ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…เก็บตก ข่าวดีจากรัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียน“รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินประกอบอาชีพดำรงชีวิต โดยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนี้ ถือว่าอยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมานานมาก…ยิ่งตจว.จะเห็นขับขี่กันให้คึก

สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท “รย.12” ลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดย เจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ ชำระภาษี อัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้างอยู่ที่ 150 บาท

งานนี้ รองโฆษกรัฐบาล “พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์” ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียน ต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตรความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์
ไม่เกิน 1.5 เมตร

เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงด้านท้าย เพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืนรวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่น เมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า “รถพ่วงข้าง” ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน

“รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถ ให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”… เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชน”…nn

ศูนย์ราชการ มท. ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

ศูนย์ราชการ มท.  ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

ศูนย์ราชการ มท. ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

เวลา 13.00 น.วันที่ 24 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก”โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่” ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ นำโดย นายมณเฑียร เจริญผลผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ต.ท.สุรพงษ์ อินทราถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ท. และน.ส.ลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ปปช. สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและยกระดับความโปร่งใสตามนโยบาย “เห็นก่อนโกง รู้ก่อนทุจริต” ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปนะชุมด้วย

สำหรับโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 19 ไร่ ประกอบด้วยอาคารสูง 14-21 ชั้น รวม 6 ทาวเวอร์ มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 9,061 ล้านบาท โดยในระยะที่ 1 มีมูลค่าสัญญาจ้างก่อสร้างประมาณ 5,574 ล้านบาท ดำเนินการโดยบริษัทแห่งหนึ่ง มีกำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาเดิมในวันที่ 29 กันยายน 2569 แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ภาพรวมโครงการมีความล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้ถึง 94 วัน  โดยปัจจุบันงานโครงสร้างอยู่เพียงบริเวณชั้น 3 เท่านั้น หรือดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปเพียง 34 %

ทั้งนี้ ผู้รับจ้างฯอ้างเหตุความล่าช้าการก่อสร้างว่า บริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัสดุและแรงงานได้ตามแผน แม้ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อช่วยเหลือตามมาตรการโควิด-19 ไปแล้วถึง 8 ครั้งก็ตาม

ภายหลังการรับฟังข้อมูลโครงการฯ ผู้ว่า สตง.ได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและกำกับดูแลโครงการให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ ตัวแทนจาก 3 องค์กรตรวจสอบ เน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาในลักษณะการปราบปราม แต่เป็นการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในเชิงป้องกัน เพื่อจะมุ่งเน้นการบริหารสัญญา การติดตามความเสี่ยง และการตรวจสอบมาตรการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้โครงการที่มีวงเงินสูงระดับพันล้านบาทนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความคุ้มค่าต่อภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติในกระบวนการประมูลที่อาจมีการเสนอราคาห่างจากราคากลางเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่โปร่งใสที่ต้องยับยั้งก่อนจะเกิดความเสียหายขึ้นจริง 

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.36 น.

สำนักงาน ก.พ. ออกแถลงการณ์ ชี้แจงประเด็นการจัดสอบวัดความรู้ทั่วไป ชี้จ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แค่จัดสอบเท่านั้น ส่วนการออกข้อสอบ การตรวจผลสอบ ก.พ.ดูแลเอง เป็นไปตามมาตรฐาน

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดสอบวัดความรู้ทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบในปีนี้ สำนักงาน ก.พ. ขอเรียนชี้แจง ข้อเท็จจริง ดังนี้

การดำเนินการจัดจ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และวิธีการของทางราชการทุกประการ 

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ยังคงเป็น หน่วยงานหลักในการกำหนดระบบและมาตรฐานการสอบ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินการสอบ ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการออกข้อสอบ การประมวลผลการสอบ ตลอดจนการจัดทำและประกาศผลการสอบ สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการเอง เพื่อให้การสอบเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และความถูกต้องตามที่กำหนด

สำนักงาน ก.พ. ขอให้ผู้สมัครสอบและประชาชนทั่วไปเชื่อมั่นว่า การจัดสอบเพื่อวัดความรู้ ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน มีความยุติธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

นายปิยวัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานทั้งหมด และการดำเนินการสอบของ ก.พ. จะต่างจากการสอบของท้องถิ่นมาก ทั้งเรื่องกระบวนการสอบ และการคิดคะแนน โดยการจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็เป็นแค่เพียงการจ้างเพื่อจัดสอบ ส่วนเรื่องการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ก.พ.ทำเองหมด และเป็นกระบวนการความลับ

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.12 น.

’กมธ.อุตสาหกรรม‘ เตรียมสอบย้อนหลังปม ’ซิน เคอ หยวน‘ กลับมาเปิดโรงงาน เผยอยู่ระหว่างรอเอกสารจากหน่วยเกี่ยวข้อง ยันไม่ปล่อยผ่านแน่นอน เผย ’กมอ.‘ ดัน ‘ร่างมอก.เหล็ก’ ฉบับใหม่ กำหนด ’เหล็กข้ออ้อย‘ ต้องผลิตแบบเตาEF-BOเท่านั้น – เข้มทุกโรงงานต้องมี ’เตาปรุงน้ำเหล็ก’ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น30วัน ก่อนประกาศเป็นกฎ

24มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ที่มีการพิจารณาร่างการปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.)เหล็ก ฉบับใหม่ว่า มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่ม10 ตลอดจนสมาคมผู้ประกอบการเหล็กIF EF และBO ซึ่งวานนี้(23มิ.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) มีมติปรับปรุงร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่ สาระสำคัญเพื่อแก้ปัญหาเหล็กข้ออ้อยแบบIFที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ โดยกำหนดให้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กในทุกกระบวนการผลิตไม่ว่าจะเป็นเหล็กทั้งแบบ IF EF และBO และยังคงให้ใช้เหล็กกลมที่ผลิตจากเตาIFสำหรับการก่อสร้างพื้นถนน แต่ต้องมีเตาปรุงฯในกระบวนการผลิต ส่วนเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สำหรับโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ ให้ใช้วิธีการผลิตโดยเตาEF หรือเตาBOเท่านั้น ไม่ให้ใช้เตาIF

ซิน เคอ หยวน

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น30วันก่อน ระหว่างนี้หากมีข้อเสนอจากภาคประชาชน หรือสมาคมเหล็กต่างๆ จะนำเข้าสู่ กมอ. อีกครั้งเพื่อทบทวนให้เป็นมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับ ทั้งนี้ ระหว่างรอการบรรจุ ร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่เข้าสู่กฎกระทรวง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางแผนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพเหล็ก 3ระดับ ตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นทาง การทดสอบคุณภาพตามจุดกระจายสินค้าทุกเดือนในระดับกลางทาง และลงพื้นที่สุ่มตรวจจุดจำหน่ายสินค้าในระดับปลายทาง เพื่อให้ประชาชนไว้ใจว่าเหล็กได้มาตรฐาน มอก. 

ด้านนายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวชี้แจงกรณีข้อกังวลที่บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด กลับมาเปิดอีกครั้งว่า ทาง สมอ.มีมาตรการออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้วในเรื่องการคุ้มครองดูแลประชาชนจากความปลอดภัยในการก่อสร้าง แต่ในส่วนกมธ.ฯจะมีการตรวจสอบกระบวนการที่เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่มีคำสั่งปิดบริษัทฯ มีคำสั่งฯแก้ไข จนถึงการกลับมาเปิดบริษัทใหม่อีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ เช่นเดียวกับนายศุภโชค กล่าวด้วยว่ากรณีซิน เคอ หยวน ยืนยันว่าไม่ปล่อยผ่านแน่นอน จะนำกลับเข้ามาทบทวนอีกครั้งว่ามีประเด็นข้อสงสัยอย่างไรหรือไม่

ซิน เคอ หยวน
ซิน เคอ หยวน
ซิน เคอ หยวน

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.51 น.

‘วิป3ฝ่าย’ เคาะกรอบเวลาประชุมสภาฯ นัดถก ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ’ วาระแรก 25 มิ.ย.นี้ ลุยต่องบฯปี70 วันที่ 29 มิ.ย.–1 ก.ค. จัดเต็ม 41 ชั่วโมง ประท้วงหักเวลาฝ่ายตัวเอง ใช้เวลาไม่หมดตัดทิ้งทันที ไม่มีทบวันถัดไป

24 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิป 3 ฝ่าย โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณากรอบเวลาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ  พ.ศ.2570 และระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในระยะเร่งด่วน ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติกำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ในวาระที่ 1 ในวันที่ 25 มิ.ย. 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และกำหนดเลิกประชุมเวลา 15.00 น.โดยกำหนดกรอบเวลาอภิปรายรวมทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาแถลงของคณะรัฐมนตรี) โดยแบ่งสรรเวลาให้กับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 1 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 ชั่วดมง และหากมีการประท้วงเกิดขึ้น จะหักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง และกำหนดให้มีเวลาแปรญัตติจำนวน 1 วัน ส่วนวันที่ 2 ก.ค.69  จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3  

สภา

สำหรับกรอบวันและเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันที่ 29 มิ.ย.ถึงวันที่ 1 ก.ค.69 โดยวันที่ 29 มิ.ย.นี้ เริ่มประชุมเวลา 09.00 น. และพักการประชุมเวลา 24.00 น.ส่วนวันที่ 30 มิ.ย.เริ่มเวลา 09.00 น. และพักการประชุมเวลา 24.00 น. ส่วนวันที่ 1 ก.ค.เริ่มเวลา 09.00 น. และเลิกประชุมเวลา 20.00 น. สำหรับการจัดสรรเวลาอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง แบ่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล 20 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมง 

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการประท้วง จะทำการหักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง และหากฝ่ายใดใช้เวลาอภิปรายไม่หมดตามกรอบที่ได้รับการจัดสรร ให้ตัดเวลาอภิปรายที่เหลือทิ้งทันที โดยจะไม่นำไปสมทบหรือทบกับเวลาอภิปรายในวันถัดไป

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.45 น.

“ทวงคืนน้ำสะอาดให้คนริมน้ำชายแดน”! “กมธ. การที่ดินฯ”เร่งแก้ปัญหาน้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน “เชียงราย-ระนอง”ยืนเคียงข้างชาวบ้าน ดูแลสุขภาพคนไทยและบ้านเมืองของเรา และจะตามเรื่องนี้จนกว่าจะดีขึ้น

เวลา 15.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี  สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า กมธ.ได้มีการพิจารณา ปัญหาน้ำในแม่น้ำหลายสายที่ขุ่นและสกปรกจนชาวบ้านเดือดร้อน ใน  2 พื้นที่ คือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่จ.เชียงราย และแม่น้ำกระบุรี ที่จ.ระนอง หลังการประชุมที่ได้เชิญ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ และผู้นำท้องถิ่น มาให้ข้อมูล และร่วมกันหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจาก แม่น้ำที่เคยใส เคยหล่อเลี้ยงชีวิตคนในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน วันนี้กลับขุ่นและสกปรกปนเปื้อน สารพิษจนใช้ไม่ได้ ซึ่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ความเดือดร้อนจริง ชาวบ้านที่ต้องใช้น้ำกิน น้ำใช้ ทำไร่ทำนา และหาปลา โดยเฉพาะที่ระนอง มีชาวบ้านกว่า  1,250  ครอบครัว  ที่ได้รับความเดือดร้อน น้ำในแม่น้ำกระบุรีขุ่นกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนที่ จ.เชียงรายก็ยังตรวจเจอสารพิษ (สารหนู) เกินระดับที่ปลอดภัยในบางจุด กระทบแหล่งน้ำและกิจกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำนี้ในการเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์ 

ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ต้นเหตุจะมาจากการทำเหมืองแร่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่เหนือต้นน้ำ แต่คนที่ต้องรับเคราะห์คือคนไทย การดูแลสุขภาพคนไทยและรักษาแม่น้ำให้สะอาด ก็คือการรักษาบ้านเมืองของเราเอง เราจึงต้องช่วยกันทั้ง 2 ทาง คือ เร่งดูแล แก้ไข และช่วยเหลือชาวบ้านในบ้านเราให้ดีที่สุด พร้อมกับไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนักแน่นแต่เป็นมิตร เพื่อหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง  โดย กมธ. ตั้งใจจะเร่งทำ 4 เรื่องนี้ และจะติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้ 1.คอยตรวจคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ไม่ให้อันตรายแอบแฝง น้ำขุ่นหรือสารพิษบางอย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จึงขอให้หน่วยงานตรวจน้ำ ตรวจดินกันน้ำ และตรวจปลากับสัตว์น้ำบ่อย ๆ หรือผลักดันงบประมาณให้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ข้อมูลต่อเนื่องและหาทางป้องกันไม่ให้สารพิษสะสมจนมาถึงอาหารที่เรากิน แล้วแจ้งผลให้ชาวบ้านรู้อย่างตรงไปตรงมา 2.หาน้ำสะอาดให้ทุกบ้านได้ใช้ เร่งให้หน่วยงานจัดหาน้ำสะอาดสำรอง ทำระบบบประปาให้ดี และคอยดูแลสุขภาพคนที่เสี่ยง เพื่อให้ทุกบ้านมีน้ำใช้ได้อย่างสบายใจ

 3.ไม่ทิ้งคนเดือดร้อน ช่วยเหลือให้ทั่วถึง เร่งช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ชาวประมง และคนทำมาหากิน ที่ขาดรายได้ พร้อมพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้เบิกเงินช่วยเหลือได้ตามระเบียบ 4.รักษาประโยชน์ของบ้านเมืองเวลาคุยกับเพื่อนบ้าน เดินหน้าพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อหยุดต้นตอของน้ำเสีย โดยถือประโยชน์ของชาวบ้านและของประเทศเป็นหลัก

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังต้องประสานติดตาม การพูดคุยกับเพื่อนบ้าน 3 ทางควบคู่กัน  คือ 1.คุยกันในเวทีผู้ใหญ่นำผลตรวจน้ำเข้าหารือในเวทีคณะกรรมการชายแดนไทย – เมียนมา และตกลงกันเรื่องการช่วยกันดแลต้นน้ำ 2.แลกข้อมูลและตรวจน้ำร่วมกัน ส่งผลตรวจให้กันและกัน และนัดเก็บตัวอย่างน้ำพร้อมกัน เพื่อหาว่าตะกอน และสิ่งสกปรกมาจากจุดไหน 3.ชวนชาวบ้าน 2 ฝั่งช่วยกัน จับมือกันระหว่าง จ.ระนองกับเกาะสอง ปลูกป่าต้นน้ำ และให้ความรู้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งให้เข้าใจปัญหาร่วมกัน “กมธ.จะตามเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่จะคอยส่งเสียงของชาวบ้านไปถึงหน่วยงานและผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้แก้ปัญหากันอย่างจริงจังและได้ผลในระยะยาว “สุขภาพของพี่น้องประชาชน และความสะอาดของแม่น้ำ น้ำ คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลไว้ให้ดีที่สุด ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนก่อปัญหาก็ตาม”  ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าว 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.14 น.

วันที่ 24 มิถุนายน 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๖ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติราของครักษ์ พุทธศักราช ๒๔๘๐ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. ๒๔๙๕ และข้อของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง จำนวน ๗๘ นาย ดังนี้ 

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.15 น.

“พีระพันธุ์” จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกหมด! โดน “กำไร 2 เด้ง” พ่วง “ค่าพร้อมจ่าย” เฉียดล้านล้านบาท

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือน “ขนมชั้น” ที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน

นายพีระพันธุ์ระบุว่า หลายคนเข้าใจผิดว่ากระทรวงพลังงานดูแลเรื่องค่าไฟทั้งหมด แต่ความจริงแล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน มีหน้าที่เพียงผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่จำหน่ายไฟให้ประชาชน และโครงสร้างนี้เองที่ทำให้ประชาชน “โดนกำไรสองเด้ง” เพราะ กฟผ. บวกกำไรครั้งแรกเมื่อขายไฟให้ กฟน. และ กฟภ. จากนั้นทั้งสองหน่วยงานก็บวกกำไรอีกทอดก่อนขายต่อให้ประชาชน

กรณีค่าไฟทางหลวงและไฟสาธารณะ นายพีระพันธุ์อธิบายว่า อดีตเคยมีมติ ครม. ยกเว้นให้หน่วยงานที่ดูแลถนนไม่ต้องจ่ายค่าไฟ จึงไม่มีการตั้งงบประมาณมารองรับ แต่ในทางปฏิบัติ กฟน. และ กฟภ. ยังต้องจ่ายค่าไฟส่วนนี้ให้ กฟผ. อยู่ดี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงถูกนำมาเฉลี่ยรวมไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ชี้ว่า ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟแพงไม่ใช่ค่าไฟถนน หรือค่า Adder (เงินส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายบวกให้จากค่าไฟฐานปกติ) ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 10 กว่าสตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น แต่คือ “ค่าพร้อมจ่าย” (AP) ที่ประชาชนต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชน แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟก็ตาม โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงถึง 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อคิดรวมตลอดอายุสัญญา 20 ปี อาจมีมูลค่าสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยว่า ตนเคยเสนอให้นำกำไรรวมของ 3 การไฟฟ้า ซึ่งอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาทต่อปี มาช่วยรับภาระค่าไฟสาธารณะที่ตกปีละประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท แทนการผลักภาระไปให้ประชาชน แต่แนวทางนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า สัญญารับซื้อไฟฟ้าบางฉบับไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แม้แต่ผู้กำกับดูแลโดยตรงก็ยังเข้าถึงข้อมูลได้อย่างจำกัด จึงเห็นว่าหากต้องการแก้ปัญหาค่าไฟอย่างแท้จริง จำเป็นต้องแก้กฎหมายและรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

พี่แหม่ม นันทวรรณชยา เจ้าของเพจ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วย และครอบครัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ล่าสุดลงพื้นที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมเยียน มอบกำลังใจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ภายใต้แนวคิด “กำลังใจเปลี่ยนชีวิตได้”

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดจากการประสานงานของ นายบุญเลิศ ลุนศรีทอง อดีตผู้ใหญ่บ้าน ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้ขอความช่วยเหลือและกำลังใจให้แก่ครอบครัว คุณเข่ทู เลิศคำเนิน อายุ 72 ปี ผู้ป่วยที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพและอยู่ระหว่างการดูแลรักษา โดยมีคุณดอย กอนแสง บุตรสาว เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

พี่แหม่มและทีมงานได้เดินทางเข้าพบครอบครัวผู้ป่วย พร้อมพาผู้ป่วยชาวเชียงใหม่ที่เคยได้รับกำลังใจและการดูแลจากพี่แหม่มจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ในระหว่างการรักษา มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว ประสบการณ์ และกำลังใจแก่คุณเข่ทูและครอบครัว สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการแบ่งปันและการดูแลกันในสังคม ที่สามารถส่งต่อความหวังจากผู้ที่เคยผ่านวิกฤตชีวิตไปสู่ผู้ที่กำลังเผชิญความท้าทายในวันนี้ พร้อมเปิดใจถึงสิ่งสำคัญของการดูแลผู้ป่วยว่า “สิ่งที่ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือกำลังใจจากคนรอบข้าง การได้รับรู้ว่ายังมีคนที่พร้อมเดินเคียงข้างและเข้าใจความรู้สึกของเขา เราเชื่อว่าความหวังและกำลังใจคือพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้” พี่แหม่มกล่าว

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้มอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ควบคู่กับการติดตามการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” ได้เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้งในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานบุญและเครือข่ายแห่งการแบ่งปัน โดยมุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านกิจกรรมสำคัญ อาทิ

การลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อรับฟัง ให้คำปรึกษา และมอบกำลังใจในยามที่ต้องการที่สุด

การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง ทั้งสำหรับตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และการส่งต่อแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การต่อสู้กับโรคร้าย ให้มาร่วมแชร์พลังบวกและเป็นแสงสว่างนำทางแก่ผู้ที่กำลังเผชิญโรคในปัจจุบัน

โครงการฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อมั่นว่า การแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และกำลังใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด จะสามารถสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชุมชน ภายใต้ปณิธานสำคัญที่ว่า “หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง เพราะกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ สามารถสร้างพลังให้ก้าวข้ามทุกอุปสรรคของชีวิต”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook โครงการ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” https://www.facebook.com/bossmamfanpage?locale=th_TH

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ รับมอบรถยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งผู้ล่วงลับกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีรับมอบรถยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา โดยมุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อความช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของชีวิต

ภายในงานมีการรับมอบรถตู้จำนวน 2 คัน และรถกระบะจำนวน 1 คัน จาก นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) นายสัณณ์ชัย เองตระกูล และ นายวัน อยู่บำรุง พร้อมกลุ่ม “เพื่อนเสก” เพื่อใช้เป็นยานพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต ขณะที่ คุณธนัญญา พันธุ์การรุ่ง และ คุณวรัทยา ฐานะเตชาภัค ร่วมส่งมอบหีบบรรจุศพจำนวน 50 หีบ และผ้าขาวห่อศพจำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโครงการ

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า โครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยและการช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญความสูญเสีย สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและการเกื้อกูลกันของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี และเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด

ทั้งนี้ โครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจ ที่มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้ล่วงลับกลับสู่ภูมิลำเนาได้อย่างเหมาะสม สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการและร่วมส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ เพื่อให้การดูแลและแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้สูญเสียสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง