เปิดใจ’ญดา นริลญา’นักแสดงสาวไม่ถึง 30 แต่ร่างกายพัง! เล่าชีวิตหลังกล้องที่ไม่ค่อยมีใครรู้
วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.
รายการ PrimeCast With PUNPUN เปิดใจนักแสดงสาว “ญดา -นริลญา กุลมงคลเพชร” จากเด็กอินโทรเวิร์ตหลังกล้อง สู่การเป็นนักแสดงที่แบกความกดดัน เล่าชีวิตหลังกล้องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ การเติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว กดดันจากบทบาทและการโดนคอมเมนต์รูปลักษณ์ รวมถึงประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ หอบหืด และแพนิคจากการโหมงานหนัก ความคาดหวังในวงการ อาการแพนิคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเริ่มดูแลใจตัวเองมากขึ้น
ญดาเข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ใช่ไหม ?
ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เริ่มจากแคสโฆษณาค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ได้มาเล่นซีรีย์ของนาดาว ปีแรกเลยจะเป็นโฆษณาอย่างเดียว พอเริ่มเข้าปีที่ 2 ก็จะเริ่มมาซีรีส์แล้วก็ละครเลย
คิดว่าเป็นคนที่โตมาแบบไหน ?
ญดา นริลญา : โตมาแบบคุณแม่เข้มเข้มงวดมาก ๆ เลย เหมือนคุณแม่เป็น single mom ใช่ไหม แล้วก็จะสนิทกับคุณแม่มาก คุณแม่ก็สอนมาแบบให้มีความเป็นผู้หญิงมาก ๆ ก็คือต้องมีระเบียบวินัย จะต้องพูดเพราะ ต้องเรียบร้อย
ชีวิตวัยเด็กของเราโดยที่เราทำงานตั้งแต่เด็กต่างกับเพื่อนที่โรงเรียนไหม ?
ญดา นริลญา : ต่างค่ะ เพราะว่าเพื่อนคนอื่น ๆ เขาก็อาจจะมีวันหยุด ไปหาความสุขจากครอบครัวหรือจากเพื่อน หรือหากิจกรรมทำ แต่เราก็คือไม่ใช่แค่เฉพาะวันหยุด วันธรรมดาเราก็เริ่มต้นทำงานแล้ว
วัยเด็กเป็นคนยังไง ?
ญดา นริลญา : เงียบมาก เป็นเด็ก introvert เลย ขี้อายด้วย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่ถ้าเกิดไปอยู่ที่หน้ากล้องหรือว่าเป็นการแคสงาน ชอบมากจะกล้าแสดงออก
คุณแม่สนับสนุนให้เข้าวงการ ?
ญดา นริลญา : คุณแม่สนับสนุนนะคะ คุณแม่เป็นคนเดียวเลยในบ้านตอนนั้นที่สนับสนุน อยากให้ทำงานในวงการบันเทิง จริง ๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าทำงานหรอก เหมือนคุณแม่รู้สึกว่าเห็นลูกทำแล้วทำออกมาได้ แล้วคุณแม่ภูมิใจ เหมือนทุกครั้งเวลาที่คุณแม่ไปยืนดูเราทำงานอย่างนี้ เขาจะร้องไห้ทุกครั้งเลย เขารู้สึกว่าภูมิใจ มันตื้นตัน
จุดไหนที่รู้สึกว่าอยากจะมาเป็นนักแสดงเต็มตัว ?
ญดา นริลญา : ตั้งแต่ปีแรกเลยค่ะ ปีแรกก็เริ่มต้นแคสโฆษณาแล้วก็ได้งานโฆษณาเยอะมาก ๆ ไปโรงเรียนแค่เป็นหลัก 10 วัน แล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าอันเนี้แหละที่เราจะต้องทำมันเป็นอาชีพหลัก รองคือการเป็นนักเรียน ก็เลยเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ตอนอายุ 13-14 เลย เพราะว่าปีแรกถ่ายโฆษณาไปตั้ง 70 กว่าตัวแล้วมันทำงานทุกวันเลย จะวันฟิตติ้งวันถ่าย 70 กว่าตัว
เป็นคนโครงหน้าสวยตั้งแต่เด็ก ?
ญดา นริลญา : ไม่เลย ไม่ได้เป็นเด็กหน้าตาน่ารักขาว ของหนูผอม ๆ แห้ง ๆ แล้วก็แบบผิวเข้ม ๆ ฟันเหยินด้วยตอนเด็ก ๆ
เป็นหอบหืดแล้วก็เป็นไทรอยด์เป็นพิษ ?
ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ หอบหืดคิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่เป็น แล้วเหมือนเราก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แต่ว่าพอเราทำงานเยอะ ๆ ในช่วงหลัง ๆ มา แบบ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้วเราเริ่มมีอาการเป็นหอบหืด แต่คือเราไม่เคยไปทำ allergy test เราไม่เคยตรวจว่าแพ้อะไรด้วย ซึ่งที่บ้านเราเลี้ยงแมว 8 ตัว แล้วเราเพิ่งไปตรวจเจอว่าเราแพ้แมวขั้นรุนแรง แบบแพ้ขนแมว มันก็เลยทำให้เราเพิ่งจะเริ่มมีอาการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เอง
อาการที่มันเกิดขึ้นคืออะไร ?
ญดา นริลญา : อาการก็คือจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แน่นหน้าอก แล้วก็รู้สึกว่าเราหายใจเข้าไปได้แค่นิดเดียว เหมือนหลอดลมเรามันคล้ายหลอด แล้วเหมือนกับว่าเราบีบหลอดไว้ แล้วมันมีรูหายใจแค่นิดเดียว
การเป็นหอบหืดกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงานไหม ?
ญดา นริลญา : กระทบนะคะ เหมือนตอนช่วงที่เราต้องถ่ายฉากใต้น้ำอย่างนี้ อันนี้คือมีผลมาก ๆ เพราะว่าเจออากาศชื้น อากาศหนาวเย็นเกินไปก็ไม่ได้ เหมือนยิ่งลงไปใต้น้ำเหมือนเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว แล้วมันยิ่งไปกระตุ้นข้างในด้วย เคยถ่ายใต้น้ำแล้วแล้วเหมือนหายใจได้ไม่ทัน แล้วก็ตะคริวกินท้องไปเลย เหมือนมันมีอาการแพนิคร่วมด้วย เพราะเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยเข็ดกับฉากใต้น้ำอยู่
ฉากบู๊ต้องวิ่งมีผลไหม ?
ญดา นริลญา : ก็มีผลกับอะไรที่มันมีฝุ่นควัน smoke ก็ต้องเลี่ยงค่ะ แบบว่าอยู่ให้ได้น้อยที่สุด เหมือนกับว่าจะถ่ายจริง ๆ แล้วเดี๋ยวค่อยเข้ามาหรือไม่ก็ใส่แมสตลอดเวลา
เรื่องของไทรอยด์เป็นพิษอยู่ดี ๆ เกิดอะไรขึ้น ?
ญดา นริลญา : เราไม่รู้ไงว่ามันเป็นไทรอยด์ เหมือนก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราเป็นหอบหืดอย่างเดียว แล้วเราก็ไม่เคยไปตรวจจริง ๆ จัง ๆ ว่าอาการที่เราเป็นแบบหัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย เราคิดว่ามันมาจากหอบหืดตลอด แล้วมันมีวันหนึ่งอยู่ ๆ ญดาเดินในบ้าน เป็นวันหยุดใช่ไหม เดินจากโซฟาไปเข้าห้องน้ำ แล้วเราใส่นาฬิกา มันขึ้นว่าหัวใจเราเต้น 150 คิดในใจแล้วว่าโรคหัวใจถามหา ต้องให้หมอดูแลหัวใจ (หัวเราะ) ก็เลยไปหาคุณหมอเรื่องโรคหัวใจ สุดท้ายแล้วคุณหมอก็จับตรวจไทรอยด์ด้วย เพราะว่ามันอาจจะมาจากโรคแล้วมีผลข้างเคียงเรื่องหัวใจ ก็ได้รู้ว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ
อาการที่หมอบอกว่าจะเกิดขึ้นคือ ?
ญดา นริลญา : เราจะหัวใจเต้นเร็ว เราจะเหนื่อยง่าย ฮอร์โมนเราจะแปรปรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ แล้วก็เรื่องของอารมณ์เราด้วย ก็อาจจะ sensitive ง่ายหน่อย คุณหมอรักษาโดยการให้ทานยาค่ะ เป็นยาควบคุมอาการไทรอยด์ แล้วก็ยาลดการอัตราการเต้นหัวใจ
ไฮเปอร์ไทรอยด์ ซึ่งปกติแล้วคนที่เป็นคือ ?
ญดา นริลญา : มันจะมีไฮเปอร์กับไฮโป ก็คือเราเป็นไฮเปอร์จะผอม ไฮโปรเป็นแบบอ้วน แต่เราอ้วน
เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ต้องผอมไม่ใช่เหรอ ต้องกินเยอะ ๆ เพราะว่าเราไม่ชอบตัวเองผอม ?
ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนพอเรามีอาการไทรอยด์ แล้วมันทำให้เราผอมลงไปเรื่อย ๆ เลย ก่อนหน้านี้แก้มบุ๋มลงไปเลย เพราะมันแบบแก้มตอบแล้วก็ตัวผอมมาก ตรงนี้ผอมสุด ๆ เลย แขนผอมหมดเลยแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ชอบ เหมือนเราไม่ชอบเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ แล้วมันดูเหมือนคนป่วย มันดูสุขภาพไม่ดี ดูไม่ Healthy ก็เลยพยายามกิน แล้วมันก็กินอร่อย
น้ำหนักลงไปก็คือต้องฝืนกินใช่ไหม ?
ญดา นริลญา : ใช่ค่ะฝืนกิน เหมือนแบบว่าจริง ๆ แล้วคนที่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์จะหิวทั้งวันอยู่แล้ว แต่ปกติคือเหมือนกินเท่านี้ก็อิ่มแล้ว แต่เราพยายามเอาเข้าไปอีก เหมือนกินเข้าไปอีก
ดูแลสุขภาพตัวเองยังไง ?
ญดา นริลญา : routine ชีวิตของญดาก็คือก่อนหน้านี้ต้องยอมรับเลยว่า ก่อนที่เราจะรู้ว่าเราเป็นโรคหอบหืดแล้วก็เป็นโรคไทรอยด์ เราใช้ร่างกายหนักมาก เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราอยากทุ่มเทให้กับงานมันออกมาดีที่สุด โดยที่เราอาจจะไม่ได้ถามสุขภาพขนาดนั้น ว่าไหวไหม ไม่ได้ถามร่างกาย แต่คือลึก ๆ ก็รู้แหละว่าเราใช้เยอะ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไรเหมือนใจเราไหว แล้วเราก็คิดเองว่าเรายังอายุน้อยอยู่ ซึ่งอยากเตือนทุกคนตรงนี้เลยว่า มันไม่ใช่แค่อายุน้อย แล้วมันจะสุขภาพแข็งแรงดีไม่เป็นอะไร ไม่ป่วย อายุน้อยก็ป่วยได้ เหมือนครั้งแรกที่ญดารู้ว่าญดาป่วยเป็นไทรอยด์ ร้องไห้เลย ตกใจ คือรู้ว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรง รู้แต่เสียใจ ที่ผ่านมาเราละเลยร่างกาย ไม่ได้ดูแลสุขภาพเราขนาดที่มันควรจะเป็น เพราะเราใช้เขาเยอะมาก ตอนนี้ก็คือดูแลสุขภาพโดยการที่พยายามไปตรวจสุขภาพบ่อย ๆ เพราะว่าร่างกายมันอยู่ข้างในเหมือนรถต้องเข้าเช็คระยะ เรามองไม่เห็นว่าเขาเป็นยังไงบ้างแล้ว ก็พยายามติดตามสถานะอาการสุขภาพของเราเรื่อย ๆ แล้วก็พยายามหันมาออกกำลังกาย จากก่อนหน้านี้เราไม่ออกกำลังกายเลย เพราะว่าเหนื่อยแล้วจากการทำงานก็กลับมานอน กลับมานอนพักเลยทันที ก็พยายามออกกำลังกายมากขึ้น เลือกทานอาหารที่มันมีประโยชน์มากขึ้น ชอบเล่นโยคะ เพราะว่าเหมือนตอนคุณหมอบอกว่ายังไม่อยากให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือทำอะไรที่หัวใจมันจะเต้นเร็วขึ้นมา
เรื่องอาหาร ?
ญดา นริลญา : ก่อนหน้านี้กินแซ่บ กินอร่อย กินแต่ของทอด ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด ทงคัตสึอะไรอย่างนี้ค่ะ ตอนนี้ก็คือลดน้อยลง พยายามเลือกกินของต้ม แบบชาบูอะไรอย่างนี้ ชาบูน้ำใส ไม่จิ้ม จิ้มนิดหนึ่ง โซเดียมเยอะเดี๋ยวเลือดหนืด
การนอนเป็นยังไง ?
ญดา นริลญา : การนอนนี่คือของหนูคือยากมาก เพราะว่าเราออกกองถ่ายตั้งแต่เช้ายันมืด บางทีก็เลิกเรท หลังจาก 22:00 น. ไปอีก มันก็ทำให้ระยะเวลาการนอนเรามันคือ 4-5 ชั่วโมงประมาณนี้ หรือบางวันอาจจะน้อยกว่านั้น แต่ถ้าเกิดเป็นวันหยุดจริง ๆ จะพยายามนอนให้เกิน 5 ชั่วโมง นอนให้มันถึง 7-8 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ค่ะ
มีเคล็ดลับอีกไหม ?
ญดา นริลญา : พยายามที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มันเป็นคาเฟอีน แต่เราดันเป็นไทรอยด์ด้วยก็เลยดื่มเยอะไม่ได้ ได้แค่จิบนิด ๆ อย่างเช่นชา ชาเขียว กาแฟ อะไรอย่างนี้ค่ะ พูดไปงั้นแหละความจริงกินอะไร น้ำอัดลม (หัวเราะ)
เป็นคนที่อินกับบทซีรียส์ หนังมากจนถึงขั้นออกจากตัวละครไม่ได้ ?
ญดา นริลญา : ไม่เชิงว่าออกไม่ได้ เพราะว่าคัทปุ๊บเราก็ออกแล้ว แต่หมายถึงว่ามันจะมีอาการแบบนี้ค่ะ มันจะเป็นพฤติกรรมที่เราทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ วนลูปซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนกว่ามันจะจบเรื่อง แล้วพอจบเรื่องมันยังติดพฤติกรรมนั้นมาอยู่ อย่างเช่นเรื่องสืบสันดานที่รับบทเป็นไข่มุก ที่เป็นเมด คือเหมือนไข่มุกเขาจะเป็นคนที่ไม่พูด เหมือนเขาจะเป็นคนคิดวางแผนอยู่ในหัวตัวเองตลอด แล้วปกติเราเป็นคนช่างพูด เหมือนเราคิดอะไรเราก็พูดเป็นแบบปกติธรรมดา แต่ว่าพอถ่ายเรื่องนั้นจบเหมือนเราไม่พูด เหมือนเรากลายเป็นว่าติดนิสัยการเก็บแล้วคิดคนเดียว จนคนรอบข้างมาบอกว่าทำไมนิสัยเปลี่ยนไป ทำไมแปลก ๆ คุณแม่บอก
ไม่ได้เป็นขั้นรุงแรง ?
ญดา นริลญา : เข้าใจได้นะเพราะว่าจริง ๆ มันอาจจะมีบางฉากที่เข้าไปไปกระตุ้นความรู้สึกเขา ความทรงจำเขา หรือบาดแผลในใจเขา แล้วพอเราไปเปิดมันออกมาบางทีมันหยุดไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่แสดงแล้วมันคือการเอาเรื่องจริงออกมา มันก็เลยไม่ควรทำ
ตอนที่เล่นเป็นมิ้งในเรื่องร่างทรงมีอาการแบบนั้นไหม เพราะเรื่องนั้นน่าจะน่าจะหนักมาก ?
ญดา นริลญา : หนักมากค่ะ เรื่องนั้นคือไม่รู้ตัวเลยดีกว่า คือคนรอบข้างบอกว่าเราเปลี่ยนไป แต่เรารู้สึกว่าเราปกติ คือเรารู้สึกว่าไม่ได้เป็นไร แต่ว่าคุณแม่บอกว่าแบบทำไมไปนั่งคนเดียวตรงนั้น อย่านั่งก้มหน้าแบบนั้น ชอบติดบุคลิกมา ตอนถ่ายเรื่องสืบสันดานที่เป็นเมดก็จะติดบุคลิกโดนหลังตรงเลย
เรื่องร่างทรงลดน้ำหนักไปจนน้ำหนัก 38 ปกติหนักเท่าไหร่ ?
ญดา นริลญา : ปกติตอนนั้นที่ก่อนเริ่มถ่ายคือหนัก 45 แล้วตอนที่ต้องลดน้ำหนักก็มีนักโภชนาการมาดูแล แล้วเขาก็วัดน้ำหนัก วัดมวลกล้ามเนื้อ แล้วก็เหมือนเขาคำนวณแล้วเขารู้สึกว่าถ้าเกิดลดจาก 45 ไป 35 เหมือนมันจะอันตราย หมายถึงว่ามันมีมวลของกระดูกไปด้วย แล้วเขารู้สึกว่าไม่อยากไปทำร้ายสุขภาพเรา เขาก็เลยให้เราเพิ่มน้ำหนักจาก 45 มา 48-49 แล้วเริ่มถ่ายตอนช่วงนั้น ตอนช่วงน้ำหนักเท่านั้นก่อน ช่วงแรกของเรื่อง แล้วก็ตอนหลังก็คือลดลงไปเป็น 38 ใน 1 เดือน กินน้อยมาก ๆ เลย เหมือนเขาจะส่งอาหารมาให้ตลอด มีนักโภชนาการดูแลแบบใกล้ชิด ก็ส่งเป็นอาหารแบบเก็บได้ 2-3 วัน 3 วันส่งที แล้วก็ทุก ๆ 3 วันอาหารจะถูกเปลี่ยนไปในแบบที่น้อยลงเรื่อย ๆ
ช่วงนั้นมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?
ญดา นริลญา : เยอะมากค่ะ sensitive ง่าย ผมร่วงเป็น 2 กำมือ มารู้สึกว่าร่วงจริง ๆ คือ 1 เดือนหลังจากลดไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแค่นั้น เพราะว่ามันเบลอ ต้อง ประคองร่างไปถ่ายหนังด้วย เรียนมหาลัยด้วย ต้องสอบด้วย หิวมาก โมโหหิว
เคยเป็นไทรอยด์จนถึงขั้นเป็นโรคแพนิคเลย ?
ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนกับว่ามันจะเป็นหอบแล้วก็บวกกับไทรอยด์แล้วก็กลายเป็นแพนิค จริง ๆ น่าจะ 2 อย่างควบคู่กันด้วย เพราะว่าเหมือนหอบหืดทำให้เราหายใจได้ไม่สะดวก เวลาที่เราถูกกระตุ้นแล้วคือช่วงนั้นเราถูกกระตุ้นจริง ๆ เพราะเราออกกองถ่ายที่เราเจอ smoke แล้วมันกระตุ้นหนักมาก เป็นช่วงที่เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยมาก เลิกกองหรือยังไม่ทันเลิกกองก็คือถูกหามเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะมันเจอ smoke หนัก หลอดลมมันตีบมาก ๆ จนมีเสียงวี๊ดในปอด 2 ข้าง แล้วก็ตอนนั้นคือเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นไทรอยด์ แต่ตอนนี้คือเรารู้แล้วว่ามันบวกกับอาการไทรอยด์ด้วย ตรงที่ว่าหัวใจเรามันเต้นเร็วมาก ๆ แล้วมันบวกกับตอนนั้นเราเจอกับเหตุการณ์ที่มันสะเทือนใจ กับการเหนื่อยจากการทำงานด้วย มันประดังประเดมากทับถมหนูมากจนอยู่ ๆ ก็กลายเป็นว่าอยู่ในที่สาธารณะแล้วร้องไห้ฮือออกมาเลยแบบโฮออกมาเลย เหมือนเป็นแพนิคออกมา เหมือนมันค่อย ๆ เริ่มจากมันมีอะไรไปกระตุ้นความรู้สึกเรา แล้วเราก็มีอาการหอบอยู่แล้วไทรอยด์อยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่ามือสั่น คือตอนนั้นใจมันไปแล้ว แต่ว่าอาการทางร่างกายมันออกจากมือก่อน เหมือนมือสั่น ใจเต้นเร็ว หายใจติดขัดไม่สะดวก รู้สึกเลยว่าเหมือนที่มันแคบลง เหมือนภาพเราถูกบีบลงมา แล้วเหมือนเรากำลังจะถูกทับ หายใจไม่ได้ เหมือนกำลังจะตาย
ทำยังไงตอนนั้น อยู่กลางงานคนเยอะ ๆ เลย ?
ญดา นริลญา : อยู่ที่สาธารณะค่ะ วันนั้นไม่ใช่อีเว้นท์ วันนั้นเหมือนเสร็จจากงานแล้วไปกินข้าว แล้วโชคดีที่อยู่กับหมอเจี๊ยบ ลลนา พี่เจี๊ยบก็บอก “เป็นไรป่าวเนี่ย ๆ” แล้วคือสัญชาตญาณของแพทย์ เขาก็รีบพาเราออกไปอยู่ในที่โล่ง ที่อากาศถ่ายเท แล้วเขาก็แบบว่าใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ หายใจเข้า หายใจออก แล้วพอเราถูกย้ายบรรยากาศจากอยู่ในอินดอร์มาเอาท์ดอร์มันก็รู้สึกว่ามันค่อย ๆ ดีขึ้น
ในฐานะของดาราสาว มีโดนคอมเมนต์แบบจี๊ดใจบ้างไหม ?
ญดา นริลญา : มีอยู่แล้ว ทุกเรื่องเลยมั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ส่วนมากจะเป็นหน้าตานะ คือเหมือนตอนที่เราเล่นละครแล้วเราเล่นซีรียส์กับหนัง ทุกเรื่องแทบจะไม่ได้เมคอัพเลย คือเหมือนแต่งหน้าน้อยมาก ๆ แล้วก็เราไม่ได้ติดขนตาสวย ทาปาก ทำผมลอน เหมือนเราธรรมชาติมาก ๆ makeup no makeup ของแท้ แล้วทีนี้เหมือนก็จะมีคอมเมนต์ว่าหน้าสวยไม่พอนางเอก เหมือนหน้าไม่ถึงนางเอกเลยอะไรอย่างนี้
แล้วทำยังไง ?
ญดา นริลญา : ก็ปล่อยผ่านค่ะ แต่คือถามว่ามันมากระทบใจเราไหม มันกระทบแน่นอน แล้วก็เหมือนเรารู้สึกว่าเราก็ตั้งใจทำงานนะ เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้มันเป็นแบบนั้นดีแล้ว เพราะว่ามันจะได้ดูสมจริง คนดูจะได้เชื่อไปกับตัวละคร เหมือนเราฟินกับการแสดง แต่คือคนดูอาจจะคาดหวังให้มันเป็นภาพสวยงาม หนูเข้าใจนะ แต่ว่าเวลาที่เราเจอคอมเมนต์เชิงบวกใจเรามันก็ฟู แต่ว่าพอเราเจอคอมเมนต์เชิงลบมันเป็นปกติที่เราอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราปรับปรุงดีไหม เราพัฒนาต่อไปดีไหม ประมาณนี้
สมัยก่อนเป็นเด็กผิวเข้ม หน้าตาไม่สวย ทำยังไงขอเคล็ดลับหน่อย ?
ญดา นริลญา : เริ่มจากผิวข้างนอกก่อนค่ะ แบบว่าผิวกายก่อน แล้วก็เริ่มจากเริ่มเปลี่ยนอาหารการกิน ตอนเด็ก ๆ ชอบกินแต่น้ำอัดลมกับขนมกรุบกรอบ แล้วเหมือนกับว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องออกแดดหรืออะไรอย่างนี้ เราก็เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของการอยู่ในที่ร่มมากขึ้น เลี่ยงแดดนั่นแหละ พยายามไม่เอาตัวเองออกไปเจอแดดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าแสงแดดมันจะทำร้ายผิวเรามาก ๆ แล้วมันจะทำให้เรา Aging กินอาหารดีขึ้น จากน้ำอัดลมแล้วก็ขนมกรุบกรอบก็ไม่เลิกกินบ้าง แต่ว่าหันมากินน้ำผักผลไม้มากขึ้น คุณแม่ปั่นให้เอง
เราต้องท่องไว้ว่าด่าไปเลย เราสวย เราไม่อ่าน เราปล่อยผ่าน
ญดา นริลญา : จริงนะ แต่ว่าจริง ๆ กำลังใจสำคัญมาก คือถ้าเราไปจมปักอยู่กับคอมเมนต์พวกนั้น มันจะยิ่งทำให้เราเป็นไปตามที่เขาพูด เหมือนเขาพูดว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องสวย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่น ๆ ด้วย ถ้าเกิดเราไปอินกับคำพูดเขามันจะเป็นไปตามนั้นเลย
ตอนนี้เอาธรรมะมาฮีลใจเหรอ ?
ญดา นริลญา : ฮีลใจไหมก็น่าจะใช่นะ จุดเริ่มต้นมาจากตอนนั้นเราอายุ 18 แล้วเราก็ถูกคุณแม่ส่งไปปฏิบัติธรรมตอนช่วงสิ้นปี เพราะว่าแม่ไม่อยากให้เป็นเด็กดื้อ ก็ไปตามคุณแม่ แต่คือตอนนั้นไม่ได้อินเลย แล้วพอเหมือนเราไปนั่งสมาธิวันแรกตอนที่เรานั่งก็รู้สึกเหมือนตามันยุบยิบ ๆ เหมือนเรามีมดไต่ คือมันต้องลืมตาให้ได้ เหมือนคนเรามันเคยลืมตาแล้วมันมานั่งหลับตานาน ๆ มันไม่ได้ เดี๋ยวคันตรงนู้นคันตรงนี้ มันต้องลืมตาให้ได้ แล้วพอเราก็อดทนไป พอวันที่ 2 วันที่ 3 เราจะชอบพูดเปรียบเทียบให้ฟัง เพราะมันเหมือนแก้วน้ำที่เหมือนกับว่าเราคนมันตลอดเวลา แล้วน้ำมันแกว่งอยู่ในนั้น แล้วมันมีตะกอนในนั้น แล้วพอเรานั่งสมาธิ มันทำให้น้ำที่อยู่ในแก้วมันนิ่ง มันใส แล้วตะกอนมันตกไปนอนพื้น ตอนนั้นรู้สึกว่าความสงบมันเป็นแบบนี้เอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยสงบเลย เหมือนลูกลิงแบบลูกลี้ลูกลนซุกซนไปเรื่อย พอมันสงบมันเริ่มรู้สึกถึงความเบาสบาย แล้วก็เริ่มมีสติคิดได้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ คิดทันสติ
มองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง ?
ญดา นริลญา : คิดภาพไม่ออกเลย เพราะว่าเอาจริง ๆ รู้สึกว่าเราโตทางด้านความคิดแล้วก็วุฒิภาวะมากกว่าอายุอยู่แล้ว คือไม่อยากจะคิดเลยว่า ณ วันนั้นกว่ามันจะไปถึงระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง คือชีวิตเราแน่นอนว่าชีวิตทุกคนมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราเจอปัญหาในทุก ๆ วัน แล้วแต่ละปัญหามันก็ทำให้เราโตขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก กลัวใจตัวเองมากว่าวันหนึ่งจะออกบวช (หัวเราะ) ล้อเล่น นึกขึ้นมามันผุดขึ้นมาคือเหมือนกลัวใจจริง ๆ ว่าวันนั้นกว่าเราจะมาถึง เราจะยังสามารถรักษาความเป็นเอเนอร์จี้สดใสแบบนี้อยู่ได้ไหม เพราะเหมือนเราเจอโลกมันโบยตีเราทุกวัน เรารู้สึกแบบนั้นนะ แต่คือมันจะดีถ้าสมมติว่าเรายังสามารถแบบฮีลใจตัวเองได้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วเราเจอคนรอบข้างที่เขามีเอนเนอร์จี้ดี ๆ มาช่วยเรา มาช่วยสนับสนุนเรา