ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex บอก ใครพร้อมก่อนมาได้เลย ระบุ ศาลเป็นผู้ตัดสินคลิปโฆษณาลงทุน ชวนเชื่อหรือไม่ เชื่อ ข้อมูลโบรกเกอร์มีประโยชน์ต่อการสอบสวน บ่ายนี้ตอบกระทู้สดสภา

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดี Forex เป็นพิเศษ คาดว่า จะใช้เวลานานหรือไม่ในการแจ้งข้อกล่าวหาว่า พยายามเร่งรัด แต่ในเรื่องธุรกรรมต่างๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น ธุรกรรมการเงินมีถึง 6-7 หมื่นธุรกรรม ทำให้ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ รวมถึงเรื่องของพยานหลักฐาน ซึ่งในวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้มีปฏิบัติการตรวจค้น 24 จุด ได้พยานหลักฐานค่อนข้างมาก ทั้งเอกสารและคอมพิวเตอร์ ทำให้มีการตั้งคณะทำงานโดยมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่เข้ามาอีก เพราะเกรงจะล่าช้า เบื้องต้นตนได้ให้นโยบายว่า ต้องมีการรายงานให้ประชาชนรับทราบทุก 15 วัน เพื่อให้ได้ทราบความคืบหน้า 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเชิญนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้ามาชี้แจงถึงความเชื่อมโยงเมื่อไหร่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า หลังจากรับทราบว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ พร้อมกันนั้นได้มีการออกหมายเรียกหลายคน ซึ่งในนั้นมีนายภาวุธด้วย กำหนดให้มาพบในวันที่ 2 ก.ค. โดยทุกคนที่ได้ออกหมายเรียกไป ได้มีหมายเหตุว่า หากพร้อมสามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้เลย 

เมื่อถามว่า ดีเอสไอมองอย่างไรที่นายภาวุธชี้แจงว่า ในคลิปไม่ได้เป็นการโฆษณาเชิญชวน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน และเป็นเรื่องที่ทางศาลจะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อเป็นลักษณะการเทรด หรือการชักชวน โฆษณาชวนเชื่อ 

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางดีเอสไอและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังทำงานอย่างเข้มข้นใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ช่วงนี้มีการประสานและบูรณาการร่วมกัน ที่สำคัญที่สุด คือ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ทางดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยัง ปปง.หลายวันแล้ว เพื่อร่วมในการตรวจสอบ เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ ปปง.เริ่มรู้ถึงเส้นเงินแล้วหรือยัง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น เพราะธุรกรรมค่อนข้างเยอะ คงต้องให้เวลาและความเป็นธรรมเพื่อตรวจสอบให้ละเอียด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า นายภาวุธจะลาออกจา สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้การตรวจสอบเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะไม่มีเรื่องเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องลาออกตนไม่ทราบ แต่เรื่องเร็วหรือช้า ทางดีเอสไอ ปปง. และธปท. จะดำเนินการตรวจสอบไปตามขั้นตอนปกติ เมื่อถามถึงกรณีที่มีโบรกเกอร์เข้าไปชี้แจงในดีเอสไอว่า ดำเนินการถูกกฎหมาย แต่ทาง ธปท.ระบุว่า เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดีเอสไอมองอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีเรื่องของบริษัท QRS Global เข้ามาชี้แจง ยืนยันว่า เราฟังเสียงทุกฝ่าย และจากการสอบถามพนักงานสอบสวนเห็นว่า มีประโยชน์ต่อทางดีเอสไอ ทำให้ทราบในหลายเรื่องที่ดีเอสไอยังไม่ทราบ เหมือนเป็นการมาเพิ่มเติมในส่วนของพยานหลักฐานว่า ใครเป็นใคร ส่วนบุคคลใดที่สื่อโซเชียลพูดถึงในตอนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับ QRS ก็ถือว่า เราได้ข้อมูลเพิ่มเติม 

พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (25 มิ.ย.) ตนจะชี้แจงกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีรายละเอียดในการชี้แจง

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน ณ อาคารรัฐสภา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  อาคารรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงาน และบุคลากรของสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมในพิธี

โดยก่อนเริ่มพิธี ประธานรัฐสภาได้เข้ามาตรวจความเรียบร้อยและได้พูดคุยกับผู้บริหารและข้าราชการโดยกล่าวถึงหลักธรรมพรหมวิหาร 4 ที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน

โอกาสนี้ ประธานรัฐสภาถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์ ประธานในพิธีและผู้ร่วมพิธีได้ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์นำเจริญจิตภาวนา อุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 1 นาที พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้ง 10 รูป อนุโมทนา ก่อนที่ประธานในพิธีจะกรวดน้ำรับพร กราบพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา นำถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป และประธานในพิธีกราบลาพระสงฆ์

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว.ประสานมิตร ออกแถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

โดยระบุว่า สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา ได้รับผิดชอบดำเนินการจัดสอบแข่งขันดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างกำหนด ซึ่งปัจจุบันทางสำนักทดสอบฯ ได้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันจนเสร็จสิ้นกระบวนการ และได้ทำการส่งมอบงานให้แก่ทางผู้ว่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ทางสำนักทดสอบฯ ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน ได้ยึดมั่นในหลักความถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการจัดสอบ การบริหารจัดการข้อสอบ การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล การควบคุมมาตรฐานสนามสอบ ตลอดจนกระบวนการประมวลผลและรายงานผลการสอบ โดยทั้งหมดนี้ดำเนินการภายใต้ระบบควบคุมภายในและมาตรการกำกับดูแลที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพขั้นสูง

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้กล่าวย้ำถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทด้วยความสุจริต รอบคอบ และดำรงความเป็นกลางทางวิชาการ โดยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน พร้อมกันนี้ยังแสดงความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องโปร่งใสต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“พล.อ.ประยุทธ์” องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้

25 มิถุนายน 2569 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ในการนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านวังเลียง อำเภอลอง เพื่อรับฟังสรุปแนวทางการจัดกิจกรรมและแผนการเรียนการสอนของโรงเรียนในโครงการฯ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านวังเลียง อำเภอลอง โรงเรียนบ้านแม่แรม อำเภอสอง โรงเรียนบ้านห้วยฮ่อม อำเภอร้องกวาง โรงเรียนสรอยเสรีวิทยา อ.วังชิ้น

โอกาสนี้ องคมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและศักยภาพของท้องถิ่น จากนั้นเยี่ยมชมการสาธิตการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนของโรงเรียนบ้านวังเลียง และสรอยเสรีวิทยา เพื่อติดตามกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเยาวชนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้แก่โรงเรียนบ้านวังเลียง เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งบรรยากาศการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่คณะครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า ไม่ให้สิทธิประโยชน์สูญเปล่า โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ชวนผู้ประกันตนที่ไม่มีทายาทตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะโสด ไม่มีบุตร ไม่มีทายาทตามกฎหมาย หรือผู้ที่ต้องการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่บุคคลเฉพาะราย จึงขอเชิญชวนให้จัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมส่งต่อถึงบุคคลที่ต้องการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 73 (2) กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบกรณีตายตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย โดยสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนระบุไว้ล่วงหน้า

กรณีไม่ได้ระบุผู้รับสิทธิไว้ สำนักงานประกันสังคมจะเฉลี่ยจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่สามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนั้น ผู้ประกันตนที่มีทายาทตามกฎหมายอยู่แล้ว และไม่ได้ประสงค์จะมอบสิทธิให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องจัดทำหนังสือระบุผู้รับสิทธิเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนที่ไม่มีคู่สมรสตามกฎหมาย ไม่มีบิดามารดาหรือทายาทตามกฎหมาย หรือผู้ที่ต้องการมอบสิทธิให้แก่บุคคลอื่น เช่น คู่ชีวิต พี่น้อง หรือบุคคลใกล้ชิด ควรจัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้สิทธิและป้องกันปัญหาการไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินดังกล่าว

“รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะโสด ตรวจสอบสิทธิของตนเองและจัดทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สิทธิประโยชน์ที่สะสมจากการส่งเงินสมทบสามารถส่งต่อไปยังคนที่รักและคนที่ต้องการดูแลได้อย่างครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของผู้ประกันตน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์กรณีตายจะจ่ายให้แก่บุคคลที่มีชื่อระบุไว้ในหนังสือ หรือทายาทตามกฎหมายแล้วแต่กรณี โดยหากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 4 เดือน และหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 12 เดือน รวมทั้งอาจมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รัฐปล่อยปละละเลยให้มีการโกงสอบมโหฬารขนาดนี้ได้อย่างไร สิ่งนี้มันโคตรทำลายความหวังและความฝันของลูกชาวบ้านที่ไม่มีเงินไม่มีเส้นสาย บางคนอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ข้ามเดือนข้ามปี สอบมา 5 ครั้ง 10 ครั้งกว่าจะติดด้วยความสุจริต แล้วรัฐจะเยียวยาจิตใจคนเหล่านี้อย่างไร”

นายจูรี นุ่มแก้ว

สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไแซเฮตัดงบTH-AIปี’70

ศาลรธน.นัด 9 กรกฎาคมชี้ขาดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรธน.หรือไม่ พยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัย เปิดร่างก.ม.โอนงบหมื่นล้าน‘คมนาคม’ถูกโอนสูงสุดกว่า2พันล้าน รองลงมา’มท.’1.8พันล้าน รัฐสภาถูกโอนงบ314ล้าน แต่ไม่แตะค่าข้าวส.ส.‘ไอซ์’ขอบคุณสำนักงบฯหั่น900ล้าน โครงการTH-AI Passportปี2570 กระทุ้ง‘ไชยชนก’อย่าทำตัวเป็นไข่ในหิน ให้ขรก.ป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อวันที่ 24มิ.ย.2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ สส.จำนวน 133คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา173วรรคหนึ่ง

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 9ก.ค. 69 เวลา 09.00น.ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา173 วรรค2 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

เปิดร่างกม.โอนงบหมื่นกว่าล้าน

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้แจ้งต่อสมาชิก ตอนหนึ่งให้สส.เข้ารับเอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ได้ตั้งแต่วันนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบปี2570 ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาฯเป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29-30 มิ.ย.และ1ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้น วันที่ 25มิ.ย.สภาฯกำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่อง คือ ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ….ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้มีหลักการ คือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

‘คมนาคม’หั่นมากสุด2.4พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการโอนงบประมาณบางรายการนั้นพบว่า เป็นงบประมาณของ 19 กระทรวง โดยกระทรวงที่ถูกโอนงบสูงสุด คือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,846 ล้านบาท โดยหั่นจากงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 1,844 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรม จำนวน 1,040 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 837 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 262 ล้านบาท ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรี ถูกโอนงบ จำนวน 134 ล้านบาท

งบเลี้ยงข้าวกลางวันสส.ไม่ถูกแตะ

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกโอนงบรวม 161ล้านบาท ส่วน 4 รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ถูกโอนงบรวม 374ล้านบาท ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯได้ถูกโอนงบรวม 314 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ การจัดการของรัฐสภา ศาลและหน่วยงานอิสระของรัฐและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ดี ไม่มีส่วนที่ตัดจากงบประมาณที่จัดไว้รับรอง สส.เช่น ค่าอาหารกลางวัน ที่ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ โดยความเห็นร่วมกันของสส. เห็นควรให้งดการจัดเลี้ยงอาหารรับรอง และเปลี่ยนไปให้ซื้อรับประทานเอง

‘ไอซ์’ขอบคุณหั่น900ล้านธ็-AIปี2570

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 900ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนก กล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เห็นใจขรก.ต้องเป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)แล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนก ออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ตนยืนยันว่า นายไชยชนก เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องกล้าหาญมากกว่านี้ แต่สิ่งที่ปลัดกระทรวงดีอีทำอยู่ตอนนี้คือพยายามจะแบกรัฐมนตรีอยู่ แน่นอนว่าทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์ปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ถ้าฝ่ายการเมืองสั่งมาแบบนั้น ตนก็แสดงความเห็นใจกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะทุกคนต้องทำตามนโยบายฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน โครงการนี้พูดมาตลอดว่า เป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ.ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน

เรียกร้อง’ไชยชนก’ออกมารับผิดชอบ

ดังนั้นตนจึงอยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ. หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกอย่าประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง

ลั่นทุกอย่างทำเพื่อประโยชน์ปชช.

เมื่อถามว่า มีความเห็นแย้งว่าโครงการเฟสหนึ่ง จะมีสัญญาแนบท้ายว่าทำแค่ไหนใช่แค่นั้น ทำให้งบประมาณเหลือ แต่เอกชนจะขาดทุน ถ้าคนใช้เยอะ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นี่เป็นคำพูดของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นคนโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามที่อยู่ในฝั่งการเมือง และมีความรู้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความรู้เรื่องการล็อกสเป็กTOR มีความรู้เรื่องการแก้กฎหมายที่อาจจะสอบไปในทางฮั้วประมูลหรือล็อกสเป็ก ถ้าไม่พูดถึงว่าโครงการนี้จะส่อไปในทางทุจริตหรือล็อกสเป็ก ตนไม่ให้ราคาทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ว่าตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ที่ตนทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้

“ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วหวังว่าวันหนึ่ง ถ้าพวกเรา หนึ่งใน สส.ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันจะต้องเป็นอะไรไป ดิฉันก็คิดว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา แล้วเป็นคนที่กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน“ น.ส.รักชนก กล่าว

ไม่มีเรื่องเสียผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มันตลกมาก การที่เราออกมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ออกมาพูดว่าส่อทุจริต ล็อกสเป็ก จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมยกคำในพระพุทธศาสนา คำว่าเถยจิต (หมายถึงจิตที่คิดลักขโมย) ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนอยู่ซ้ำๆ หรือคิดเรื่องอะไรอยู่ซ้ำๆ ก็จะคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเอง ตนเข้าใจว่า คนที่ออกมาพูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ต้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัทที่เงินก้อนนี้จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI หรือเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นของทุกคน

ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ70

น.ส.รักชนก ยังให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่างงบประมาณโอนงบ2569และร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ตนไม่ได้อภิปรายรอบนี้ เพื่อหลีกทางให้ สส.หน้าใหม่ รอบนี้ขอสละสิทธิ์ เพราะมีงานเยอะมากและมีงาน กมธ.ให้เราได้แสดงฝีมือ ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นผู้นำทัพจัดผู้อภิปรายงบประมาณ 30คน แม้ตนไม่ได้อภิปราย แต่ น.ส.ศิริกัญญา ก็จะควบคุมให้การอภิปรายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เตือนไทยช่วยไทยไม่มีทบเงินเหลือ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า วันที่ 23 มิถุนายน2569 เวลา 23.00น.มียอดใช้จ่ายรวม 38,917ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 16,490ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 16,186ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 304 ล้านบาท และส่วนที่2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 22,427 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 22,040 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 387 ล้านบาท ทั้งนี้ มีร้านค้าที่พร้อมรองรับการใช้สิทธิทั้งหมด1,163,823ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform100,961ราย ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000บาทของเดือนมิถุนายนแล้ว 7.59ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ29.15 ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังมีสิทธิคงเหลือใช้จ่ายให้ครบวงเงิน 1,000 บาท ภายในวันที่ 30มิถุนายน2569 เนื่องจากวงเงินคงเหลือจะไม่นำไปรวมกับวงเงินใหม่ในเดือนถัดไป

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

กองทัพโต้เขมรงัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ย้ำปฏิบัติการทั้ง F-16 และกริพเพน ทิ้งบอมบ์ ได้สมบูรณ์ตามเป้าหมาย ไม่หลงเหลือ ชี้ต้องตรวจสอบ แหล่งที่มา การครอบครอง ไม่สามารถสรุปจากแค่ภาพนิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชา เผยแพร่ภาพวัตถุคล้ายระเบิด MK-84 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานการโจมตีจากฝ่ายไทย ว่าภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันที่มาของอาวุธ หรือระบุความรับผิดชอบของฝ่ายใดได้ หากปราศจากกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิค และนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ จากลักษณะภายนอก วัตถุดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นระเบิดในตระกูล MK-84 ขนาด 2,000 ปอนด์ หรืออาจเป็นระเบิดรุ่นเก่า อย่าง M118 ขนาด 3,000 ปอนด์ ซึ่งเคยถูกใช้ในสงครามยุคก่อน โดยกองทัพสหรัฐฯ การระบุแหล่งที่มา ไม่สามารถกระทำได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องตรวจสอบหมายเลขการผลิต ชิ้นส่วนประกอบ ประวัติการครอบครอง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

“การนำวัตถุมาแสดงต่อสาธารณะ พร้อมระบุว่าเป็นอาวุธของฝ่ายใดโดยปราศจากหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่ากองทัพอากาศไทย มีระบบประเมินความเสียหายจากการรบ หรือ Battle Damage Assessment (BDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและติดตามผล จากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen ผลการตรวจสอบยืนยันว่าอาวุธที่ใช้ในภารกิจ ปฏิบัติการทำงานสมบูรณ์ตามวงรอบ มีการระเบิดตามเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ทางทหารได้ครบถ้วน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนว่ามีระเบิดด้านหลงเหลือตามที่ถูกกล่าวอ้าง

อีกประเด็นที่สร้างข้อกังขา คือสภาพวัตถุที่ถูกนำมาเผยแพร่ ยังมีความสมบูรณ์ ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ระเบิดที่ถูกปล่อยจากอากาศจะต้องเผชิญแรงกระแทกมหาศาล และหากทำงานตามปกติย่อมเกิดการระเบิด หรือเสียหายอย่างรุนแรง จึงยากที่จะพบวัตถุในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมจากโรงงานผลิต

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธให้ข้อมูลว่าถึงแม้กรณีที่เป็นระเบิดด้าน (Dud Bomb) ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบเชิงลึก เพื่อยืนยันชนิด แหล่งกำเนิด และเส้นทางการครอบครอง ไม่สามารถสรุปผลได้จากการเผยแพร่ภาพนิ่ง หรือคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ดังนั้นประเทศไทย ยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง

สำหรับประเด็นสำคัญที่สังคมควรตระหนัก คือภาพถ่ายไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันต้นตอของอาวุธได้ ในทางนิติวิทยาศาสตร์ทางทหาร การชี้ว่าอาวุธชิ้นใดเป็นของฝ่ายใด ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ และกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นมาตรฐานสากล มิใช่การตัดสินผ่านภาพถ่าย หรือการกล่าวอ้าง

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่ มท.ตั้งชุดสอบใน7วัน ปปช.ยกคณะบุก’มศว.’ ขอหลักฐานหาตัวการ

นายกฯอนุทิน ย้ำสั่งยกเลิกโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น ฟันเฉพาะคนผิด เอาออกจากตำแหน่งแม้บรรจุแล้ว ไม่เหมาเข่งพร้อมสอบคลิปฉาวประเคนรัฐมนตรี เตือน“เดชอิศม์”อย่าเพิ่งร้อนตัวหลังโร่แจงไม่ได้เกี่ยวข้อง ด้านปลัดมหาดไทยขอเวลา 7 วันแจ้งความสอบสวน พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ใน 7 วัน ด้านปปช.บุกมศว.ตามเค้นขอหลักฐานการโกงระดับมหาประลัย

เมื่อบ่ายวันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสางปัญหาทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า เป็นการเรียกมาสั่งการ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการ และดำเนินคดีหาคนผิด เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งในเรื่องคดีก็ต้องดำเนินการ ขณะที่เรื่องของข้อเท็จจริง ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพราะถือว่าอุกอาจถึงขั้นเอาข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นมาแก้ไขได้ และกำหนดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ถือเป็นการเอาเปรียบ เป็นการทุจริต และถือว่าเป็นการขายชาติอย่างหนึ่งด้วย เพราะเป็นการปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ต้องมาแพ้กับกระบวนการทุจริตเช่นนี้ รวมถึงแพ้กับข้าราชการที่ทุจริตตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นราชการ

ยกเลิกเฉพาะคนที่โกง

เมื่อถามว่า จะถือว่าเป็นการโมฆะทั้งหมดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทำไมข่าวไปพาดอย่างนั้น บางทีต้องขอสื่อจริงๆ บางทีท่านไม่รู้ใจตนก็ไปพาดหัวข่าวแบบนั้นคนก็ตกอกตกใจกันหมด ตนพูดถึงว่าถ้าไปถึงจุดที่พบว่ามีการทุจริต ในส่วนที่เป็นการทุจริตจะต้องโมฆะ แต่มีคนชี้แจงว่าที่มีการบรรจุข้าราชการหลายท่านเข้าไปแล้ว ผมบอกว่าถ้าข้าราชการหลายคนนั้นเป็นต้นตอตรงนี้ก็ต้องไปทั้งยวง เหมือนทฤษฎีผลไม้มีพิษ ถ้าจุดเริ่มต้นไม่ถูกก็ไม่ถูกตลอดทาง เป้าหมายต้องเป็นแบบนี้

“ผมเคยเจอที่บอกว่า ต่อให้ผิดแต่บรรจุเข้ามาแล้ว แต่งตั้งมาแล้ว บางทีคัดสรรผิด กว่าศาลจะบอกว่าผิดก็ไปเป็นซี 9 ซี 10 กันหมดแล้ว ถึงเวลาบอกว่าผิดแต่ก็ไปดึงกลับมาไม่ได้ ผมก็ยกตัวอย่างตรงนั้นว่าสำหรับตรงนี้มันไม่ใช่ เพราะนี่ไม่ใช่ซี 9 ซี 10 แต่เข้ามาทำงานยังไม่ถึงหนึ่งปีเลย ถ้าเขามาด้วยการสอบที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาด้วยการทุจริตแก้ข้แสอบมาก็ต้องมาโมฆะหมด” นายกฯ กล่าว

ตามขุดข้อมูลรั่วไหล

เมื่อถามว่า จุดเริ่มต้นของการทุจริตการสอบท้องถิ่นครั้งนี้เกิดขึ้นยุคใคร นายกฯ กล่าวว่า สอบช่วงเดือนธันวาคม 2568 ก็ตนนี่แหละ แต่อย่างที่บอกว่าการสอบเป็นส่วนของกรม เป็นส่วนของท้องถิ่น และตนได้ยกเลิกครั้งแรกมาแล้ว และบอกว่าอย่าเพิ่งมีการสอบ ช่วงที่ตนเข้ามาตั้งแต่ ปี 66 ไม่มีการสอบเลย และบอกว่ามีการกดดันว่า 2-3 ปีแล้วไม่มีการสอบข้าราชการเพิ่ม ทำงานไม่ไหวขอให้ปล่อยให้มีการสอบ ซึ่งการจะปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นหน้าที่ของกรม และต้องทำให้ดี เปลี่ยนจาก ม.บูรพาเป็นมาเป็น มศว. มีการเปลี่ยนแปลงคนบริหารจัดการการสอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ และเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่มีการรั่วของเฉลยข้อสอบได้อย่างไร ที่แย่ที่สุดคือมีการแก้ข้อสอบแบบนี้ไม่ไหว จึงเป็นเรื่องที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการ ต่อให้ผู้บริหารไม่มีส่วนเกี่ยว แต่พอบรรจุเข้าไปก็ถือว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่มี

สอบคลิปเสียงปริศนา

เมื่อถามว่า ได้ฟังคลิปเสียงที่กล่าวหาว่ามีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คลิปเสียงไม่สำคัญเท่ากับหลักฐาน คลิปเสียงยังไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม ตนก็ฟังจากโซเชียลมีเดียยังไม่มีใครมาบอกว่าเป็นคลิปเสียงที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของรูปคดี ซึ่งตรงนี้ตำรวจทำอยู่ ถ้าเป็นของจริงก็ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ขณะที่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้เสียหาย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเมื่อเช้ารับฟังรายงานมาว่าตำรวจยังทำไม่ได้เพราะสำนวนอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะผู้ร้องกลุ่มแรกที่บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ที่สอบได้แล้วไม่ได้รับการบรรจุเขาไปร้องป.ป.ช. แต่ไม่ได้ฟ้องตำรวจ ตำรวจก็ทำคดีไม่ได้นอกจากซัพพอร์ตตำรวจไป ดังนั้น ต้องถือว่าเหตุการณ์เช่นนี้กระทรวงมหาดไทยคือหนึ่งในผู้เสียหาย จึงไม่ต้องร้องป.ป.ช. แต่ให้ฟ้องตำรวจเพื่อให้ตำรวจตำรวจได้มาดำเนินคดีด้วยตัวเอง

ใครเกี่ยวข้องโดนหมด

เมื่อถามว่า ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยเกี่ยวต้องจัดการด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าถ้าเกี่ยวกับใครก็ต้องโดนหมด มีการรายงานว่าเป็นคลิปเสียงเก่าก่อนชุดนี้แน่นอน โดยช่วงเดือนธ.ค. 68 รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ประกอบด้วย นายศักดา วิเชียรศิลป์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล แต่คลิปที่ว่าเขาบอกว่าตั้งแต่เดือนธ.ค. แต่ไม่รู้ว่าปีไหน ซึ่งคนที่ต้องไปสืบว่าคลิปดังกล่าวจริงหรือไม่ ทำขึ้นมา เป็น AI หรือไม่ ทำไมเสียงผู้ชายดูเรียบร้อยจัง ที่อ้างจริงหรือไม่ ถ้าทำจริงดูไม่ยาก

เมื่อถามว่าคนที่บอกว่าเป็นคลิปเก่านั้นได้บอกหรือไม่ว่าเป็นช่วงไหน เป็นช่วงที่นายอนุทิน ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปี 68 ตนไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยแค่ช่วงเดือน 6-9 แต่เรื่องนี้มีอธิบดีที่กำกับดูแลช่วงนั้นถึง 4 คน กรมที่รับผิดชอบมีกรมเดียวคือกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น จึงสามารถตีกระชับได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้ทุกชิ้นแค่การแก้ไขผลการสอบแค่แผ่นเดียวก็ผิดแล้ว

คนไม่เกี่ยวอย่าเพิ่งร้อนตัว

เมื่อถามถึงกรณี นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาชี้แจงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องมีใครปฏิเสธมันอยู่ที่การสอบสวนมากกว่า มาปฏิเสธตอนนี้เดี๋ยวหาว่าร้อนตัวอีก ดำเนินการเต็มที่ไม่มีข้อยกเว้นไม่มีเกรงใจใครถ้าถึงใครก็โดนคนนั้น ถึงใครก็โดนไกลชิดสนิทสนมรู้จักไม่รู้จักไม่ใช่ประเด็น ปิดชื่อถือพฤติกรรมถ้าไม่ทำแนวนี้คนที่เดือดร้อนที่สุดคือตนบางทีก็ต้องไม่มีญาติ

เมื่อถามว่า ข่าวเช่นนี้มีมาหลายครั้งรู้สึกตกใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยได้ยินข่าวที่ศรีสะเกษแต่ก็ไม่เชื่อว่ามีการทำจริง มันไม่เคยอุกอาจขนาดนี้ แต่วันนี้พอมาดูรายละเอียดมันเห็นหมด เอากล่องข้อสอบไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ห้องมั่นคงของหน่วยงานราชการมีเยอะทำไมต้องไปอยู่ที่บริษัทอะไรก็ไม่รู้ และตอนที่ตนเข้ามาเป็นรมว.มหาดไทย ปี 66-67 ตนยกเลิกไม่ให้สอบ ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ข้าราชการแต่เพราะได้ยินข่าวแบบนี้ ก็ให้มาชี้แจงแต่ยังชี้แจงไม่ได้ก็ระงับการสอบไปก่อน ต้องแก้ทีละจุด เมื่อถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีแต่เรื่องร้อนจะเอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเรื่องร้อนจากการทุจริตไม่ต้องถามว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่ แต่ไม่เอาก็ไม่ได้ ถ้าไม่เอาพวกตนก็โดนละเว้นซึ่งไม่มีอะไรน่ากังวลเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเห็นไม่ตรงกันไม่ถูกกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกี่ยวกับการทุจริต การทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพเอาเปรียบประชาชน เราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะสอบย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าคำว่าขยายผลทั้งหน้าทั้งหลังก็โดนหมด โดนใครก็ตรงนั้น

หลุดปากยกเลิกทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้านายอนุทิน ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสั่งการในที่ประชุม ว่าการสอบในครั้งนี้ คงเป็นที่ชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องมีการประกาศยกเลิก แม้จะมีการประกาศผลไปแล้ว ก็ตาม ใครเดือดร้อนก็ไปไล่บี้กันเอาเอง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตามความผิดซึ่งได้ปรากฎตามหลักฐานที่ออกมา ตำรวจสาวถึงใครคนที่ร่วมกระทำความผิดต้องถูกดำเนินคดี อีกส่วนหนึ่งจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านการพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการดำเนินการไม่ถูกต้อง จะยกเลิกผลสอบอย่างไร นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูว่า เป็นส่วนใดบ้าง เพราะมันมีหลายตำแหน่ง หากเป็นทั้งกระบวนการต้องดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงไปยังคณะกรรมการคุมการสอบว่า ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ต้องทำให้ถูกต้อง หากผิดต้องยกเลิกอย่างแน่นอน นายกฯบอกว่า ทุกอย่างต้องชัดเจน ส่วนคนที่ดำเนินการสอบอย่างบริสุทธิ์ต้องเอามาดู เพราะมีคนสอบ 3 แสนกว่าคน คนสอบได้มีใครบ้าง คนที่อยู่ในกระบวนการมีการแก้คำถาม คำตอบ เป็นใครบ้าง เราต้องมาดู

ไม่ได้เหมาแข่งเชือด

เมื่อถามย้ำว่า ใครที่ผิดต้องยกเลิกผลสอบ และหากอะไรที่ถูกก็ไม่ยกเลิกใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ยืนยันว่า ใช่ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการเหมาเข่งใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ พยักหน้าตอบว่า ครับ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง อะไรผิดก็ผิดอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากผู้ที่เข้ากระบวนการสอบอย่างถูกต้อง แล้วได้รับผลกระทบ ไปร้องศาลปกครอง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เรามีกรรมการดูอย่างชัดเจน แล้วแจ้งไปยังกรรมการสอบว่า จะให้ดำเนินการอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขอให้ใจเย็น ยืนยันเราจะดูให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า การสอบครั้งนี้จะย้อนหลังไปถึงการจัดสอบเข้าท้องถิ่น ที่ผ่านๆ มาหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เดี๋ยวรอดู หากเกี่ยวข้องก็ต้องเอามาดู วันนี้ต้องดูตรงปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมีการย้ายด่วน จะมีในพื้นที่ใดบ้าง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ มีการตั้งสอบวินัยร้ายแรงกับผู้อำนวยการที่มีชื่อในข่าวแล้ว

เดชอิศม์แจงถูกพาดพิง

วันเดียวกัน นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “เดชอิศม์ ขาวทอง นายกชาย” ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งทำอินโฟกราฟฟิกลำดับเหตุการณ์ ว่า ตนรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 กำกับดูแล กรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

ก่อนรับตำแหน่ง 4 วัน คือเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยอธิบดีในขณะนั้น คือ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ชนะการเสนอราคาโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณา และคร ได้รับการบอกเล่าและร้องเรียนจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงข้าราชการบางส่วน ว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบ และมีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับหรือจ่ายผลประโยชน์เพื่อการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ภายหลังเมื่อมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนใหม่ คือ ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ได้หารือร่วมกันถึงแนวทางดำเนินการ โดยตนเสนอว่าควรยกเลิกผลการเสนอราคาดังกล่าวและเปิดให้มีการแข่งขันใหม่เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสังคม ซึ่งอธิบดีเห็นพ้องในหลักการ อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง จึงจำเป็นต้องรอผลการวินิจฉัยและส่งเรื่องกลับมายังกรมก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป

ยันปฎิบัติตามกฎหมาย

นายเดชอิศม์ กล่าวว่านอกจากนี้ ตนยังได้นำข้อกังวลดังกล่าวไปหารือกับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไป หากพบพยานหลักฐานที่เข้าข่ายการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กระบวนการพิจารณาของกรมบัญชีกลางจะแล้วเสร็จ ตนก็พ้นตำแหน่ง รมช.มหาไทย ขอขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ และได้ดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกระบวนการตามกฎหมาย

มศว.ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง

ด้านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มสว.)ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ มศว.รับผิดชอบว่า อยู่ระหว่างพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวและพร้อมให้ความรวมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของสาธาธารณชน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด มศว.ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติภารกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นมั่นในมาตรฐานทางวิชาการ และคำนึงถึงประโยชน์สาธาธารณะเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม

ปปช.ตามเค้นมศว

วันเดียวกัน) นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปช. เดินทางมาที่ มศว. เพื่อประสานขอข้อมูลหลักฐานกับผู้บริหารของทางมหาวิทยาลัยกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น แต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือก็ต้องขอใช้หมายศาลช่วย

พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนหรือผู้ที่มีเบาะแสเชิงลึกเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว สามารถส่งข้อมูลหลักฐานโดยตรงมายัง ป.ป.ช. เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางการข่าวและการไต่สวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดาเพจของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท่องถิ่นที่เคยแสดงความยินดีกันรายปรากฎว่าได้ปิดเพจหนีหลังทัวร์ลงอย่างหนัก

ด้านปลัดอบต.บางแห่งชี้แจงถึงการบรรจุขรก.ที่มีปัญหา จากการทุจริตดังกล่าวว่า อบต.ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะเราแค่ทำเรื่องขอตำแหน่งไปยังส่วนกลาง และส่วนกลางจัดส่งขรก.มาให้ ซึ่งอนาคตถ้าผิดจริงมีคำสั่งออกมาก็ต้องไล่ออกต่อไป

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองฯ ซีฟู้ด แจง กมธ.การปกครอง สภาฯ ปมมาเฟีย-ส่วยภูเก็ต โยกย้าย ขรก.ระดับสูงใน จ.ภูเก็ต ขณะที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยกรมการปกครอง ต้องแจ้งผลสอบส่วย ท้าให้ไล่ออกหากกระทำผิด ขอคืนความเป็นธรรม ด้านพาณิชย์ ลงพื้นที่ห้วยขวาง ตรวจ 5 ธุรกิจเสี่ยง-พัวพันเว็บพนัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาฯ โดยมีนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ได้เชิญนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย , นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายธีระพงศ์ ช่วยชู รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช , นายอดุลย์ ชูทอง รอง ผวจ.สงขลา , นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต , นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ตัวแทนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุม เพื่อพิจารณาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ใน จ.ภูเก็ต

นายธนยศ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีมาเฟียในพื้นที่ การเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ แม้กระทั่งประเด็นต่างๆ ที่มีทั้งข้อเท็จจริง และประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นายวรศิษฐ์ แถลงเรื่องนอมินีที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัท และถือครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ใน จ.ภูเก็ต กมธ.การปกครอง จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อเท็จจริง พร้อมขอให้กรมการปกครอง เล่าถึงขั้นตอน หลังจากนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ แล้วมีข้อสั่งการต่างๆ ว่าดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง

ทั้งนี้ ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1, นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 , น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต เขต 3 และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งทาง น.ส.ภคมน กล่าวว่า จริงๆ ได้เสนอตัวไปขอสังเกตการณ์ในการประชุม เพราะ กมธ.พัฒนาการเมือง พยายามเชิญแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เราน่าจะได้ข้อมูลที่พยายามหา เรื่องการย้าย ผวจ.ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรก หวังว่าจะมีความคืบหน้า และหากมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ ก็อาจนำเสนออีกครั้งหนึ่ง ว่าทำงานต่ออย่างไรในฐานะฝ่ายค้าน ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้

ด้านนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังชี้แจงต่อ กมธ.การปกครอง ว่าเรื่องส่วย ได้ชี้แจงต่อกรมการปกครอง ไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทราบว่าตนกระทำความผิดจริงหรือไม่ เพราะหากจัดฉากย้ายตน เพราะรับส่วยหนึ่งกิโลฯ กรมการปกครอง จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่ารับส่วยจริงหรือไม่ และหาคนที่รับส่วยในพื้นที่ให้ได้ แล้วแจ้งความดำเนินคดีตน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ไล่ออกจากราชการได้เลย ก็ยังรอคำตอบจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง

“ถ้าผมกระทำความผิดจริง แล้วไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ก็ขอให้ท่านลงชื่อแจ้งความผม เป็นผู้รับส่วยจำนวนหนึ่งกิโลฯ ตามที่ปรากฏในข้อร้องเรียน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ปจ.หนึ่งกิโลฯ คืออะไร วันนี้ท่านต้องให้คำตอบกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ให้คนจัดฉากแล้วย้ายผมออกนอกพื้นที่ สร้างความเสียหายให้ระบบราชการ” นายรุ่งเรือง กล่าวและว่า อยากขอความเป็นธรรมจากท่านอธิบดีฯ ถ้าตนผิดก็ลงโทษได้เลย ยินดีจะลาออกเลย แต่ถ้าตนไม่ผิด ท่านต้องคืนความเป็นธรรมให้ด้วย

เมื่อถามว่าประชาชนในพื้นที่ซอยบางลา อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต บางส่วน นำหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินจ่ายส่วย ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องสลิปโอนเงิน และไม่ทราบว่าโอนให้ใคร ทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ หากมีจริงคนที่โอนมาก็ต้องเปิดเผย เพราะสร้างความเสียหายให้ระบบราชการ ต้องบอกว่าโอนให้ใครและโอนค่าอะไร ตนก็อยากได้ความชัดเจน

ต่อข้อถามว่า มองอย่างไรว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เป็นการวัดพลังทางการเมือง นายรุ่งเรือง กล่าวว่า มองว่าไม่ใช่การวัดพลังทางการเมือง แต่เราทำงานภายใต้การสั่งการของ ผวจ.และทำงานด้านกฎหมาย ตนถูกย้ายเพราะไม่ยอม จะมาจัดฉากย้ายตนไม่ได้

นอกจากนี้นายรุ่งเรือง ได้เปิดแชทไลน์ ที่เป็นการเชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้มารวมตัวกัน ให้สื่อมวลชนดู ซึ่งข้อความในแชทไลน์ดังกล่าว ไม่ได้นัดมาเพื่อประท้วงไล่ตน แต่หลอกชาวบ้านให้มาพูดเรื่องใบอนุญาตที่ผิดกฎหมาย หลังจากชาวบ้านมายื่นเสร็จ ก็มีการจัดฉากเขียนป้ายว่า ปจ.ทำเพื่ออะไร เป็นการจัดฉากนำมาสู่การย้ายตน เพราะหนังสือที่เชิญไม่ได้เชิญมาประท้วง โดยคนที่ขึ้นพูดก็เป็นคนส่งไลน์เอง หลักฐานชิ้นนี้ตนได้ยื่นต่อศาลเรียบร้อยแล้ว โดยฟ้องคนที่มาประท้วงครั้งนี้ด้วย

วันเดียวกัน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ ผอ.กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เขตห้วยขวาง กทม.ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระบบรับชำระเงิน ที่อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

นายพูนพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่บนถนนประชาอุทิศ และถนนรัชดาภิเษก 5 ราย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงธุรกิจนอมินี มีการใช้ธุรกรรมทางการเงิน หรือระบบการชำระเงินที่อาจเอื้อต่อการฟอกเงิน โดยผลการตรวจสอบ มีดังนี้ 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮง เฮง เจริญค้า ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย 2 ราย พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารทางบัญชี และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดี

2.ร้านอาหารหม่าล่า ‘ชุยเยียนสือไต้’ มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ถัน ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 75% และต่างชาติ 25% และบริษัท ชุยเยียนสือไต้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49% โดยพบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ เป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองบริษัท และยังพบว่ามีการรับชำระเงินค่าอาหารโดยโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการชาวต่างชาติ และพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ลักษณะเดียวกับรายแรก นอกจากนี้พบว่ามีชื่อนิติบุคคล อีก 2 ราย ใช้สถานที่ตั้งเดียวกันด้วย

3.บริษัท สกาย วอเตอร์ สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและดูแลสุขภาพ มีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย และเป็นผู้พาตรวจสถานที่ พบว่ามีบริษัท ตงลู่ หิมาลายา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 อาคารเดียวกัน ประกอบกิจการจำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องราง มีผู้ถือหุ้นคนไทย และคนจีน ถือหุ้นร่วมกัน ซึ่งในวันตรวจสอบสถานประกอบการปิด และไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลได้ 4.บริษัท เกาเหลาจิ่ว กรุ๊ป จำกัด ประกอบกิจการร้านอาหาร ‘หมาล่า ฉงชิ่งเกาเก้า’ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% จากการตรวจสอบระบบการรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด พบว่าเงินค่าบริการถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง เบื้องต้นยังไม่พบข้อสังเกตในการกระทำผิด และ 5.บริษัท บ่อกุ้ง รัชดา 18 จำกัด ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อสังเกตหรือพฤติการณ์ผิดปกติ

“ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกและตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีที่พบว่ามีการใช้บัญชีบุคคลหรือธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปกปิด อำพราง หรือซ่อนเร้นแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด” นายพูนพงษ์ กล่าว

โอกาสนี้จึงขอเตือนคนไทยที่จะให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติ ในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นถือเป็นการกระทำผิดในฐานนอมินี มีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิด จะมีโทษปรับรายวันๆ ละ 10,000-50,000 บาท