อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

อินเดียจวกทรัมป์ "ไร้มารยาท" หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น "ขุมนรก" เหยียดแรงงานไอที

24 เม.ย. 2569 11:25 น.

อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง ระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์ข้อความเหยียดเชื้อชาติที่เรียกอินเดียว่าเป็น “ขุมนรก” พร้อมกล่าวหาแรงงานฝีมือชาวอินเดียในสหรัฐฯ ว่ากีดกันคนผิวสีและขาดทักษะภาษาอังกฤษ ชี้เป็นการกระทำที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของความสัมพันธ์สองประเทศ

รัฐบาลอินเดียออกมาตำหนิการกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ กรณีการแชร์โพสต์บนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาเชิงลบและสร้างความเกลียดชังต่อชาวอินเดียและผู้อพยพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำการรีโพสต์วิดีโอและข้อความจากนักวิจารณ์ฝ่ายขวา ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยข้อความดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า “เด็กที่เกิดที่นี่กลายเป็นพลเมืองทันที จากนั้นพวกเขาก็ลากทั้งครอบครัวมาจากจีน อินเดีย หรือขุมนรก (Hellhole) แห่งอื่นๆ บนโลกนี้”

นอกจากนี้ โพสต์ดังกล่าวยังพุ่งเป้าไปที่แรงงานชาวอินเดียในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ยอมจ้างงานคนอเมริกันผิวขาวที่เป็นเจ้าของประเทศ และยังอ้างข้อมูลที่บิดเบือนว่าผู้อพยพชาวอินเดียขาดทักษะความรู้ทางภาษาอังกฤษ

นายรันธีร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้ออกมาตอบโต้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไร้มารยาท” พร้อมย้ำว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

ขณะที่นายอามิ เบรา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบุตรของผู้อพยพชาวอินเดีย กล่าวว่าโพสต์ของทรัมป์นั้น “น่ารังเกียจ เขลา และลดทอนเกียรติของตำแหน่งประธานาธิบดี” โดยระบุว่าทรัมป์ซึ่งเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยเข้าใจความยากลำบากที่ครอบครัวผู้อพยพต้องเผชิญ

ด้านมูลนิธิฮินดูอเมริกันได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังและเหยียดเชื้อชาติเช่นนี้ จะยิ่งสุมไฟแห่งความเกลียดชังและเป็นอันตรายต่อชุมชนชาวอินเดีย ในช่วงเวลาที่การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนอินเดียในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออินเดีย โดยที่ผ่านมาเขาได้ดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานไอที และยังคงมาตรการกำแพงภาษีต่ออินเดียมานานหลายเดือน เนื่องจากความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นคนกลางของทรัมป์ในความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับความพยายามหลายทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับอินเดียในฐานะ “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพื่อคานอำนาจกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย.

ที่มา AFP / SCMP

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

สหรัฐฯ ปรับสถานะ "กัญชา" พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

24 เม.ย. 2569 11:00 น.

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” อย่างเป็นทางการ จากยาเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งอันตรายเทียบเท่าเฮโรอีน ลงมาเป็นประเภทที่ 3 ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อเปิดทางให้มีการวิจัยและเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทิศทางนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ  เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของนายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีฯ ได้ลงนามคำสั่งเปลี่ยนประเภทของผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือได้รับใบอนุญาตทางการแพทย์จากรัฐ ให้ย้ายจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มผลักดันกระบวนการทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชกัญชา รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวอเมริกัน

แม้จะมีการลดระดับความรุนแรงลง แต่ในทางกฎหมายระดับรัฐ กัญชายังคงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการอย่างเสรีภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายท็อดด์ แบลนช์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงยุติธรรมกำลังทำตามสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการขยายทางเลือกการรักษาทางการแพทย์ให้แก่ชาวอเมริกัน การปรับระดับครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม”

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รักษาการฯ รัฐมนตรียุติธรรมยังได้สั่งให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยับชั้น “กัญชาทุกประเภท” ในภาพรวมให้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งทางกฎหมายได้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้จริงล่าช้าออกไปหลายเดือนหรือหลายปีหากมีการฟ้องร้อง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อเพิ่มการเข้าถึง “ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” เพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์เช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 1970 สหรัฐฯ จัดให้กัญชาอยู่ในประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ยอมรับได้ การจัดประเภทใหม่นี้จึงได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย โดยนายมอร์แกน ฟ็อกซ์ จากองค์กร NORML ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกัญชา ระบุว่านี่เป็นก้าวที่เป็น “สัญลักษณ์” สำคัญ

ฟ็อกซ์กล่าวว่า “การย้ายกัญชาออกจากบัญชีเดิม จะทำให้เหล่านักนโยบายกล้าหยิบยกประเด็นนี้มาหารืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับนิยามแบบเดิมๆ” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยสิ้นเชิง เพื่อขจัดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างรัฐและสหพันธรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเงินในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

24 เม.ย. 2569 10:42 น.

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารท้องถิ่น 2 ขบวนชนประสานงาทางตอนเหนือกรุงโคเปนเฮเกน ระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ อพยพผู้โดยสารหมดแล้ว บางส่วนอาการวิกฤต

วันที่ 24 เมษายน 2569 เกิดเหตุระทึกที่ประเทศเดนมาร์ก เมื่อรถไฟโดยสาร 2 ขบวน พุ่งชนกันอย่างรุนแรง บริเวณเมืองฮิเลโรด ทางตอนเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นหัวรถไฟทั้งสองขบวนพังยับจากแรงชน แต่ตัวขบวนยังคงตั้งอยู่บนราง ไม่ได้ตกราง

ทางการระบุว่า เส้นทางรถไฟนี้เป็นเส้นทางท้องถิ่นที่ประชาชน นักเรียน และพนักงานใช้เดินทางเป็นประจำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 ราย บางส่วนถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์  ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

24 เม.ย. 2569 10:14 น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

เกิดไฟป่า 2 จุดในจังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เปลวไฟยังคงลุกลาม ล่าสุดขยายเข้าใกล้ตัวเมือง ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2,500 คน หวั่นสถานการณ์บานปลาย

วันที่ 24 เมษายน 2569 สถานการณ์ไฟป่าญี่ปุ่นล่าสุด เปลวไฟกำลังลุกลามเข้าใกล้ศูนย์กลางของเมืองโอสึจิ ในจังหวัดอิวาเตะ ทำให้ทางการต้องประกาศขยายพื้นที่อพยพ โดยมีประชาชนมากกว่า 2,500 คน หรือราว 1 ใน 4 ของประชากรในพื้นที่ ได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานว่า เปลวไฟลุกสูงระดับหัวเข่า ลามไปตามใบไม้และพื้นป่าอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องใช้เครื่องมือเกษตร เช่น จอบ เข้าควบคุมเพลิง เนื่องจากแหล่งน้ำในพื้นที่เริ่มแห้งขอด โดยไฟป่าจุดแรกเริ่มขึ้นเมื่อช่วงก่อนเวลา 14.00 น. ของวันพุธ ที่ผ่านมาในพื้นที่ภูเขาห่างจากตัวเมืองโอสึจิราว 8 กิโลเมตร ขณะที่อีกจุดเกิดขึ้นห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ในอีกด้านหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำดับไฟ อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลา 20.00 น. ของวันพฤหัสบดี พบว่าพื้นที่ถูกเผาไหม้รวมแล้วอย่างน้อยเกือบ 2,700 ไร่ มีรายงานว่า อาคารอย่างน้อย 7 หลัง รวมถึงบ้านพักอาศัย ถูกไฟเผาเสียหาย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพออกไปหมดแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าจากมหาวิทยาลัยชิบะ เตือนว่า ไฟอาจลุกลามขึ้นสู่ยอดไม้ ซึ่งจะทำให้สะเก็ดไฟปลิวไปได้ไกลตามแรงลม เสี่ยงทำให้ไฟป่าขยายวงอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังฉีดน้ำดับไฟต่อเนื่องตลอดคืน และกลับมาใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยควบคุมเพลิงอีกครั้งในช่วงเช้าวันศุกร์ ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังการลุกลามเข้าสู่เขตชุมชนอย่างใกล้ชิด

ที่มา NHK

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

24 เม.ย. 2569 06:14 น.

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

ศาลอังกฤษตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ชายอายุ 43 ปี ผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายและข่มขืนกระทำชำเราเหยื่อหลายราย เพื่อแพร่เชื้อ HIV ให้แก่เป้าหมายด้วยความจงใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนร้ายคดีข่มขืนและทำร้ายในอังกฤษ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “บุคคลอันตราย” ผู้เจตนาแพร่เชื้อ HIV ให้กับชายหนุ่ม 5 ราย และเยาวชนชายอายุ 15 และ 17 ปี อีก 2 ราย ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และต้องจำคุกเป็นเวลาอย่างน้อย 23 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บน

ศาลอาญาชั้นต้นในเมืองนิวคาสเซิลได้รับฟังคำให้การว่า นายอดัม ฮอลล์ วัย 43 ปี ต้องการที่จะสร้าง “ความเจ็บปวดและความเสียหาย” ให้กับกลุ่มชายที่ “เปราะบาง” ซึ่งเขาเลือกเป็นเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์หรือตามบาร์ในเมืองนิวคาสเซิล ระหว่างปี 2559 ถึง 2566

นายฮอลล์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองวอชิงตัน ใกล้กับซันเดอร์แลนด์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อเหยื่อทั้ง 7 ราย โดยในจำนวนนี้มี 4 รายที่ถูกเขาข่มขืนกระทำชำเราด้วย

กลุ่มผู้เสียหายระบุว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูก “ย่ำยี” และต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคประจำตัวรวมถึงบาดแผลทางใจไปตลอดชีวิต ขณะที่ผู้พิพากษา เอ็ดเวิร์ด บินด์ลอสส์ กล่าวว่า ฮอลล์ผู้ “เห็นแก่ตัว” ได้พรากอนาคตของเหยื่อเหล่านี้ไป

ทางด้านตำรวจพื้นที่นอร์ธัมเบรียระบุว่า มีผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นเหยื่อของนายฮอลล์ติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม หลังจากเขาถูกตัดสินความผิด และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผลอีกคดีหนึ่ง

อัยการ คามา เมลลี กล่าวว่า นายฮอลล์เริ่ม “ปฏิบัติการข่มขืน” โดยมีเจตนาเพื่อ “แพร่เชื้อ HIV ให้กับเหยื่อ” โดยศาลได้รับฟังข้อมูลว่า นับตั้งแต่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อในปี 2553 บุคลากรทางการแพทย์ต่าง “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อพฤติกรรมของนายฮอลล์ และได้ตักเตือนเขาหลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เขาอาจก่อให้เกิดแก่ผู้อื่น

ฮอลล์ “ตระหนักดี” ถึงความจำเป็นในการรับประทานยา เพื่อรักษาอาการให้อยู่ในระดับที่ไม่แพร่เชื้อ และความจำเป็นในการแจ้งสถานะการติดเชื้อ HIV ของตนให้คู่นอนทราบ

อัยการเมลลีกล่าวว่า เขาโกหกว่าได้ทำทั้งสองอย่างแล้ว แต่ในความเป็นจริงเขากลับ “เลือก” ที่จะไม่กินยา และจงใจมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มชายที่ “เปราะบาง” เพื่อทำกิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงสุด

อัยการระบุเพิ่มเติมว่า “รสนิยมทางเพศที่แท้จริง” ของฮอลล์ คือการสร้าง “ความเจ็บปวดและความเสียหาย” ผ่านการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

24 เม.ย. 2569 05:36 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่รู้ว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงของอิหร่าน ขณะที่ยืนยันว่า เขาไม่คิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน ชี้ไม่ต้องพึ่งนิวเคลียร์ก็ทำลายอิหร่านไปมากแล้ว

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า คณะทำงานของเขาไม่ทราบว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงในอิหร่าน หลังจากเขาใช้เรื่องความแตกแยกในรัฐบาลเตหะราน เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ขยายการหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด

“พวกเขาพยายามประวิงเวลา เพราะพวกเขา—เราไม่รู้ว่าจะต้องเจรจากับใคร” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว พร้อมกับยืนยันว่าสงครามจะจบลงในเวลาอีก “ไม่นานนัก”

“พวกเขารู้ว่าใครคือผู้นำในประเทศนี้ แต่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้นำในอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวเสริม จำเรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองได้ไหม อยาตอลเลาะห์ อาลี ฮอสเซนี คาเมเนอี ไม่อยู่แล้ว เขาไปสู่สุขคติแล้ว เขาไม่อยู่ และทีมงานของเขาทั้งหมดก็ไม่อยู่แล้ว จากนั้นกลุ่มที่สองก็เข้ามา พวกเขาก็ไปหมดแล้ว และตอนนี้คุณมีกลุ่มที่สาม ซึ่งพวกเขาก็เริ่มกังวลนิดหน่อยว่าจะต้องจากไปเหมือนกัน”

เมื่อถูกถามว่าเขาจะพิจารณาการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่”

“ทำไมถึงถามคำถามที่งี่เง่าแบบนั้น? ทำไมผมต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย?” ทรัมป์กล่าว พร้อมโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ได้ “ทำลายล้าง” อิหร่านไปมากแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาการโจมตีด้วยนิวเคลียร์

ทั้งนี้ คำกล่าวของทรัมป์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่ว่า “อารยธรรมทั้งมวลจะดับสูญในคืนนี้” หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า เขากำลังสื่อถึงการโจมตีด้วยนิวเคลียร์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อนที่ทรัมป์จะดำเนินการตามคำขู่นั้น

ปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงพุ่งสูง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้กองทัพเรือ “ยิงทำลาย” เรืออิหร่านลำใดก็ตามที่วางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

24 เม.ย. 2569 04:49 น.

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะกำหนดเส้นตายว่าสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยบอกกับสื่อว่า “อย่ามาเร่งผม” พร้อมยกตัวอย่างสงครามอื่นๆ ที่ก็ใช้เวลานานหลายปี

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะระบุว่า เขาตั้งใจจะให้สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อไปนานแค่ไหน โดยบอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า “อย่ามาเร่งผม” เมื่อถูกจี้ถามถึงกรอบเวลา

“ดูอย่างตอนที่เราอยู่ในเวียดนามสิ เราอยู่ที่นั่นตั้ง 18 ปี เราอยู่ในอิรักตั้งหลายต่อหลายปี… ผมไม่อยากจะยกตัวอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หรอกนะ เพราะนั่นน่ะเรื่องใหญ่ แต่เราก็อยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้ง 4 ปีครึ่ง หรือเกือบ 5 ปีเลยนะ” ทรัมป์กล่าว

ประธานาธิบดีชี้ให้เห็นว่าการหยุดยิงที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการเจรจา โดยยืนยันว่า “เราหยุดเร็วไปนิดหน่อย เพราะพวกเขาก็อยากจะมีสันติภาพบ้าง”

“พวกเขาก็อยากจะทำข้อตกลง” ประธานาธิบดีกล่าว “เราได้พูดคุยกับพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครกำลังนำประเทศอยู่ พวกเขากำลังวุ่นวาย สับสนอลหม่านไปหมด เราก็เลยคิดว่าจะให้โอกาสพวกเขาซักหน่อยเพื่อจัดการกับความวุ่นวายเหล่านั้นให้เรียบร้อย”

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังยืนกรานอีกครั้งว่าเขาไม่รู้สึกกดดันที่จะต้องจบสงครามโดยเร็ว แม้ว่ากรอบเวลาเดิมที่เขาวางไว้คือ 4 ถึง 6 สัปดาห์ก็ตาม โดยย้ำว่าสิ่งสำคัญคือ การที่อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ในระหว่างการปิดล้อมทางทะเลที่ดำเนินอยู่นี้

“ผมไม่อยากเร่งตัวเอง คุณก็รู้ เพราะทุกข่าวชอบบอกว่า “โอ้ ทรัมป์กำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันเรื่องเวลา”” ทรัมป์กล่าว “ไม่เลย ไม่—คุณรู้ไหมว่าใครที่กำลังกดดันเรื่องเวลา? [อิหร่านต่างหาก] เพราะถ้าพวกเขาไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันทั้งหมดของพวกเขาก็จะพังพินาศไปเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

24 เม.ย. 2569 04:40 น.

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนถูกขยายออกไปอีก 3 สัปดาห์ หลังผู้แทนทั้งสองประเทศหารือกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 3 สัปดาห์ หลังจากที่เขาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับตัวแทนของทั้งสองประเทศ ณ ทำเนียบขาวในวันเดียวกันนี้

“การประชุมเป็นไปด้วยดีมาก! สหรัฐอเมริกากำลังจะร่วมมือกับเลบานอนเพื่อช่วยให้ประเทศปกป้องตนเองจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social

เดิมทีข้อตกลงหยุดยิงซึ่งประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีกำหนดจะสิ้นสุดลงหลังจากผ่านไป 10 วัน

ทรัมป์หวังว่าในท้ายที่สุดเขาจะเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพในวงกว้างระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีสถานะเป็นคู่สงครามกันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2491

“ผมตั้งตารอที่จะได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับนายกรัฐมนตรี บีบี เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล และประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ในอนาคตอันใกล้นี้” ทรัมป์ระบุในโพสต์ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

24 เม.ย. 2569 02:10 น.

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดี เตรียมเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC รับรองข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 นาย โรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ จะต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังจากผู้พิพากษาประจำศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ให้การรับรองข้อกล่าวหาดังกล่าว

อดีตผู้นำวัย 81 ปีรายนี้ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต่อประชาชนหลายพันคน ในระหว่างการดำเนินนโยบาย “สงครามยาเสพติด” อันนองเลือดช่วงปี 2554 ถึง 2562

ICC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการ “ยืนยันอย่างเป็นเอกฉันท์” โดยผู้พิพากษาในชั้นพิจารณาเบื้องต้น ว่ามี “เหตุอันควรเชื่อได้” ว่าดูเตร์เตได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง

การยืนยันการพิจารณาคดีของดูเตร์เตเกิดขึ้นหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีพยายามยื่นอุทธรณ์หลายครั้งเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวจากการคุมขัง ซึ่งเขาถูกกักตัวมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

ที่ผ่านมา ดูเตร์เตปฏิเสธที่จะยอมรับกระบวนการของ ICC โดยอ้างว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2562 ฟิลิปปินส์ได้ถอนตัวออกจากธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาก่อตั้ง ICC ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้พิพากษาของ ICC แผนกพิจารณาเบื้องต้น ได้มีคำตัดสินว่าศาลยังคงมีอำนาจในการพิจารณาคดีของดูเตร์เต เนื่องจากอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหานั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 2554 – 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นสมาชิกของ ICC อยู่

นอกจากนี้ ตามข้อมูลของ ICC ผู้พิพากษายังได้อนุญาตให้เหยื่อมากกว่า 500 ราย เข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพิจารณาคดีนี้คือแคมเปญ “สงครามยาเสพติด” ของดูเตร์เต ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็นนโยบายที่มุ่งเป้าสังหารเพียงผู้ค้ายารายย่อย แต่กลับล้มเหลวในการจับกุมตัวการใหญ่หรือราชายาเสพติด

ดูเตร์เตได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยประณามข้อหาที่มีต่อเขาว่าเป็น “คำโกหกอันน่ารังเกียจ” ในขณะที่ฝ่ายตำรวจยืนยันว่าพวกเขาทำการวิสามัญฆาตกรรมเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

ทางด้านทนายความของดูเตร์เตพยายามโต้แย้งว่า อดีตประธานาธิบดีไม่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกระบวนการของ ICC เนื่องจากมีภาวะการรู้คิดบกพร่อง (cognitive impairment)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา ICC ได้ตีตกข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยอ้างอิงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และระบุว่าพวกเขาเชื่อว่าดูเตร์เตมีความพร้อมเพียงพอที่จะเข้าร่วมในการพิจารณาคดีและสามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

24 เม.ย. 2569 01:02 น.

Warner Bros อนุมัติ Paramount ซื้อกิจการ 1.11 แสนล้านดอลลาร์

ผู้ถือหุ้นของ Warner Bros อนุมัติข้อเสนอของบริษัท Paramount ที่จะซื้อกิจการด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.11 แสนล้านดอลลาร์แล้ว หลังจากยืดเยื้อมานานหลายเดือน

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 ผู้ถือหุ้นของ Warner Bros Discovery (วอร์เนอร์ บรอส ดิสโคเวอรี) ตัดสินใจอนุมัติให้บริษัท Paramount (พาราเมาต์) เข้าซื้อกิจการด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.11 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) แล้ว สิ้นสุดมหากาพย์ซึ่งดำเนินมานานหลายเดือน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าผลลัพธ์นี้ อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมสื่ออย่างมหาศาล

ข้อตกลงซื้อกิจการดังกล่าวจะส่งผลให้ Paramount ซึ่งมีบริษัท Skydance (สกายแดนซ์) เป็นเจ้าของ เข้าควบคุมลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และช่องรายการทั้งหมดของ Warner Bros ซึ่งรวมถึง Harry Potter, Game of Thrones และสถานีข่าว CNN

“เราตั้งตารอที่จะสร้างบริษัทที่ควบรวมกันอย่างยอดเยี่ยมร่วมกับ Paramount ซึ่งจะช่วยขยายทางเลือกให้กับผู้บริโภค และส่งผลดีต่อชุมชนบุคลากรผู้สร้างสรรค์ระดับโลก” ซามูเอล ดิเปียซซา ประธานของ Warner Bros กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ และหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของยุโรปก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก ความพยายามเข้าซื้อ Warner Bros อันยุ่งเหยิงนานหลายเดือน โดยก่อนหน้านี้ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการด้วย แต่ถอนตัวออกไปในเวลาต่อมา หลัง Paramount ยื่นข้อเสนอมูลค่าสูงกว่าคู่แข่ง

Paramount ซึ่งกำลังมุ่งหวังที่จะยกระดับตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวูด ได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่าง แลร์รี เอลลิสัน และมี เดวิด ลูกชายของเขาเป็นประธานบริษัท

อย่างไรก็ตาม การที่ เดวิด เอลลิสัน กำลังจะเข้าควบคุม Warner Bros ทำให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่าย เนื่องจากเขาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้พรรครีพับลิกัน และเขามีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันพฤหัสบดีนี้ด้วย

มีการคาดการณ์ว่า มาร์ก รัฟฟาโล นักแสดงผู้รับบท Hulk จะเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงบริเวณด้านหน้าอาคาร เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “งานกาล่าแห่งการคอรัปชัน” เนื่องจากบริษัทยังมีอุปสรรคด้านกฎหมายที่ต้องเผชิญ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังแสดงความกังวลว่าการที่ตระกูลเอลลิสันเข้าเป็นเจ้าของ CNN จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของสถานีข่าวอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา CNN เป็นสื่อที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้าย และมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับพรรคเดโมแครต ตรงข้ามกับ FOX News ที่เป็นฝั่งขวาอย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc