ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

25 มี.ค. 2569 10:41 น.

ศาลสหรัฐฯฟัน Meta เผยข้อมูลเท็จ หลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยเด็กบนแพลตฟอร์ม

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินให้ Meta จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายกว่า 375 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (12,215 ล้านบาท) ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับเด็ก

รัฐนิวเม็กซิโกฟ้องร้องบริษัท Meta ในปี 2023 โดยอ้างว่าบริษัท ชี้นำผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่มีลักษณะทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง แสดงภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก รวมถึงเปิดเผยให้เยาวชนเห็นถึงการชักชวนให้กระทำการดังกล่าวและการค้ามนุษย์ทางเพศ

รัฐนิวเม็กซิโกกล่าวว่าบริษัททำเช่นนั้นผ่านอัลกอริทึมการแนะนำ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ Meta ใช้ในการคัดกรองเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็นบนแพลตฟอร์มของตนโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ Meta ยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีแยกต่างหากในลอสแอนเจลิส ซึ่งหญิงสาวคนหนึ่งอ้างว่าเธอติดแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ YouTube ซึ่งเป็นของ Google ตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากวิธีการออกแบบแพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยเจตนา และมีคดีฟ้องร้องที่คล้ายกันอีกหลายพันคดีที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลสหรัฐฯ

ด้านคณะลูกขุนของศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินว่า Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook, Instagram และ WhatsApp มีความรับผิดชอบต่อวิธีการที่แพลตฟอร์มของตนเป็นอันตรายต่อเด็ก และทำให้เด็กได้รับชมสื่อลามกอนาจารและติดต่อกับผู้กระทำความผิดทางเพศ

คณะลูกขุนพบว่า Meta มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของรัฐนิวเม็กซิโก เนื่องจากบริษัทได้ให้ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน

ระหว่างการพิจารณาคดีที่กินเวลานานเจ็ดสัปดาห์ คณะลูกขุนได้รับเอกสารภายในของ Meta และได้ฟังคำให้การจากอดีตพนักงานเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทรับรู้ถึงผู้ล่าทางเพศเด็กที่ใช้แพลตฟอร์มของตน

อาร์ตูโร เบฮาร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของ Meta ซึ่งลาออกจากบริษัทในปี 2021 เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลให้การเป็นพยานเกี่ยวกับการทดลองต่างๆ ที่เขาดำเนินการบน Instagram ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้รับเนื้อหาทางเพศ

เขากล่าวว่าลูกสาวของเขาเองถูกคนแปลกหน้าชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์บน Instagram

อัยการของรัฐได้แสดงหลักฐานการวิจัยภายในของ Meta ที่พบว่า ในช่วงหนึ่ง ผู้ใช้ Instagram ถึง 16% รายงานว่าถูกแสดงภาพเปลือยหรือกิจกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ภายในสัปดาห์เดียว

ราอูล ทอร์เรซ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่าคำตัดสินนี้เป็น “ประวัติศาสตร์” และถือเป็นครั้งแรกที่รัฐฟ้องร้อง Meta ได้สำเร็จในประเด็นด้านความปลอดภัยของเด็ก

ด้านMeta ซึ่งนำโดยผู้ถือหุ้นและซีอีโอ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก โต้เเย้งว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและตั้งใจที่จะยื่นอุทธรณ์

และกล่าวว่า “เราทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้คนบนแพลตฟอร์มของเรา และเราเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความท้าทายในการระบุและกำจัดผู้กระทำผิดและเนื้อหาที่เป็นอันตราย เรายังคงมั่นใจในผลงานของเราในการปกป้องวัยรุ่นทางออนไลน์”

ในปี 2024 Instagram ได้เปิดตัวบัญชีสำหรับวัยรุ่น ทำให้ผู้ใช้รุ่นเยาว์มีวิธีควบคุมประสบการณ์ของตนเองได้มากขึ้น และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่จะแจ้งเตือนผู้ปกครองหากบุตรหลานของพวกเขากำลังค้นหาเนื้อหาเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง 

ด้านอัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินคดีความว่า ผู้บริหารของ Meta รู้ว่าแพลตฟอร์มของพวกเขาสร้างความเสียหายแก่เด็ก เพิกเฉยต่อคำเตือนจากพนักงานของตนเอง และโกหกต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขารู้ จึงตัดสินให้ทาง Meta จ่ายค่าปรับทางแพ่งรวม 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (12,215 ล้านบาท) หลังจากคณะลูกขุนตัดสินว่ามีการละเมิดกฎหมายหลายพันครั้ง โดยแต่ละครั้งมีโทษปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ.

ที่มา : BBC

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

25 มี.ค. 2569 10:39 น.

รัสเซียถล่มยูเครน ยิงโดรน 948 ลำใน 24 ชั่วโมง

ยูเครนเผยรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ด้วยโดรนกว่า 948 ลำภายในวันเดียว ครอบคลุมหลายภูมิภาค รวมถึงพื้นที่ตะวันตกที่ไม่ค่อยถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมสร้างความเสียหายต่อโบราณสถานและโครงสร้างพื้นฐาน

กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียได้ระดมสรรพกำลังโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุด โดยแบ่งเป็นสองระลอก โดยในช่วงกลางคืน มีการยิงโดรน 392 ลำ และขีปนาวุธ 34 ลูก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ใน 11 ภูมิภาค ส่วนในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเช้าวันอังคาร โดยมีการส่งโดรนอีก 556 ลำ เข้าโจมตี ซึ่งทางโฆษกกองทัพอากาศระบุว่าโดรนเหล่านี้บินเข้ามาเป็นขบวนจากทางตอนเหนือ และกระจายตัวโจมตีในวงกว้างกว่าช่วงกลางคืน

ความเสียหายรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งปกติมักจะปลอดภัยกว่าพื้นที่ชายแดน โดยที่เมืองลวีฟ อารามเบอร์นาร์ดีน (Bernardine Monastery) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บในภูมิภาคนี้ถึง 32 ราย

ส่วนที่เมืองอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 4 ราย รวมถึงเด็กวัย 6 ขวบ โดยอาคารหลายแห่งรวมถึง “โรงพยาบาลผดุงครรภ์” ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย และที่เมืองวินนีตเซีย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย จากการโจมตีโดยโดรน

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวผ่านวิดีโอแถลงการณ์ว่า “ขนาดของการโจมตีครั้งล่าสุดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะยุติสงครามนี้อย่างแท้จริง” ขณะที่นางโอเลนา เซเลนสกา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำเตือนชาวโลกว่าอย่าปล่อยให้ความสูญเสียของยูเครนกลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติหรือพาดหัวข่าวที่ผู้คนมองข้ามไป

การยกระดับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ ต้องหยุดชะงักลง นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝั่งรัสเซียยังไม่มีการออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตีในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากฝั่งรัสเซียเช่นกันว่า ในวันอังคารที่ผ่านมา ยูเครนได้ส่งโดรนโจมตีวิสาหกิจการเกษตรในภูมิภาคคุร์สก์ส่งผลให้ชายชาวรัสเซียเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

25 มี.ค. 2569 10:22 น.

เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นพลังงานสะดุด

นายกฯ เกาหลีใต้ตั้ง 2 ศูนย์ฉุกเฉินรับมือผลกระทบสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน จับตาพลังงานผ่านฮอร์มุซ พร้อมออกมาตรการประหยัดพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดตั้งหน่วยงานเศรษฐกิจฉุกเฉิน 2 แห่ง เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน

โดยจะมีการจัดตั้งห้องสถานการณ์เศรษฐกิจฉุกเฉิน ที่ทำเนียบประธานาธิบดี และกองบัญชาการเศรษฐกิจฉุกเฉิน  ภายใต้สำนักงานนายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินและกำกับการตอบสนองของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด มาตรการนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีอี แจมยองที่ให้เร่งใช้ระบบรับมือเชิงรุก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีคิมระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือระยะยาว รวมถึงกรณีเลวร้ายที่สุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้ารับมืออย่างเต็มที่ โดยโครงสร้างใหม่จะมีการประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะผลัดกันเป็นประธาน และมีการตั้งหน่วยย่อย 5 ด้าน ครอบคลุมเศรษฐกิจมหภาค พลังงาน การเงิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และการติดตามสถานการณ์ต่างประเทศ นอกจากนี้ จะมีการประชุมเศรษฐกิจฉุกเฉินที่นำโดยประธานาธิบดี ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการหลัก 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การใช้ระบบหมุนเวียนป้ายทะเบียนสำหรับรถภาครัฐ 5 วัน และรณรงค์ให้ประชาชนลดระยะเวลาอาบน้ำ รวมถึงชาร์จโทรศัพท์ในช่วงเวลากลางวัน.

ที่มา Yonhap

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

25 มี.ค. 2569 09:23 น.

สลด ชนแล้วหนีคร่าชีวิต 2 คนไทยในไมอามี ตร.จับคนร้ายได้ อ้างว่าปิดตาเหยียบคันเร่งหวังปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุสลดในรัฐไมอามี สหรัฐฯ เมื่อ 2 คนไทยเรียนอยู่ที่นั่น ตกเป็นเหยื่อคนร้ายขับชนแล้วหนี ซึ่งต่อมาตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว เจ้าตัวอ้างที่จริงตอนเกิดเหตุได้ปิดตาเหยียบคันเร่ง หวังปลิดชีพตัวเอง

วันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว The Herald Times รายงานว่า เกิดเหตุสลด นายเอดาน เนกรอน-มอร์ริส ชาวอเมริกัน วัย 42 ปี ขับรถไม่เปิดไฟหน้าพุ่งชนคนข้ามถนน ซึ่งเป็นสองคนไทย เสียชีวิต ก่อนที่จะขับหนีไป โดยผู้เสียชีวิตได้แก่ Greatgomon Laowatdhanasapya ชายไทยอายุ 23 ปี และ Sarisa Kongduang นักศึกษาหญิงชาวไทย อายุ 22 ปี

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตสัญชาติไทยทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอินเดียนา และอีกคนเป็นบัณฑิต จบการศึกษาปี 2024 ทั้งคู่อยู่ระหว่างการท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุจากการถูกรถที่มาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนระหว่างเดินข้ามถนน เมื่อเวลา 21.10 น. ของวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา 


รายงานข่าวอ้างอิงสื่อ Miami Herald ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายวัย 42 ปี ขับรถนิสสัน รุ่น เซนทรา ขับมาด้วยความเร็วโดยไม่เปิดไฟหน้ารถ ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีพลเมืองดีหลายรายได้โทรศัพท์แจ้ง 911 ว่ามีการขับรถด้วยความเร็ว นอกจากนี้หลังชนคนเสียชีวิต คนร้ายได้ขับรถหนี แล้วไปจอดรถทิ้งไว้บริเวณย่านวาลกรีนส์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป และต่อมาตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุได้จากบริเวณเดียวกันนี้ พร้อมตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจำนวน 2 กระทง และข้อหาหลบหนีจากที่เกิดเหตุในคดีที่มีผู้เสียชีวิตอีก 2 กระทง

ด้านข้อมูลจากสมาคมนักเรียนไทยระบุว่า Sarisa Kongduang หนึ่งในผู้เสียชีวิต เคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักเรียนไทย ของมหาวิทยาลัยไมอามี และเป็นเหรัญญิก ของสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐฯ ส่วนอีกคนเรียนจบจากวิทยาลัยเคลลี ในปี 2024 และทำงานที่ธนาคารแห่งอเมริกา.

ที่มา  The Herald Times

ภาพจาก Miami Dade County

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

25 มี.ค. 2569 08:17 น.

เกิดเหตุโดรนโจมตีภายในสนามบินนานาชาติคูเวต โดนถังเชื้อเพลิงระเบิดไฟลุกไหม้

เกิดเหตุโดรนโจมตีโดนถังเชื้อเพลิงภายในสนามบินนานาชาติคูเวต ทำให้เกิดระเบิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมสถานการณ์ ยืนยันไม่มีผู้บาดเจ็บ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานการบินพลเรือนคูเวต เปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีถังเชื้อเพลิงภายในสนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในพื้นที่ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินทันที โดยทีมดับเพลิงเข้าควบคุมเพลิงอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสียหายและป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม

เบื้องต้น ทางการยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยความเสียหายจำกัดอยู่ในระดับทรัพย์สินเท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายและตรวจสอบรายละเอียดของเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

25 มี.ค. 2569 06:41 น.

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน ปล่อยตัวชายชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกันวัย 64 ปี ซึ่งถูกคุมขังมานานกว่า 1 ปีแล้ว และหลังจากรัฐบาลทรัมป์พยายามกดดันอย่างหนัก

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 กลุ่มตาลีบันได้ทำการปล่อยตัวนายเดนนิส วอลเตอร์ คอยล์ พลเมืองชาวอเมริกันวัย 64 ปีแล้ว หลังจากเขาถูกคุมขังอยู่นานกว่าหนึ่งปี ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

นายคอยล์อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 เพื่อศึกษาด้านภาษาศาสตร์ของอัฟกัน และช่วยเหลือชุมชนต่างๆ ในการพัฒนาทรัพยากรด้านภาษาท้องถิ่นของตนเอง ก่อนถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนมกราคมปีก่อน โดยญาติของเขาระบุว่า เขาไม่เคยถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมใดๆ

แม้ว่าทางการอัฟกันจะเคยระบุในช่วงเวลาที่เขาถูกจับว่าเขาละเมิดกฎหมายบางประการที่ไม่ได้ระบุชัดเจน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X เมื่อวันอังคาร กระทรวงการต่างประเทศของอัฟกานิสถานระบุว่า ได้มีการ “ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวเขา” และศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่า การจำคุกนายคอยล์นั้นถือว่า “เพียงพอ” แล้ว และเขาได้รับอภัยโทษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส วันอีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr) ซึ่งเป็นวันหยุดสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดหรือเดือนรอมฎอน

ทางด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งประกาศให้อัฟกานิสถานเป็น “รัฐสนับสนุนการกักขังโดยมิชอบ” เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ออกมาแสดงความยินดีต่อการปล่อยตัวในครั้งนี้ แต่ยังคงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวพลเมืองอเมริกันรายอื่นๆ ที่ถูกคุมขังอย่าง “ไม่ยุติธรรม” ต่อไป

สำนักข่าว บีบีซี ถามถึงความรู้สึกหลังได้รับการปล่อยตัว นายคอยล์ตอบเพียงสั้นๆ ว่าเขารู้สึกสบายดี

ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “ในวันนี้ หลังจากถูกคุมขังในอัฟกานิสถานนานกว่าหนึ่งปี เดนนิส คอยล์ กำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน”

“ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นที่จะยุติการกักขังโดยมิชอบในต่างแดน” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม “เดนนิสถือเป็นชาวอเมริกันรายล่าสุดจากจำนวนกว่า 100 คนที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมาภายใต้การดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา”

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าการปล่อยตัวนายคอยล์ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยนายซาอิฟ อัล เกตบี ทูตพิเศษของเอมิเรตส์ประจำอัฟกานิสถาน ได้เดินทางไปยังสนามบินในกรุงคาบูลเพื่อร่วมในพิธีปล่อยตัว พร้อมให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าการปล่อยตัวครั้งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างวอชิงตันและคาบูล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

25 มี.ค. 2569 04:17 น.

ผลสืบสวนชี้ ระบบตรวจจับไม่ทำงาน ทำแอร์แคนาดาชนรถดับเพลิง

คณะกรรมการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เหตุเครื่องบินของแอร์แคนาดาชนกับรถดับเพลิงกลางรันเวย์ของสนามบินในนิวยอร์กจนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ เป็นผลจากระบบตรวจจับเครื่องบินกับยานพาหนะบนรันเวย์ไม่ทำงาน

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เหตุเครื่องบินของสายการบินแอร์แคนาดาชนกับรถดับเพลิงกลางรันเวย์ของสนามบินในนครนิวยอร์ก จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นผลมาจากระบบตรวจจับเครื่องบินกับยานพาหนะบนรันเวย์ไม่ทำงาน

NTSB กำลังเป็นผู้นำในการสอบสวนเหตุการณ์เครื่องบินเจ็ตของสายการบินแอร์แคนาดา เอ็กซ์เพรส รุ่น CRJ-900 ชนกับรถดับเพลิงที่สนามบิน “ลาการ์เดีย” (LaGuardia) โดยพวกเขาพบว่า เหตุการณ์นี้เป็นผลจากระบบ ASDE-X ไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น

“ระบบ ASDE-X ไม่ได้แจ้งเตือน เนื่องจากยานพาหนะต่างๆ อยู่ในระยะที่ใกล้กันมากขณะกำลังเคลื่อนเข้าและออกจากบริเวณรันเวย์ ส่งผลให้ระบบไม่สามารถสร้างเส้นทางติดตามที่มีความแม่นยำสูงได้” เจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธาน NTSB กล่าวกับผู้สื่อข่าวในนิวยอร์ก

ทั้งนี้ ASDE-X หรือ Airport Surface Detection Equipment, Model X เป็นระบบเฝ้าระวังที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดการรุกล้ำรันเวย์ โดยช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศสามารถติดตามการเคลื่อนที่บนพื้นผิวรันเวย์ของเครื่องบินและยานพาหนะต่างๆ ได้

นอกจากนั้น โฮเมนดียังระบุด้วยว่า รถดับเพลิงคันดังกล่าวซึ่งกำลังขับตัดรันเวย์ของสนามบินลาการ์เดียเพื่อไปช่วยเหลือเครื่องบินอีกลำหนึ่งนั้น ไม่มีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ซึ่งแตกต่างจากรถบรรทุกในสนามบินอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา

โฮเมนดียอมรับด้วยว่า ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีเทคโนโลยีใดที่สามารถป้องกันเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก

ทั้งนี้ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้สนามบินลาการ์เดียกำลังเผชิญกับภาวะเที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิกจำนวนมากเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน โดยองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า คาดว่ารันเวย์ 1 ใน 2 แห่งของสนามบินจะยังไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้จนกว่าจะถึงวันศุกร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

25 มี.ค. 2569 03:22 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ทีมเจรจาของสหรัฐฯ กำลังคุยกับคนที่ใช่ และอ้างว่าฝ่ายอิหร่านให้ “รางวัลใหญ่” แก่สหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำมัน, ก๊าซ และช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่เผยรายละเอียด

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อัปเดตสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเรื่องการเจรจากับอิหร่าน ระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิคนใหม่ที่ทำเนียบขาว

โดยนายทรัมป์ ยังคงกล่าวย้ำคำกล่าวอ้างเดิมที่ว่า ขณะนี้อิหร่านไม่เหลือกองทัพเรือ ไม่เหลือผู้นำ หรือแม้แต่ระบบเรดาร์อีกต่อไปแล้ว พร้อมกับเรียกปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ว่าเป็น “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มหาศาล”

ในส่วนเรื่องการเจรจาสันติภาพ นายทรัมป์ระบุว่า “เรากำลังคุยกับคนที่ใช่ และพวกเขาก็ต้องการทำข้อตกลงใจจะขาด” และเสริมว่า รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ต่างก็มีส่วนร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้สื่อของอิหร่านเคยออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่ากำลังมีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านกับสหรัฐฯ เกิดขึ้น พร้อมกล่าวหานายทรัมป์ว่า พูดแบบนั้นเพราะต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงเท่านั้น

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างอีกว่า รัฐบาลอิหร่านได้ตกลงแล้วว่าประเทศจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่เขาเคยพูดมาแล้วหลายครั้งในระหว่างความขัดแย้งนี้

นอกจากนี้ เขายังถูกนักข่าวถามว่า ทีมงานของเขากำลังเจรจากับใครในอิหร่าน ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “เราสังหารผู้นำของพวกเขาทั้งหมด จากนั้นพวกเขาก็ประชุมกันเพื่อเลือกผู้นำชุดใหม่ และเราก็สังหารพวกเขาด้วยเช่นกัน … ตอนนี้เรามีกลุ่มใหม่แล้ว … มาดูกันว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป”

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้นำไปสู่ “การเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครอง” แต่เขาก็ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า “ผมไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น”

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวต่อว่า คณะผู้เจรจาของอิหร่านได้มอบ “รางวัลที่สำคัญยิ่ง” ให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซ และเสริมว่า ของขวัญชิ้นนี้มีความเกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ

เมื่อถูกขอให้แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับในช่วงสงครามอิหร่าน นายทรัมป์ก็ตอบว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) นั้น “ยอดเยี่ยมมาก” และอธิบายว่ากาตาร์ก็ “ดีเยี่ยม” เช่นกัน

และเมื่อถูกถามว่า มีความหวังมากน้อยเพียงใดว่าข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านจะประสบความสำเร็จ นายทรัมป์ตอบว่า “สงครามนี้ได้รับชัยชนะแล้ว” อย่างไรก็ตาม แทบไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดว่าสงครามจะสิ้นสุดลงจริงๆ ได้อย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

25 มี.ค. 2569 02:27 น.

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

หญิงอิสราเอลกลายเป็นพลเรือนรายแรกที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน นับตั้งแต่ความรุนแรงระลอกล่าสุดปะทุขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม

หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินของอิสราเอลเปิดเผยเมื่อ 24 มี.ค. 2569 ว่า หญิงวัย 30 ปีรายหนึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่ม “ฮิซบอลเลาะห์” ที่ยิงมาจากเลบานอน นับเป็นพลเรือนอิสราเอลรายแรกที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อ 2 มี.ค.

นอกจากหญิงเคราะห์ร้ายรายนี้แล้ว ยังมีพลเรือนอีก 2 รายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิดในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่กัลลีลีตอนบน (Upper Galilee) ตามรายงานของหน่วยกู้ชีพ

ทั้งนี้ การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปะทุขึ้นเพียง 2 วันหลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ระดมยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลอย่างหนัก

เจ้าหน้าที่กองทัพของอิสราเอลระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงอาวุธโจมตีเฉลี่ยวันละ 90-110 ชุด โดยร้อยละ 60-70 มุ่งเป้าไปที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ที่ปฏิบัติการอยู่ในเลบานอน ส่วนที่เหลือถูกยิงไปยังเขตชุมชนพลเรือนทางตอนเหนือของอิสราเอล

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่ 2 มี.ค.เพิ่มขึ้นเป็น 1,072 ศพแล้ว โดยเพิ่มขึ้น 33 ศพในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงวันอังคาร และมีผู้บาดเจ็บอีก 2,966 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

25 มี.ค. 2569 01:13 น.

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายวันเข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ของยูเครน เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่เซเลนสกีเรียกร้องให้พันธมิตรสนับสนุนยูเครนต่อไป

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วยูเครนตลอดคืนวันจันทร์เข้าสู่วันอังคาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ รวมถึงหญิงวัย 61 ปี ในเหตุโดรนพุ่งชนรถไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟเมื่อเช้าตรู่วันอังคาร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

กองทัพอากาศยูเครนระบุในแถลงการณ์ผ่าน Telegram ว่า การโจมตีของรัสเซียครั้งนี้ประกอบด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว 7 ลูก, ขีปนาวุธร่อน 23 ลูก, ขีปนาวุธจากอากาศสู่ภาคพื้น 4 ลูก และโดรนอีก 392 ลำ โดยหน่วยป้องกันทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 25 ลูก และโดรนอีก 365 ลำ

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองซาโปริซเซียทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกโจมตีด้วยโดรน 6 ลำ ตามด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวอีก 6 ลูก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 9 ราย หลังจากอาคารที่พักอาศัยสูงระฟ้าแห่งหนึ่งถูกถล่ม

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 วัน และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวเตือนในสุนทรพจน์ประจำวันว่ากำลังจะมีการ “โจมตีครั้งใหญ่” เกิดขึ้น

ประธานาธิบดีเซเลนสกีโพสต์ข้อความผ่าน X ในวันอังคารว่า “ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราต้องการการปกป้องที่มากขึ้นเพื่อรักษาชีวิตผู้คนจากการโจมตีของรัสเซีย สิ่งสำคัญคือต้องสนับสนุนยูเครนต่อไป”

ทั้งนี้ ในพื้นที่อื่นๆ นายวิตาลี ดียาคิฟนิช ผู้ว่าการแคว้นโปลตาวาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุผ่าน Telegram ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บ 12 ราย หลังการโจมตีของรัสเซียพุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัยและโรงแรมแห่งหนึ่ง

ที่เมืองเคอร์ซอน นายยาโรสลาฟ ชานโก หัวหน้าฝ่ายบริหารของเมือง กล่าวว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 1 ราย หลังจากบ้านของเขาถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่จากฝั่งรัสเซีย

ขณะที่ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าหญิงวัย 75 ปีรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังการโจมตีของรัสเซีย และในเมืองซูมี คนขับรถบัสวัย 65 ปีได้รับบาดเจ็บหลังจากรถของเขาถูกโดรนพุ่งชน

ทางด้านรัฐบาลมอลโดวาได้ออกมาประณามการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคโอเดสซา ของยูเครน ซึ่งส่งผลให้สายส่งไฟฟ้า Isaccea-Vulcanesti ถูกตัดขาด โดยสายส่งนี้เป็นเส้นทางหลักที่มอลโดวาใช้เพื่อนำเข้าไฟฟ้าจากโรมาเนียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

“ขณะนี้มีการใช้เส้นทางสำรองแล้ว แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง” ประธานาธิบดี ไมอา ซานดู แห่งมอลโดวา โพสต์ข้อความผ่าน X “รัสเซียต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc