เปิดม่านสู่บทใหม่ของศิลปะไทย Bangkok Festivals ครั้งที่ 28

7 กันยายน 2569 เวลา 15:56 น.

คึกคักตั้งแต่วันแรก! เมื่อเหล่าคนดังจากวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง ศิลปิน และผู้กำกับชื่อดัง ต่างตบเท้าเข้าร่วมเปิดม่าน Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 พร้อมชมการแสดงเปิดเทศกาล Opera Goes to Hollywood ที่นำมนต์เสน่ห์ของโอเปรามาผสานเข้ากับบทเพลงจากโลกภาพยนตร์ฮอลลีวูด ตอกย้ำบทบาทของ Bangkok Festivals ในฐานะเวทีการแสดงระดับนานาชาติที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้แวดวงศิลปะและบันเทิงไทย

บรรยากาศภายในงานได้รับการตอบรับอย่างความอบอุ่น จากเหล่าคนบันเทิงและผู้กำกับชื่อดังอย่าง จ๋า ยศสินี และไตเติ้ล กิตติภัค พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้สายเสพศิลป์อย่าง ทิม พิธา, ก้อย อรัชพร, ลูกเกด เมทินี, พิม ซอนย่า, ซินดี้ สิรินยา และปืน สธน ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การแสดงสดระดับมาสเตอร์พีซ นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมงานหลากหลายเจนเนอเรชัน ทั้งมาคนเดียว มาเป็นคู่ และมากับครอบครัว ทำให้เห็นว่าการแสดงศิลปะไม่ใช่เรื่องจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงทุกคน ทุกเจเนอเรชันเข้าไว้ด้วยกัน

เปิดม่านวันแรกประเดิมด้วยโชว์การบรรเลงมหากาพย์แห่งเสียงเพลงสุดตราตรึง “Opera Goes to Hollywood” โดยคณะ New York City Opera จากสหรัฐอเมริกา สัมผัสบทเพลงโอเปราคลาสสิกสุดอมตะและบทเพลงประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนาน อาทิ The Godfather, Bohemian Rhapsody และ Mission: Impossible ภายใต้การอำนวยเพลงของ Constantine Orbelian วาทยกรระดับโลกผู้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 4 สมัย ผสานพลังเสียงอันทรงพลังของนักร้องแนวหน้า และการบรรเลงสดร่วมกับวง Royal Bangkok Symphony Orchestra จนเรียกเสียงปรบมือและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกจนจบการแสดง

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงพิเศษจากคณะการแสดงชั้นนำระดับโลกอีกมากมาย ทั้งโอเปรา บัลเลต์ และการแสดงร่วมสมัย โดย Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมสามารถตรวจสอบรอบการแสดงและจองบัตรพร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bangkokfestivals.com

หลุดโฟกัสเต็มๆ ‘ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา’ เสิร์ฟลุควันเกิดสุดแซ่บ แฟนๆ แห่อวยพร

7 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคุณแม่สุดแซ่บ “ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา” ที่ล่าสุดออกมาเสิร์ฟภาพฉลองวันเกิดในลุคสุดเซ็กซี่ ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามถึงกับหลุดโฟกัสไปตามๆ กัน

งานนี้ ปุ้มปุ้ยปรากฏตัวในลุคสาวผมหยิกฟูสุดโดดเด่น เพิ่มความเย้ายวนด้วยบราซาตินสีชมพูอ่อน พร้อมแมตช์เข้ากับกางเกงขาสั้นเนื้อเงา เผยให้เห็นรูปร่างสุดเป๊ะ ก่อนนั่งโพสท่าด้วยอินเนอร์สุดมั่นใจ ส่งสายตาจิกกล้องแบบเต็มเฟรม

ด้านหน้าเจ้าตัวยังมีเค้กวันเกิดสีขาวตกแต่งด้วยเชอร์รี่สีแดงสด เพิ่มความน่ารักปนเซ็กซี่ให้กับภาพเซ็ตนี้ได้เป็นอย่างดี ขณะที่หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเพื่อนๆ และแฟนคลับเข้ามากดไลก์ พร้อมส่งคำอวยพรวันเกิดให้เจ้าตัวอย่างต่อเนื่อง

ทำเอาแฟนคลับหลายคนเข้ามาร่วมอวยพรวันเกิดและชื่นชมทั้งความสวยและความคิดของเจ้าตัว อาทิ “Happy Birthday ka” และ “Happy Birthday to the hottest mommy ka”

ขอบคุณภาพจาก : อินสตาแกรม @pantipa.a

ปุ้มปุ้ย, ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา, วันเกิดดารา

เปิดประวัติ 6 ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2568 สาขาศิลปะการแสดง ผู้รังสรรค์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย

7 กันยายน 2569 เวลา 15:44 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ในสาขาศิลปะการแสดง เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลัง ซึ่งประกอบไปด้วยบรมครูและศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 ท่าน ดังนี้

1.ศ.กิตติคุณ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ภาพยนตร์และละคร)

 ประวัติและการศึกษา สำเร็จการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2500), สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (พ.ศ. 2514), ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปการแสดง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (พ.ศ. 2515) และศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาศิลปการแสดง มหาวิทยาลัยฮาวาย (พ.ศ. 2523)

 ตำแหน่งและบทบาทสำคัญ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ลำดับที่ 2, ประธานสำนักศิลปกรรมราชบัณฑิตยสภา, ศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายกสภาสถาบันกันตนา และกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา

 ผลงานและเกียรติคุณ ผลงานวิชาการทรงคุณค่า เช่น วิวัฒนาการนาฏยศิลป์ไทยในกรุงรัตนโกสินทร์, นาฏยศิลป์รัชกาลที่ 9 และบทความในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาปรัชญา (พ.ศ. 2546) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

2.นายตรึก ปลอดฤทธิ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ศิลปินพื้นบ้าน)

 ประวัติและการศึกษา ศิลปินพื้นบ้านชาวจังหวัดกระบี่ เกิดที่บ้านโคกยาง อำเภอเหนือคลอง บุตรของนายส้อง และนางเนี่ยว ปลอดฤทธิ์ สมรสกับนางจาบ มีบุตร 8 คน

 บทบาทสำคัญ ผู้สืบสานและอนุรักษ์การแสดง “ลิเกป่า” (ลิเกบันดูล) เริ่มฝึกหัดรำตั้งแต่อายุ 20 ปี กับครูสวาสดิ์ แก้วโลก และครูเดช แก้วทิพย์

 ผลงาน: ก่อตั้ง “คณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์” ขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เพื่อรักษาและส่งต่อรูปแบบการแสดง บทละคร และเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม ไม่ให้ศิลปะพื้นบ้านลิเกป่าสูญหายไปจากแผ่นดินใต้

3.อาจารย์สมศักดิ์ ทัดติ (สาขาศิลปะการแสดง – นาฏศิลป์ไทย-โขน)

 ประวัติและการทำงาน บรมครูผู้เชี่ยวชาญการสอนโขนตัวยักษ์ (ทศกัณฐ์) ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี เคยรับราชการเป็นอาจารย์ระดับ 9 ที่วิทยาลัยนาฏศิลป และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย

 ตำแหน่งสำคัญ หลังเกษียณอายุราชการ ดำรงตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านนาฏศิลป์ไทย สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 ผลงาน ถ่ายทอดกระบวนท่ารำตัวยักษ์ระดับครูใหญ่ พัฒนาหลักสูตรนาฏศิลป์โขน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานวิชาการและการแสดงโขนตามแบบแผนราชสำนักอย่างต่อเนื่อง

4.นายวิชัย ปุญญะยันต์ หรือ “ต๋อย พิงค์แพนเตอร์” (สาขาศิลปะการแสดง – ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นเส้นทางดนตรีตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยเป็นสมาชิกวง “ซิลเวอร์แซนด์” ร่วมกับวิรัช อยู่ถาวร

 บทบาทสำคัญ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าวงดนตรีชื่อดัง “พิงค์แพนเตอร์” (Pink Panther) ซึ่งตั้งชื่อตามความชื่นชอบตัวการ์ตูนและปีเกิด (ปีเสือ)

 ผลงานสร้างชื่อ นักร้องนำและผู้สร้างสรรค์บทเพลงอมตะยอดนิยมระดับตำนานอย่าง “รักฉันนั้นเพื่อเธอ” และ “รอยเท้าบนผืนทราย”

5.นายณัฐ ยนตรรักษ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ดนตรีสากล)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ชนะเลิศการประกวดเปียโนสยามกลการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 สำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อด้านดนตรีที่ Goldsmiths College และ University of Reading ประเทศอังกฤษ

 บทบาทและผลงาน นักเปียโนคลาสสิกและนักประพันธ์เพลงระดับสากล ผู้ก่อตั้งโรงเรียน Natstudio เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเปียโนในไทย

 เกียรติประวัติ ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาคีตศิลป์ (พ.ศ. 2549), เป็นศิลปิน Steinway Artist, ได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์ “Bene Merito” จากโปแลนด์ และได้รับการประกาศให้มีวัน “Nat Yontararak Day” ในสหรัฐอเมริกา

6.นางอังคนางค์ ศิริมณี หรือ “อังคนางค์ คุณไชย” (สาขาศิลปะการแสดง – หมอลำ-ลำเพลิน)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 (หรือ 2499) ที่บ้านโคกสารเทิง อำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) สำเร็จการศึกษาชั้น ป.4 (สอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน) ก่อนศึกษาต่อ กศน. จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย

 บทบาทและผลงาน นักร้องหมอลำและนักร้องลูกทุ่งอีสานระดับตำนาน เจ้าของผลงานเพลงลำเพลินและหมอลำอันทรงคุณค่า เป็นครูผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานให้คงอยู่คู่สังคมไทย

“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

"ชินจุกุ" จ่อสั่งแบน "ที่พักรายวัน-Airbnb"  เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

7 ก.ย. 2569 13:29 น.

“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

ย่านชินจุกุ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียว เตรียมประกาศยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งห้ามเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น รวมถึงบ้านที่เปิดให้เช่าผ่าน Airbnb ในพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า 50% หลังชาวเมืองร้องเรียนปัญหาขยะ เสียงดัง และการสูบบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทางจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขตชินจูกุของกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าและความบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เตรียมออกมาตรการห้ามให้บริการที่พักระยะสั้น หรือ “มินปากุ” (Minpaku) มากกว่าครึ่งหนึ่งของที่พักประเภทดังกล่าวในพื้นที่ หลังเผชิญปัญหาการร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่เขตชินจูกุซึ่งรับผิดชอบดูแลธุรกิจที่พักระยะสั้น เปิดเผยว่า เขตมีแผนแก้ไขข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อห้ามให้บริการ Airbnb ในพื้นที่เขตที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ใกล้โรงเรียน โดยคาดว่ามาตรการใหม่จะส่งผลต่อที่พักระยะสั้นมากกว่า 50% ของทั้งหมดในเขตชินจูกุ และจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการโดยนายกเทศมนตรีเขตในวันอังคาร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลกับที่พักที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่พักรายใหม่ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อจำนวนธุรกิจที่พักส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับที่พักระยะสั้นในชินจูกุเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ การไม่ปฏิบัติตามกฎการทิ้งขยะ การสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ และการบุกรุกพื้นที่หรือสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาเสียงดังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัย

ชินจูกุเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีธุรกิจที่พักระยะสั้นจำนวนมากของญี่ปุ่น โดยมีที่พักประเภทนี้เกือบ 10% จากทั้งหมดประมาณ 42,000 แห่งทั่วประเทศ แม้จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจ แต่ชินจูกุก็มีประชากรที่พักอาศัยถาวรจำนวนมาก ทำให้ปัญหาจากนักท่องเที่ยวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนในชุมชน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในญี่ปุ่น หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งเริ่มเผชิญผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งปัญหาการจราจร ความแออัด การถ่ายภาพในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนเมืองเกียวโต ก็อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการจำกัดที่พักระยะสั้นเช่นกัน โดยมีแนวคิดห้ามเปิดที่พักประเภทดังกล่าวแห่งใหม่ในพื้นที่อยู่อาศัยและเขตอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่นและหน่วยงานรัฐบาลอีก 2 แห่ง ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศว่า สามารถใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำกัดหรือแม้แต่สั่งห้ามธุรกิจที่พักส่วนตัวได้ หากการให้บริการส่งผลกระทบต่อ “สภาพแวดล้อมที่สงบสุขในการอยู่อาศัยและการศึกษา” หรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษาประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรและชุมชนท้องถิ่น

ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่นในปัจจุบัน เจ้าของบ้านหรือห้องพักสามารถนำพื้นที่ว่างมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 180 วันต่อปี แต่รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเริ่มกำหนดจำนวนวันที่สามารถเปิดให้บริการได้เป็นศูนย์ผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการห้ามประกอบธุรกิจที่พักระยะสั้นในพื้นที่นั้น

รัฐบาลกลางญี่ปุ่นระบุว่า หากการให้บริการที่พักส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือสถานศึกษา รัฐบาลท้องถิ่นสามารถห้ามหรือจำกัดการประกอบธุรกิจได้ และสำหรับสถานประกอบการที่เปิดอยู่แล้ว หากไม่มีมาตรการอื่นที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ ก็สามารถกำหนดช่วงเวลาผ่อนผันก่อนบังคับใช้ข้อห้ามหรือจำกัดจำนวนวันที่ดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเสียง รวมถึงกล้องบริเวณทางเข้าและทางออก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน โดยพิจารณาตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีจุดยืนว่าการจำกัดธุรกิจที่พักส่วนตัวมากเกินไปอาจไม่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมธุรกิจมินปากุ

สำหรับชินจูกุ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการใหม่คือการรักษาสมดุลระหว่างการรองรับนักท่องเที่ยวกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่อาศัยและบริเวณโดยรอบโรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักเพิ่มขึ้น

การออกข้อบัญญัติใหม่ของชินจูกุจึงสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นของญี่ปุ่นในการจัดการกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้รับอำนาจมากขึ้นในการกำหนดว่า พื้นที่ใดควรเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น และพื้นที่ใดควรได้รับการคุ้มครองเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชน.

ที่มา AFP / Kyodo

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ "ปิดอัลกอริทึม" โซเชียลมีเดียได้

7 ก.ย. 2569 13:01 น.

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ต้องเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถ “ปิดการทำงานของอัลกอริทึม” ได้ เพื่อลดการฟีดเนื้อหาที่เป็นอันตรายและป้องกันพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดีย หากฝ่าฝืนอาจต้องเผชิญโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมาย “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถเลือกปิดอัลกอริทึมที่ใช้คัดเลือกและจัดลำดับเนื้อหาบนหน้าฟีดของตนเองได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความปลอดภัยและรับมือกับผลกระทบจากการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์

อนิกา เวลส์ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดในลักษณะเดียวกัน พร้อมระบุว่า หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ไม่เปิดทางให้ผู้ใช้ปิดอัลกอริทึมได้ บริษัทเหล่านี้อาจต้องเผชิญบทลงโทษจำนวนมาก

เวลส์กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ชาวออสเตรเลียมีทางเลือกมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏบนฟีดโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าผู้ใช้จำนวนมากยังชื่นชอบการทำงานของอัลกอริทึม เพราะช่วยแนะนำเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ รวมถึงช่วยให้ค้นพบธุรกิจหรือบริการในพื้นที่ใกล้บ้าน

ภายใต้ร่างกฎหมาย บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องแสดงข้อความป๊อปอัปเป็นระยะ เพื่อถามผู้ใช้ว่าต้องการใช้ฟีดที่คัดเลือกโดยอัลกอริทึมต่อไปหรือไม่ หรือจะเลือกดูเฉพาะเนื้อหาที่โพสต์โดยบัญชีที่ผู้ใช้ติดตาม โดยผู้ใช้เป็นผู้ตัดสินใจเอง

อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการรับชมเนื้อหา ข้อมูลประชากร และตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อคาดการณ์ว่าเนื้อหาใดน่าจะดึงดูดผู้ใช้และนำมาแสดงในฟีด ระบบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจขยายการเผยแพร่เนื้อหาที่เร้าอารมณ์ สร้าง “ห้องเสียงสะท้อน” ที่ผู้ใช้ได้รับแต่ความคิดเห็นในแนวเดียวกัน และอาจมีส่วนทำให้คนหนุ่มสาวเข้าสู่แนวคิดสุดโต่งมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มต้องการให้ผู้ใช้อยู่บนระบบนานที่สุด

นอกจากเรื่องอัลกอริทึมแล้ว กฎหมายใหม่ยังคาดว่าจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบในการระบุและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย เช่น สื่อลามกผิดกฎหมาย สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีการระบุความเสี่ยงด้านผลกระทบทางจิตสังคมเพิ่มเติมอีกหลายด้าน เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกายและการกลั่นแกล้งทางออนไลน์

บริษัทที่ฝ่าฝืนกฎหมายอาจถูกลงโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2,370 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักวิจัยอิสระที่ได้รับการรับรอง จะมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้บัญชีที่ปลอมตัวเป็นเด็กเพื่อประเมินว่าเยาวชนได้รับเนื้อหาประเภทใดจากระบบอัลกอริทึม

เวลส์ยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องระบุความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มของตนเองและดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้เผชิญเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้าน โดยแองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำพรรคเสรีนิยม กล่าวว่า เขายังไม่เชื่อมั่นอย่างมาก และกังวลว่ารัฐบาลอาจพยายามใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อควบคุมหรือเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่า ฝ่ายค้านยังไม่ได้เห็นรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับเต็ม

ขณะที่สมาชิกฝ่ายค้านบางส่วนสนับสนุนหลักการของการควบคุมอัลกอริทึม แต่ก็มีความเห็นแตกต่างกัน โดยซาราห์ เฮนเดอร์สัน รัฐมนตรีเงาด้านการสื่อสาร เคยกล่าวถึงอันตรายจาก “การชักจูงทางจิตวิทยา” ต่อเด็กผ่านอัลกอริทึม ขณะที่ทิม วิลสัน รักษาการรัฐมนตรีคลัง มองว่าอัลกอริทึมเพียงสะท้อนเนื้อหาที่ผู้ใช้ต้องการรับชม และกังวลว่ามาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่การจำกัดความคิดเห็น

ด้านพรรคกรีนส์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดยิ่งกว่านี้ โดยเสนอให้ผู้ใช้ต้อง เลือกเข้าร่วม หรือ opt-in ก่อนจึงจะสามารถใช้ฟีดที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมได้ ซาราห์ แฮนสัน-ยัง สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคกรีนส์ เสนอร่างกฎหมายของตนเอง โดยระบุว่าผู้ใช้ควรมีทางเลือกอย่างชัดเจนว่าจะใช้ฟีดที่อัลกอริทึมคัดเลือกหรือไม่ แทนที่จะต้องตกอยู่ภายใต้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอและบริโภคเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอของรัฐบาลยังได้รับแรงสนับสนุนจากชาแนล คอนทอส นักรณรงค์ด้านความยินยอมทางเพศ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดระบบ opt-in สำหรับฟีดที่ใช้อัลกอริทึม โดยเธอเตือนว่าอัลกอริทึมอาจมีส่วนส่งเสริมปัญหาความรุนแรงทางเพศ และทำให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เกลียดชังผู้หญิงหรือแนวคิดจากกลุ่มที่เรียกว่า “manosphere” ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายคาดว่าจะถูกเสนออย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังรัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ามาตรการควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นมาตรการลักษณะนี้ที่มีความเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่รัฐบาลยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีรายใดถูกปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว แม้งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีส่วนใหญ่ที่เคยใช้แพลตฟอร์มก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังคงเข้าถึงโซเชียลมีเดียอยู่ก็ตาม.

ที่มา BBC / ABC

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

"เนทันยาฮู" สั่งรื้อถอน "จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย" ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

7 ก.ย. 2569 12:12 น.

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ออกคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิสราเอลปราบปรามเหตุความรุนแรงและการโจมตีชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มชาวยิวสุดโต่ง

เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลบางแห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของอิสราเอล

สโมทริช ซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ เนทันยาฮูได้สั่งให้อพยพหรือรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง โดยระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว

แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมจุดตั้งถิ่นฐานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล โดยทั่วไปจุดตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้ประกอบด้วยบ้านสำเร็จรูปหรือรถบ้านเพียงไม่กี่หลัง และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่มาก ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเคยรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง และในบางกรณีก็รับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้

สื่ออิสราเอลหลายแห่งรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์ข่าว Ynet รายงานว่า มีเป้าหมายไปยังจุดตั้งถิ่นฐานราว 100 แห่งทั่วเขตเวสต์แบงก์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิบัติการรื้อถอนจะเริ่มขึ้นเมื่อใด

สโมทริชกล่าวว่า คำสั่งของเนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เรียกว่า เขต A และ B ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปาเลสไตน์เป็นหลัก ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990 เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ A, B และ C โดยพื้นที่ C อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเป็นหลัก

แม้สโมทริชจะคัดค้านคำสั่งรื้อถอน แต่เขากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความคืบหน้าในการดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขต C   โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าได้ผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ผ่านการสร้างและรับรองหมู่บ้าน ฟาร์ม ถนน และบ้านหลายพันหลังในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อมูลจากกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรอิสราเอลที่ต่อต้านการขยายถิ่นฐาน ระบุว่า ปัจจุบันมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 340 แห่งในเวสต์แบงก์ นอกเหนือจากนิคมที่รัฐบาลอิสราเอลรับรองอย่างเป็นทางการอีก 146 แห่ง

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติและรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกถือว่านิคมอิสราเอลทั้งหมดในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือว่าเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองทางทหารมาตั้งแต่ปี 1967 ขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาท ไม่ใช่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมต่าง ๆ ทั่วเวสต์แบงก์ ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เดินทางเยือนพื้นที่เวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ฮัคคาบีกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม การก่อการร้ายก็คือการก่อการร้าย” พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุคาดหวังว่าจะต้องเผชิญผลลัพธ์หรือบทลงโทษที่รุนแรง โดยไม่ได้ระบุชื่ออิสราเอลโดยตรง

ขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำตัดสินในวันเดียวกันว่า หน่วยงานด้านกลาโหมของอิสราเอลต้องดำเนินการเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 3 ครอบครัวสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานขับไล่ออกจากบ้านในหมู่บ้านจาลุด ทางตะวันตกของเวสต์แบงก์

รัฐบาลอิสราเอลประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนมากไม่ถูกจับกุม และยิ่งมีจำนวนน้อยลงที่ถูกดำเนินคดี ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การจัดการกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ก่อเหตุรุนแรงเป็นผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลเนทันยาฮู.

ที่มา Reuters / AFP

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์เปิดตัว "Cybercab" สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

7 ก.ย. 2569 11:32 น.

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์ เดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่ นำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับรุ่นใหม่ล่าสุด “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) สีทอง ที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบ ออกวิ่งให้บริการบนถนนแบบจำกัดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ

เทสลาเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) ในพื้นที่ของเมืองออสติน รัฐเท็กซัส แบบจำกัด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีทองรุ่นใหม่นี้เป็นรถสองที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนเปิดตัว เทสลาเผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ” พร้อมภาพ ไซเบอร์แค็บลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองออสติน ขณะที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา โพสต์ข้อความว่า “พายุแห่งไซเบอร์แค็บ” แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัว

เทสลาระบุว่า ขณะนี้ไซเบอร์แค็บให้บริการเฉพาะบางพื้นที่ของออสติน และยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มเก็บค่าโดยสารเมื่อใด โดยผู้บริหารระบุว่าในอนาคตมีแผนใช้ระบบกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น ซึ่งค่าโดยสารจะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ พร้อมชูแนวคิดมอบ “ประสบการณ์ชั้นหนึ่งในราคาแบบชั้นประหยัด”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแผนของมัสก์ที่ต้องการผลักดันเทสลาให้เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ โดยมัสก์ระบุว่าไซเบอร์แค็บถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และคาดหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นรถยนต์รุ่นหลักของเครือข่าย Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลา

อย่างไรก็ตาม เทสลายังตามหลัง “เวย์โม” (Waymo) อย่างมากในด้านจำนวนรถและการให้บริการ เวย์โมมีรถแท็กซี่ไร้คนขับมากกว่า 4,000 คันใน 14 เมือง ขณะที่ข้อมูลของรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ระบุว่าเทสลามีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียน 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไซเบอร์แค็บ 45 คัน ส่วน เวย์โมมี 988 คันในรัฐเท็กซัส

ความท้าทายสำคัญของเทสลาคือระบบขับขี่อัตโนมัติของบริษัทใช้กล้องเป็นหลัก แตกต่างจากเวย์โม และ Zoox ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งใช้ทั้งกล้อง เรดาร์ และเทคโนโลยีตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลดาร์ เพื่อช่วยให้รถรับรู้สภาพแวดล้อม

ด้านสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า กำลังติดต่อกับเทสลาและประเมินสถานการณ์ หลังมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปกำหนดให้รถยนต์ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสำหรับมนุษย์ ขณะที่กฎของรัฐบาลกลางยังจำกัดจำนวนรถที่ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายได้ หากรถไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

นอกจากนี้ เทสลายังเผชิญการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ หลายกรณี ทั้งการชนในสภาพหมอก แสงแดดจ้า และทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงอุบัติเหตุที่มีคนเดินถนนเสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ที่รถซึ่งใช้ระบบช่วยขับขี่ของเทสลาฝ่าไฟแดงหรือขับผิดช่องทางจนเกิดการชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

แม้เทสลาจะเริ่มทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองออสตินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และขยายไปยังเมืองอื่นในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา แต่การให้บริการยังมีข้อจำกัด โดยการทดสอบของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้พบว่าผู้โดยสารบางครั้งต้องรอรถเป็นเวลานาน และในเมืองดัลลัส รถไม่สามารถส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางบางแห่งภายในพื้นที่ให้บริการ ทำให้ต้องเดินต่อประมาณ 15 นาที

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรู้สึก “ไม่ค่อยสบายใจ” หรือ “ไม่สบายใจเลย” ที่จะโดยสารรถไร้คนขับ มีเพียง 7% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจ “อย่างมาก” หรือ “มาก”

มัสก์ตั้งเป้าในระยะยาวที่จะส่งซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบไปยังรถเทสลาหลายแสนคันผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าของรถนำรถของตนเข้าสู่เครือข่ายแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลาในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัยเพียงพอ และสามารถผ่านข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันเทสลายังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือทดสอบรถไร้คนขับโดยไม่มีคนขับนิรภัยนั่งอยู่ด้านหน้า

สำหรับเทสลาแล้ว ไซเบอร์แค็บจึงไม่ใช่เพียงรถรุ่นใหม่ แต่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่ออนาคตของบริษัท ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับอาจมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและทิศทางของเทสลาในระยะยาว.

ที่มา Reuters / The Independent

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

7 ก.ย. 2569 11:16 น.

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สภากาชาดสิงคโปร์ยกระดับมาตรการช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากหมอกควันและอากาศร้อน เตรียมแจกเครื่องฟอกอากาศ ชุดยังชีพ และช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง นำร่องราว 700 คนทั่วประเทศ

สถานการณ์หมอกควันยังเป็นที่จับตา หลังค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษในอากาศ หรือ PSI เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เคยพุ่งเข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ใน 3 พื้นที่ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2023 ที่ค่าดัชนี PSI ทะลุระดับดังกล่าว

แม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศจะกลับมาอยู่ในระดับปานกลาง แต่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NEA ยังคงออกคำแนะนำเรื่องหมอกควันเป็นประจำทุกวัน พร้อมเผยการคาดการณ์ค่า PSI ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนกิจกรรมและการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ด้านสภากาชาดสิงคโปร์แสดงความกังวล สภาพอากาศร้อนขึ้น ประกอบกับคุณภาพอากาศที่แย่ลง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือครั้งใหม่ ด้วยการแจกเครื่องฟอกอากาศ ต่อยอดจากโครงการรับมืออากาศร้อนและหมอกควันที่สภากาชาดสิงคโปร์เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครได้แจกชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยผ้าเย็น หน้ากาก แก้วน้ำ และพัดลมแบบพกพา พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ

คาดว่าในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 200 คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพัง และอยู่ในโครงการช่วยเหลือของสภากาชาด จะได้รับเครื่องฟอกอากาศและชุดช่วยเหลือสำหรับรับมืออากาศร้อนและหมอกควัน ขณะเดียวกันสภากาชาดจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเปิดเครื่องฟอกอากาศ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเปราะบางอีก 500 คน ที่จะได้รับชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยน้ำมะพร้าว เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหารพร้อมรับประทานที่เหมาะสม ของใช้ด้านสุขอนามัย และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

สภากาชาดระบุว่า สิ่งของที่แจกจ่ายมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ลดการทำกิจกรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน อาสาสมัครที่ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านและดูแลผู้ได้รับความช่วยเหลือ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดจาก ความร้อนและหมอกควัน รวมถึงรู้วิธีให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ที่มีอาการน่าเป็นห่วง

ส่วนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของสภากาชาดที่ต้องลงพื้นที่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศ จะได้รับ หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันการสูดดมมลพิษระหว่างปฏิบัติงาน

เบนจามิน วิลเลียม เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภากาชาดสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและคุณภาพอากาศแย่ลง ผลกระทบต่อผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วอาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพ และช่วยตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้ชุมชนสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงได้.

ที่มา : channelnewsasia

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

"คิม จองอึน" เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

7 ก.ย. 2569 10:40 น.

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดประจำการเรือพิฆาตลำที่ 2 ขนาด 5,000 ตัน ติดขีปนาวุธรองรับหัวรบนิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องสร้างศักยภาพยับยั้งนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ทำพิธีปล่อยเรือพิฆาต “คัง กอน” (Kang Kon) เข้าประจำการในกองทัพเรือ พร้อมเรียีกร้องให้ประเทศเดินหน้าเสริมศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้มีความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้น ท่ามกลางการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

โดยพิธีเปิดประจำการเรือพิฆาตคัง กอน จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่เมืองท่าวอนซาน ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยมีคิม จองอึน และบุตรสาววัยรุ่นเข้าร่วมพิธี ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุว่าเธอมีแนวโน้มเป็นทายาททางการเมืองของคิม

เรือพิฆาตคัง กอน และเรือพิฆาตชเว ฮยอน (Choe Hyon) ซึ่งเข้าประจำการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเรือรบขนาด 5,000 ตันทั้งคู่ และติดตั้งขีปนาวุธที่สามารถรองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้ถูกมองว่าเป็นเรือรบที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของเกาหลีเหนือในเวลานี้

ขณะที่ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธี คิม จองอึน ระบุว่า การเพิ่มเรือรบเข้าประจำการต่อเนื่องจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายศัตรู พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้แก่กองทัพเรือทำให้เกาหลีเหนือสามารถใช้ศักยภาพการยับยั้งนิวเคลียร์ได้หลากหลายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวว่า ความกังวลของฝ่ายศัตรูจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานระบบอาวุธนิวเคลียร์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างกิจกรรมทางทหารเพื่อป้องกันทางทะเลและยับยั้งสงคราม.

 ที่มา Yonhap

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ "New Mexico" เป็น "New America" หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

7 ก.ย. 2569 10:19 น.

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ทรัมป์สร้างกระแสอีกครั้ง หลังโพสต์ภาพแผนที่ที่แสดงชื่อรัฐ New Mexico โดยขีดฆ่าคำว่า “Mexico” แล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า “America” กลายเป็น “New America” โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี Truth Social ของทรัมป์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่ทำเนียบขาวจะนำภาพไปเผยแพร่ซ้ำผ่านบัญชี X โดยภาพแสดงโครงร่างของรัฐนิวเม็กซิโก พร้อมคำว่า “Mexico” ที่ถูกขีดทับด้วยสีแดง และแทนที่ด้วยคำว่า “America”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ประกาศแผนการเปลี่ยนชื่อรัฐนิวเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีคำชี้แจงว่าภาพดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจในการเปลี่ยนชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์บางประเภทที่อยู่ในระบบชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลกลาง แต่การเปลี่ยนชื่อรัฐ ไม่สามารถทำได้ด้วยคำสั่งประธานาธิบดีเพียงฝ่ายเดียว และต้องผ่านกระบวนการภายในรัฐ โดยชื่อ “New Mexico” มีประวัติยาวนานกว่าการก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ โดยมีรากย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 16

การโพสต์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” ในระบบของรัฐบาลกลาง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งเป็นวันแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทรัมป์ก็ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อ “Gulf of Mexico” เป็น “Gulf of America”

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ นางมิเชล ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกจากพรรคเดโมแครต ออกมาตอบโต้ โดยกล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกัน พร้อมยืนยันว่า ชื่อ New Mexico ไม่ได้อยู่ในประเด็นให้ถกเถียง เธอยังระบุว่า ขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเสียเวลาอยู่กับการระบายสีบนแผนที่ รัฐนิวเม็กซิโกกำลังเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

ด้านวุฒิสมาชิกมาร์ติน ไฮน์ริช จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐนิวเม็กซิโก ก็ออกมาแสดงจุดยืนเช่นกัน โดยระบุว่า มี 3 ชื่อที่เขาจะเรียกตามชื่อจริงเสมอ ได้แก่ Gulf of Mexico, Lake Ontario และ New Mexico

ทรัมป์แสดงความสนใจเรื่องการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจของประธานาธิบดี

นอกจากการเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น “Gulf of America” และความพยายามเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario แล้ว ทรัมป์ยังเคยพูดถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าภาพ “New America” เป็นเพียงการโพสต์เชิงสัญลักษณ์หรือเป็นการส่งสัญญาณถึงแนวคิดใดในอนาคต แต่ในทางกฎหมาย ชื่อรัฐนิวเม็กซิโกยังคงเป็น New Mexico และไม่ได้ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ.

ที่มา : CNN