ญี่ปุ่นแจ้ง “หาที่พักเอง” ยอดนักกีฬา “เอเชียนเกมส์” พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

ญี่ปุ่นแจ้ง "หาที่พักเอง" ยอดนักกีฬา "เอเชียนเกมส์" พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

28 ส.ค. 2569 11:40 น.

ญี่ปุ่นแจ้ง “หาที่พักเอง” ยอดนักกีฬา “เอเชียนเกมส์” พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

ฝ่ายจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกยาและจังหวัดไอจิของญี่ปุ่น ออกมาเตือนคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่ลงทะเบียนเพิ่มเติม ให้ “หาที่พักด้วยตนเอง” ขณะที่เตรียมรับมือจำนวนผู้เข้าร่วมที่พุ่งสูงถึง 17,000 คน จากเดิม 15,000 คน ยอมรับทั้งงบประมาณและพื้นที่รองรับมีจำกัด

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองนาโกยา และจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคมนี้ เปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาขาดแคลนที่พักและงบประมาณอย่างหนัก หลังจากที่สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) เพิ่มรายการแข่งขันกีฬาใหม่อย่าง “เทคบอล” และ “พาเดล”  ส่งผลให้จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 17,000 คน แบ่งเป็นนักกีฬา 11,000 คน และเจ้าหน้าที่ 6,000 คน ซึ่งสูงกว่าข้อตกลงเดิมที่กำหนดไว้เพียง 15,000 คน

ความท้าทายสำคัญคือ เจ้าภาพญี่ปุ่นไม่มีการสร้าง “หมู่บ้านนักกีฬา” เฉพาะเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่เลือกใช้วิธีเช่าเรือสำราญอิตาลี “คอสต้า เซเรน่า” (Costa Serena) สำหรับรองรับนักกีฬา 4,000–5,000 คน ร่วมกับการสร้างบ้านพักชั่วคราวทรงตู้คอนเทนเนอร์ไม้ในพื้นที่ท่าเรือเมืองนาโกยาอีกประมาณ 2,000 คน ส่วนที่เหลือต้องแยกย้ายกันไปพักตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงในกรุงโตเกียวที่ใช้เป็นสถานที่จัดแข่งว่ายน้ำ กระโดดน้ำ และขี่ม้า

นายฮิเดอากิ โอโอ มุระ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันและผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ทางฝ่ายจัดงานไม่มีทั้งกำลังคนและงบประมาณในการจัดเตรียมที่พักเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเกินเข้ามา

“สัญญาการเป็นเจ้าภาพระบุไว้ชัดเจนว่ารองรับคณะนักกีฬา 15,000 คน เราไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้รองรับมากกว่านั้น และมันไม่มีที่ให้พวกเขาพักจริงๆ หากพวกเขายังยืนยันจะมา ก็จำเป็นต้องจัดหาที่พักด้วยตัวเอง” 

ขณะที่ อิชิโร ฮิโรซาวะ นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยา ในฐานะรักษาการประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน เสริมว่า การรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมากขนาดนี้ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา ทรัพยากร และงบประมาณอันเข้มงวด เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

ฝ่ายจัดงานเร่งถก OCA ปรับลดจำนวนคนรายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการจัดการแข่งขันของญี่ปุ่นได้ยื่นเรื่องร้องขอไปยัง OCA เพื่อให้ประสานงานลดจำนวนผู้เข้าร่วมลงแล้ว โดยโฆษกของฝ่ายจัดงานระบุว่า กำลังมีการหารืออย่างต่อเนื่องกับ OCA เกี่ยวกับสถานะการลงทะเบียนของทัพนักกีฬาแต่ละประเทศ ตลอดจนการบริหารจัดการเรื่องที่พัก

อย่างไรก็ตาม ทางสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ยังไม่ได้ออกมากระทำหรือให้ความเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของฝั่งญี่ปุ่นในขณะนี้.

ที่มา AFP / Reuters / JapanToday

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

28 ส.ค. 2569 11:37 น.

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

พบศพชายปริศนาซุกอยู่ในช่องล้อเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หลังเดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่เร่งส่งศพตรวจชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตและระบุตัวตน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม หลังเครื่องบินเที่ยวบินหนึ่งจากกรุงโตเกียวเดินทางมาถึง สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ อาคารผู้โดยสาร 2 หรือ KLIA2 ในเวลาประมาณ 06.30 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมเข้าตรวจสอบช่องเก็บล้อ หรือ landing gear compartment ของเครื่องบิน ก่อนพบศพชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ภายในช่องล้อด้านขวาของเครื่องบิน เมื่อเวลาประมาณ 06.55 น.

ก่อนหน้าที่จะมีการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สังเกตว่ามีกลิ่นผิดปกติออกมาจากบริเวณช่องล้อ จึงเปิดตรวจสอบและพบร่างผู้เสียชีวิต ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสนามบินให้เข้าตรวจสอบทันที จากนั้นตำรวจพิสูจน์หลักฐานถูกเรียกเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ไม่ทราบชื่อ อายุโดยประมาณระหว่าง 17–25 ปี จากรูปร่างและลักษณะทางกายภาพ โดยศพอยู่ในสภาพเริ่มเน่าเปื่อย และคาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว มากกว่า 72 ชั่วโมง แต่ยังไม่พบเอกสารหรือหลักฐานใดที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้

ผู้เสียชีวิตสวมเสื้อฮู้ดสีขาว ด้านหลังมีภาพมังกร และด้านหน้ามีคำว่า “OAKLEY” สวมกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน เข็มขัดหนังสีน้ำตาล ถุงเท้า และรองเท้ากีฬาสีดำ โดยเสื้อผ้ายังคงอยู่ในสภาพเดิม

เบื้องต้นตำรวจระบุว่า ไม่พบบาดแผลบนร่างกาย และยังไม่สามารถระบุได้ว่าชายคนดังกล่าวเข้าไปอยู่ในช่องล้อเครื่องบินได้อย่างไร หรือเป็นผู้โดยสารที่แอบขึ้นเครื่องบินมาหรือไม่

หลังการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งไปยังโรงพยาบาลเซอร์ดัง เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ขณะที่ตำรวจจัดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน และอยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อระบุตัวผู้เสียชีวิต รวมถึงตรวจสอบที่มาของชายปริศนารายนี้

ช่องล้อเครื่องบินเป็นพื้นที่บริเวณฐานล้อ ซึ่งโดยปกติไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงระหว่างการบิน ทั้งอุณหภูมิต่ำและความดันอากาศที่ระดับความสูง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ชายคนดังกล่าวสามารถเข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้อย่างไร และเข้าไปตั้งแต่ช่วงใดของการเดินทาง.

ที่มา : Newstraitstimes

สองพี่น้อง “เทต” โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

สองพี่น้อง "เทต" โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

28 ส.ค. 2569 10:57 น.

สองพี่น้อง “เทต” โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

สองพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “แอนดรูว์” และ “ทริสตัน เทต” ขึ้นสืบพยานในศาลรัฐฟลอริดา ยื่นขอประกันตัวระหว่างสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปรับโทษที่สหราชอาณาจักร ในข้อหาข่มขืนและค้ามนุษย์ โดยปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมโจมตีสภาพความเป็นอยู่ในคุกสหรัฐฯ ว่าเลวร้าย ด้านอัยการคัดค้านชี้มีพฤติกรรมความรุนแรงต่อสตรีและเสี่ยงหลบหนีสูง

แอนดรูว์ เทต อายุ 39 ปี และ ทริสตัน เทต อายุ 38 ปี สองพี่น้องอดีตนักคิกบ็อกซิ่งและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซึ่งถือสองสัญชาติ (อังกฤษ-สหรัฐฯ) ปรากฏตัวต่อศาลไมอามี รัฐฟลอริดา ในชุดนักโทษสีน้ำตาลพร้อมตรวนที่ข้อมือและข้อเท้า เพื่อไต่สวนคำร้องขอประกันตัว หลังจากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตามหมายจับและคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากทางการสหราชอาณาจักร

ในระหว่างการไต่สวน แอนดรูว์ เทต ยืนยันว่าตนไม่เคยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าพฤติกรรมและคำพูดสุดเหวี่ยง ก้าวร้าว หรือการเหยียดเพศในโลกออนไลน์ เป็นเพียงการสร้าง “คาแรกเตอร์” หรือเรื่องแสดงตลกเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ขณะที่ นาตาชา เซเซย์ หญิงสาวชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคนรักและกำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองของแอนดรูว์ ได้ขึ้นให้การสนับสนุน โดยย้อนความสัมพันธ์ 5 ปีว่า แอนดรูว์ไม่เคยมีพฤติกรรมรุนแรงต่อผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย

ทริสตัน เทต ได้ให้การระบุถึงสภาพการควบคุมตัวในเรือนจำสหรัฐฯ ว่ามีขนาดเล็ก อากาศร้อนจัด ขาดแสงแดดและการออกกำลังกาย จนทำให้เขาน้ำหนักลดลงไปกว่า 6.3 กิโลกรัม พร้อมเปรียบเทียบว่าสภาพที่เป็นอยู่อาจทำให้เขา “ตายด้วยโรคเลือดออกตามไรฟัน” และอุปสรรคสำคัญคือการที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อเตรียมข้อมูลต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังกล่าวว่าคดีความในโรมาเนียและการส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งนี้ได้ทำลายชีวิต และอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินเก็บเพื่อการศึกษาของลูกๆ ไปจนหมด

ด้านทีมอัยการฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้คัดค้านการประกันตัวอย่างหนัก โดยโต้แย้งว่า ทั้งสองคนมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนี เนื่องจากมีเครือข่าย ทรัพย์สินมหาศาล และเคยอ้างว่าถือครองพาสปอร์ตหลายเล่ม ทั้งนี้ ทางการสหราชอาณาจักรผ่านสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ก็ได้ยื่นเอกสารต่อศาลขอให้ควบคุมตัวทั้งสองไว้ระหว่างรอการส่งตัวเช่นกัน

นอกจากนี้ อัยการยังได้เปิดคลิปวิดีโอของแอนดรูว์ ที่มีเนื้อหาและคำพูดรุนแรงต่อสตรี เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงออกบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แค่ “บทบาทสมมติ” แต่เป็นพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมอย่างแท้จริง

สหราชอาณาจักรได้แจ้งข้อหากับสองพี่น้องเทตรวมกันถึง 59 ข้อหา ซึ่งครอบคลุมคดีข่มขืน ค้ามนุษย์ และคดีที่เกี่ยวกับภาพอนาจารเด็ก โดยมีผู้เสียหายรวมอย่างน้อย 7 ราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2010 ถึง 2017 นอกจากนี้ ทั้งสองยังเคยถูกดำเนินคดีข้อหาค้ามนุษย์ในประเทศโรมาเนียเมื่อปี 2022 อีกด้วย

ผู้พิพากษาลอเรน หลุยส์ แห่งศาลไมอามี ระบุว่าจะยังไม่มีคำสั่งในทันที แต่จะออกคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง ทำให้สองพี่น้องเทตต้องถูกส่งตัวกลับไปควบคุมตัวในเรือนจำต่อไป ขณะที่ทางการสหราชอาณาจักรมีกำหนดเวลาจนถึงวันที่ 16 กันยายน ในการยื่นเอกสารคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับสมบูรณ์ต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดอาจใช้เวลานานหลายเดือน.

ที่มา BBC / Reuters

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

28 ส.ค. 2569 09:50 น.

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันนอกชายฝั่งเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 2 ราย ขณะที่อีก 16 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

สำนักข่าวยอนฮับรายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันขนาด 7,333 ตัน ซึ่งมีลูกเรืออยู่บนเรือทั้งหมด 18 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 7 คน

เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้เข้าช่วยเหลือและพบลูกเรือ 2 คนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ ส่วนลูกเรืออีก 16 คนได้รับการช่วยเหลือออกจากเรือโดยหน่วยยามฝั่ง

เรือลำดังกล่าวอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งเมืองอินชอน โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและดับไฟได้สำเร็จในเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือ.

ที่มา :channelnewsasia

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

28 ส.ค. 2569 08:57 น.

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

จีนเร่งประเมินความเสี่ยง หลังเกิดทะเลสาบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล หวั่นแนวกั้นน้ำอาจพังทำให้น้ำทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างซ้ำสอง

จีนและเนปาลจับตาดูความเสี่ยง หลังเกิดทะเลสาบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ใกล้จุดบรรจบของแม่น้ำโชเชน ของเนปาล กับแม่น้ำปูรูชางโป ซังโป ในเขตปกครองตนเองทิเบต หลังเกิดความกังวลว่าแนวกั้นน้ำอาจพังและทำให้น้ำทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างซ้ำอีกรอบ 

ทีมค้นหาและกู้ภัยของจีนในทิเบตใช้เวลาตลอดวันที่ผ่านมาในการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมบริเวณใกล้ด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนจีน-เนปาล หลังเกิดทะเลสาบขึ้นจากมวลน้ำที่ไหลมารวมตัวกัน

สื่อทางการจีนรายงานว่า การทำให้แหล่งน้ำดังกล่าวมีเสถียรภาพถือเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงและเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ใช้แบบจำลองประเมินปริมาณน้ำในทะเลสาบแห่งใหม่ และเตือนว่าหากยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง มีความเสี่ยงสูงที่ทะเลสาบแห่งนี้อาจทะลักหรือพังแนวกั้นภายใน 3 วันข้างหน้า

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังน้ำป่าไหลหลากอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะทะลักและส่งมวลน้ำลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยคาดว่าหากฝนยังตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 3,000 ล้านลิตร ภายใน 3 วัน ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำในสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 1,200 สระ

ทางการจีนเตือนว่า หากแนวกั้นน้ำเกิดการพังทลาย มวลน้ำจำนวนมหาศาลอาจไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ และอาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติม โดยเฉพาะบริเวณด่านจี๋หลงและพื้นที่ใกล้เคียง

กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนระบุว่า ได้เตรียมแผนรับมือกรณีเกิดน้ำทะลัก พร้อมให้การสนับสนุนภารกิจกู้ภัยฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางปฏิบัติการกู้ภัยค้นหาผู้สูญหายที่ต้องแข่งกับเวลา.

ที่มา : BBC

ผู้เชี่ยวชาญชี้ น้ำหลากดินโคลนถล่มเนปาลกระทบพื้นที่ปลายน้ำไกลถึง 80 กม.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ น้ำหลากดินโคลนถล่มเนปาลกระทบพื้นที่ปลายน้ำไกลถึง 80 กม.

28 ส.ค. 2569 05:16 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ น้ำหลากดินโคลนถล่มเนปาลกระทบพื้นที่ปลายน้ำไกลถึง 80 กม.

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตเกียววิเคราะห์ภาพดาวเทียม พบผลกระทบจากดินถล่มและมวลน้ำในพื้นที่ชายแดนเนปาล-จีนขยายวงไกลอย่างน้อย 80 กิโลเมตร

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ในญี่ปุ่น ทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณชายแดนเนปาล-จีน หลังเกิดโศกนาฏกรรมดินโคลนถล่มและมวลน้ำไหลหลากครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พบว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ขยายไปตามลำน้ำเป็นระยะทางอย่างน้อย 80 กิโลเมตรจากจุดเกิดดินถล่ม

ศาสตราจารย์วาตานาเบะ ฮิเดโนริ จากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยโตเกียว วิเคราะห์ภาพพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ไปทางเหนือราว 70 กิโลเมตร โดยพบว่าภาพถ่ายเมื่อวันอังคารยังเห็นธารน้ำแข็งและก้อนหินอยู่บนไหล่เขา แต่ภาพในวันพุธแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ขนาดใหญ่ของไหล่เขาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงและพังถล่มลงมา

โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเกิดจากธารน้ำแข็งและก้อนหินบนภูเขาพังถล่มลงมาพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดดินถล่มขนาดใหญ่และมวลตะกอนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งบริเวณห่างจากจุดดินถล่มราว 7 กิโลเมตร ในฝั่งเนปาล พบเศษดิน หิน และตะกอนจำนวนมากปกคลุมหุบเขา ขณะที่พื้นที่ลาดเขาซึ่งเดิมปกคลุมด้วยต้นไม้ได้กลายเป็นสีน้ำตาล โดยบริเวณที่เปลี่ยนสีอาจสูงจากพื้นหุบเขาถึง 800 เมตร

นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมยังพบว่า จุดที่อยู่ห่างจากพื้นที่เกิดดินถล่มราว 60 กิโลเมตร ลำน้ำขยายกว้างถึงประมาณ 300 เมตร และมวลน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนไหลเข้าท่วมชุมชนที่ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำ ขณะที่แม้อยู่ห่างออกไปถึง 80 กิโลเมตร ลำน้ำยังมีระดับสูงขึ้นและพบพื้นที่โดยรอบอาคารหลายแห่งถูกน้ำท่วม.

ที่มา NHK

ไม่พูดเล่น ทรัมป์ลงนามคำสั่งให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

ไม่พูดเล่น ทรัมป์ลงนามคำสั่งให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

28 ส.ค. 2569 04:49 น.

ไม่พูดเล่น ทรัมป์ลงนามคำสั่งให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางข้อพิพาทการค้ากับแคนาดาที่ตึงเครียดขึ้น

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ที่อยู่ติดกับทั้งสหรัฐฯ และแคนาดา เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” โดยระบุว่าการเปลี่ยนชื่อมีผลอย่างเป็นทางการทันที

ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อ พร้อมสั่งให้กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ปรับปรุงข้อมูลในระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชื่อสถานที่อย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ให้ใช้ชื่อใหม่

โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่เรื่องการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอหลายครั้งผ่านโซเชียลมีเดียระหว่างเกิดข้อพิพาททางการค้า ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ตึงเครียดขึ้น หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% มูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แคนาดาเตรียมมาตรการภาษีตอบโต้แบบมูลค่าต่อมูลค่าในเดือนหน้า

ด้านนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าแคนาดาจะยังคงเรียกชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่า “ทะเลสาบออนแทรีโอ” โดยระบุว่าชื่อนี้มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี และมีมาก่อนทั้งการก่อตั้งสหพันธรัฐแคนาดาและการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจในการกำหนดชื่อสถานที่สำหรับการใช้งานอย่างเป็นทางการภายในประเทศ แต่ประเทศอื่นไม่จำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนชื่อ และไม่มีองค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจกำหนดชื่อทะเลหรือแหล่งน้ำที่เป็นพื้นที่ร่วมระหว่างประเทศอย่างเป็นสากล.

ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

28 ส.ค. 2569 01:48 น.

ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

ฝูงแมงกะพรุนจำนวนมากถูกดูดเข้าไปในระบบกรองน้ำทะเลสำหรับหล่อเย็น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กราเวลีนส์ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุฝูงแมงกะพรุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบกรองน้ำทะเลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กราเวลีนส์ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ 2 หน่วยต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ขณะที่อีก 1 หน่วยหยุดเดินเครื่องมาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมจากปัญหาเดียวกัน

การไฟฟ้าฝรั่งเศสระบุว่า ขณะนี้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3  4 และ 6 ถูกปิดการทำงาน โดยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 เพิ่งกลับมาเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม หลังได้รับผลกระทบจากฝูงแมงกะพรุนระลอกแรกเมื่อต้นเดือน ส่วนเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ลดกำลังการผลิตลงเพื่อป้องกันปัญหา

โรงไฟฟ้ากราเวลีนส์ตั้งอยู่ระหว่างเมืองดันเคิร์กและกาเลส์ ในแคว้นโอดฟร็องส์ และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส มีเตาปฏิกรณ์ทั้งหมด 6 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 900 เมกะวัตต์ โดยใช้น้ำจากคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลเหนือเป็นระบบหล่อเย็น

รายงานข่าวระบุว่าแมงกะพรุนที่ถูกดูดเข้าสู่ระบบกรองน้ำทะเลจำนวนมากอาจทำให้ระบบกรองอุดตัน จึงจำเป็นต้องหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์เพื่อความปลอดภัย โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เคยประสบปัญหาฝูงแมงกะพรุนจำนวนมากในระบบกรองน้ำทะเลจนต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วนมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แมงกะพรุนมักมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่น เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนบริเวณผิวน้ำเพิ่มขึ้น และดึงดูดแมงกะพรุนให้เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น.

ที่มา BBC

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

28 ส.ค. 2569 01:38 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลเพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 667 คน เป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 โฆษกสำนักงานตำรวจเนปาลเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ มวลน้ำไหลทะลักครั้งใหญ่ใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

ทางด้านคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาลเปิดเผยว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ 667 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ และชาวเนปาล 127 คน โดยชาวอินเดียสูญหายมากที่สุด 178 คน ตามด้วยชาวสหรัฐฯ 65 คน ชาวยูเครน 53 คน ชาวมาเลเซีย 51 คน ชาวออสเตรเลีย 35 คน และชาวอังกฤษ 33 คน

ขณะเดียวกัน นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทราบว่า พื้นที่แห่งนี้รับผลกระทบอย่างมาก สาธารณูปโภคพื้นฐานตามแนวแม่น้ำโภตาโกสี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังมีชาวเนปาลและชาวต่างชาติสูญหายมากกว่า 600 คน โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์มวลน้ำทะลักเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านเรือนถูกทำลาย ถนนหลายสายจมอยู่ใต้น้ำ และสะพานหลายแห่งถูกกระแสน้ำพัดหาย ขณะที่ทีมกู้ภัยทั้งในเนปาลและทิเบตยังคงค้นหาผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้สูญหายยังมีความแตกต่างกัน โดยก่อนหน้านี้สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลรายงานว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ถึง 910 คน ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ยังคงตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลในพื้นที่ ทำให้ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก.

ที่มา BBC

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

27 ส.ค. 2569 22:09 น.

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้บัญชาการเหตุสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมซาราเยโว เสียชีวิตในเรือนจำกรุงเฮก ขณะรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมกรุงซาราเยโว ในช่วงสงครามบอลข่าน เสียชีวิตในเรือนจำที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะมีอายุ 84 ปี ทนายความของเขาเปิดเผยว่า มลาดิชเสียชีวิตระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตภายใต้การควบคุมของหน่วยกักกันของสหประชาชาติ

โดยมลาดิชได้รับฉายาว่า “คนขายเนื้อแห่งบอสเนีย” หรือ “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย ที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติ ได้ตัดสินเมื่อปี 2560 ว่ามีความผิดจากการวางแผนและบัญชาการปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวเซิร์บในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ศาลพิพากษาว่า มลาดิชมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การข่มเหง การกำจัด การฆาตกรรม การก่อการร้าย การโจมตีพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการจับตัวประกัน

ทั้งนี้ มลาดิชหลบหนีการจับกุมเป็นเวลาหลายปี ก่อนถูกจับกุมในเซอร์เบียเมื่อปี 2554 และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่กรุงเฮก จากนั้นใช้เวลารับโทษในเรือนจำมากกว่า 15 ปี โดยหลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มลาดิชยื่นอุทธรณ์และขอปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหลายครั้ง ซึ่งคำร้องล่าสุดถูกยื่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทนายความขอให้ปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม หลังแพทย์ประจำหน่วยกักกันระบุว่าสุขภาพโดยรวมของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ แต่คำร้องถูกปฏิเสธก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา