แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันแพงหลายเท่าตัว เพราะน้ำมันแพงหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีปุ๋ยใส่ให้ต้นปาล์มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นปาล์มจะไม่สร้างผลผลิต เท่ากับสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเกษตรกร”

นายเชาว์ มีขวด

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติให้ข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ พ.ศ.2556) โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 กำหนดเงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ ไว้ว่า

ข้อ 3.1 ต้องไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย กรณีข้าราชการสายวิชาการต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้

นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หลักสูตรใดเท่านั้น ประกอบกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ ศธ 0506(2)/ว.569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 เรื่องการกำหนดจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรีหรือในระดับบัณฑิตศึกษา นอกเหนือจากการที่ได้กำหนดเรื่องจำนวนและคุณวุฒิอาจารย์ประจำหลักสูตรไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 แล้วในกรณีสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทในสาขาวิชาเดียวกันอีก 1 หลักสูตร

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

รอเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ ประธานสภาสั่งปรับเกณฑ์อาหาร สส. ตามจำนวนจริง เงินเหลือส่งคืนคลัง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.01 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ช่วงนี้สภาจัดอาหารให้ สส วันประชุมตามความเป็นจริงประมาณวันละ 250-300 คน เงินเหลือส่งคืนคลัง รอการเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

เลิกจัดอีเวนต์แก้ผ้าเอาหน้ารอด! ส่อง 5 หมัดเด็ด ดร.เจิมศักดิ์ ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุนข้าวแกง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 จากกรณี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ วิพากษ์วิจารณ์ถึง  รัฐมนตรีพาณิชย์ศุภจี เกี่ยวกับ มาตรการแก้ราคาข้าวแกงที่อาจแพงขึ้น จากสถานการณ์พลังงาน  

“นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมการไว้แล้ว เราเตรียมแผนนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรจากต้นทาง เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย สินค้าจำเป็นเข้าไปยังร้านอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำในตลาดสดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ มาตรการข้าวแกงพาณิชย์ แค่ ทายาหม่อง แก้ไม่ตรงจุด)

ล่าสุด  ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา  ก็ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้อีกว่า  มาตรการของรัฐที่ช่วย ร้านข้าวแกงของชาวบ้านและอาหารจานด่วน ที่เป็นไปได้

โดยไม่ใช่การจัดอีเวนท์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อ สร้างภาพ ประชาสัมพันธ์ อย่างที่กระทรวงพาณิชย์จะทำ หากมองข้ามมาตรการระยะสั้นแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” หรือการจัดอีเวนต์ชั่วคราว ทางเลือกในการแก้ปัญหาต้นทุนอาหารจานด่วนที่ยั่งยืนกว่า  ควรเน้นไปที่ “การลดต้นทุนแฝงในห่วงโซ่อุปทาน” และ “การใช้กลไกตลาดเดิมให้มีประสิทธิภาพ” ดังนี้ :

1. การบริหารจัดการ “จุดรวบรวมและกระจายสินค้า” (Logistics Hub)

แทนที่รัฐจะนำของไปส่งให้ร้านค้า 24 แห่ง ดังที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ดำริ รัฐควรสนับสนุนให้เกิด “สหกรณ์ร้านอาหารรายย่อย” หรือจุดรับสินค้าเกษตรราคาหน้าฟาร์มในแต่ละเขต

• แนวทาง: ใช้พื้นที่ตลาดสดหรือโชห่วยที่มีอยู่แล้ว เป็นจุดรับสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง (Direct Sourcing)

• ผลลัพธ์: ลดบทบาทพ่อค้าคนกลางในเขตที่การแข่งขันต่ำ มีการบวกกำไรซ้ำซ้อน และลดค่าขนส่งที่ทับซ้อนกันหลายทอด ร้านข้าวแกงในรัศมี 1-2 กม. สามารถมาซื้อวัตถุดิบราคาส่งได้เองอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอของบริจาคเป็นครั้งคราว

2. การใช้ “Big Data” เชื่อมโยงผลผลิตเกษตร (Supply Chain Integration)

ใช้ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์มาพยากรณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า

• แนวทาง: เมื่อรู้ว่าช่วงไหนไข่ไก่หรือผักชนิดใดจะขาดตลาด รัฐต้องรีบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อตรึงราคาให้ร้านค้ารายย่อย

• ผลลัพธ์: ป้องกันปัญหาของขาดตลาดจนราคาพุ่งสูง (Price Spike) และช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน เป็นการช่วยทั้งต้นทางและปลายทาง

3. มาตรการ “Energy Credit” สำหรับผู้ประกอบการอาหาร

ต้นทุนพลังงาน (ก๊าซหุงต้ม/ค่าไฟ) เป็นต้นทุนคงที่ที่ร้านค้าควบคุมไม่ได้
• แนวทาง: ออกบัตรส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) หรือค่าไฟ สำหรับร้านอาหารที่ลงทะเบียนและต้องมีเงื่อนไข “คงราคาอาหาร” ไว้ในระดับที่กำหนด (คล้ายบัตรสวัสดิการแต่เน้นกลุ่มผู้ผลิต)

• ผลลัพธ์: เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของค่าครองชีพโดยตรง โดยที่ร้านค้าไม่ต้องแบกภาระต้นทุนพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก

4. การสนับสนุน “เมนูทางเลือกราคาประหยัด” (Standardized Low-cost Menu)

• แนวทาง: ส่งเสริมให้ร้านค้ามี “เมนูธงฟ้า” อย่างน้อย 1-2 เมนูที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลซึ่งราคาถูก โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์หรือลดภาษีท้องถิ่นให้ร้านที่เข้าร่วม

• ผลลัพธ์: ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารราคาถูกในทุกพื้นที่ โดยที่ร้านค้ายังสามารถขายเมนูอื่นในราคากลไกตลาดได้ตามปกติ

5. การใช้ระบบ “Smart Matching” ผ่านแอปพลิเคชัน

• แนวทาง: พัฒนา Platform ที่เชื่อม “ร้านข้าวแกง” กับ “แหล่งวัตถุดิบราคาถูก” ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ร้านอาหารสามารถสั่งซื้อน้ำมันพืชหรือข้าวสารพ่วงกัน (Group Buying) เพื่อให้ได้อำนาจต่อรองราคาส่ง
• ผลลัพธ์: สร้างอำนาจต่อรองให้รายย่อยเทียบเท่ากับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

สรุป  ทางเลือกเหล่านี้เน้นไปที่การสร้าง “ระบบ” มากกว่าการสร้าง “ภาพลักษณ์” ซึ่งจะช่วยให้ร้านข้าวแกงอยู่รอดได้แม้ในยามวิกฤตพลังงาน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

28 มีนาคม 2569

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

อัษฎางค์ ย้อนเกล็ด พีระพันธุ์ ปมตำหนิ ศุภจี เรื่องอำนาจคุมน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองเคยบอก ทำไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า พีระพันธ์ถามศุภจี “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

คุณพีระพันธุ์ตำหนิว่า เหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถึงไม่ใช้อำนาจในการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในคลิป Nation TV คุณพีระพันธุ์พูดทำนองว่า “รัฐมนตรีพาณิชย์บอกไม่มีอำนาจ… ตกลงคุณเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ประเทศไหนวะ”  แล้วตามด้วยการย้ำว่าหากอยู่ในประเทศนี้ก็ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบราคาและต้นทุน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระ

คำถามคือ

1. คุณพีระพันธ์มีภาพพจน์ เป็นผู้ดี มีความรู้และสุภาพทำไมพูดกับคุณศุภจีขนาดนั้นได้ยังไงรัฐมนตรีศุภจีเป็นสุภาพสตรีที่มีความสุขภาพเรียบร้อยมาก 
ต่างจากแพทองธารที่ถูกกล่าวหาและประนามว่าขายชาติจากกรณีคลิปเสียงคุยโทรศัพท์กับอังเคิล คุณพีระพันธ์ยังไม่เคยแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่นางแพเหมือนที่แสดงออกต่อคุณศุภจีแบบนั้นเลย

2. คุณพีระพันธ์เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ทำไมไม่รู้ว่า เรื่องการกำหนดราคาขายน้ำมัน รัฐมนตรีพลังงานกับรัฐมนตรีพาณิชย์มีขอบเขตอำนาจอย่างไร
ผมขอมาเล่าให้พี่น้องประชาชนในข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตั้งหรือกำหนดราคาน้ำมันโดยตรง เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ภายใต้กฎหมายและกลไกกำกับของกระทรวงพลังงาน แต่พาณิชย์ยังมีหน้าที่กำกับการแสดงราคาและตรวจสอบหัวจ่ายให้ถูกต้อง

กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่หลักเกี่ยวกับการค้าและการกำกับดูแลราคาสินค้าตามกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี รมว.พาณิชย์เป็นประธาน
พูดง่ายๆ 

กระทรวงพลังงาน (ผ่าน สนพ. และ กบน.) เป็นผู้กำหนดและประกาศราคาน้ำมันขายปลีกตามกลไกตลาดและนโยบายพลังงาน 
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตั้งราคาโครงสร้างต้นทุน แต่ใช้ พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ตรวจสอบปลายทาง เช่น บังคับปั๊มติดป้ายราคาชัด ตรวจหัวจ่ายให้ตรง จับกรณีขายเกินราคาที่พลังงาน
แบ่งหน้าที่ชัดเจน

• พลังงาน: กำหนดราคาตั้งแต่ต้นทางถึงขายปลีก

• พาณิชย์: คุมไม่ให้ปั๊มเอาเปรียบ (ขายเกิน ป้ายไม่ชัด หัวจ่ายผิด) เพื่อปกป้องผู้บริโภคหลังราคาออกมาแล้ว

ย้อนกลับไปในรายการ “ยิ่งคุยยิ่งลึก” ของยิ่งศักดิ์ จันทรา ช่อง 7 พีระพันธุ์ (ซึ่งเคยเป็น รมว.พลังงาน) ถูกถามเรื่องราคาน้ำมันสูงตอนเป็นรัฐมนตรี 
เขาตอบว่า…

“ในกฎหมายผมไม่มีอำนาจอะไรสักอย่างเลย รัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลยเพราะระบบของบ้านเราวางกฎหมายไว้ผิดพลาด”

แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นรัฐมนตรี กลับออกมาด่าคุณศุภจีว่า  “รัฐมนตรีพาณิชย์บอกไม่มีอำนาจ… ตกลงคุณเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ประเทศไหนวะ”

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

หมอวรงค์ แฉอีสานวิกฤต! น้ำมันขาดแคลน 3 จังหวัด ส่อกักตุนรอขึ้นราคา คิวยาว-จำกัดเติม 500 บาท

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือหมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวีดิโอ ผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยระบุว่า#น้ำมันยังขาดแคลน

วันนี้ 28 มีนาคม เวลาเย็น ผมมาสำรวจปั๊มน้ำมัน3จังหวัด คือ อุดร หนองคายและบึงกาฬ พบว่าน้ำมันยังขาดแคลน คลังยังปล่อยมาน้อย

บางปั๊มต้องไปรับน้ำมัน ที่คลังศรีราชา ปกติรับที่คลัง อ.น้ำพอง ขอนแก่น และได้ไม่มาก

ในคลิปนี้คือ ปั๊มปตท. อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ที่มีรถมารอคิวเติมน้ำมันจำนวนมาก และพี่น้องเกษตรกรก็เอาถังมารอคิว เติมเพื่อใช้กับเครื่องจักรการเกษตร เติมได้รายละ 500บาท

ผมเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน จากโรงกลั่น หรือคลังจ่าย สงสัยน้ำมันจะมีการขึ้นอีกรอบ เร็วๆนี้ เพราะการกักตุนน้ำมัน คือสัญญาณว่า ราคาน้ำมันจะขึ้น See less

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากกรณีที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความเห็นในประเด็น “เบี้ยเลี้ยงและอาหารของ ส.ส.” โดยระบุว่า อาหารที่สภาจัดไว้เป็นงบประมาณที่เบิกจ่ายไปแล้ว ต่อให้ไม่กิน เงินก็ไม่ได้กลับคืน ดังนั้นควรกินให้เกิดประโยชน์ไปก่อน แล้วค่อยไปปรับลดงบประมาณในปีถัดไป

​ในความเห็นของข้าพเจ้า ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงในปีงบประมาณ 2569 นั้นเป็นไปตามที่กล่าว คือ งบประมาณส่วนนี้ได้ถูกผูกพันและเบิกจ่ายไปแล้ว การจะกินหรือไม่กิน ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินกลับคืนมาในทันที

​แต่ข้าพเจ้ามองว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามเชิงปลายเหตุว่า “จะกินหรือไม่กิน” เพราะสิ่งที่กำลังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้างของการออกแบบงบประมาณ” กล่าวคือ การจัดอาหารแบบเหมารายวันเป็นการวางงบแบบ “ไม่อิงพฤติกรรมจริง” (non-demand based allocation) เมื่อความต้องการใช้จริงต่ำกว่าที่จัดเตรียมไว้ ย่อมเกิดของเหลือ และเมื่อเกิดขึ้นทุกวัน ก็กลายเป็นความสูญเปล่าที่สะสมในระดับระบบ

​ในมุมของข้าพเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณว่าระบบงบประมาณลักษณะนี้ “ถึงจุดที่ต้องทบทวน” เพราะมันขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้จริง เช่น หากมี ส.ส. จำนวนหนึ่งเลือกลงไปซื้ออาหารเองในโรงอาหาร นั่นหมายความว่าอุปทาน (อาหารที่จัดไว้) ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ (ความต้องการบริโภคจริง)

​เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสวีเดน จะเห็นแนวทางที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ สมาชิกสภาของเขาไม่ได้มีอาหารฟรีแบบเหมารายวัน แต่ใช้ระบบเบี้ยเลี้ยงตามภารกิจ (per diem) เช่น การเดินทางหรือปฏิบัติงานนอกพื้นที่ และหากมีการได้รับอาหารฟรี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกหักออกจากเบี้ยเลี้ยงทันที เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน แนวทางนี้สะท้อนหลัก “ใช้จริง จ่ายจริง” (pay-as-you-use) และลดโอกาสการเกิดต้นทุนส่วนเกินตั้งแต่การออกแบบระบบ

​นอกจากนี้ ระบบของสวีเดนยังตั้งอยู่บนหลักการสำคัญอีกประขการหนึ่ง คือ “สวัสดิการต้องผูกกับภารกิจ ไม่ใช่สิทธิพิเศษส่วนตัว” นั่นหมายความว่า สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ก็ไม่ควรถูกจัดให้ในลักษณะเหมารวม เพราะยิ่งระบบมีความเฉพาะเจาะจงมากเท่าไร โอกาสเกิดความสูญเปล่าก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

​ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว จากแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่สูงขึ้น สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และ “รัดเข็มขัด” ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ควรเพียงแต่บริหารงบประมาณตามกรอบเดิมเท่านั้น แต่ควรแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติในการ “ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” ด้วย กล่าวคือ ต้องเป็นกลุ่มแรกที่ตั้งคำถามกับความไม่จำเป็นของงบประมาณ และกล้าที่จะปรับลดหรือยกเลิกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

​การกล่าวว่า “งบจ่ายไปแล้ว ก็กินไปเถอะ” อาจเป็นคำอธิบายในเชิงบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ในมุมของข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่คำตอบเชิงนโยบาย เพราะมันไม่ได้แตะที่ต้นเหตุของปัญหา และอาจกลายเป็นการสร้างความเคยชินต่อ “ความสูญเปล่าเชิงระบบ” โดยไม่รู้ตัว

​ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการปรับงบในปีถัดไป แต่ควรเป็นการ “ออกแบบระบบใหม่” ทั้งหมด เช่น
ปรับจากการจัดอาหารเหมา → เป็นเบี้ยเลี้ยงตามการใช้จริง
ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิ
ใช้ข้อมูลพฤติกรรมจริงมาออกแบบงบประมาณ
และสร้างกลไกตรวจสอบความคุ้มค่า (cost efficiency) อย่างเป็นรูปธรรม

​ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามว่า
ในวันที่ประชาชนต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์
ผู้แทนประชาชนควรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของความประหยัด หรือควรเป็นผู้ที่ยังคงยึดติดกับระบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

​เพราะการกินให้หมด ไม่ได้แปลว่าใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่การกล้ายอมรับว่า “ระบบไม่ตอบโจทย์” และลงมือแก้ไข
รวมถึงการสละสิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็น
นั่นต่างหาก คือความรับผิดชอบที่แท้จริงของผู้แทนประชาชน​

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วิโรจน์ สวน ดรามาบ้าบอ สส.ซื้อข้าวกินเอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร-นายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 93 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร-นายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 93 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร-นายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 93 นาย

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

วันที่ 28 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.ศ. ๒๕๖๐ประกอบมาตรา ๖ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช ๒๔๘๐ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. ๒๔๙๕ และข้อ ๔ ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง จำนวน ๙๓ นาย ดังนี้

ดร.ณัฏฐ์ ชี้คดีบัตรเลือกตั้ง กฎหมายไม่เปิดช่อง สส. ร้องสอด เหตุไร้ส่วนได้เสียโดยตรง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้คดีบัตรเลือกตั้ง กฎหมายไม่เปิดช่อง สส. ร้องสอด เหตุไร้ส่วนได้เสียโดยตรง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้คดีบัตรเลือกตั้ง กฎหมายไม่เปิดช่อง สส. ร้องสอด เหตุไร้ส่วนได้เสียโดยตรง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ คดีบัตรเลือกตั้ง กฎหมายไม่เปิดช่องให้กลุ่ม สส.“ร้องสอด”เข้าไปในคดี แม้จะอ้างรักษาฐานอำนาจตนเองก็ตาม 

วันที่ 28 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจาก มี สส.กลุ่มหนึ่งของพรรคการเมืองใหญ่ได้จัดทำคำร้องเป็นคำร้องสอดจะยื่นเข้าไปในคดีคดีบัตรเลือกตั้งเพื่อโต้แย้งประเด็นการเลือกตั้ง สส.ว่า เป็นความลับ นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ระบุว่า คดีรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างจากคดีแพ่ง เนื่องจากบทบัญญัติ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ไม่ได้บทบัญญัติรองรับให้บุคคลภายนอกร้องสอดเข้าไปในคดีได้ แตกต่างจากคดีแพ่ง เปิดช่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 ให้บุคคลภายนอกคดีร้องสอดได้

ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีในคดีบัตรเลือกตั้ง ลับ-ไม่ลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยมีคำขอให้การเลือกตั้ง สส.วันที่ 8 ก.พ.2569 ตกเป็นโมฆะ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางใด ย่อมเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ กฎหมายไม่เปิดช่องให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีได้

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะคดีรัฐธรรมนูญ ผลของคำวินิจฉัยชี้ขาดเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ แตกต่างจากคำพิพากษาคดีแพ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ จึงเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องหรือศาลมีหมายเรียกให้เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยการร้องสอด โดยอาศัยช่อง ป.วิแพ่งมาตรา 57 ​ได้

ที่ผ่านมา หากเป็นคดีเลือกตั้ง หรือคดีเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ในศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพราะสามารถนำเรื่องร้องสอดตาม ป.วิแพ่ง มาบังคับใช้โดยอนุโลมได้

กรณี สส.กลุ่มหนึ่ง ได้ปล่อยเนื้อหาข้อโต้แย้ง ผ่านสื่อเป็นคำร้องสอดในประเด็นต่างๆเพื่อยื่นเข้าไปในคดีนั้น ต้องถามว่า มีส่วนได้เสียหรือไม่ มีกฎหมายรองรับหรือไม่  หากเป็นการยื่นคำร้องสอดเข้าในคดีบัตรเลือกตั้ง ไม่อาจกระทำได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

ทั้งผลแห่งคดี ไม่ทำให้ สส.กลุ่มรายนั้น หรือกลุ่มนั้น ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเฉพาะราย เพราะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย

แม้จะอ้างว่า ตนได้รับรองจาก กกต.ให้เป็น สส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคสี่ ในทำนองเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง ย่อมไม่อาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีได้

 เพราะกระบวนจัดทำบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด บัตรสีชมพู -คิวอาร์โค้ด บัตรสีเขียว ของ กกต. มีผลทางกฎหมาย ทำ กกต.จัดทำบัตรเลือกตั้งมีรหัสพิเศษ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 85 วรรคหนึ่งหรือไม่ ทำให้กระบวนการเลือกตั้งเสียไปทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่

หากอ่านเนื้อหาและข้อโต้แย้งของกลุ่ม สส.ยังห่างไกลที่ไปโต้แย้งแทน กกต.และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องทั้งสองได้ เพราะ สส.กลุ่มนี้ ไม่ได้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.โดยได้รับอานิสงค์ได้เป็น สส.นี้ ย่อมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่ ตามกลไกรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ กกต.จะต้องรับรองไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

แต่มีช่องทางหนึ่ง หากยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีรัฐธรรมนูญ ศาลอาจไม่รับคำร้องสอด หากพิจารณาและเนื้อหาแห่งคดี จะต้องระบุให้ชัดถึงการมีส่วนได้เสียคดีตามกฎหมาย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจเสียงข้างมากอนุญาตเข้าร่วมคดีได้

#รัฐธรรมนูญ #คดีรัฐธรรมนูญ #คดีบัตรเลือกตั้ง #เพิกถอนการเลือกตั้ง #เลือกตั้งลับไม่ลับ #เนื้อหาแห่งคดี #ร้องสอด #เข้าร่วมคดี #ดร.ณัฏฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ มาตรการข้าวแกงพาณิชย์ แค่ ทายาหม่อง แก้ไม่ตรงจุด

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ มาตรการข้าวแกงพาณิชย์  แค่ ทายาหม่อง แก้ไม่ตรงจุด

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ มาตรการข้าวแกงพาณิชย์ แค่ ทายาหม่อง แก้ไม่ตรงจุด

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

ดร.เจิมศักดิ์ สับเละ! มาตรการข้าวแกงพาณิชย์ แค่ “ทายาหม่อง” แก้ไม่ตรงจุด

วันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ศุภจี น่าจะคิดอะไรได้มากกว่านี้ #ข่าวแนวหน้าออนไลน์วันนี้ : มาตรการแก้ราคาข้าวแกงที่อาจแพงขึ้น จากสถานการณ์พลังงาน 

“นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมการไว้แล้ว เราเตรียมแผนนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรจากต้นทาง เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย สินค้าจำเป็นเข้าไปยังร้านอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำในตลาดสดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล 

ซึ่งเป็นโครงการที่จะเริ่มนำร่อง 24 แห่ง แห่งละ2ครั้ง รวม 48 ครั้งในระยะเวลาสั้นๆ และใช้กลไกนี้ทำต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ได้ราคาวัตถุดิบที่เหมาะสมทำให้ราคาข้าวแกงไม่สูงมากเกินไป ”

หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์และภาพรวมของการบริหารจัดการ จะเห็นได้ว่ามาตรการที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและจุดอ่อนที่อาจทำให้เป็นเพียงการ “ทายาหม่อง”

1. ขนาดของโครงการ (Scale) เทียบกับความเป็นจริง
• จำนวนจุดนำร่อง 24 แห่ง แห่งละ 2 ครั้ง รวม 48 ครั้ง ถือว่า “น้อยจนน่าตกใจ” เมื่อเทียบกับจำนวนร้านอาหารตามสั่งและร้านข้าวแกงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีหลักหมื่นหรือหลักแสนร้านค้า
• ผลลัพธ์: มาตรการนี้เข้าถึงผู้ประกอบการได้เพียงเศษเสี้ยว (Niche) ดังนั้นในเชิงสถิติ มันไม่สามารถกดดันราคาตลาด (Market Price) ให้ลดลงได้เลย จึงมีลักษณะคล้ายกับการทำ Event ประชาสัมพันธ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาครัฐ “กำลังทำอะไรบางอย่าง” มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

2. ต้นทุนแฝงและการขนส่ง (Logistics Cost)
• จุดวิจารณ์: การนำสินค้าเกษตรจาก “ต้นทาง” มากระจายให้ร้านค้าย่อยโดยตรงมีต้นทุนการบริหารจัดการสูงมาก ใครจะเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง?
• ผลลัพธ์: หากรัฐอุดหนุนค่าขนส่ง ก็เท่ากับเป็นการนำเงินภาษีไปอุดหนุนแบบชั่วคราว (Subsidy) กับร้านค้าบางแห่ง ซึ่งไม่ยั่งยืน และเมื่อจบโครงการ 48 ครั้ง ร้านค้าก็ต้องกลับไปซื้อวัตถุดิบราคาปกติจากพ่อค้าคนกลางอยู่ดี

3. กลไกราคาที่บิดเบี้ยว (Market Distortion)
• จุดวิจารณ์: การคัดเลือก 24 แห่งนั้นใช้เกณฑ์อะไร? ร้านค้าที่ไม่ได้สิทธิ์จะเสียเปรียบคู่แข่งหรือไม่?
• ผลลัพธ์: การกระจายสินค้าแบบสุ่มหรือเฉพาะจุด ไม่ได้ช่วยสร้างการแข่งขัน  แต่เป็นการสร้างกลุ่มอภิสิทธิ์ชั่วคราว ซึ่งไม่ช่วยให้ราคาข้าวแกงในภาพรวมลดลง

4. ปัจจัยราคาพลังงาน (The Root Cause)
• จุดวิจารณ์: ต้นทุนข้าวแกงไม่ได้มาจากแค่ “วัตถุดิบ” แต่มาจาก ค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) และค่าขนส่ง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาพลังงาน
แก้ปัญหาไม่ตรงจุด  เหมือนคนปวดหูแต่ใช้ยาทาก้น

ผลลัพธ์: การลดราคาวัตถุดิบ (Input) เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถคุมราคาพลังงานที่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของต้นทุนได้  ก็เหมือนการพยายามปะรอยรั่วเล็กๆ ในขณะที่เขื่อนกำลังจะแตก

ผมจะลองแนะนำรัฐมนตรีศุภจี  ถึงมาตรการช่วยประชาชนผ่านร้านข้าวแกงอย่างแท้จริง
ในบทความหน้าครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภจี ย้ำคุมเข้มราคาสินค้า เตรียมแผนแก้ข้าวแกงแพง