น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

20 เม.ย. 2569 08:15 น.

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดแรง ปรับเพิ่มอีกกว่า 7.5% หลังอิหร่านกลับมาจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด ตลาดกังวลสงครามลุกลามรอบใหม่ 

วันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งในการซื้อขายวันอาทิตย์ หลังอิหร่านกลับมาปิดกั้นการเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของโลก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจปะทุอีกครั้ง

รายงานข่าวระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก เพิ่มขึ้นราว 7% มาอยู่ที่ 96.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,530 บาท หลังเมื่อวันศุกร์เพิ่งปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 10 มีนาคม จากข่าวอิหร่านจะเปิดช่องแคบอีกครั้ง ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.5% เช่นกัน อยู่ที่ 90.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 3,290 บาท

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนเรื่องการเปิดเส้นทางยังไม่แน่นอน และยังไม่มีคำตอบว่าเรือชาติใดจะสามารถผ่านได้บ้าง ก่อนที่อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบอีกครั้งในวันเสาร์ จากข้อมูลติดตามเรือเดินทะเลระบุว่า ตลอดวันอาทิตย์ ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันลำใดสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เลย

ขณะเดียวกัน ผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังฉุดตลาดหุ้น และการเงินสหรัฐฯ โดยสัญญาล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์ลดลง 451 จุด หรือ 0.91% ขณะที่เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็กลดลงราว 0.8% นักวิเคราะห์มองว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดต่อเนื่อง ราคาพลังงานโลกอาจพุ่งสูงอีกระลอก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

ที่มา  CNN

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

20 เม.ย. 2569 08:09 น.

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

เกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในสหรัฐ เมื่อชายคนหนึ่งยิงเด็กเสียชีวิต 8 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกของตัวเอง 7 คน นับเป็นเหตุยิงหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของประเทศตั้งแต่ต้นปี 2024

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองชรีฟพอร์ตเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุคือ ชามาร์ เอลกินส์ โดยเหตุเกิดขึ้นช่วงเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น เด็กที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 1 ถึง 12 ปี ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าอาจมีอายุสูงสุดถึง 14 ปี นอกจากนี้ ยังมีเด็กชายวัย 13 ปีรอดชีวิต แต่ได้รับบาดเจ็บกระดูกหัก หลังพยายามหลบหนีด้วยการกระโดดลงจากหลังคาบ้าน

ตำรวจระบุว่า ผู้ก่อเหตุเริ่มต้นด้วยการยิงภรรยาของตนเอง ซึ่งเป็นแม่ของเด็ก ๆ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะไปยังอีกบ้านหนึ่งและก่อเหตุยิงเด็กทั้ง 8 คน รวมถึงผู้หญิงอีก 1 คน ซึ่งเป็นแม่ของเด็กคนที่ 8 โดยเธอมีอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต

หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้หลบหนี พร้อมก่อเหตุชิงรถยนต์ และขับหลบหนีข้ามเขตการปกครอง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมระหว่างการไล่ล่า โดยขณะนี้ตำรวจรัฐลุยเซียนาอยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์

ข้อมูลระบุว่า เอลกินส์เคยถูกจับกุมในปี 2019 ในคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน และเคยรับราชการในกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐหลุยเซียนา เป็นเวลา 7 ปี จนถึงปี 2020

นายกเทศมนตรีเมืองชรีฟพอร์ตระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุด ที่เคยเกิดขึ้นในเมือง และสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อชุมชน ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้นำชุมชนต่างเรียกร้องให้มีการดูแลสุขภาพจิตของครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจาก Gun Violence Archive ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ สหรัฐอเมริกาเกิดเหตุยิงหมู่แล้วอย่างน้อย 114 ครั้ง โดยนิยามเหตุยิงหมู่คือมีผู้ถูกยิงตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป (ไม่รวมผู้ก่อเหตุ) โดยครั้งนี้เป็นเหตุยิงหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของประเทศตั้งแต่ต้นปี 2024.

ที่มา : AP

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

20 เม.ย. 2569 05:31 น.

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านออกมาประณามสหรัฐฯ ที่ยิงโจมตีและบุกยึดเรือสินค้าติดธงชาติอิหร่านบริเวณอ่าวโอมาน ชี้เป็นการปล้นทางทะเล และละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 กองทัพอิหร่านได้ออกคำเตือนว่าจะมีการตอบโต้ หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ยิงถล่มและเข้ายึดเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยฝ่ายอเมริกาอ้างว่า เรือลำนี้พยายามจะละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

“สหรัฐฯ ผู้รุกราน ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและกระทำการปล้นสะดมทางทะเล ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่านในน่านน้ำทะเลโอมาน” กองทัพอิหร่านระบุ ตามรายงานของ IRIB สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่โพสต์ผ่าน Telegram

กองทัพอิหร่านระบุเสริมว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายอุปกรณ์เดินเรือและส่งกำลังทหารขึ้นบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งถือเป็นการบุกรุกเรือลำดังกล่าวอย่างชัดเจน และ “เราขอเตือนว่า กองทัพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตอบโต้และล้างแค้นต่อการโจรกรรมด้วยอาวุธของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ในเร็วๆ นี้”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า “วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทุสกา (Touska) ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา”

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS Spruance) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทุสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

ต่อมา กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM – เซนต์คอม) ก็ออกมายืนยันโพสต์ของนายทรัมป์ และว่า เจ้าหน้าที่ยิงกระสุนหลายนัดเข้าไปที่ห้องเครื่องของเรือทุสกา เพื่อทำให้ระบบขับเคลื่อนของเรือ ใช้การไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

20 เม.ย. 2569 05:16 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือพิฆาตของพวกเขา ยิงกระสุนหลายนัดเข้าใส่เรือติดธงอิหร่านที่พยายามจะฝ่าวงล้อมการปิดกั้นทางทะเลของสหรัฐฯ บริเวณอ่าวโอมาน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM – เซนต์คอม) ออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. 2569 ระบุว่า เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี “ยูเอสเอส สปรูเอนซ์” (USS Spruance) เข้าสกัดเรือสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า “ทุสกา” (Touska) ขณะที่เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อม

“หลังจากลูกเรือของทุสกาไม่ปฏิบัติตามคำเตือนที่แจ้งไปซ้ำหลายครั้งตลอดระยะเวลา 6 ชั่วโมง เรือสปรูเอนซ์จึงได้สั่งให้ผู้ที่อยู่ในเรืออพยพออกจากห้องเครื่อง” CENTCOM ระบุในแถลงการณ์

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงยิงกระสุนหลายนัดเข้าไปที่ห้องเครื่องของเรือทุสกา เพื่อทำให้ระบบขับเคลื่อนของเรือ ใช้การไม่ได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า นับตั้งแต่เริ่มมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ได้สั่งให้เรือพาณิชย์กลับลำหรือเดินทางกลับไปยังท่าเรือของอิหร่านแล้ว 25 ลำ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ CENTCOM เป็นการให้รายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเรื่องนี้ผ่าน Truth Social ไปก่อนแล้ว

“วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทุสกา (Touska) ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS Spruance) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทุสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

20 เม.ย. 2569 04:25 น.

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

(ภาพจาก AFP PHOTO / MALAYSIA’S SANDAKAN FIRE AND RESCUE DEPARTMENT)

เกิดเพลิงไหม้ที่หมู่บ้านกลางน้ำบริเวณชายฝั่งรัฐซาบะฮ์ ของมาเลเซีย ทำลายบ้านไม้ไปกว่า 1,000 หลัง และทำให้ประชาชนเกือบหมื่นคนกลายเป็นคนไร้บ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในหมู่บ้านชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งของรัฐซาบะฮ์ ประเทศมาเลเซีย ทำลายบ้านชั่วคราวซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านยกพื้นสูงกลางน้ำไปกว่า 1,000 หลัง ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยไร้ที่อยู่อาศัย

ข่าวระบุว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้ในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ในหมู่บ้านกลางน้ำ (Water village) ในเขตซันดากัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐซาบะฮ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุดในมาเลเซีย รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และบุคคลไร้สัญชาติ อาศัยอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นในบ้านไม้ยกพื้นสูง

กรมดับเพลิงและกู้ภัยรัฐซาบะฮ์ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 01:32 น. และได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 37 นายจากสถานีดับเพลิง 2 แห่งเพื่อเข้าควบคุมเพลิง

“…เพลิงไหม้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 เอเคอร์ ส่งผลให้บ้านพักชั่วคราวริมน้ำประมาณ 1,000 หลัง ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์” กรมดับเพลิงระบุในแถลงการณ์ โดยการดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเส้นทางที่คับแคบทำให้รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้

นอกจากนั้น แถลงการณ์ระบุอีกว่า “ระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำลงยังทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ยากลำบาก” และลมที่พัดแรงยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วด้วย

ขณะที่นายจอร์จ อับดุล รักมัน ผู้บังคับการตำรวจเขตซันดากัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Star ว่า “เหตุการณ์ครั้งใหญ่และน่าสลดใจนี้” ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยถึง 9,007 คน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวว่ารัฐบาลกลางกำลังประสานงานกับหน่วยงานในรัฐซาบะฮ์ เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือความปลอดภัยของผู้ประสบภัยและการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในพื้นที่” นายอันวาร์ระบุผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

20 เม.ย. 2569 03:31 น.

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

โดนัลด์ ทรัมป์เผยว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงอาวุธเข้าใส่และบุกยึดเรือสินค้าของอิหร่าน หลังจากเรือลำนี้พยายามฝ่าการปิดล้อมท่าเรือของสหรัฐฯ และเตือนแล้วไม่ยอมฟัง

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ทำการยิงและเข้ายึดเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่าน หลังจากเรือลำดังกล่าวพยายามเดินเรือผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

“วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทูสกา (TOUSKAX ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS SPRUANCE) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทูสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่เขาอ้างว่าอิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับปัจจุบัน ด้วยการโจมตีเข้าใส่เรือสินค้าหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากรัฐบาลอิหร่านกลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญสายนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่าย “ผิดคำพูด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

20 เม.ย. 2569 02:06 น.

อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ประชาชนนับพันคนในย่านชานกรุงปารีส ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้วัตถุระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกขุดพบเมื่อเดือนก่อน โดยเจ้าหน้าที่เลือกใช้วิธีจุดระเบิดแบบควบคุม

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 ประชาชนหลายพันคนในย่านโคลอมบ์ (Colombes) ชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงปารีส ฝรั่งเศส ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกู้ระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพวกเขาสามารถจุดระเบิดทำลายมันได้อย่างปลอดภัย

ระเบิดลูกนี้ถูกขุดพบเมื่อเดือนมีนาคม โดยในเวลา 07:00 น. วันอาทิตย์ (19 เม.ย.) ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 450 เมตรจากจุดที่พบระเบิด ได้รับคำสั่งจากตำรวจให้ออกจากที่พักอาศัย ในขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิด

สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า ความพยายามถอดชนวนระเบิดในช่วงแรกล้มเหลว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจทำลายระเบิดลูกนี้ ด้วยการจุดระเบิดแบบควบคุมพื้นที่ ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าว ประสบความสำเร็จด้วยดี และคำสั่งอพยพก็ถูกยกเลิกในช่วงเย็นวันอาทิตย์

ทั้งนี้ ระเบิดลูกดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อวันที่ 10 เมษายน ระหว่างการก่อสร้างบนถนน เดส์ ชองปารองส์ (des Champarons) ซึ่งเจ้าหน้าที่ปิดกั้นพื้นที่และนำทรายมากลบระเบิดเอาไว้ในระหว่างเตรียมการเคลื่อนย้าย

ก่อนเริ่มปฏิบัติการ นายอเล็กซานเดอร์ บรูแกร์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ภารกิจนี้มี “ความเสี่ยง” และต้องใช้ “การเตรียมพร้อมในระดับสูง” โดยมีการวางกำลังตำรวจเกือบ 800 นาย เพื่อควบคุมพื้นที่อพยพกว้าง 900 เมตร และมีการกำหนดเขตที่ 2 ซึ่งมีรัศมี 1 กิโลเมตรจากระเบิด ซึ่งอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แต่ในอาคารได้ แต่งดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด

นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งศูนย์รองรับสำหรับผู้ที่ต้องออกจากบ้าน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ด้วย

ตำรวจระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ทำการจุดชนวนระเบิดแบบควบคุมเมื่อเวลา 15:20 น. ของวันอาทิตย์ และคำสั่งอพยพถูกยกเลิกหลังเวลา 16:00 น. เล็กน้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

20 เม.ย. 2569 01:01 น.

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่าน ระบุว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับ การเจรจารอบที่สองกับสหรัฐฯ ในปากีสถานนั้น “ไม่เป็นความจริง” ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่ากำลังส่งทีมไปอิสลามาบัด

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่สำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ รายงานอ้างแหล่งข่าวในอิหร่านว่า คณะผู้แทนของเตหะรานก็กำลังเดินทางไปเช่นกัน

แต่ต่อมา สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่านก็ออกมาระบุว่า รายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ามีการยื่นข้อเรียกร้องที่ “มากเกินไป” อีกทั้งยังพูดจาสลับไปมาและเปลี่ยนจุดยืนอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและการใช้ “วาทกรรมข่มขู่” เป็นสิ่งที่ขัดขวางความคืบหน้าของการเจรจามาโดยตลอด

“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงยังไม่มีแนวโน้มที่สดใสสำหรับการเจรจาที่จะผลิดอกออกผล” IRNA ระบุในโพสต์บน Telegram อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเจ้าหน้าที่หรือสถาบันใดเป็นพิเศษ

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสื่ออิหร่านอีกสองเจ้า ที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกมาแสดงความคลางแคลงใจต่อการเข้าร่วมเจรจาของอิหร่านเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจาหรือไม่ และยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ระบุชื่อได้รายใดออกมาแถลงชี้แจงจุดยืนของอิหร่านอย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

19 เม.ย. 2569 23:31 น.

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ออกโรงประณามสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจขยายเวลาผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียออกไปอีก ชี้ เงินจากการขายน้ำมันเหล่านี้ จะถูกใช้เพื่อโจมตียูเครน

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาประณามการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขยายระยะเวลาให้รัสเซียสามารถขายน้ำมันได้ต่อไป แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานอันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้หมายความว่า ประเทศต่างๆ จะสามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกอยู่บนเรือในทะเลเรียบร้อยแล้วได้จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ทางสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า การผ่อนปรนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาวิกฤตการขาดแคลนพลังงาน ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เซเลนสกีกล่าวว่า “ทุกๆ ดอลลาร์ที่จ่ายเป็นค่าน้ำมันของรัสเซีย คือเงินทุนสำหรับสงครามในยูเครน” โดยรัสเซียถูกคว่ำบาตรเป็นวงกว้างมาตลอด นับตั้งแต่พวกเขาเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

ผู้นำยูเครนกล่าวว่า รัสเซียมีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 110 ลำอยู่ใน “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ระบุเจ้าของอย่างชัดเจนเพื่อช่วยในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยมีน้ำมันบรรจุอยู่ “มากกว่า 12 ล้านตัน”

เซเลนสกีเสริมว่า การขายน้ำมันเหล่านี้จะนำเงินเข้าคลังของมอสโกถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งถือเป็น “ทรัพยากรที่จะถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีครั้งใหม่ต่อยูเครนโดยตรง” อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนไม่ได้อธิบายว่าตัวเลขดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ทั้งนี้ การโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา กระตุ้นให้อิหร่านทำการตอบโต้ ไม่เพียงแต่ต่ออิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่ยังพุ่งเป้าไปที่แหล่งพลังงานและสถานที่ของพลเรือนอื่นๆ ในชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่น้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลกมักจะถูกขนส่งผ่าน นำไปสู่ความปั่นป่วนในตลาดพลังงาน ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หากเส้นทางเดินเรือนี้ยังไม่ถูกเปิดออกในเร็ววัน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ในวันที่ 13 มี.ค. สหรัฐฯ ตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเรียกเสียงประณามอย่างหนักจากทั้งเซเลนสกีและพันธมิตรในยุโรป

ในการขยายระยะเวลาผ่อนปรนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระบุว่าต้องการ “สร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้” ในขณะที่การเจรจาเพื่อยุติสงครามกำลังถูกเร่งให้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

19 เม.ย. 2569 22:37 น.

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

มาเลเซียกลายเป็นชาติอาเซียนแห่งล่าสุด ที่ตัดสินใจติดต่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตพลังงานดันราคาพุ่งสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มาเลเซียกลายเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติล่าสุด ที่พยายามจัดหาน้ำมันจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตพลังงานอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 แล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าว The Star นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเมื่อวันเสาร์ (18 เม.ย.) ว่า ปิโตรนาส (Petronas) บริษัทน้ำมันแห่งชาติ เตรียมเปิดการเจรจากับรัสเซียเพื่อซื้อน้ำมัน และรับประกันว่าจะมีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

นายอันวาร์ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาที่เคยคว่ำบาตรรัสเซียไปก่อนหน้านี้ ต่างก็กำลังแข่งขันกันเพื่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

“โชคดีที่ความสัมพันธ์ของเรากับรัสเซียยังคงแน่นแฟ้น ดังนั้น ทีมงานของปิโตรนาสจึงสามารถเจรจากับพวกเขาได้” นายอันวาร์กล่าวตามรายงานของ Sinar Harian หนังสือพิมพ์ภาษามาเลย์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานระบุว่าประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ติดต่อไปยังรัสเซียหรือบรรลุข้อตกลงในการซื้อน้ำมันจากรัสเซียไปแล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้เข้าพบ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงมอสโก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ความพยายามในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ ท่ามกลางพลวัตของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป”

นายเท็ดดี้ อินดรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง โดยเริ่มจากการประชุมทวิภาคี 2 ชั่วโมง ตามด้วยการหารือแบบตัวต่อตัวอีก 3 ชั่วโมง

“มีข้อตกลงร่วมกันในหลายประเด็น รวมถึงความร่วมมือระยะยาวในด้านพลังงานและทรัพยากรธรณี เช่น น้ำมันและก๊าซ ความมั่นคงทางพลังงาน และการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 14 เม.ย. นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ประเทศของเธอได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ขยายระยะเวลาการผ่อนผัน เพื่อให้สามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียได้

นางการินกล่าวเสริมว่า ฟิลิปปินส์กำลังกระจายแหล่งพลังงานให้มีความหลากหลาย โดยทางเลือกในการจัดหานั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รัสเซียเท่านั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังคงจับตาผู้ผลิตในอเมริกาใต้ ซึ่งรวมถึงโคลอมเบียและอาร์เจนตินา ตลอดจนแคนาดาและสหรัฐฯ ด้วย

ขณะที่เมื่อเดือนก่อน นายกรัฐมนตรีฝั่ม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนาม เดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ และลงนามข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับ รวมถึงความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna