โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่งว่า ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายราเชน ศิลปะรายะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569

ประกาศ ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.06 น.

‘อาสพลธ์’ โต้ ‘ไอซ์ รักชนก’ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’ แต่ต้องไม่ซ้ำซ้อน-ชัดเจนว่าเป็นอำนาจใคร-ถูกข้อบังคับฯ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์แสดงความเห็นโต้แย้ง เกี่ยวกับการร่วมกันตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ต่อโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สามารถประชุมร่วมกันได้ และยกตัวอย่างการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการในสภาฯชุดที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตการอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบไม่ใช่แนวปฏิบัติใหม่ของรัฐสภาว่า ตนยืนยันว่าไม่เคยบอกว่ากรรมาธิการฯไม่สามารถประชุมร่วมกันได้ และไม่เคยขัดขวางการตรวจสอบ ซึ่งหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้กรรมาธิการมีหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องต่างๆได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาฯ รวมทั้งต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา ทั้งนี้ ประเด็นที่ตนเคยกล่าวถึงคือ การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน และต้องมีความชัดเจนว่าเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการคณะใด

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯกำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อกรรมาธิการจะพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาทราบ และการพิจารณาเรื่องหนึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายคณะ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะดำเนินการให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน ดังนั้น การประชุมร่วมสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ มีกรอบอำนาจที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้เรื่องเดียวกันถูกนำไปพิจารณาในหลายคณะจนหน่วยงานราชการต้องเข้าชี้แจงซ้ำหลายครั้ง โดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมแก่ประชาชน
ทั้งนี้ หากเป็นประเด็นด้านงบประมาณ ควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการที่ดูแลงบประมาณตรวจสอบ หากเป็นประเด็นด้านกฎหมาย ควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการด้านกฎหมาย แต่หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

“ยืนยันว่า สิ่งที่ผมกล่าวไม่ใช่การปกป้องบุคคลใด และไม่ใช่การขัดขวางการตรวจสอบ แต่เป็นการยืนยันว่าการตรวจสอบของสภาฯต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่และข้อบังคับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ หวั่นกระทบทรัพยากรและวิถีชุมชน ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง พร้อมยืนยันปักหลักการชุมนุมหน้าทำเนียบฯจนกว่าจะบรรลุ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5  ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทําเนียบรัฐบาล บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ ยังคงปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่ากังวลถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นายอภิศักดิ์ ทัศนี หรือ น้ำนิ่ง แกนนำกลุ่ม Beach for Life ในฐานะโฆษกกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เปิดเผยว่า เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมาชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 500 คน ยืนยันปักหลักการชุมนุม ในวันนี้เป็นวันแรกและรอคำตอบตามข้อเรียกร้องจนกว่าจะบรรลุ 

สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อประกอบด้วย (1) ให้หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูก ผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข.ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี (2) รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม และ (3) เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศักยภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ชุมนุมมีการเเสดงจุดยืนพร้อมยืนหนังสือของตัวเเทนประชาชนภาคใต้ ตัวเเทนประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง ตัวเเทนเครือข่ายเพื่อนตะวันออก เเละตัวเเทนเครือข่ายปราจีนเข้มเเข็ง ซึ่งได้เเถลงข้อเรียกร้องเฉพาะของเครือข่าย เเละย้ำจุดยืนร่วมกันในการไม่ต้องการให้มีกฎหมายพิเศษในสังคมไทย เเละให้รัฐบาลทบทวนการพัฒนาที่คำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชน เเละการรักษาสิ่งเเวดล้อมอันเป็นของการดำรงชีวิตของคนไทยเป็นสำคัญ 

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.44 น.

“อรรถวิชช์” แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า!

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงเครื่องมือ AI หลังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามแนวทางที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเสนอ และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ภาครัฐควรจ่ายเงินให้บริษัทผู้ชนะประมูลตามการใช้งานจริงของประชาชน (Pay Per Active User)

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการปัจจุบันที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายเงินหลวงและสัญญาเดิมเป็นการจ่ายเงินแบบเหมารายปี ซึ่งหากประชาชนจะเลิกใช้งานกลางคัน รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนตามสัญญา แต่หากปรับเป็นการคิดค่าใช้จ่ายรายเดือนตามการใช้งานจริง แบบนี้ตรงไปตรงมากว่า เดือนใดไม่มีการใช้งานรัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัท โดยมองว่าหากบริษัทมั่นใจในคุณภาพของโครงการ ก็ควรพร้อมปรับเงื่อนไขเพื่อให้ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นายอรรถวิชช์ ยังเสนอว่า รัฐควรออกแบบการใช้งานให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยให้มหาวิทยาลัยของรัฐเปิดโครงการให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประมาณ 200,000 คน เข้ารับการอบรมและเรียนรู้การใช้ AI ผ่านทั้ง 31 โมเดลที่อยู่ในระบบ ทั้งนี้ หากนักศึกษาสามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มศักยภาพ เพียง 1 ภาคการศึกษามูลค่าการใช้งานจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนทำให้มีมูลค่าสูง 1,600 ล้านบาทแล้ว ขณะที่หากคำนวณตามเป้าหมายเดิมของโครงการที่มีผู้ใช้ 5 ล้านคนตลอด 1 ปี จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทกังวล ไม่ใช่เพราะจำนวนคนใช้เยอะ แต่เป็นการที่ผู้ใช้สามารถดึงศักยภาพของ AI ทุกโมเดลออกมาใช้งานได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในภาคการศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้คุ้มค่าที่สุด พร้อมย้ำว่า “หากระบบมีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้จริงย่อมมีผู้สนใจเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก บริษัทผู้ให้บริการก็ควรยอมปรับเงื่อนไขเป็นการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.35 น.

วันนี้ 22มิ.ย.69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ย้ำเตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สื่อมวลชน ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็น รวมถึงประชาชนทุกคน งดเปิดเผย ส่งต่อ แชร์ หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการเมือง  หากฝ่าฝืนมีการเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน เพื่อประโยชน์ ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่กฎหมายห้าม อาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โพลเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้สำนักงานฯยังได้เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ เพื่อร่วมกันสร้าง การเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

โพลเลือกตั้ง

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

กรมการข้าวเดินหน้าแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย ชูโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในนาเขตชลประทานภาคกลาง ตั้งเป้านำร่องปี 2569 ด้านศูนย์ข้าวชุมชนขานรับพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนาถ้ามีแนวทางชัดเจน

22 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ได้จัดให้การประชุมภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน มีนายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ส่วนภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ รองประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายวิเศษ คำไชโย เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายสวน เจริญสุขรุ่งเรือง เหรัญญิกคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายบุญชอบ ทองดี ปฏิคมคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ได้แก่ จ.ส.อ.อนิวรรตน์ ไพรดำ นายกำพล ทองโสภา และนายพัด ไชยวงค์

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ผลสรุปการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีจำนวน 6,851 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ  (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) ผลการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในรอบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 โดยกรมการข้าวได้สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในระดับพื้นที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้ด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การพัฒนาและการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2570 พัฒนาข้าวไทย ลดโลกร้อน สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยในปี 2569 ดำเนินการโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 พื้นที่ 9 จังหวัด เนื้อที่ 5 หมื่นไร่ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี และลพบุรี และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 1 แสนไร่ ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 1.การเลือกพันธุ์ข้าวปลูกที่สร้างมูลค่า 2.ก่อนการปลูก ใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5.การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว ซึ่งวิธีการนี้ใช้ได้ในพื้นที่นาเขตชลประทานภาคกลาง และ6.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเกษตรเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามจะได้รับสลากเป็นเครื่องหมายตรารับรองและมีผลดีต่อราคาข้าวที่ผลิตด้วย

อย่างไรก็ตามจากการรับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ท่าทีโดยรวมของภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนมีความเห็นสอดคล้องกันกับกรมการข้าวในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำนาถ้ามีแนวทางการดำเนินงานที่มีความชัดเจน

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม 'รักษ์น้ำ ปลูกป่า' ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

เพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” จึงสานต่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ปี 3 เพื่อร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กรและสังคมเนื่อง ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

โดยเมื่อเร็วๆนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กรรมการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสากว่า 40 คน ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่โรงงานของบริษัทฯ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยร่วมกันปลูกไม้ยืนต้นและพันธุ์ไม้ไทย อาทิ ต้นพะยอม ต้นจิกน้ำ ต้นล่ำซำ ต้นกระทิง ต้นกันเกรา ต้นกาสะลอง ต้นประยงค์ และต้นบุหงาส่าหรี เป็นต้น

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“โครงการชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะเราเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว การปลูกต้นไม้แม้เพียงต้นเดียวสามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศในระยะยาว ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดมลภาวะ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการทำงานจิตอาสาให้กับพนักงานของบริษัท” นายชวิศ กล่าว

การร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากการร่วมปลูกต้นไม้แล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชลิต อินดัสทรีฯ ในการส่งเสริมการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

ในยุคที่การเปิดรับความหลากหลายทางสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ศิลปะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน…ทรูคอฟฟี่ ร่วมกับ ทรูปลูกปัญญา และ Artstory by Autistic Thai เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Cup & Space of Opportunities” ผ่านกิจกรรม “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจผ่านศิลปะบำบัด ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพและรายได้ให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษร่วมถ่ายทอดมุมมองสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเคียงข้างศิลปินออทิสติกอย่างใกล้ชิด สะท้อนพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลปะ หากยังช่วยขยายความเข้าใจ ยกระดับการยอมรับความแตกต่าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2

ภายในงานได้รับเกียรติจาก อัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูคอฟฟี่ , รมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ วรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในสังคม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ อัค – อัครัฐ นิมิตรชัย นักแสดงชื่อดังจากช่อง ONE , น้ำผึ้ง – กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 , อาย – กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว Miss Supranational Thailand 2026 และน้องณอน ตั้งวงศ์วิวัฒนา หรือ “อาณอน” เด็กโขนสาธิตเกษตร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับพลังของศิลปะบำบัด การยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ได้แสดงศักยภาพผ่านงานสร้างสรรค์

นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูคอฟฟี่ที่ใช้บริการภายในร้านครบ 400 บาทขึ้นไป จำนวน 20 คน ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์เวิร์กช็อปสุดพิเศษ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทั้งการเพ้นท์จานเซรามิก แก้วเซรามิก และเฟรมผ้าใบ โดยคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดเทคนิคอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนช่วงเวลาในคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ลูกค้าไม่เพียงได้สัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างมีความหมาย แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส รายได้ และคุณค่าทางสังคมให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือเมนูพิเศษ “ส่งรัก” โดย “น้องโค้ก” บาริสต้าออทิสติกจากทรูคอฟฟี่ ที่ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มกับแขกรับเชิญพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรูคอฟฟี่ยังร่วมขยายพื้นที่แห่งโอกาสให้ผลงานของ Artstory by Autistic Thai ผ่านการนำผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และSilk Scarf มาจัดจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าของงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและคอลเลกชันใหม่ ๆ ให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่คือช่องทางในการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และผลักดันศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Workshop สามารถเข้าร่วมได้ที่ ARTSTORY Creative Hub @ ทรูคอฟฟี่ สาขามูลนิธิออทิสติกไทย ตลิ่งชัน ทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และต่อยอดโอกาสให้แก่บุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ - อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“เนื้อเน่า รู้เร็วรักษาทัน” สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ พัฒนา Community Guideline – SMART-NF เชื่อม อสม.-รพ.สต.-โรงพยาบาล สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ ค้นหาเร็ว ส่งต่อทัน เกิดเครือข่าย 26 โรงพยาบาล – รพ.สต. กว่า 300 แห่ง ลดความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วย สู่ระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็งทั้งจังหวัด

23 มิถุนายน 2569 ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม อำเภอเดชอุดม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาเจริญ (รพ.สต.นาเจริญ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี (อบจ.อุบลราชธานี) และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพระบบบริการปฐมภูมิเพื่อการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าในชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า จ.อุบลราชธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานจริงของเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะเป็นด่านหน้าสำคัญในการป้องกัน ค้นหา คัดกรอง และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโรคเนื้อเน่า ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและทำให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตได้ การดำเนินงานใน จ.อุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่ร่วมกันพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมมาสนับสนุนการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและชุมชน โดย เพื่อยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์

“โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลแม่ข่าย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ โดยเริ่มจากการค้นหาและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก่อนส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชน เพื่อประเมินอาการตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแล (Clinical Practice Guideline for Necrotizing Fasciitis: CPG-NF)  เชื่อมต่อผ่านระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า (Smart Surveillance and Management for Necrotizing Fasciitis – SMART-NF) ไปยังโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตจะส่งกลับมาดูแลต่อเนื่องใกล้บ้าน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาล 26 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกว่า 300 แห่ง โดยมี รพ.สต. และ อสม. ร่วมติดตามอาการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว

รศ.ดร.สุภาพร ใจการุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาโรคเนื้อเน่าอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคเนื้อเน่าสูงที่สุดในเขตสุขภาพที่ 10 โดยในช่วงปี 2555-2564 พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจาก 533 ราย เป็น 806 รายต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 165 ราย เป็น 392 ราย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจากตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการรับรู้ การวินิจฉัย และการเข้าสู่ระบบการรักษา

“จากปัญหาดังกล่าวคณะวิจัยจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยทั้งจังหวัด โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. พัฒนาการคัดกรองในชุมชน ผ่านการสร้าง Community Guideline และเสริมศักยภาพ อสม. รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชน ให้สามารถค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น 2. พัฒนาระบบ SMART NF เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การแจ้งเตือน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ ช่วยให้การประเมินอาการและการส่งต่อผู้ป่วยทำได้รวดเร็วขึ้น 3. พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย ส่งต่อ และรักษาผู้ป่วย ลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย” รศ.ดร.สุภาพร กล่าว

นางกรรณิกา ตันติศิรินทร์ รอง นายกอบจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า อบจ.อุบลราชธานี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและการเสริมศักยภาพหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้าน จากความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้เกิดระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชน รพสต. โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษา ทำให้การค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย และการส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย อบจ.อุบลราชธานี พร้อมสนับสนุนการขยายผลการดำเนินงานและการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสมศรี วงศ์คำเหลา ผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า ชาวตำบลนาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เดิมคิดว่าเป็นเพียงแผลถลอกเล็กน้อยจากการเดินสะดุดไม้ จึงใช้วิธีรักษาตามความเชื่อพื้นบ้านด้วยการประคบร้อนและทาปูนขาวบริเวณบาดแผล แต่หลังจากนั้นอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แผลบวมแดง ลุกลาม และมีอาการปวดมาก อสม. หมู่บ้านจึงประสานส่งต่อไปยัง รพ.สต. นาเจริญ และเข้ารับการรักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม พบว่ามีภาวะติดเชื้อรุนแรงและสงสัยโรคเนื้อเน่า ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเร่งด่วน ทำให้ได้รับการผ่าตัดและดูแลอย่างทันท่วงที จนสามารถควบคุมการลุกลามของโรคได้

“อยากขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากเข้ารับการรักษาช้ากว่านี้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากกว่านี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระหนักว่าโรคเนื้อเน่าสามารถเกิดขึ้นได้จากบาดแผลเล็ก ๆ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง ปวดมาก หรืออาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นายสมศรี กล่าว

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สมัครเข้ารับการประเมินเพื่อเสนอรับ “รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม Thailand Culture for SDGs Recognition Awards” เวทีสำคัญระดับประเทศที่มุ่งส่งเสริมให้เมืองและชุมชนใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทาง Culture 2030 ขององค์การยูเนสโก

ปัจจุบัน วัฒนธรรมได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่เพียงมรดกที่ต้องอนุรักษ์และสืบสาน แต่ยังเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาชีพสร้างสรรค์วัฒนธรรม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการสร้างความยืดหยุ่นทางสังคม (Social Resilience) เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

Thailand Culture for SDGs Recognition Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและสร้างแรงจูงใจให้เมืองและชุมชนที่มีการนำมิติทางวัฒนธรรมมาใช้ในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยรางวัลนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินศักยภาพของเมือง สะท้อนจุดแข็งของพื้นที่ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาในอนาคต

รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม สำหรับปี 2569 ประกอบด้วย รางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม (Holistic Sustainable Development) และรางวัลที่โดดเด่นอีก 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือ (Environment & Resilience) ด้านความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihoods) ด้านทักษะองค์ความรู้ (Knowledge & Skills) และด้านการมีส่วนร่วมและการไม่แบ่งแยกกีดกัน (Inclusion & Participation)

เมืองที่ได้รับการยกย่องจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ พร้อมกับประกาศนียบัตรที่ลงนามโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเงินรางวัลอุดหนุนเพื่อการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรม โดยรางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 200,000 บาท และที่โดดเด่นในแต่ละมิติ จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้น 400,000 บาท

ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดประตูสู่เครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ โดยเมืองที่ได้รับการยอมรับจะได้รับการเผยแพร่ในฐานะเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม พร้อมเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร ภาคธุรกิจ และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการสนับสนุนและต่อยอดโครงการในอนาคต อันจะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ความร่วมมือ และการพัฒนาเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ สามารถสมัครเข้ารับการประเมินได้ ตั้งแต่วันที่ บัดนี้ – 25 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://www.culture4sdgs.com/ ศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ดังกล่าว

เพราะ “วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต หากแต่เป็นพลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมือง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้คน และนำพาชุมชนก้าวสู่ความยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว