ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

19 เม.ย. 2569 21:27 น.

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปปากีสถานเพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่โจมตีรัฐบาลเตหะรานว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังมีเรือสินค้าถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลเตหะรานละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่องแคบฮอร์มุซ

“อิหร่านตัดสินใจลั่นกระสุนในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเราอย่างสิ้นเชิง! กระสุนหลายนัดพุ่งเป้าไปที่เรือของฝรั่งเศสและเรือบรรทุกสินค้าจากสหราชอาณาจักร แบบนั้นมันไม่น่ารักเลยใช่ไหม? ตัวแทนของผมกำลังไปที่อิสลามาบัด ปากีสถาน พวกเขาจะถึงที่นั่นในเย็นวันพรุ่งนี้เพื่อการเจรจา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ขณะเดียวกัน ในการให้สัมภาษณ์กับ New York Post เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ จะเดินทางไปยังปากีสถาน และ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างผ่านโซเชียลมีเดียว่า การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซนั้น ส่งผลเสียต่อตัวอิหร่านเอง โดยระบุว่า “เมื่อเร็วๆ นี้อิหร่านประกาศว่าจะปิดช่องแคบ ซึ่งมันแปลกมาก เพราะการปิดล้อมของเราได้ปิดมันไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขากำลังช่วยเราโดยไม่รู้ตัว และพวกเขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายสูญเสียจากการปิดเส้นทางเดินเรือ คิดเป็นเงินถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน! สหรัฐฯ ไม่เสียอะไรเลย”

ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า รูปแบบการเดินเรือกำลังเปลี่ยนไป “ในความเป็นจริง ตอนนี้เรือหลายลำกำลังมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ ทั้งเท็กซัส ลุยเซียนา และอะแลสกา เพื่อบรรทุกสินค้า ต้องขอบคุณกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ที่อยากทำตัวเป็น ‘อันธพาล’ อยู่เสมอ!”

ทรัมป์บอกด้วยว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอที่เขาอ้างว่าเป็น “ข้อตกลงที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมาก” พร้อมกับออกคำเตือนอย่างรุนแรงหากการเจรจาล้มเหลว

“เรากำลังเสนอข้อตกลงที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมาก และผมหวังว่าพวกเขาจะรับมันไว้ เพราะถ้าไม่ สหรัฐฯ จะทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งและสะพานทุกแห่งในอิหร่านให้สิ้นซาก ไม่มีชายผู้แสนดีอีกต่อไป!”

“สิ่งเหล่านั้นจะพังทลายลงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย และหากพวกเขาไม่รับข้อตกลงนี้ ผมจะถือเป็นเกียรติที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ ซึ่งประธานาธิบดีคนอื่นๆ ควรจะทำกับอิหร่านมาตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่เครื่องจักรสังหารของอิหร่านจะต้องจบสิ้นลง!” ทรัมป์ระบุทิ้งท้าย

อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวชาวอิหร่านหลายรายว่า คณะผู้แทนจากอิหร่านจะเดินทางถึงประเทศปากีสถานในวันอังคารนี้ เพื่อเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ โดยผู้แทนจะเป็นชุดเดิมกับในการเจรจารอบที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา

ทางฝั่งอิหร่านคาดหวังว่า จะมีการประกาศเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันในวันพุธนี้ เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะหมดลงในวันที่ 22 เม.ย.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สว.พันธุ์ใหม่ ค้าน โครงการแลนด์บริดจ์ ซัดรัฐบาลมักง่าย-ฉาบฉวย หวั่นซ้ำรอย ปากบารา

สว.พันธุ์ใหม่ ค้าน โครงการแลนด์บริดจ์ ซัดรัฐบาลมักง่าย-ฉาบฉวย หวั่นซ้ำรอย ปากบารา

สว.พันธุ์ใหม่ ค้าน โครงการแลนด์บริดจ์ ซัดรัฐบาลมักง่าย-ฉาบฉวย หวั่นซ้ำรอย ปากบารา

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

‘สว.พันธุ์ใหม่‘ ค้านสุดลิ่ม ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ซัดรัฐบาลมักง่าย เมินปชช. หวั่นซ้ำรอย ’ปากบารา‘ ด้าน ’กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา’ รับลูกเชิญ ‘สนข.’ แจงพรุ่งนี้ปมกั๊กรายงาน EHIA 

วันที่ 20 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ดำริของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการเรือธง น่าจะต้องใช้งบประมาณมูลค่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยทำมา ปัญหาคือโครงการนี้ไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นหาเสียง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ได้นำไปอภิปรายถกเถียงในรัฐสภา ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เมกะโปรเจกต์นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (EEC) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดย EEC ทำท่าเหมือนจะเอาจริง ขยายสนามบินอู่ตะเภา ขยายท่าเรือน้ำลึก เรือ รถไฟเชื่อมสามสนามบิน แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรบ้าง ใครสามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง EEC กับ Eastern Seaboard เมื่อ 40 ปีก่อน

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คิดจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นวิธีคิดที่มักง่ายและฉาบฉวย บางคนบอกว่าไม่ได้ฉาบฉวยเพราะวางแผนมาเป็นอย่างดี ที่ดินแถวนั้นถูกเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว โครงการดังกล่าว จะสร้างบริเวณพื้นที่ฝั่งที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยติดกับจังหวัดชุมพร และฝั่งที่ติดกับอันดามันคือจังหวัดระนอง แนวคิดนี้ต้องการให้เรือสินค้าเข้ามาฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรขนถ่ายสินค้าทางรถไฟหรือรถบรรทุกแล้วข้ามมาลงเรืออีกฝั่ง อันดามันหรือจังหวัดระนอง เอาแผ่นดินเชื่อมสองฝั่งทะเลเพื่อย่นระยะทาง จากเดิมที่ใช้ช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน ประเด็นคือการขนถ่ายสินค้าสามารถย่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ หมายความว่าเรือที่เข้ามาจะต้องมาไทย สินค้าทั้งหมดต้องนำไปใส่เรืออีกลำ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า  “ขึ้นบกลงเรือ ลงเรือขึ้นบก”  เรือขนถ่ายสินค้า ทำได้เฉพาะคอนเทนท์เนอร์ ส่วนเรือเบาท์ไม่สามารถทำได้ การขนถ่ายสินค้าขึ้นลงขึ้นลงแบบนี้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาที่น้อยมาก อาจจะกลายเป็นท่าเรือร้างแบบปากบาราที่ไม่มีใครไปใช้บริการ 

“เหตุผลที่ต้องคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ประการแรก โครงการนี้ถูกศึกษามาโดยสภาพัฒน์ฯ ซึ่งสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ ไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการสัญจรที่ไม่คับคั่ง มีเรือผ่าน 200-220 ลำ ชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ ผลการศึกษาตรงข้ามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่บอกว่าคุ้มค่าน่าทำ เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากนักเดินเรือต้องการใช้ช่องแคบมะละกา เขายังมีช่องทางอื่น เช่นผ่านช่องแคบบริเวณอินโดนิเซีย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยกสินค้าขึ้นในโครงการแลนด์บริดจ์ การสร้างโครงการดังกล่าวจึงไม่คุ้มค่า สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครมาใช้บริการ การที่นักเดินเรือใช้บริการช่องแคบมะละกา หมายถึงเขาใช้เส้นทางนี้มาเกือบ 200 ปี ทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบอกว่ามีทางเลือกใหม่แล้วเขาจะมาใช้ สิ่งที่สำคัญมากคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระทบพื้นที่ป่า พื้นที่ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง อาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพอื่น ๆ ของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจะหายไป เราไม่อาจเรียกคืนมาได้หากลงมือทำโครงการนี้แล้ว อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยเรามีสถานะ ลงทุนโครงการอภิมหาโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาทนี้หรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังยากลำบาก เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืดและเงินเฟ้อ มีการกู้เงินมา 70% ของ GDP แต่รัฐบาลพยายามจะกู้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าการกู้เงินจะเอามาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชน 

“รัฐบาลควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญ อย่าทำให้ประชาชนเสียเวลาอีกเลย พอแล้วประชาชนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราขอคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์นี้เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า โครงการแลนดบริดจ์มีนักวิชาการมากมายออกมาวิพากษ์เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กมธ.พัฒนาการเมือง สว.เคยเชิญทั้ง สนข.และสภาพัฒน์ฯ  มาชี้แจงเกี่ยวกับรายงานผลการศึกษา ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นที่สงสัย เพราะฉบับหนึ่งบอกว่าคุ้มค่า อีกฉบับบอกว่าไม่คุ้มค่าเลย น้ำหนักเหตุผลทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้
ซึ่งรายงานของ สนข.เห็นถึงข้อบกพร่องในเชิงกระบวนการและเนื้อหารายงานหลายจุด ซึ่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กำลังทำข้อเสนอเพื่อที่จะนำเสนอสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้  อย่างไรก็ตามยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่ง สนข.ปฏิเสธที่จะให้รายงานฉบับนี้กับประชาชน ทั้งที่ควรเป็นรายงานสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าวาระของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ให้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยต้องการเครื่องยนต์ตัวใหม่ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ เพราะเราไม่สามารถอยู่กับเศรษฐกิจรูปแบบเดิมได้ แต่โครงการแลนด์บริดจ์มีคำถามเยอะมากในเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อพื้นที่ 

“ผมคิดว่ายังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสั่งเดินหน้าในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องมีรายงานที่มีความเฉพาะ ควรมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ พวกเราขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะเดินหน้าในโครงการนี้“ นายนรเศรษฐ์ กล่าว

อนุทิน สั่งเข้มสู้ฝุ่น บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด เซฟสุขภาพประชาชนระยะยาว

อนุทิน  สั่งเข้มสู้ฝุ่น บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด เซฟสุขภาพประชาชนระยะยาว

อนุทิน สั่งเข้มสู้ฝุ่น บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด เซฟสุขภาพประชาชนระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

วันนี้ 20 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยมีรัฐมนตรีที่ร่วมคณะ และ ผวจ.ภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่าการประชุมวันนี้เพื่อติดตาม และหาทางแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเรื่องไฟป่าหมอกควันฝุ่น PM2.5 สารพิษในแม่น้ำภัยแล้ง อยากให้ที่ประชุมหารือเตรียมการป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้งด้วยเพราะอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ฤดูฝน เราต้องถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมาลดความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ตนรับฟังปัญหาจากทั้งรายงานของส่วนราชการ ลงพื้นที่และการอภิปรายในสภา ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาที่หนักหน่วง

โดยปัจจัยมาจากการเผาในประเทศ การเผาในประเทศเพื่อนบ้านและความกดอากาศ สองอย่างเราควบคุมได้ การเผาในประเทศเจ้าหน้าที่ต้องกวดขันป้องกันการเผาป่า ขณะที่การเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องใช้มาตราการให้เขารู้ว่าหากยังทำอยู่จะกระทบความสัมพันธ์อย่างไร แต่เรื่องสภาพอากาศต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย สิ่งที่ตนให้ความสำคัญอย่างที่สุดคือเรื่องสุขภาพของประชาชน ต้องช่วยเหลือให้มากที่สุดเพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจนเกิดอันตรายในระยะยาว ดังนั้นจึงอยากให้ทุกท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อยกระดับการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งการช่วยเหลือการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกการรักษาสุขภาพ และที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดเด็ดขาดจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดหากต้องการได้รับการสนับสนุนใดๆให้แจ้งมายังที่ประชุมเพื่อจะได้ร่วมกันหาทางออก

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานทั้งภาพใหญ่ภาพย่อยให้การดำเนินการทุกอย่าง บรรลุผลสูงสุดด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของจังหวัดต่างๆในภูมิภาค ปีนี้ผมเห็นด้วยตัวเองว่าประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดภาคเหนือตอนบน เสียโอกาสอย่างมากในการเสริมสร้างรายได้ให้ประชาชนการสร้างโอกาสทำมาหากินและการทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเติบโตมากกว่านี้ก็ทำให้ไม่ได้ เพราะสภาพปัญหาไฟป่าหมอกควัน ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆไม่ได้เพราะสักวันหนึ่งความมั่นใจจะหายไป และจะมีแต่ความแร้นแค้นความลำบากในพื้นที่แห่งนี้ สิ่งนี้ยังพอแก้ไขได้ เพราะเรามีสองประเด็นที่ทำได้ ขอให้ทำในสิ่งที่เราควบคุมได้ อะไรนอกเหนือความควบคุมเป็นเรื่องธรรมชาติก็จะใช้เทคโนโลยีหลักวิชาการต่างๆดำเนินการต่อไป ขอให้ทุกท่านช่วยกันหาทางออก การมาครั้งนี้ต้องไม่เสียเที่ยว ต้องมีทางออกมีแนวทางการดำเนินการเกิดขึ้นผมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายขอให้ทุกท่านทุ่มเททุกอย่างเพื่อประชาชน” 

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

หมอพรทิพย์ ชี้ปัญหาใต้คือ Organized Crime แฉผลประโยชน์สีเทา ทำขบวนการไม่จบ ท่อน้ำเลี้ยงอื้อ

หมอพรทิพย์ ชี้ปัญหาใต้คือ Organized Crime แฉผลประโยชน์สีเทา ทำขบวนการไม่จบ ท่อน้ำเลี้ยงอื้อ

หมอพรทิพย์ ชี้ปัญหาใต้คือ Organized Crime แฉผลประโยชน์สีเทา ทำขบวนการไม่จบ ท่อน้ำเลี้ยงอื้อ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

คุณหญิงพรทิพย์ หนุนแม่ทัพภาคที่ 4 พูดความจริงเรื่องสถานการณ์ใต้ แฉเป็นขบวนการอาชญากรรมจัดตั้ง (Organized Crime) ที่โยงใยทั้งงบรัฐ-ธุรกิจสีเทา-นักการเมือง ชี้ระบบราชการไทย “ผู้น้อยไม่กล้าพูดความจริง” ทำปัญหาคาราคาซังมานาน

แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยผ่านรายการ “พี่ก๊อง Morning”  ดำเนินรายการโดย คุณปรเมษฐ์ ภู่โต ถึงกรณีถ้อยแถลงของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยยืนยันว่าสิ่งที่แม่ทัพพูดคือความจริงที่สังคมอาจไม่สบายใจจะรับฟัง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่พบจากการทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่า ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นลักษณะอาชญากรรมที่มีการจัดตั้ง เชื่อมโยงข้ามพื้นที่ตั้งแต่การเตรียมอาวุธ วางแผน จนถึงการลงมือก่อเหตุ โดยใช้ช่องว่างของระบบราชการที่ไม่บูรณาการกัน ทำให้การดำเนินคดีมักหลุดหรือมีโทษเบา ทั้งที่ผู้ก่อเหตุมีประวัติโชกโชน

ปมปอเนาะและท่อน้ำเลี้ยง

ในส่วนของประเด็นสถานศึกษาหรือปอเนาะ คุณหญิงพรทิพย์ชี้แจงว่า ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด แต่จากการตรวจสอบพบว่าบางแห่งถูกใช้เป็นสถานที่บ่มเพาะแนวร่วมรุ่นใหม่ (RKK) และพบหลักฐานการประกอบระเบิดในบ้านพักของครู ของผู้บริหาร รวมถึงการพบใบเสร็จเบิกงบประมาณรัฐที่เป็นเท็จเพื่อนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มขบวนการ โดยมีหน่วยงานตรวจสอบบางแห่งปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูลเนื่องจากอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่

เจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมือง พัวพันผลประโยชน์

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ไม่ได้มาจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของธุรกิจสีเทาและการรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณหญิงพรทิพย์ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่เลือกจะ “นิ่ง” หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะได้รับผลประโยชน์ หรือกลัวโดนสั่งย้ายหากพูดความจริง นอกจากนี้ยังพบบุคคลท้องถิ่นที่ใช้งบประมาณแฝงมากับโครงการประเพณีต่างๆ เพื่อนำไปใช้ฝึกแนวร่วม

” เราจะเห็นได้ว่าท่อน้ำเลี้ยงพวกนี้มันมาเยอะมาก เราไม่ได้หมายถึงปอเนาะอย่างเดียว แต่มีอีกหลายๆส่วน เช่น นักการเมืองทำโครงการ ยกตัวอย่าง มีเคสตำรวจขับรถมาแล้วโดนระเบิด แปลกมากตำรวจไม่ตาย แต่กลายเป็นว่าประชาชนที่ขี่มอไซต์อยู่ตาย แต่ว่ามีคนรอด คนนั้นคือมือวางระเบิด เมื่อดูภาพจากโทรศัพท์มือวางระเบิด เจอภาพที่เค้าบันทึกไว้ แล้วเราตามรอยของหลักฐานในโทรศัพท์ว่าบันทึกตั้งแต่เมื่อไหร่ สรุป เค้าได้อยู่ในกระบวนการของบประมาณท้องถิ่น เพื่อมาจัดประเพณีสงกรานต์ แต่ภาพถ่ายเหตุการณ์บันทึกมันคือการฝึก RKK ให้กับตาดีกา จนเจอสถานที่เรียบร้อย นี่คือตัวอย่าง ” คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว

คุณหญิงพรทิพย์ย้ำว่า สถานการณ์ใต้คือการที่ “ผู้ใหญ่รังแกเด็ก” โดยนำไอเดียผิดๆ ไปยัดเยียดให้คนรุ่นใหม่ก่อเหตุเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพล พร้อมเสนอ 3 แนวทางแก้ไขคือ ทำกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและบูรณาการ ,  ป้องกันการสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่ในสถานศึกษา , ตัดท่อน้ำเลี้ยงทั้งจากงบรัฐและธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

เมื่อถามว่า ถ้าฟังแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอย่างเดียว แต่ปะปนเรื่องผลประโยชน์สีเทาในพื้นที่ ซึ่งมันเป็นช่องว่างตรงนี้ ถูกต้องไหมครับ ? 

แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ กล่าวว่า ให้มองแบบแฟร์ๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก เอาตัวเองไปยัดเยียด ซึ่งก็เหมือนการเกิดปัญหาทางการเมืองในประเทศ เอาไอเดียพวกนี้ไปยัดเยียดใส่หัว ให้เค้าเกิดความเชื่อในแบบผู้ใหญ่ต้องการ แล้วก็มาให้เค้าก่อเหตุ ไม่ต่างกัน คืออย่ามองว่าเป็นความขัดแย้งมุสลิมกับพุทธ ไม่ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้น สังคมต้องตั้งหลักให้ดี มันคือผู้แสวงผลประโยชน์ ในคนที่อ่อนแอกว่าทั้งนั้น  แล้วผู้ใหญ่ที่เอาคนพวกนี้ไปเป็นสมาชิกการเมือง เพื่อให้ได้การเลือกตั้งก็อีกส่วนหนึ่ง มันก็เป็นโซ่กันไปหมด 

” ประเด็นเรื่องปอเนาะ จริงๆแล้วท่านแม่ทัพพูดถูกหมด เราย้อนกลับมาดูพบว่ามันเป็น Organized Crime มันเชื่อมกันไปหมด แล้วการที่เชื่อมกันไปหมด มันก่อเหตุตรงนี้ มันไปวิ่งตรงโน้น ข้ามพื้นที่แล้วเข้ากรุงเทพ แต่เราไม่ได้แก้ตามหลัก ซึ่งหลักการในการแก้เคสพวกนี้  

1.คือทำกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ 2. ต้องป้องกันการสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่ ก็คือเด็กๆ 3.ตัดท่อน้ำเลี้ยง ” คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว

ธนกร นำทีม สส.ภูมิใจไทย ลงพื้นที่มหาสารคาม รับฟังปัญหาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ธนกร นำทีม สส.ภูมิใจไทย ลงพื้นที่มหาสารคาม รับฟังปัญหาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ธนกร นำทีม สส.ภูมิใจไทย ลงพื้นที่มหาสารคาม รับฟังปัญหาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

“ธนกร”นำทีม สส.ภูมิใจไทย ลงพื้นที่มหาสารคาม รับฟังปัญหาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เผยชาวบ้านฝาก”นายกฯ”เร่งแก้ปัญหา มั่นใจ”อนุทิน”แก้ได้-เดินถูกทาง วอนให้เวลารัฐบาลดำเนินการ แล้วจะเห็นผลเป็นรูปธรรมแน่นอน

20 เมษายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตน พร้อมด้วย นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.สมุทรปราการ และนายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา ได้ลงพื้นที่ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมี นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยตัวเอง เนื่องจากตนมองว่า การลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาด้วยตัวเองนั้นจะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน และยังสามารถรับรู้ถึงปัญหาต่างๆ ได้ตรงจุดมากที่สุด ทั้งนี้ ชาวบ้านยังฝากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางโดยเร็วที่สุด ซึ่งตนจะนำปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ รายงานให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้รับทราบ เพื่อที่รัฐบาลจะได้หาทางแก้ไขได้อย่างรวดเร็วต่อไป

นายธนกร กล่าวต่อว่า วันนี้ตนมั่นใจว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินนั้นเดินมาถูกทางแล้ว ทั้งมาตรการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคขนส่ง และเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ วงเงิน 5,000 ล้านบาท เช่น การติดตั้งระบบ Solar Cell ซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 3% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 6% ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และการอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน

“วันนี้รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาต่างๆ ไปตามขั้นตอน ผมเชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ เดินมาถูกทางแล้ว ขอเวลาให้รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เหล่านี้ให้เสร็จสิ้นตามแผนเสียก่อน แล้วพี่น้องประชาชนจะได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน” นายธนกร กล่าว

ทั้งนี้ นายธนกร ยังถือโอกาสนี้ไปร่วมงานการแข่งขันชกมวยไทยโลก “THAI FIGHT วัดป่าวังน้ำเย็น” ที่วัดป่าวังน้ำเย็น อ.เมือง จ.มหาสารคาม ด้วย โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก คาดว่าการแข่งขันครั้งนี้นอกจากจะเผยแพร่ศิลปะมวยไทยสู่สายตาชาวโลกแล้ว ยังจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

ประเสริฐ เผยประชุมใหญ่ เพื่อไทย 24 เม.ย. ปรับโครงสร้าง กก.บห. ยังไม่ไ่ด้คุยลาออกปาร์ตี้ลิสต์

ประเสริฐ เผยประชุมใหญ่ เพื่อไทย 24 เม.ย. ปรับโครงสร้าง กก.บห. ยังไม่ไ่ด้คุยลาออกปาร์ตี้ลิสต์

ประเสริฐ เผยประชุมใหญ่ เพื่อไทย 24 เม.ย. ปรับโครงสร้าง กก.บห. ยังไม่ไ่ด้คุยลาออกปาร์ตี้ลิสต์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“ประเสริฐ” เผยประชุมใหญ่พรรค 24 เม.ย.เพิ่มโครงสร้าง กก.บห. บอกยังไม่คุยเรื่องลาออกปาร์ตี้ลิสต์ ชี้ รมต.ยังคงทำงานทั้งในสภาฯ-ฝ่ายบริหารได้ ย้ำเลือกตั้งสนาม กทม.ต้องคุยกัน

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ เป็นการประชุมใหญ่สามัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยในการประชุมจะมีการเพิ่มองค์ประกอบของกรรมการบริหารพรรค ขณะที่ในช่วงท้ายของการประชุมจะมีการแสดงวิสัยทัศน์โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นอกนั้นจะเป็นวาระปกติเป็นไปตามกฎหมาย เช่น การแถลงกิจกรรมต่างๆ ระหว่างปีทั้งปัจจุบันและอนาคตของพรรคเพื่อไทยให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ กกต. ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคยังคงเหมือนเดิม และจะมีการเพิ่มบุคคลที่เคยลาออกจากกรรมการบริหารพรรคช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม 

เมื่อถามถึงงานสภาฯ อย่างพรรคภูมิใจไทยที่บุคคลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะต้องลาออกเช่นเดียวกันหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยรายละเอียดเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐมนตรีบางคนเป็น สส.เขต เพราะฉะนั้นเรื่องลาออกต้องมีการพูดคุยกัน และยังไม่มีการลงลึกไปว่าท่านใดต้องลาออก ทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่ทั้งฝ่ายสภาฯ และฝ่ายบริหาร

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยมีข้อสรุปในเรื่องการส่งตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแล้วหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เราพูดคุยในเรื่องนี้อยู่ว่าท้ายที่สุดพรรคจะดำเนินการอย่างไร ขอเวลาอีกนิดเนื่องจากมีเวลาตัดสินใจอยู่ เพราะการเลือกตั้งจะมีช่วงประมาณกลางปี 2569 และยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ทิ้งสนาม กทม. พรรคยังให้ความสำคัญ แต่การดำเนินกิจกรรมการเมืองในรูปแบบใดของพรรคเป็นเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคต้องคุยกัน ร่วมกับสมาชิกกรุงเทพด้วย 

สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘รมว.ต่างประเทศ’เผย ‘กลาโหมโอมาน’ประสานไทยส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง‘เรือ SCG’ผ่านได้อย่างปลอดภัย  เตรียมหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง 

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ  ให้สัมภาษณ์กรณีเมื่อวันที่  19 เม.ย.ที่ผ่านมา เรือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จอีก 1 ลำ ว่า เป็นข่าวดี แม้จะไม่ทราบว่าเป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนรัฐสุลต่านโอมาน เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้โอมานซึ่งมีความใกล้ชิดกับอิหร่าน ช่วยประสานและส่งรายชื่อเรือของไทยให้กับทางอิหร่านหรือไม่

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหมโอมาน ได้ประสานงานมา เพื่อขอรายชื่อของเรือไทยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่อีกครั้งด้วย ท่าทีดังกล่าวอาจมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่เกิดขึ้นหลังการเยือนโอมานครั้งนี้ และหวังว่าเรือไทยลำอื่น ๆ จะสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ในภูมิภาคขณะนี้ ซึ่งเกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้เรือต่าง ๆ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยากขึ้น ซึ่งไทยต้องการให้เรือทุกสัญชาติสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 

นายสีหศักดิ์  กล่าวต่อว่า  รัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการประสานงานทุกช่องทาง เพื่อให้เรือไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยกำลังพิจารณาถึงโอกาสในการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อีกฝ่ายมีภารกิจที่ค่อนข้างรัดตัว ส่วนท่าทีของนานาชาติและอาเซียน ในการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง และไม่ต้องการให้สงครามยกระดับมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจังและจริงใจ โดยเฉพาะ ในภูมิภาคอาเซียน ยังได้มีการย้ำจุดยืนร่วมกันว่าต้องการให้เกิดสันติภาพ เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้น ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

นายกฯ มอบนโยบายงบปี70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดตรงเป้า-แม่นยำตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส  ยันปรับลดงบไม่ตอบโจทย์-ไม่จำเป็น วางกฎเหล็กงบปี 70 เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของบปี 69 ยันรบ. ยึดหลัก 3 ประการในการทำงาน กำชับเตรียมความพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรุกรานปท.ไทยเมื่อไหร่ก็ได้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย  ว่า วันนี้เป็นวาระการมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากขณะเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยและของทั้งโลกด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐจะต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โดยจะต้องปรับปรุงและปรับวิธีการทำงานให้เป็นเอกภาพและสูงขึ้นในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงให้กับประเทศของเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำและสามารถตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพื่อทำให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันที่สูงขึ้น ด้วยนโยบาย 5 ด้าน 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3.นโยบายด้านสังคม  4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

และ5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570 – 2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ ปี 2570 และความจำเป็นในการ แก้ไขปัญหาของประเทศการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงถึง หลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณ ฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุดการขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้  และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เน้นการเช่ามากกว่าหรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ขอให้งดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้ดำเนินการเช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาป ให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybrid ได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงาน และความเป็นไปได้รวมทั้งขอให้หน่วยงานติดตั้ง Solar Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการฝ่าวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาล ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการทำงาน คือ 1.พิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน บนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของ
พี่น้องประชาชนขอให้พวกเราได้ร่วมมือกัน ทำภารกิจสำคัญนี้ ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเรา ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้งสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น

ฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

นายกฯ กล่าว่า สำหรับในช่วงแรกก่อนการกล่าวมอบนโยบายงบประมาณผมได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณ ระหว่าง 5หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )และสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกหลานของเราต่อไป

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘สุริยะ’เผย บินรัสเซีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการปุ๋ยยูเรีย​ ก่อนทำหนังสือเสนอ คาดหลังลงนาม​ 3 เดือน​ปุ๋ยถึงไทย​ ยัน​ราคาสูงก็ไม่ซื้อ

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 10.53 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รมว.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือถึงการเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย​ ว่า​  หลังพบว่าปริมาณปุ๋ยยูเรียในไทยไม่เพียงพอ จึงได้หารือผ่านเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนเดินทางไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลกและมีนโยบายไม่ให้ส่งออก จึงต้องเดินทางไปเจรจา​ ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และได้จัดโควต้าปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นมีการขอ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และเอกชน ตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียด เพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด 

เมื่อถามว่าระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น นายสุริยะ​ กล่าวว่า หลังจากลงนามไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยก็จะถึงไทย​ ส่วนเรื่องราคาปุ๋ย​ยูเรีย​นั้น จะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ เพราะต้องหาราคาที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา​

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากที่พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม เป็นการลับแล้วเสร็จ

สำหรับการลงคะแนนลับ พบว่าได้เสียงเห็นชอบ 125 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง และงดออกเสียง 50 เสียง โดยพล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่า นายสุจินต์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะได้รับความเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสว.ที่มีอยู่ คือตั้งแต่ 100 คะแนนขึ้นไป