ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง 'เอกภพ' จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.03 น.

“เอกภพ ปชน.” ชี้สิทธิ “ฮอร์โมนยืนยันเพศ” ไม่กระทบความยั่งยืนระบบบัตรทอง แนะ สปสช. กางเกณฑ์พิจารณาให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความโปร่งใส

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด โดยเฉพาะประเด็นสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศ โดยระบุว่า สิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศไม่ใช่คู่ตรงข้ามกับความยั่งยืนของกองทุนฯ หากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถยืนยันได้ว่าการจัดบริการดังกล่าวในวันนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอนาคตได้ ทั้งนี้ ตนมองว่าประเทศไทยควรจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอสำหรับสถานพยาบาลทั้งบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มในบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับประชากรทุกคน รวมถึงการจัดบริการเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นตาข่ายรองรับความเปราะบางที่ประชาชนทุกคนสมควรได้รับ

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

นายเอกภพ กล่าวต่อไปว่า งบประมาณที่กระทรวงการคลังต้องจัดสรรเพิ่มสำหรับสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศนั้นไม่ได้สูงเกินไป เมื่อเทียบกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศให้บรรลุมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างไรก็ตาม เพื่อความสบายใจและลดข้อกังขาของประชาชน ตนเห็นว่าสังคมควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ (UCBP) อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ ประสิทธิผลของบริการหรือเทคโนโลยี ความแตกต่างของชุดสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ตลอดจนประเด็นด้านความเป็นธรรมและจริยธรรม รวมทั้งต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่ามีชุดสิทธิประโยชน์ใดบ้างที่เป็นคู่แข่งในการพิจารณา และเพราะเหตุใดชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนยืนยันเพศจึงได้รับการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์

ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน) ตัวแทนจาก สปสช. จะเดินทางเข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายเอกภพ ยืนยันว่า จะเข้าร่วมซักถามเพื่อขอทราบรายละเอียดเชิงลึกในการพิจารณาจัดสรรสิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจตัด ลด หรือเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างโปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายว่า ตนสนับสนุนให้กองทุน สปสช. กองทุนสุขภาพอื่นๆ ตลอดจนประชาชนในฐานะเจ้าของกองทุน มีมุมมองร่วมกันว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยแพทย์และพยาบาลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความอยู่ดีมีสุขของทุกคนภายใต้ระบบสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งพรรคประชาชนจะร่วมผลักดันระบบสุขภาพในมิตินี้ต่อไป

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน!  ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

‘DSI’ มั่นใจไม่เจอทางตัน”คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ระบุแม้รอมติบอร์ด กกต. “สำนวนคดีฮั้ว สว.”ยกหมดหรือฟ้อง 229 ราย เข้าประกอบสำนวน อาจมีผลต่อสำนวนดีเอสไอจริง แต่จะเน้นชูหลักฐานเส้นทางการเงิน 

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยว ข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่าความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วยนั้น 

ล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบ สวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควร หรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน จึงยืนยันว่าระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน เป็นต้น ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังไม่สามารถสรุปไปได้เลยทันที โดยจะต้องนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต.มาพิพิจารณาประกอบด้วย เช่น หากมติของคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดแล้วมีความเห็นพ้องกันว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ก็อาจจะมีผลในเรื่องของข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป ตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่ตามที่ได้มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมก่อนหน้านี้

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ก็ค่อนข้างมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญาที่พนัก งานสอบสวนทำ ซึ่งหาก กกต. มีการสืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำ ความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง ทาง กกต.ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า ส่วนท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอจะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของคณะกรรมการ กกต. คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และก็ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้ง ที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา ขณะที่ กกต.จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่ว่าพยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ดคณะกรรมการ กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’ หรือ ‘โฉนด’ เหมือน ‘เอกชน’ สามารถอ้างสิทธิตามกฎหมายเฉพาะในฐานะ ‘หน่วยงานรัฐ’ ได้ ย้ำ ‘รถไฟ’ ต้องพิสูจน์สิทธิในที่ดินด้วยหลักฐานทางกฎหมายประกอบอื่นให้ครบถ้วน

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ   ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า มีประเด็นน่าสนใจ เกี่ยวกับเอกสารที่ปรากฏในสื่อหลายสำนัก ในหลายช่องทาง คือ สค.1 หรือหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน ของ รฟท. เพื่อเป็นความรู้และความเข้าใจของ ผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะให้ความเห็นจากภาพ ส.ค.1 ที่ปรากฎ โดยไม่ด่วนสรุปว่าเอกสารจริงหรือเท็จ พบประเด็น ที่จะข้อสังเกตไว้หลายประการ คือ

ประการแรก เอกสารฉบับนี้เป็นเพียง ส.ค.1 หรือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน มิใช่เอกสารสิทธิ และมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ การมี ส.ค.1 จึงพิสูจน์ได้เพียงว่ามีการ “แจ้ง” ต่อทางราชการในวันเวลานั้นว่าผู้แจ้งอ้างว่าครอบครองที่ดินอยู่เท่านั้น แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีสิทธิครอบครองจริง หรือเป็นเจ้าของที่ดินจริง

ประการที่สอง หากพิจารณาจากตัวเอกสารเอง จะเห็นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 5,083 ไร่ โดยระบุลักษณะที่ดินว่าเป็น “ทางรถไฟ” แต่คำถามสำคัญคือ การรถไฟครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดจริงหรือไม่ในวันที่แจ้ง   เพราะเจตนารมณ์ของ ส.ค.1 ตามกฎหมายที่ดิน มุ่งหมายให้ผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาแจ้งการครอบครอง มิใช่เพียงแจ้งอ้างสิทธิในพื้นที่กว้างขวางโดยยังไม่มีการใช้ประโยชน์จริงทุกส่วน

ประการที่สาม ในช่องสาเหตุการได้มา มีการอ้างถึง “พระราชกฤษฎีกา” แต่จากเอกสารที่ปรากฏไม่ได้ระบุรายละเอียดของพระราชกฤษฎีกาฉบับใด วันเดือนปีใด หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มใด ซึ่งหากจะใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนสิทธิในที่ดิน ย่อมควรสามารถตรวจสอบที่มาของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

ประการที่สี่ แม้การรถไฟจะยื่น ส.ค.1 ได้ แต่ในทางกฎหมาย การยื่น ส.ค.1 ไม่ได้ทำให้การรถไฟมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การแจ้งการครอบครองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์สิทธิเท่านั้น
มีประเด็นชวนคุยต่อไปว่า “เหตุใดการรถไฟจึงไม่สามารถขอออกเอกสารสิทธิได้เหมือนประชาชน”

คำตอบอยู่ที่หลักฐานพิสูจน์สิทธิที่การรถไฟอ้าง

หากการรถไฟอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็น “ที่ดินของรัฐ” หรือ “ที่ดินหวงห้ามเพื่อกิจการรถไฟ” ตามกฎหมายเฉพาะ การรถไฟก็ไม่จำเป็นต้องขอออกโฉนดเหมือนเอกชน เพราะโฉนดเป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินสำหรับเอกชนเป็นหลัก

แต่ในทางกลับกัน เมื่อการรถไฟไม่ถือโฉนดหรือเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน การรถไฟก็ต้องพิสูจน์สิทธิของตนด้วยหลักฐานประเภทอื่น เช่น  กฎหมายที่ให้อำนาจได้มา ,พระราชกฤษฎีกา ,ประกาศกำหนดเขต ,แผนที่ที่กฎหมายรับรอง ,หลักฐานการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์  และ หลักฐานการกันเขตที่ดินอย่างชัดเจน

ดังนั้น ปัญหาสำคัญของคดีเขากระโดงจึงไม่ใช่ว่าการรถไฟมีหรือไม่มี ส.ค.1 แต่เป็นว่า การรถไฟสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า พื้นที่ที่อ้างถึง 5,083 ไร่นั้น มีขอบเขตอยู่ตรงไหน ครอบคลุมถึงที่ดินแต่ละแปลงที่ประชาชนถือโฉนดอยู่จริงหรือไม่ และมีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอจะลบล้างเอกสารสิทธิที่รัฐออกให้ประชาชนในอดีตได้หรือไม่

กล่าวโดยสรุป ส.ค.1 ฉบับนี้เป็นเพียงหลักฐานว่าการรถไฟเคยแจ้งการครอบครองพื้นที่ไว้ในปี 2498 แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดของกรรมสิทธิ์ และยังไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์โดยตัวเองว่าที่ดินทุกแปลงในพื้นที่ 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟทั้งหมด เพราะยังต้องพิสูจน์แนวเขตและสิทธิในที่ดินตามหลักฐานอื่นประกอบอีกหลายส่วน    ความเห็นนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า ไม่มีอคติ นะครับ แต่อาจขัดใจ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

'ปิยะรัฐชย์'ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

10 มิถุนายน 69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุคบัจจุบันข้อมูลมีความสำคัญ ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เบื้องต้นจึงได้รวบรวม  10 Application & Website สำหรับเกษตรกรที่ใช้ได้ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ติดตามมาตรการภาครัฐ, บันทึกข้อมูลแปลงและกิจกรรมการเกษตร, ดูคำแนะนำเรื่องดิน-ปุ๋ย ไปจนถึงหาช่องทางซื้อขายสินค้าเกษตรและเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชที่น่าเชื่อถือ

‘บางตัวเป็นแอป บางตัวเป็นเว็บไซต์เลือกใช้ให้ตรงกับงานของตัวเองได้เลย อีกทั้งยุคนี้ข้อมูลสำคัญมาก ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และทำเกษตรได้อย่างมั่นคงขึ้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ และว่าอยากให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่อยู่ในมือเกษตรกรทุกคนใช้ให้เป็น ใช้ให้คุ้ม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
 
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) แสดงผลสำเร็จของกิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความยินดีและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 47 กิจการ รวมถึงประกาศกิจการต้นแบบ (Success Case) จำนวน 6 กิจการ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและระบบเกษตรแม่นยำจนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และมีผลผลิตที่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่อาศัยความเคยชินและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจึงผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมเริ่มแรก 19 กิจการ และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ในปี 2569 มีผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าร่วมเพิ่มเป็น 47 กิจการ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเชื่อมั่นต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาภาคเกษตรของไทย” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับพืชเศรษฐกิจที่เลือกเข้าร่วมโครงการในระยะแรก ได้แก่ มะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่เคยเผชิญปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก จากการนำระบบเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิต ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมการผลิตโกโก้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และในอนาคตมีแผนขยายผลไปสู่พืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียนและผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก

นางสาวศศิวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดโลก เทคโนโลยีอวกาศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการผลิตที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผลผลิตจากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

“แม้เทคโนโลยีจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเป้าหมายทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้จริง จากเดิมที่อาศัยการคาดเดา ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวศศิวิมลกล่าว

ด้าน นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การนำเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) และข้อมูลจากอวกาศมาช่วยให้เกษตรกร มองเห็นสถานการณ์ในแปลงเกษตรได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อน

“ในอดีตเกษตรกรจำนวนมาก ใช้ประสบการณ์เป็นหลักในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่า แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งสภาพอากาศ โรคพืช ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด การตัดสินใจโดยอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดเริ่มขาดน้ำ พืชเริ่มเครียด มีความเสี่ยงเกิดโรค หรือใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย” นายกำพลกล่าว

นายกำพลอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของระบบเกษตรแม่นยำ คือ Smart Dashboard ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม เซนเซอร์ IoT ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลภาคสนาม ก่อนนำมาวิเคราะห์และแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เกษตรกรสามารถติดตามสุขภาพพืช ความชื้นในดิน ความเสี่ยงของโรคพืช และแนวโน้มสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์มือถือ ช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งและข้อมูลดาวเทียม สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 10-30% โดยเฉพาะต้นทุนน้ำ ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตต่างๆ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ประมาณ 15-25% เนื่องจากสามารถดูแลพืชได้ตรงจุดมากขึ้น ลดความเสียหายจากโรคพืชและสภาพอากาศ รวมถึงยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอและตอบโจทย์ตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอวกาศยังช่วยให้สามารถติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนรับมือและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

“สิ่งสำคัญที่สุดในอนาคต คือการปรับวิธีคิดจากการทำเกษตรตามความเคยชิน มาเป็นการทำเกษตรที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ เพราะตลาดโลกไม่ได้ต้องการเพียงผลผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบที่มาได้ เทคโนโลยีอวกาศจึงไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายกำพลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวปิดท้ายว่า กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งส่งเสริมให้ภาคการเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับคุณภาพการผลิตในระดับต้นน้ำ เพราะเมื่อได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ร่วมจัดแสดงบูทในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บูทไทยเบฟได้รับความสนใจจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจและสื่อมวลชนจากทั้งในและต่างประเทศที่เข้าเยี่ยมชมบูทและร่วมเจรจาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องดื่มและอาหาร จาก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มธุรกิจเบียร์ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และกลุ่มธุรกิจอาหาร พร้อมเปิดโอกาสในการเจรจาทางธุรกิจและให้ผู้ชมบูทได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ทางแบรนด์สรรสร้างความหลากหลายมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตอกย้ำศักยภาพความแข็งแกร่งของผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารครบวงจรที่มั่นคง และยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน (Stable and Sustainable ASEAN Leader)

ตลอดการจัดงาน ไทยเบฟได้รับเกียรติจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลินท์ สารสิน ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อีกทั้ง ฌอน เค. โอนีล (Mr. Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมด้วย อดัม แบรนสัน (Mr. Adam Branson) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร รวมถึงคณะนักลงทุนและผู้แทนภาคธุรกิจจากประเทศต่าง ๆ เยี่ยมชมบูทไทยเบฟอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เดินหน้าขับเคลื่อนผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้า การสร้างสรรค์รสชาติใหม่ พร้อมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคครบทุกมิติ

“โออิชิ กรีนที” ชาพร้อมดื่มเบอร์ 1 ของไทย ยังคงเดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดชาเขียวด้วยการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่นที่ครองใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง การันตีความแข็งแกร่งด้วยรางวัล “Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องยาวนาน 15 ปี ภายในงาน “โออิชิ กรีนที” นำเสนอผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง รสฮันนี่เลมอน, ต้นตำรับ, องุ่นเคียวโฮและโออิชิ ไอซ์ เลมอนที พร้อมทั้งรสชาติใหม่ที่ผสานความหอมสดชื่นของผลไม้เข้ากับชาเขียวได้อย่างลงตัว ได้แก่ โมโมะพีช, ทรอปิคอล บลิส, ไวท์สตรอว์เบอร์รี่ และ นาชิ แพร์  รวมถึงชาพร้อมดื่มอัดลมรสใหม่ “โออิชิ ชาคูลล์ซ่า” พีชชี่ ป๊อบ ชาเขียวโซดากลิ่นพีชที่เติมความซ่าและความสนุกให้ทุกโมเมนต์ อีกหนึ่งไฮไลต์ คือความร่วมมือกับ Magnolia ภายใต้ F&N เปิดตัว “Oishi Icy Jell-To รสชาเขียวน้ำผึ้งมะนาว” ไอศกรีมรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากชาเขียวรสชาติยอดนิยมของโออิชิ สู่ประสบการณ์ความอร่อยแบบ “กัดได้ เคี้ยวได้” มอบความสดชื่นแบบคูณสองในทุกคำ

“คริสตัล” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มคุณภาพของไทย ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยในทุกหยด ผ่านการใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบรรจุ ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล โดยได้รับการรับรองจากองค์กรชั้นนำทั้ง NSF International, ISO 22000 และ FSSC 22000 รวมถึงรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด สะท้อนความเชื่อมั่นในฐานะแบรนด์น้ำดื่มคุณภาพที่คนไทยไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ควบคู่กับการเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด Sustainability ผ่านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกอย่าง “Tethered Caps” หรือ “ฝาติดขวด ฝารักขวดของคนรักษ์โลก” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล ภายใต้แนวคิด “คริสตัล เซฟพื้นที่สีฟ้า” สะท้อนพันธกิจของแบรนด์ในการดูแลทั้งคุณภาพชีวิตผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยมากว่า 30 ปี

“เอส” เครื่องดื่มอัดลมของ Gen Z เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัดลมด้วยการเปิดตัว “est Shoot Salty Lemonade” (เอส ชูท ซอลตี้ เลมอนเนด) น้ำอัดลมรสเลมอนผสมซอลตี้ที่ให้รสชาติเปรี้ยวซ่า กลมกล่อม น้ำตาลน้อย พร้อมเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเสริมวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟ อีกทั้ง “est Glow Edition” น้ำอัดลม เรืองแสง 4 สี 4 รสชาติที่ผสานรสผลไม้หลากหลาย สะท้อนความสนุก กล้า และความเป็นตัวเองได้แก่ “est Electric Green” รสแอปเปิ้ลผสมกีวี, “est Sigma Blue” รสมิกซ์เบอร์รี่ผสมพีซ, “est Pinky Winky” รสพีชและกลิ่นดอกซากุระ และ “est Flashy Yellow” รสแคนตาลูปผสมสาลี่หิมะนอกจากนี้ เอส ยังเปิดตัว “เอส ขนาด 10 บาท” ขนาด 359 มล. ครอบคลุมทั้งกลุ่มโคล่า น้ำอัดลมสี และรสชาติใหม่ “est Shoot Salty Lemonade” เพื่อขยายการเข้าถึงและเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“100 PLUS” แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ยอดนิยม เดินหน้าต่อยอดนวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพ ความแอคทีฟ และการดูแลร่างกายในทุกวัน ด้วยการเปิดตัว “100PLUS PRO” สูตรใหม่ เครื่องดื่มรีเฟรชความสดชื่นที่ผสานโปรตีนในรูปแบบใส มีวิตามิน B3, B6, B12 และ BCAAs ชูจุดเด่นด้านการช่วยฟื้นคืนกล้ามเนื้อ 

กลุ่มธุรกิจอาหาร

สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้แบรนด์ “โออิชิ อีทโตะ” (OISHI EATO) มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอาหารคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทั้งความอร่อย ความสะดวก และคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง อาทิ “โออิชิ อีทโตะ แซนวิชไส้เบคอนหมูซอสยากินิกุ” ผลงานความร่วมมือกับ เชฟบิ๊ก – อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล ท็อปเชฟ ประเทศไทย 2023 ที่ได้รับการตอบเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และล่าสุดกับ “โออิชิ อีทโตะ แซนวิชไส้ชีสซี่เบคอนสลัดไข่” รสชาติยอดนิยมที่กลับมาตามเสียงเรียกร้อง หลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีในปีที่ผ่านมา พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่วันนี้จนถึง 21 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ขณะเดียวกัน ยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก ภายใต้แบรนด์ “โอโยชิ อีทโตะ” (OYOSHI EATO) ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์รสชาติแบบเอเชียนอินสไปร์สู่ตลาดโลก
โดยไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ “โอโยชิ อีทโตะ มินิ พัฟเฟลตส์” ขนมแป้งทอดกรอบไส้หวานในรูปแบบสแน็กพรีเมียมที่นำเสนอเสน่ห์ของผลไม้ไทยและเมนูขนมหวานไทยยอดนิยม พร้อมเปิดตัว 4 รสชาติใหม่ ได้แก่ มะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน และข้าวเหนียวทุเรียน เพื่อตอบรับผู้บริโภคต่างชาติที่ชื่นชอบรสชาติแบบไทย ๆ  นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายการเติบโตในตลาดยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้ง “โออิชิ อีทโตะ มินิ พัฟเฟลตส์” ข้างต้น และ “โอโยชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า สยาม เอสเซ็นซ์” ที่นำเสนอรสชาติอาหารไทยยอดนิยมในรูปแบบเกี๊ยวซ่าสไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มเกี๊ยวซ่าต้นตำรับญี่ปุ่น ซึ่งยังคงได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์อาหารไทยที่เติบโตสู่ตลาดระดับสากลอย่างแข็งแกร่ง

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ของไทยเบฟครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารของภูมิภาคอาเซียน แต่ยังตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเวทีการค้าของโลกอย่างยั่งยืน

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม  สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอิมเมจจิ้งระดับโลก นำทีมพนักงานจิตอาสาแคนนอนพร้อมสมาชิกในครอบครัวรวม 53 คน สานต่อโครงการเพื่อสังคม “Canon Volunteer ครั้งที่ 45” ลงพื้นที่ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) ตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล เปิดภาคเรียนใหม่ในปีการศึกษา 2569 นี้

พงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “แคนนอน ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาลขนาดเล็กในชุมชนห่างไกล เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาเยาวชนที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการศึกษาที่มีคุณภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวย ซึ่งช่วงเปิดภาคเรียนแรกของแต่ละปีถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของนักเรียนในทุกระดับชั้น  และครั้งนี้ แคนนอน ได้จัดกิจกรรมอมรบเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และความปลอดภัย ที่เน้น “สนุก-เข้าใจง่าย-ทำได้จริง” เพื่อเพิ่มความรู้นอกตำรา และเสริมทักษะชีวิตให้กับเยาวชนในโรงเรียนอีกด้วย”

โรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 อาคารเรียนเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวจำนวน 2 หลัง ที่ผนังและพื้นไม้ชำรุด สีภายในซีดจางตามกาลเวลา ทางโรงเรียนจึงประสานขอความอนุเคราะห์มายังแคนนอน เพื่อร่วมปรับปรุงห้องเรียนให้พร้อมต้อนรับนักเรียนในปีการศึกษาใหม่ ปัจจุบันมีนักเรียน 73 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน

กิจกรรม “Canon Volunteer ครั้งที่ 45” ที่เหล่าอาสาสมัครร่วมมือกันในครั้งนี้  ได้แก่ การให้บริการถ่ายภาพติดบัตรแก่นักเรียนและคุณครูเพื่อใช้ประกอบเอกสารทางการศึกษา การทาสีห้องเรียนและห้องคอมพิวเตอร์รวม 5 ห้องให้สวยงามน่าเรียน การจัดซื้อและติดตั้งตาข่ายประตูฟุตบอลใหม่จำนวน 2 ชุดทดแทนของเดิมที่ชำรุด การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้พื้นฐานด้านความปลอดภัยและกฎจราจร การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการคัดแยกขยะและการลดขยะอาหาร พร้อมส่งมอบชุดโต๊ะนักเรียนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล (กล่องนม UHT) จำนวน 1 ชุด เพื่อจุดประกายให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการรีไซเคิลผ่านประสบการณ์จริง รวมถึงการมอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจากบริษัท แมทเธเรียล ออโตเมชั่น จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทยจำนวน 3 เครื่อง เพื่อใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และสิ่งของจำเป็น ที่พนักงานแคนนอนนำมาร่วมสมทบให้แก่นักเรียนเพื่อนำไปใช้ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้

นายวชิรวิชญ์ แก้วตา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) กล่าวว่า “ทางโรงเรียนขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับความช่วยเหลือจากแคนนอนในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากการมาปรับปรุงให้โรงเรียนมีบรรยากาศที่น่าเรียนรู้ยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ให้นักเรียนได้รู้จักสังคมนอกชุมชน ได้พัฒนาทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ได้รับความรู้และทักษะใหม่ๆ  ทั้งยังได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากพี่ ๆ จิตอาสา ทั้งในด้านความสามัคคีและการเสียสละเพื่อสังคม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะช่วยปลูกฝังเยาวชนให้เติบโตเป็นคนคุณภาพของประเทศชาติต่อไป”

กิจกรรม Canon Volunteer ครั้งที่ 45 ตอกย้ำเจตนารมณ์ของแคนนอน ในการดำเนินธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างการพัฒนาผู้คน สิ่งแวดล้อม และสังคมไทย ภายใต้ปรัชญาเคียวเซ (Kyosei) หรือการอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน แคนนอนเชื่อมั่นว่าทุกห้องเรียนที่สดใสและทุกรอยยิ้มของเยาวชนในวันนี้ คือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในวันข้างหน้า

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

Bangkok Contemporary Art Fair ภูมิใจนำเสนอ THΞPOP 2026 งาน International Creative & IP Art Fair ครั้งแรกของประเทศไทย นำเสนอ Art Toy, Character IP และศิลปะร่วมสมัยไว้ด้วยกัน โดยรวบรวมศิลปิน สตูดิโอชั้นนำของเอเชีย และแกลเลอรี่กว่า 60 ราย จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา มาไว้ในงานเดียว พร้อมสะท้อนบทบาทใหม่ของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชีย

THΞPOP 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Safe to Bloom” เพื่อสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโตได้อย่างอิสระ พร้อมโอบรับความหลากหลายของศิลปิน และครีเอเตอร์รุ่นใหม่จากหลากหลายประเทศ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 มิถุนายน 2569 ณ centralwOrld PULSE ชั้น 7-8 เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 60,000 คน ตลอด 4 วัน

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมครีเอเตอร์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย ทางผู้จัดมีความตั้งใจให้ THΞPOP 2026 เป็นมากกว่างานแฟร์ แต่สร้างแพลตฟอร์มแห่งเศรษฐกิจครีเอเตอร์ของเอเชีย โดยมี IP เป็นหัวใจสำคัญ ให้พื้นที่คาแรกเตอร์ต้นฉบับนำเรื่องเล่ามาเชื่อมต่อกับนักสะสม แบรนด์ สื่อ และพันธมิตรด้านลิขสิทธิ์โดยตรง

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

สวนน้ำรามายณะ (Ramayana Water Park) สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็น สวนสนุกและสวนน้ำลำดับ 9 ของโลก จากการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks 2026 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดที่สวนน้ำในประเทศไทยเคยได้รับจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Tripadvisor และตอกย้ำสถานะของสวนน้ำรามายณะในฐานะสวนน้ำชั้นนำระดับนานาชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยสวนน้ำรามายณะ เป็นสวนน้ำในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการจัดอันดับในรายการระดับโลกประจำปี 2569 พร้อมครองตำแหน่งสวนน้ำอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย และประสบการณ์อันน่าประทับใจ และเป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ สวนน้ำรามายณะ เคยได้รับการจัดอันดับในระดับโลกจาก Tripadvisor มาแล้วหลายครั้ง แต่ในปี 2569 ถือเป็นปีที่สวนน้ำรามายณะสามารถทำอันดับได้สูงที่สุด ด้วยการก้าวขึ้นสู่ลำดับที่ 9 สุดยอดสวนน้ำและสวนสนุกของโลก

รางวัล Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best มอบให้แก่สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับคะแนนรความคิดเห็นเชิงบวกอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดระยะเวลา 12 เดือน โดย Tripadvisor ระบุว่ามีสถานประกอบการไม่ถึง 1% จากทั้งหมดบนแพลตฟอร์มที่ได้รับการยกย่องในระดับนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก

สวนน้ำรามายณะ ตั้งอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี อย่างเขาชีจรรย์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากเมืองพัทยาเพียง 25 นาที และจากกรุงเทพมหานครเพียง 90 นาทีเท่านั้น สวนน้ำรามายณะโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบ มอบประสบการณ์การพักผ่อนและความสนุกที่แตกต่างจากสวนน้ำทั่วไป บนพื้นที่กว่า 16 เฮกตาร์ หรือประมาณ 100 ไร่ สวนน้ำรามายณะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายในประกอบด้วยสไลเดอร์และเครื่องเล่นทางน้ำมากถึง 26 รายการ ตอบสนองทุกความต้องการสำหรับครอบครัว เด็กเล็ก และสายแอดเวนเจอร์ที่ชื่นชอบความท้าทาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์อันเป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยผสานความสนุกเข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

นอกจากความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวและการบริการแล้ว สวนน้ำรามายณะ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดสวนน้ำรามายณะได้เปิดใช้งานโครงการ Solar Car Park ร่วมกับ SUN Vision Technology ซึ่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงกว่า 1,720 แผง กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดรวม 1.22 เมกะวัตต์พีค (MWp) ช่วยผลิตพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการให้บริการพื้นที่จอดรถแบบมีหลังคาแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีกทั้ง สวนน้ำรามายณะ ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs STAR Certification ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน หลังสามารถบรรลุเป้าหมายท่องเที่ยวยั่งยืนครบทั้ง 17 ข้อ สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

สวนน้ำรามายณะ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพการบริการ การพัฒนาเครื่องเล่นและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับสากล

สามารถดูผลการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Awards 2026 ได้ที่:

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ในชีวิตคนเราทุกคนล้วนพบเจอคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนง่าย หรือชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง โดยบางคนอาจไม่รู้ตัวว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคฮิสทีเรีย” หรือ “บุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก” ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า คำว่า ฮิสทีเรีย (Hysteria) หมายถึง การแสดงออกทางอารมณ์ และท่าทางมากกว่าปกติ พฤติกรรมลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้ามีพฤติกรรมนี้ร่วมกับมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองไม่ค่อยได้ และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ดีเท่าคนปกติ อาจนึกถึงโรคบุคลิกภาพแปรปรวนในกลุ่มบี (Cluster B Personality Disorder)

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital 

โรคฮิสทีเรียมี 2 ประเภท ดังนี้

1.โรคประสาทฮิสทีเรีย(Conversion Reaction) คือ  เมื่อมีความเครียดหรือความกังวลใจมาก จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหว และการรับรู้ เช่น ชาที่แขน ขา พูดไม่มีเสียง ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก สูญเสียความทรงจำบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ แต่เมื่อผู้ป่วยตรวจร่างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติเพราะเกิดจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยเอง

2.โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก(Histrionic Personality Disorder) เป็นอาการที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดเซ็กซ์ ที่ไม่สามารถขาดผู้ชายได้ ซึ่งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยแค่ต้องการได้รับความสนใจจากคนอื่นเป็นอย่างมาก โดยมีอาการดังนี้  ต้องการเป็นจุดเด่น หรือจุดสนใจ เช่น พูดจา แสดงท่าทางเกินจริง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกอึดอัด และทนไม่ได้ทันทีหากตัวเองไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง การแสดงออกดูเหมือนยั่วยวน พยายามเข้าหาผู้อื่น โดยเฉพาะเพศตรงข้าม ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอบแต่งตัวยั่วยวนเพื่อให้ตนเองเป็นจุดสนใจ  แสดงออกถึงความสนิทสนมกับผู้อื่นมากเกินจริง คิดไปเองว่าสนิทสนมกับอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้สึกสนิทใจด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมดราม่าแสดงอารมณ์รุนแรง แปรปรวนง่าย และชอบสร้างเรื่องราวให้ดูน่าตื่นเต้น ต้องการการเอาใจใส่: ต้องการได้รับการยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนจากผู้อื่น ขาดความมั่นใจในตนเอง: ต้องการการยืนยันจากผู้อื่น กลัวถูกทอดทิ้ง มีความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง: มักมีความสัมพันธ์ที่สั้น รุนแรง และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์: มักตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ อาจมีพฤติกรรมขู่หรือลงมือทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น

สาเหตุของโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิก อาจเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น  การไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่น การถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเกิดความกังวลที่ต้องแยกจากพ่อแม่ การถูกทารุณกรรม เป็นต้น, มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม โดยหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพฮิสทริโอนิกได้ จนเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของคนในครอบครัวที่เป็นโรคฮิสทีเรีย และปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ลักษณะทางจิตวิทยา วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดของแต่ละคน เป็นต้น

การรักษาโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก จิตแพทย์จะเน้นการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุการเกิดโรค พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีมุมมองบวกกับตัวเองและทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นในความรักความสัมพันธ์ของตัวเอง แต่อาจจะมีการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ร่วมด้วยก็จะมีการให้ยาต้านเศร้า หรือยารักษาวิตกกังวล

สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก ต้องดูแลตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือถ้าพบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถบอกกับผู้ป่วยตรงๆ เพื่อให้เค้ารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนรอบข้าง

ทั้งนี้ โรคฮิสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง