนาดีต้องถูกสร้างขึ้น และความไวเนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันจำเป็นต้องขยายออกไปทีละก้าวจากทั้งสองฝ่าย” เธอกล่าวเสริมว่าการเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นที่เสถียรภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดซื้ออาวุธตามที่ฝ่ายรัฐบาลกังวล

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สภาไต้หวันซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก กำลังติดหล่มในการพิจารณางบประมาณป้องกันประเทศมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.27 ล้านล้านบาท) โดยนางเจิ้งคัดค้านงบประมาณดังกล่าวและยืนยันว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” พร้อมเสนอแผนของพรรค KMT ที่จะจัดสรรงบเพียง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ แทน

ทางด้านหน่วยงานนโยบายกิจการจีนของรัฐบาลไต้หวัน ออกโรงเตือนว่า จีนอาจใช้การเยือนครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการ “ตัดขาดการจัดซื้ออาวุธและความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงหลักของไต้หวัน

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังกดดันให้ฝ่ายค้านไต้หวันสนับสนุนงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อป้องกันการโจมตีจากจีน ขณะที่ภายในพรรค KMT เองก็มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ระหว่างกลุ่มที่ต้องการกระชับมิตรกับจีนตามแนวทางของนางเจิ้ง กับกลุ่มสายกลางที่มองว่าไต้หวันจำเป็นต้องมีงบประมาณกลาโหมที่สูงกว่านี้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

การเยือนของนางเจิ้งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีกำหนดการพบปะกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในเรื่องที่จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยนางเจิ้งทิ้งท้ายว่า ไต้หวันไม่จำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ  แต่ต้องรักษาสมดุลเพื่อความปลอดภัยของประชาชนนั่นเอง.

ที่มา AFP