ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

20 ม.ค. 2569 08:56 น.

ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

รัฐบาลทรัมป์ เสนอให้ประเทศต่าง ๆ จ่ายเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรใน “บอร์ดสันติภาพ” กลไกใหม่ที่ทรัมป์ผลักดันขึ้นมาเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ 

เอกสารดังกล่าวระบุว่า ทำเนียบขาวได้เชิญผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกบอร์ดสันติภาพ หรือคณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งทรัมป์จะดำรงตำแหน่งประธานด้วยตนเอง โดยมีรายชื่อผู้นำอย่าง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา

ตามร่างกฎบัตร บอร์ดสันติภาพกำหนดให้ประเทศสมาชิก ซึ่งต้องมีผู้นำประเทศเป็นตัวแทน มีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่กฎบัตรมีผลบังคับใช้ และสามารถต่ออายุได้ตามดุลยพินิจของประธานบอร์ด

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าว ไม่ใช้กับประเทศที่จ่ายเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 31,500 ล้านบาท ภายในปีแรก ของการจัดตั้งบอร์ด ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้ประเทศที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลสามารถรักษาสถานะสมาชิกได้ยาวนานกว่าเดิม

บอร์ดสันติภาพถูกเสนอขึ้นครั้งแรกเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการฟื้นฟูกาซา หลังสงคราม แต่เนื้อหาในกฎบัตรไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เฉพาะดินแดนปาเลสไตน์ โดยระบุว่าบอร์ดมีเป้าหมายในการส่งเสริมเสถียรภาพ ฟื้นฟูการปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากความขัดแย้ง

ทำเนียบขาวระบุว่า โครงสร้างขององค์กรจะประกอบด้วยบอร์ดหลัก คณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนแครตเพื่อบริหารกาซา และคณะกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทเชิงที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตาม พบว่าปฏิกิริยาจากพันธมิตรสำคัญอย่าง ฝรั่งเศสและแคนาดา เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ ระบุว่า ฝรั่งเศสยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในขั้นตอนนี้ เนื่องจากกฎบัตรของบอร์ดมีขอบเขตกว้างเกินกว่าการฟื้นฟูกาซาตามกรอบที่สหประชาชาติรับรอง และขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเฉพาะสถานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

ด้านแหล่งข่าวรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ออตตาวาจะไม่จ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมบอร์ด และยังไม่ได้รับคำขอให้ชำระเงิน แม้นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ จะส่งสัญญาณยอมรับคำเชิญเข้าร่วมก็ตาม

ศาสตราจารย์พอล วิลเลียมส์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน มองว่า ข้อเสนอขายสมาชิกถาวรในราคา 1 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าทรัมป์กำลังพยายามสร้างทางเลือกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแบบจ่ายเงิน แต่เป็นระบบที่ทรัมป์เพียงคนเดียวถืออำนาจยับยั้ง

เนื้อหาในกฎบัตรยังพาดพิงถึงสหประชาชาติ โดยระบุว่าบอร์ดสันติภาพควรมีความกล้าที่จะก้าวออกจากแนวทางและสถาบันที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ที่วิพากษ์วิจารณ์ UN มาโดยตลอด และเพิ่งประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 66 ฉบับ ซึ่งกว่าครึ่งเกี่ยวข้องกับ UN

ด้านสหประชาชาติออกมาตอบโต้ทันที โดยโฆษกประธานสมัชชาใหญ่ UN ระบุว่ามีองค์กรพหุภาคีสากลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลก และนั่นคือสหประชาชาติ

นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group ระบุว่า มีอย่างน้อย 60 ประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ บางประเทศอาจมองว่าเป็นโอกาสสร้างความใกล้ชิดกับทรัมป์ แต่หลายประเทศอาจมองว่าเป็นการรวบอำนาจในเวทีโลก

ตามร่างกฎบัตร ทรัมป์ในฐานะประธานบอร์ด จะมีอำนาจถอดประเทศสมาชิกออกได้ เว้นแต่จะถูกคัดค้านด้วยเสียงสองในสามของสมาชิกทั้งหมด และยังมีสิทธิเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งประธาน หากตนเองพ้นจากตำแหน่ง

นักวิเคราะห์จาก German Marshall Fund ระบุว่า น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พร้อมเข้าร่วมโครงการนี้ ในช่วงเวลาที่หลายประเทศยังคงพยายามปกป้องระบบพหุภาคีเดิม.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

“คิม จองอึน” สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

"คิม จองอึน" สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

20 ม.ค. 2569 08:44 น.

“คิม จองอึน” สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โวยวายต่อหน้าสาธารณชน สั่งปลดฟ้าผ่า “ยาง ซองโฮ” รองนายกฯ ที่ดูแลด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรของประเทศ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน ชี้บริหารโครงการล้มเหลว

วันที่ 20 มกราคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ มีคำสั่งปลดนายยาง ซองโฮ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายอุตสาหกรรมเครื่องจักร ออกจากตำแหน่งทันทีระหว่างพิธีเปิดโครงการปรับปรุงโรงงานเครื่องจักร “เรียงซอง” ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา 

รายงานข่าวระบุว่า คิม จองอึน โวยวายตำหนิการดำเนินโครงการนี้ว่าเผชิญปัญหามากมาย ก่อให้เกิดความสับสนที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่จำเป็น และยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับไม่น้อย โดยรายงานระบุว่า พรรคแรงงานต้องส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบโครงการอย่างละเอียด และพบปัญหากว่า 60 เรื่อง พร้อมกล่าวหาคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและปกป้องผลประโยชน์ตนเอง

พร้อมกันนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวหาว่านายยางมีพฤติกรรมและคำพูดไม่เหมาะสม เสมือนเยาะเย้ยศูนย์กลางพรรคและไม่สมควรดำรงตำแหน่งผู้นำ

โดยโครงการโรงงานเครื่องจักรเรียงซอง ในจังหวัดฮัมกยองใต้ เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรของเกาหลีเหนือ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่การประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 8 เมื่อปี 2564 โดยโรงงานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ให้เหมืองแร่และโรงงานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

ที่ผ่านมาการปลดรองนายกรัฐมนตรีต่อหน้าสาธารณชนแบบครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากและถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเข้มงวดวินัยในหมู่เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ ก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจใหม่และปรับโครงสร้างบุคลากรระดับสูงหลายหน่วยงาน.

ที่มา Yonhap

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

20 ม.ค. 2569 06:19 น.

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

(ภาพจาก WILLIAM WEST / AFP)

เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียกำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริง หลังมีการพบศพหญิงสาวชาวแคนาดาอยู่กลางชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่ง โดยมีฝูงหมาป่าดิงโกห้อมล้อมร่างของเธออยู่

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ว่า มีผู้พบศพหญิงสาวชาวแคนาดาวัย 19 ปี เมื่อเวลาประมาณ 06:30 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น บนชายหาดของเกาะ การี (K’gari) นอกชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย

สารวัตรพอล อัลจี เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ชายสองคนที่กำลังขับรถไปตามแนวชายหาดสังเกตเห็นฝูงหมาป่าดิงโกประมาณ 10 ตัว รุมล้อมวัตถุบางอย่างอยู่ ก่อนจะพบว่าวัตถุนั้นคือร่างของหญิงสาว และขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเธอเสียชีวิตจากการจมน้ำ หรือถูกสัตว์เหล่านี้โจมตีกันแน่

อย่างไรก็ตาม สารวัตรอัลจีกล่าวว่ามีร่องรอยบนร่างกายที่สอดคล้องกับการถูกสัมผัสและรบกวนโดยหมาป่าดิงโก “มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจและน่าสยดสยองอย่างมากสำหรับพวกเขา (ผู้ที่พบศพ)”

ด้านสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียรายงานว่า หญิงสาวรายนี้ทำงานอยู่ที่โฮสเทลสำหรับนักท่องเที่ยวอิสระมาตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเธอได้บอกกับเพื่อนๆ ว่าจะออกไปว่ายน้ำในช่วงเช้าเวลา 05:00 น.

“เธอเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังหาความสุขในส่วนที่สวยงามของโลก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสลดใจ” อัลจีกล่าว และเสริมว่าจะมีการชันสูตรพลิกศพในวันพุธนี้

อนึ่ง ศพของหญิงสาวถูกพบบริเวณใกล้กับซากเรือมาเฮโน ซึ่งอัปปางและถูกซัดขึ้นฝั่งมาตั้งแต่ปี 1935 (พ.ศ. 2478) โดยซากโครงเหล็กของเรือได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

พื้นที่แถบนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประชากรหมาป่าดิงโกอาศัยอยู่มาก ซึ่งเป็นสุนัขป่าสายพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครองในอุทยานแห่งชาติของรัฐควีนส์แลนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

20 ม.ค. 2569 05:49 น.

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

Zootopia 2 ทำลายสถิติเป็นแอนิเมชันจากฮอลลีวูดทำเงินสูงสุดตลอดกาลด้วยรายได้ 1.7 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Inside Out 2 แต่ยังตามหลัง Ne Zha 2 จากจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ม.ค. 2569 ว่า Zootopia 2 (ซูโทเปีย: นครสัตว์มหาสนุก 2) กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากฮอลลีวูดที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลแล้ว หลังจากกวาดรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท)

Zootopia 2 ทำรายได้แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Inside Out 2 ซึ่งทำสถิติไว้ที่ 1.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.28 หมื่นล้านบาท) หลังจากเข้าฉายในปี 2567

ปัจจุบัน Zootopia 2 รั้งอันดับ 9 ของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ออฟฟิศโลก ตามหลังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avatar, Titanic, Avengers: Endgame และ Star Wars: The Force Awakens

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Zootopia 2 จะทำลายสถิติของฮอลลีวูด แต่ภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำรายได้สูงที่สุดในภาพรวมยังคงเป็น Ne Zha 2 (นาจา 2) จากประเทศจีน ซึ่งกวาดรายได้ไปถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.87 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา

“ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เป็นของแฟนๆ ทั่วโลก และเหนือสิ่งอื่นใด ความกระตือรือร้นของพวกคุณคือสิ่งที่ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้” อลัน เบิร์กแมน ประธานร่วมของดิสนีย์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ระบุในแถลงการณ์ “พวกเราภูมิใจในตัวเหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ของเราเป็นอย่างยิ่ง… Zootopia 2 คือความสำเร็จที่เหนือธรรมดา และเราขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชีวิตขึ้นมา”

Zootopia 2 ยังทำลายสถิติภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำรายได้เปิดตัวในช่วงสุดสัปดาห์แรกสูงที่สุด และเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากฮอลลีวูดที่ทำรายได้แตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกได้เร็วที่สุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์แนวผจญภัยแฟนตาซีอย่าง Ne Zha 2 (นาจา 2) ยังคงนำห่าง โดยรายได้ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 2.2 พันล้านดอลลาร์นั้นมาจากตลาดในประเทศจีน

อนึ่ง Zootopia ที่ฉายในสหราชอาณาจักรและยุโรปทั้ง 2 ภาค ใช้ชื่อว่า Zootropolis เพราะติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เนื่องจากสวนสัตว์ในเดนมาร์กถือครองสิทธิ์ชื่อ “Zootopia” อยู่ ดิสนีย์จึงต้องเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่น ขณะที่ในเยอรมนีใช้ชื่อว่า Zoomania ด้วยเหตุผลคล้ายกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา แห่ปล่อยชาวต่างชาติ หลัง เฉิน จื้อ โดนจับ

แก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา แห่ปล่อยชาวต่างชาติ หลัง เฉิน จื้อ โดนจับ

20 ม.ค. 2569 05:11 น.

แก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา แห่ปล่อยชาวต่างชาติ หลัง เฉิน จื้อ โดนจับ

ชาวต่างชาติจำนวนหลายพันคนเดินทางออกจากพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจาก เฉิน จื้อ ถูกจับ และกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะกวาดล้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ม.ค. 2569 ว่า ชาวต่างชาติจำนวนหลายพันคนแห่เดินทางออกจากสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นนิคมมิจฉาชีพทั่วกัมพูชาในเดือนนี้ ท่ามกลางการกวาดล้างอย่างหนักภายหลังการจับกุม นายเฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายสแกมเมอร์

กลุ่มมิจฉาชีพที่ปฏิบัติการจากศูนย์กลางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เต็มใจมาทำงานและผู้ที่ถูกล่อลวงเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ ได้ใช้วิธีล่อลวงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก และหลอกลงทุนเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ชาวต่างชาติหลายพันคนเดินทางออกจากสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์มิจฉาชีพทั่วกัมพูชาในเดือนนี้ เนื่องจากรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะ “กำจัด” ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่ามีแรงงานอย่างน้อย 100,000 คน เฉพาะในกัมพูชาเพียงประเทศเดียว

รัฐบาลอินโดนีเซียแถลงเมื่อวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ชาวอินโดนีเซียมากกว่า 400 คน “ได้รับการปล่อยตัว” จากเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ในกัมพูชาในเดือนนี้

นายซันโต ดาร์โมซูมาร์โต เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำกัมพูชา กล่าวผ่านวิดีโอที่โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียว่า มาตรการบังคับใช้กฎหมายของกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ “กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์จำนวนมาก… ยอมปล่อยตัวคนงานของพวกเขา”

โพสต์บนอินสตาแกรมของนายซันโตระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 18 มกราคม มีชาวอินโดนีเซีย 440 คน เดินทางมายังสถานเอกอัครราชทูตในกรุงพนมเปญ และส่วนใหญ่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศ

“เนื่องจากการกวาดล้างของกัมพูชาจะยังคงดำเนินต่อไป ทางสถานทูตคาดการณ์ว่าจะมีผู้คนหลั่งไหลมาจากต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก” นายซันโตกล่าว โดยยืนยันว่า บางคนที่มายังสถานทูตนั้น “มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์มานานหลายปี ในขณะที่บางคนเพิ่งเดินทางมาถึงกัมพูชาได้เพียงไม่กี่เดือน”

“บางคนยังคงถือพาสปอร์ตอยู่กับตัว แต่บางคนก็ถูกกลุ่มมิจฉาชีพยึดพาสปอร์ตไป บางคนอยู่เกินกำหนด (overstay) ในขณะที่บางคนยังมีใบอนุญาตพำนักในกัมพูชาที่ถูกต้อง” และมีความหวังที่จะ “หางานอื่นทำต่อ”

นายซันโตกล่าวว่าสถานทูตจะช่วยเร่งรัดกระบวนการส่งตัวกลับประเทศ แต่ชาวอินโดนีเซียทุกคน “กำลังถูกแนะนำให้ดำเนินการเดินทางกลับบ้านด้วยตนเอง” พร้อมทั้งเตือนว่าอย่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอาชญากรรมในต่างแดน

วัยรุ่นชายอายุ 18 ปีจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เล่าว่าเขาหนีออกมาจากนิคมมิจฉาชีพในเมืองบาเวต (Bavet) ใกล้ชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเขาถูกบังคับให้หลอกลวงผู้คนออนไลน์มานานถึง 8 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้างเลย แม้ว่าจะได้รับการสัญญาว่าจะให้เงินเดือน 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,000 บาท) ก็ตาม

เขาบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาเดินทางมาถึงกรุงพนมเปญเมื่อวันอาทิตย์ และมาที่สถานทูตเพื่อขอทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ เนื่องจากเล่มเดิมของเขา “อยู่ที่เจ้านายชาวจีน” และว่า “พวกเขาได้ยินว่าตำรวจกำลังจะบุกเข้ามาในนิคม ก็เลยปล่อยตัวทุกคนออกมา”

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายวันจันทร์ พบว่ามีผู้คนประมาณ 100 คนยืนเข้าแถวรออยู่ด้านหน้าสถานทูตจีนในกรุงพนมเปญเช่นกัน แต่ผู้ที่สื่อ AFP เข้าไปสอบถามต่างปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวตามปกติเมื่อถูกถามเรื่องฝูงชนที่เข้าแถวหน้าสถานทูตในกัมพูชาว่า รัฐบาลปักกิ่ง “ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในต่างแดน” โดยไม่ให้รายละเอียดมากกว่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

20 ม.ค. 2569 01:50 น.

วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

วาเลนติโน ตำนานนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก “วาเลนติโน” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 93 ปี ที่บ้านพักในกรุงโรม โดยมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า วาเลนติโน การาวานี (Valentino Garavani) ตำนานดีไซเนอร์ชาวอิตาลี ผู้ออกแบบชุดราตรีซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรีผู้มีเสน่ห์ที่สุดในโลกมานานหลายทศวรรษ เสียชีวิตแล้วในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2569 ขณะมีอายุได้ 93 ปี ตามประกาศจากมูลนิธิของเขา

แถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนอินสตาแกรมระบุว่า วาเลนติโน “จากไปอย่างสงบในวันนี้ ณ บ้านพักในกรุงโรม ท่ามกลางความรักของครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง”

วาเลนติโน เกิดที่เมืองโวเกรา (Voghera) ทางตอนเหนือของอิตาลีในปี 1932 เขาได้ฝึกฝนฝีมือในห้องเสื้อชั้นสูง (Haute Couture) ในปารีส ก่อนจะก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองในกรุงโรมเมื่อปี 1959 โดยในช่วงแรกเริ่ม เขาเป็นที่รู้จักจากชุดเดรสสีแดงสด ซึ่งกลายเป็นสีประจำตัวของเขาจนเป็นที่รู้จักกันในวงการแฟชั่นว่า “สีแดงวาเลนติโน” (Valentino Red)

ในปี 1960 เขาได้พบกับ จานคาร์โล จามเมตตี ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ยาวนาน (และเป็นคู่รักกันนานถึง 12 ปี) ทั้งคู่ร่วมกันสร้าง Valentino SpA จนกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความนิยมในตัววาเลนติโนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแม้เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 ในนิวยอร์ก ท่ามกลางวงสังคมเพื่อนฝูงที่กว้างขวาง ซึ่งรวมถึงศิลปินชื่อดังอย่าง แอนดี้ วอร์โฮล และบรรณาธิการนิตยสารโว้ก (Vogue) อย่าง ไดอานา วรีแลนด์

ต่อมาในช่วงยุค 90 เขากลายเป็นดีไซเนอร์คนโปรดของเหล่าซูเปอร์โมเดลแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็น เคลาเดีย ชิฟเฟอร์ และ นาโอมิ แคมป์เบลล์

ผลงานการสร้างสรรค์ของเขายังปรากฏให้เห็นเป็นประจำบนพรมแดง โดยเฉพาะในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ชุดของวาเลนติโนที่โดดเด่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึง ชุดราตรีปักเลื่อมระยิบระยับที่ เจน ฟอนดา สวมใส่ในปี 1981 เมื่อครั้งที่เธอขึ้นรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแทน เฮนรี พ่อของเธอ

นอกจากนั้นยังมีชุดวินเทจขาวดำที่ จูเลีย โรเบิร์ตส์ สวมใส่ในปี 2001, ชุดสไตล์กาฟทันสีมิ้นต์พาสเทลที่ เจนนิเฟอร์ โลเปซ สวมในปี 2003 และชุดสีเหลืองสดใสที่ เคท แบลนเชตต์ สวมในปี 2005 นอกจากนี้ ในงานออสการ์ปี 2011 แอน แฮทธาเวย์ ยังได้เดินพรมแดงในชุดกูตูร์สุดประณีตจากคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 โดยมีตัวดีไซเนอร์เดินเคียงข้างเธอด้วยตนเอง

ดารารุ่นปัจจุบันอย่าง เซนเดยา, แครี มัลลิแกน และ เจมม่า ชาน ต่างก็เคยสวมใส่เสื้อผ้าจากแบรนด์ วาเลนติโน และได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

ในปี 1998 วาเลนติโนได้ขายบริษัทของเขาให้กับ HdP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติของอิตาลีด้วยมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เขายังคงทำงานให้แก่บริษัทต่อไป

วาเลนติโนเกษียณอายุจากวงการแฟชั่นในปี 2008 หลังจากทำงานมานานกว่า 45 ปี ซึ่งถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในเส้นทางอาชีพที่ยาวนานที่สุดในโลกแฟชั่น โดยโอกาสสำคัญนี้ถูกเฉลิมฉลองด้วยแฟชั่นโชว์ที่รวมเหล่าคนดังไว้มากมาย ณ พิพิธภัณฑ์โรแดง ในกรุงปารีส และในช่วงฟินาเล่ เหล่านางแบบต่างพร้อมใจกันสวมชุดราตรี “สีแดงวาเลนติโน” เหมือนกันทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

20 ม.ค. 2569 01:03 น.

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

เกิดเหตุฉลามโจมตีถึง 3 ครั้งในบริเวณชายหาดของนครซิดนีย์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 2 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ชายคนหนึ่งถูกฉลามโจมตีที่หาดแมนลี (Manly Beach) และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ตำรวจสั่งปิดหาดทุกแห่งอย่างไม่มีกำหนดทันที

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เด็กชายวัย 11 ปี ต้องได้รับความช่วยเหลือให้ออกมาจากหาดดีวาย (Dee Why Beach) ในซิดนีย์ หลังจากสงสัยว่าถูกฉลามกัดเข้าที่กระดานโต้คลื่น ซึ่งทำให้สภาท้องถิ่นได้ออกมาเตือนให้นักว่ายน้ำและนักโต้คลื่นใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เด็กชายวัย 12 ขวบ ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต หลังจากถูกฉลามขนาดใหญ่โจมตีขณะกำลังว่ายน้ำในอ่าวซิดนีย์

ข่าวระบุว่า เด็กชายวัย 12 ขวบกับกลุ่มเพื่อนกำลังกระโดดหน้าผาหินที่มีความสูง 6 เมตรลงสู่น้ำที่หาดชาร์ก (Shark Beach) ซึ่งถือเป็นจุดว่ายน้ำยอดนิยม ในย่านวอคลูส (Vaucluse) ชานเมืองซิดนีย์ ก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้น

เพื่อนๆ ช่วยกันดึงตัวเด็กชายขึ้นจากน้ำก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง ซึ่งตำรวจระบุว่าการกระทำของเพื่อนๆ นี่เองที่ทำให้เด็กชายมีโอกาสรอดชีวิต โดยขณะนี้เขายังคงพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

โจเซฟ แมคนัลตี ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการพื้นที่ทางทะเลบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อตำรวจน้ำไปถึงพวกเขาได้พบกับ “ภาพสะเทือนขวัญ” พวกเขาดึงตัวเด็กชายขึ้นบนเรือสปีดโบ๊ทของตำรวจ และใช้สายรัดห้ามเลือด เพื่อพยายามหยุดเลือดที่ไหลออกมาจากขาทั้งสองข้างของเขา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้พยายามทำ CPR เพื่อยื้อชีวิตเด็กชาย ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือที่มีรถพยาบาลจอดรออยู่

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเด็กชายวัย 12 ขวบ ถูกโจมตีโดยฉลามหัวบาตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดุร้ายและมักพบในน่านน้ำอุ่นและน้ำตื้น ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านถือว่าฉลามหัวบาตรเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฉลามที่อันตรายที่สุดในโลก

นายแมคนัลตีเชื่อว่าฝนที่ตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์และสภาพน้ำกร่อยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดเหตุฉลามโจมตีมากที่สุด” จนนำไปสู่การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากน้ำฝนจะชะล้างสารอาหารลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ซึ่งสามารถดึงดูดให้ฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

19 ม.ค. 2569 23:21 น.

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในประเทศสเปน เพิ่มขึ้นเป็น 39 ศพแล้ว และยังมีผู้บาดเจ็บต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกหลายสิบคน ขณะเจ้าหน้าที่บริษัทรถไฟชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งตกรางและพุ่งชนกับรถไฟอีกขบวนที่สวนมาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 39 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 122 ราย โดย 48 รายในจำนวนนี้ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ 12 รายอยู่ในห้องไอซียู

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเมืองอาดามุซ (Adamuz) ในจังหวัดกอร์โดบา (Cordoba) ห่างจากกรุงมาดริดไปทางใต้ประมาณ 360 กิโลเมตร

อินญิโก วิลา ผู้อำนวยการฝ่ายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติของสภากาชาดสเปน บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยถนนเลนเดียวเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น ทำให้รถพยาบาลเข้าและออกพื้นที่ได้อย่างลำบาก

ขณะที่นาย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน กับนาย ออสการ์ ปวนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเช้าวันจันทร์ โดยนายซานเชซได้ยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

“ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 39 รายแล้ว และตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย” ปวนเตกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X

ส่วนแถลงการณ์ของบริษัทผู้ให้บริการรถไฟทั้งสองขบวน ได้แก่ อิร์โย (Iryo) และ อัลเวีย (Alvia) ของบริษัทเรนเฟ (Renfe) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจระบุว่า บนรถไฟทั้งสองขบวนมีผู้โดยสารรวมประมาณ 400 คน

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า รถไฟความเร็วสูงของบริษัท อิร์โย ซึ่งกำลังวิ่งด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองมาลากามุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ในขณะที่รถไฟอีกขบวนกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอูเอลบา (Huelva) ด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายอัลวาโร เฟร์นานเดซ เอเรเดีย ประธานบริษัท เรนเฟ บอกกับ Cadena Ser สถานีวิทยุท้องถิ่นในสเปนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสาเหตุ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด” พร้อมเสริมว่า “ประเด็นเรื่องความผิดพลาดจากมนุษย์ (human error) นั้นแทบจะถูกตัดออกไปได้เลย”

นายเอเรเดียกล่าวอีกว่า รถไฟของอัลเวียอาจจะพุ่งชนเข้ากับตู้โดยสารสองตู้สุดท้ายของรถไฟ อิร์โย ที่ตกราง หรือไม่ก็ชนเข้ากับเศษซากบนราง โดยรถไฟของ อิร์โย นั้นล้อหลุดหายไปหนึ่งล้อซึ่งขณะนี้ยังหาไม่พบ

เขากล่าวอีกว่า การพุ่งชนเกิดขึ้นเพียงประมาณ 20 วินาทีหลังจากมีการตกราง จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉิน

ด้านสำนักข่าว รอยเตอร์ส ตรวจสอบบัญชี X ของ Adif หน่วยงานจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของรัฐ พบว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่สถานีอาดามุซ ตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบอาณัติสัญญาณ ไปจนถึงปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าเหนือรถไฟ เคยเป็นเหตุให้รถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงมาดริดและแคว้นอันดาลูเซียล่าช้ามาแล้วถึง 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2565

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

19 ม.ค. 2569 21:51 น.

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าตนเองไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป หลังจากนอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา และยืนยันว่าจะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ให้ได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งข้อความถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ โดยระบุว่า การที่นอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา ทำให้เขาไม่รู้สึกว่า จำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป

“เมื่อพิจารณาว่าประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผม ทั้งที่ผมได้หยุดยั้งสงครามมากกว่า 8 แห่ง ผมจึงไม่รู้สึกว่ามีพันธะที่ต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้ว่าเรื่องนี้จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เสมอ แต่ตอนนี้ผมสามารถคิดถึงสิ่งที่ “ดีและเหมาะสม” สำหรับสหรัฐฯ ได้แล้ว” ข้อความระบุ

นายทรัมป์บอกอีกว่า “โลกนี้จะไม่ปลอดภัย เว้นแต่ว่าเราจะมีอำนาจควบคุมเกาะกรีนแลนด์อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด”

สำนักข่าว CBS News ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวและเนื้อหาในนั้นเป็นความจริง

ด้านนาย โยนาส กาห์ สโตร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ระบุว่าเขาได้รับข้อความดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการตอบกลับข้อความที่เขาและประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์ ได้ส่งไปหาทรัมป์ก่อนหน้านี้

นายสโตร์กล่าวว่า พวกเขาได้แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอการขึ้นภาษีศุลกากรรอบใหม่ของนายทรัมป์ ซึ่งเป็นผลจากข้อพิพาทเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการลดความตึงเครียด พร้อมทั้งเสนอให้มีการหารือผ่านโทรศัพท์ร่วมกันสามฝ่ายในวันเดียวกันนั้น

ผู้นำนอร์เวย์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คณะกรรมการอิสระเป็นผู้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ไม่ใช่รัฐบาลนอร์เวย์ อนึ่ง นายทรัมป์ไม่ได้ปิดบังความปรารถนาของเขาที่อยากจะได้รับรางวัลสาขาสันติภาพประจำปี 2568 แต่คณะกรรมการโนเบลตัดสินใจมอบรางวัลให้ มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา

นายทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่างๆ ในภูมิภาค

ทรัมป์เคยกล่าวว่าต้องการให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ และไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองเกาะนี้ แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นสมาชิกในพันธมิตรความมั่นคงนาโต (NATO) เช่นเดียวกัน

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศจะดำเนินการเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

ในข้อความที่นายทรัมป์ส่งถึงนายสโตร์ระบุด้วยว่า เดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากรัสเซียหรือจีนได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ทำไมพวกเขาถึงมี “สิทธิ์ในการครอบครอง” กันล่ะ? มันไม่มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียหน่อย มันก็แค่มีเรือลำหนึ่งไปจอดที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เราเองก็มีเรือไปจอดที่นั่นเหมือนกัน”

“ผมทำประโยชน์ให้นาโตมากกว่าใครๆ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา และตอนนี้ นาโตควรทำอะไรบางอย่างเพื่อสหรัฐฯ บ้าง” เขาระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

19 ม.ค. 2569 16:56 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในวันที่ 23 ม.ค. นี้ พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ หวังดึงคะแนนเสียงสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบสำคัญด้านวิกฤตค่าครองชีพ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์ที่ 23 และกำหนดประกาศเลือกตั้งในวันที่ 27 ก่อนเปิดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 ของเดือนหน้า เพื่อขอฉันทานุมัติจากประชาชนต่อแผนเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเร่งการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่า ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเธอเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่

ทาคาอิจิระบุว่า การยุบสภาเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วง แต่จำเป็น เพื่อไม่หลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และเพื่อกำหนด “ทิศทางของญี่ปุ่น” ร่วมกับประชาชน เนื่องจากนโยบายสำคัญหลายเรื่องที่กำลังจะถูกผลักดัน ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งก่อน และจะเริ่มปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในงบประมาณปีงบประมาณ 2569 และร่างกฎหมายของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างชัดเจนว่า เธอขอเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมขอให้ประชาชนตัดสินโดยตรงว่าจะมอบความไว้วางใจให้เธอบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ โดยย้ำว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็น “การเลือกฝ่ายบริหาร” ทางอ้อม หากพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือ อิชิน สามารถครองเสียงข้างมากได้ เธอจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่หากไม่สำเร็จ ประเทศอาจมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากฝ่ายค้าน

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่า การยุบสภาจะไม่สร้างสุญญากาศทางนโยบาย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมของปีนี้ และมาตรการรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังทยอยดำเนินการอยู่ พร้อมเน้นว่านโยบายความมั่นคงด้านการดำรงชีวิตของประชาชนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

ด้านการคลัง นายกรัฐมนตรีซานาเอะชี้ว่า งบประมาณปีใหม่สามารถควบคุมการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ไว้ที่ 29.6 ล้านล้านเยน และลดการพึ่งพาหนี้สาธารณะลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สะท้อนแนวคิด “การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” พร้อมยืนยันจะควบคุมการขยายตัวของหนี้ให้อยู่ในกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน การจัดทำระบบเครดิตภาษีแบบมีเงินสนับสนุน รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์และรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองและความไว้วางใจที่ชัดเจนจากประชาชน

สำหรับกำหนดการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะประกาศรับสมัครผู้ชิงตำแหน่งในวันที่ 27 มกราคม และจัดการลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พร้อมย้ำว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอคำตัดสินต่ออนาคตของประเทศและบทบาทผู้นำรัฐบาลอย่างไม่คลุมเครือ.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะตัดสินที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และถือเป็นบททดสอบทางการเมืองครั้งแรกของนางทาคาอิจิ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การยุบสภาและจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด มีเป้าหมายเพื่อใช้จังหวะคะแนนนิยมที่ยังแข็งแกร่ง เสริมความเป็นเอกภาพภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย และพยุงเสียงข้างมากที่เปราะบางของรัฐบาลผสมในสภา

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชน ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคระบุว่า ร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นคือปัญหาหลัก รองลงมาคือการทูตและความมั่นคงแห่งชาติที่ร้อยละ 16

นักวิเคราะห์มองว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนนโยบายใช้จ่ายที่สูงขึ้นและแนวทางด้านความมั่นคงที่เข้มข้นมากขึ้นของรัฐบาลทาคาอิจิหรือไม่ ในบริบทเศรษฐกิจที่ยังตึงตัวและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา NHK  Reuters