กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย  นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีมงาน “รวมใจภักดิ์ รักษ์ชาวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยภายในงานได้นำนิทรรศการด้านข้าวมาจัดแสดง  อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิทรรศการ รากฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีต่อยอดอนาคตชาวนาไทย และนิทรรศการอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ที่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “แปลงนาสาธิตอัจฉริยะ” จาก 3 ภาคเอกชน เพื่อการเกษตรแห่งอนาคต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยอย่างครบวงจร เพื่อร่วมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

'กรมที่ดิน' เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย 'นำสุข คลายทุกข์' ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของชีวิต ต้นทุนในการประกอบอาชีพ และมรดกสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน จึงเดินหน้าเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิการถือครองให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนเป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับโฉนดที่ดินรวมกว่า 223 แปลง โดยย้ำว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังรอเอกสารสิทธิ์ และในแต่ละปีได้ตั้งเป้ามอบโฉนดที่ดินกว่า 86,000 แปลงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงตามกฎหมาย

ด้าน นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมที่ดินตั้งเป้าดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 86,000 แปลง แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเดินสำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมาย 16,000 แปลง และโครงการเดินสำรวจทั่วไปในพื้นที่อื่นทั่วประเทศอีก 70,000 แปลง

สำหรับพื้นที่ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้มีการมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนจำนวน 221 แปลง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ “บอกดิน” ที่ประชาชนแจ้งข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2564-2565 มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินและดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์จนแล้วเสร็จ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเอกสารสิทธิ์ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาอาชีพ และการต่อยอดภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น “ความจริง” เพราะทุกผืนดินที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

“กรมที่ดิน… มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุข คลายทุกข์ ให้ประชาชน”

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/N8WZTgBKSHc

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมสั่งการกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ยันไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาชนรายงานพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ จ.ตราด ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ ทั้งที่เคยพบและมีรายงานว่าพบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล ที่คาดว่าจะมีการแพร่ระบาด อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีการรายงานสถานการณ์ถึงการตรวจพบในทุกวัน เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ของความรุนแรงการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดพบว่า การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด ที่ต้องของบประมาณและยังไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ ครม. ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ประกอบด้วยการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด และกำจัดออกจากระบบนิเวศ พร้อมสั่งการให้ กรมประมงวางแผน การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะร่วมกันกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ที่เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ผ่านมาการยางประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำด้วยการนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเกษตรกรที่ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในสวนผลไม้แล้วพบว่า สามารถเพิ่มคุณภาพให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นว่าหลังจากที่มีการพบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีการรายงาน จะเป็นโอกาสให้การปลาชนิดดังกล่าวกระจายตัวและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กรมประมงการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะนีัยังไม่พบแนวโน้มที่ปลาดังกล่าวจะกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ 

อย่างไรก็ตามในส่วนประเด็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของปลาดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า ไม่มีแนวคิดดังกล่าว และมองว่าไม่เกิดประโยชน์ พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญเพียงการจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เท่านั้น

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026  ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

CURIOOkids โรงเรียนเสริมทักษะแห่งอนาคตด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอายุ 1.5–12 ปี มาตรฐานสากล ร่วมนำเสนอแนวคิด “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ภายในงาน Alpha Skills Summit 2026 ผ่าน Interactive Experience และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และสื่อสารอย่างมั่นใจ สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่เชื่อว่า เด็กยุค Alpha ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการจดจำในห้องเรียนแต่ควรได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต” 

 พร้อมกันนี้ CURIOOkids ยังเผยกลยุทธ์การเติบโตในฐานะผู้นำตลาดการศึกษาทางเลือก เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยแผนการขยายสาขาจาก 12 แห่งในปัจจุบัน สู่ 17 แห่งภายในสิ้นปี และตั้งเป้าเติบโตกว่า 200% สู่ 37 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ปกครองยุคใหม่ ที่มองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่คือการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น 

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของเด็กยุคใหม่ CURIOOkids จึงนำเสนอ ‘โมเดลการศึกษา Future Skills’ ที่มุ่งพัฒนาทักษะซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่าน 4 กลุ่มการเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ ภาษาและการสื่อสาร (Communication), การคิดเชิงธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation) รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ (Creative Design) เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้พร้อมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการใช้ชีวิตในโลกอนาคตอย่างมั่นใจ 

 ความสำเร็จในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการเป็น “ผู้ร่วมออกแบบเส้นทางการเรียนรู้” ให้กับเด็กและครอบครัว โดย CURIOOkids ทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดในฐานะเพื่อนคู่คิดผู้ปกครอง เพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน สร้างความไว้วางใจ และทำให้ CURIOOkids ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันเสริมทักษะ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างยั่งยืน 

CURIOOkids พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบ “Project-Based Learning” และ “Inquiry Approach” ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกการตั้งคำถาม คิดอย่างเป็นระบบ ลงมือแก้ปัญหา และกล้าแสดงออก ผ่านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุก ทันสมัย และเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว CURIOOkids จึงมุ่งมั่นพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่าง Future Ready พร้อมทั้งด้านความรู้ (Knowledge), ทักษะทางสังคม (Soft Skills) และทักษะชีวิต (Life Skills) เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัว คิดสร้างสรรค์ และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

เพราะ CURIOOkids เชื่อว่า อนาคตของเด็ก ไม่ได้วัดจากการจำได้มากแค่ไหน แต่คือความสามารถในการคิด สื่อสาร สร้างสรรค์ และเติบโตอย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

สำหรับผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ ของ CURIOOkids พร้อมรับข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้แล้ววันนี้ ที่สาขาใกล้บ้านท่าน โทร: 066 125 0921 , https://www.facebook.com/CuriookidsThailand/ , www.curiookids.in.th และ  Line OA: @curiookids 

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย  บอสใหญ่ DMT  นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ  เตรียมนำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” ที่ร่วมกันหว่านข้าวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การทำนาลดคาร์บอนนี้ ใช้วิธีบริหารจัดการน้ำแบบ “เปียกสลับแห้ง” ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อตัดวงจรการเกิดสภาวะไร้ออกซิเจนในดิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดก๊าซมีแทน รวมถึงการไม่เผาพอซังข้าวอีกด้วย โดยตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กิโลกรัม ซึ่งข้าวเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัทต่อไป

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อสร้างผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ให้พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดโลก

โดยภายหลังพิธีเปิดงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ยังเป็นประธานในพิธีลงนามลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปั้น Food Tech ไทย กินได้จริง ขายได้ระดับโลก” โดยเน้นย้ำว่า การปั้น Food Tech ไทยให้กินได้จริงและขายได้ระดับโลก ไม่เน้นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับ ‘คุณภาพและรสชาติที่ถูกใจ พร้อมรักษาเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทย’ ซึ่งเทคโนโลยีการฉายรังสีจาก สทน. จะทำหน้าที่เป็น New Growth Engine ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องอายุสินค้าและการปนเปื้อน ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก

รองศาสตราจารย์ ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สทน. และสถาบันอาหาร ในการริเริ่มบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีรังสีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว ให้เพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการเข้ามาของ NIA ในวันนี้จะเข้ามาเติมเต็มในฐานะ ‘สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์’ ด้วยการสนับสนุนกลไกทุนนวัตกรรมและโอกาสในการพบปะนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้แผนธุรกิจของผู้ประกอบที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 ราย จาก 60 รายที่เข้ารับการอบรม ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับกิจกรรมการอบรมเชิงลึก ในโครงการฯ ได้จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยผู้ประกอบการ จะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร กฎหมายและมาตรฐานอาหาร การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้าง Storytelling การจัดทำแผนธุรกิจ รวมถึงการ Pitching เพื่อนำเสนอธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการ และการเสวนาเกี่ยวกับความร่วมมือในโครงการฯ และภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมพิธีเปิดในภาคเช้าแล้ว ช่วงบ่ายผู้ประกอบการได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฉายรังสี คลอง 5 ของ สทน. เพื่อเข้าชมโรงงานต้นแบบมาตรฐานสากลที่ใช้เทคโนโลยี “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ที่ทันสมัยที่สุด สอดรับกับเป้าหมายของ สทน. ที่เตรียมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีประจำภูมิภาค ทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้แหล่งผลิต ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สินค้ามูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ต่อจากนั้น ผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ซึ่งปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสทน. นำเทคโนโลยี Electron Beam (E-Beam) และ โคบอลต์-60 ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษหรือสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 100%

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน “Hyamax – Dares to Shine” งานเปิดตัว “The Executive Grand Launch of the NEW HYAMAX” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย บริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ความงามชั้นนำ ให้กลายเป็นรันเวย์แห่งความงามและนวัตกรรม ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คีย์แมนในวงการบิวตี้ และเซเลบริตี้ชื่อดังตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่งจนแน่นงาน

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการเปิดวิสัยทัศน์ใหม่บนเวที โดย คุณกู๋-อนัญญา ภัคคภาคย์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารบริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับพร้อมเผยถึงแรงบันดาลใจในการนำเข้าแบรนด์ว่า “การจัดงานในวันนี้คือความตั้งใจของ บริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ที่อยากจะส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับวงการแพทย์และความงามไทยค่ะ เรามองเห็นว่าผู้บริโภคยุคนี้ฉลาดเลือก สิ่งที่เขาต้องการคือความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า Hyamax จึงเข้ามาตอบโจทย์ภายใต้แนวคิด ‘Affordable Luxury’ หรือคุณภาพยุโรปที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยสถิติการันตีความสำเร็จจากยุโรปกว่า 3 ล้านเคส เรามั่นใจว่านี่จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกได้อย่างมั่นใจค่ะ”

พร้อมเจาะลึกนวัตกรรมความงามที่น่าสนใจ โดยได้รับเกียรติจากทัพแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาร่วมพูดคุย ด้วย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์ความงาม ที่ขึ้นมาฉายภาพความเชื่อมั่นของแบรนด์สู่มาตรฐานระดับสากล

ต่อด้วยการเจาะลึกนวัตกรรมสุดล้ำโดย พันโทหญิง ณัฐพร สัมปัตตะวนิช (หมอนัท) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง  และหัตถการทางผิวหนัง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้ร่วมพูดคุยบนเวทีถึงความโดดเด่นของตัวยาว่า “ความพิเศษของ Hyamax คือเทคโนโลยีเนื้อเจลที่ละเอียดมาก ทำให้หลังฉีดแล้วคนไข้เห็นผลลัพธ์ทันที (Immediate Result) โดยที่เนื้อเจลไม่เป็นก้อน กลืนไปกับชั้นผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้แพทย์ทำงานง่ายและแม่นยำขึ้นค่ะ”

นอกจากนี้ในช่วง Expert Insights ยังได้ นพ.ลัทธพล ม้าลายทอง และ นพ.เกรียงไกร อ่าวอุดมพันธ์ สองแพทย์ผู้เชียวชาญ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ยืนยันถึงประสิทธิภาพของการปรับรูปหน้าแบบองค์รวม (Total Face Transformation) ผ่านผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รุ่นที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม

และที่ทำเอาฮอลล์จัดงานแทบแตก เมื่อเสียงปรบมือดังสนั่นต้อนรับการปรากฏตัวของไอคอนความงามอย่าง “ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก” ในฐานะพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ โดยเผยความรู้สึกว่า “สำหรับปอย คำว่าความสวยมันต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ การเลือกสิ่งที่จะเข้ามาอยู่ในร่างกายเราจึงสำคัญที่สุด พอปอยได้ศึกษาข้อมูลของ Hyamax และรู้ว่าเป็นฟิลเลอร์พรีเมียมส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีการใช้จริงในยุโรปมาเยอะมาก ยิ่งทำให้ปอยมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ พอได้ลองแล้วชอบมาก ผลลัพธ์มันละเมียดละไม ดูละมุนเป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะเลย ปอยอยากให้ทุกคนได้มาลองเปิดประสบการณ์ความงามระดับ World Class นี้ด้วยกันนะคะ”

ความสำเร็จของงานเปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Hyamax เพื่อยกระดับมาตรฐานความงามของเมืองไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยนวัตกรรมที่ทั่วโลกยอมรับและผลลัพธ์ที่ทุกคนสัมผัสได้

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Hyamax Thailand

#HyamaxSwissFiller #Hyamax #PoydTreechada #ปอยตรีชฎา #HyamaxXPoyd

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อหรือไม่ว่า… กว่า 300 ปีมาแล้ว สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ขณะที่สหรัฐอเมริกายังก่อตั้งเป็นประเทศ และโลกฝั่งตะวันตกหลายแห่งยังต้องตักน้ำจากบ่อมาใช้สอย    แต่ที่ “เมืองลพบุรี” กลับมีระบบส่งน้ำประปาที่ล้ำสมัยแล้ว! นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทย

หลักฐานสำคัญที่ขุดพบในจังหวัดลพบุรี เผยให้เห็นระบบชลประทานโบราณที่น่าทึ่ง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช    โดยมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ “ทะเลชุบศร” ที่ผันน้ำมาจาก “อ่างซับเหล็ก” ซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่าตัวเมืองลพบุรี ราว 2 เมตร   เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวขับเคลื่อนสายน้ำ

 น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะถูกลำเลียงผ่าน “ท่อดินเผาเคลือบ” ขนาดใหญ่ที่นำมาเชื่อมต่อกันแบบปากแตร  แล้วยาแนวด้วยปูนขาว ยางไม้และเปลือกหอยที่บดเคี่ยวจนเหนียว ไม่ให้มีรูน้ำรั่ว  ฝังท่ออยู่ใต้ดินยาวหลายกิโลเมตรเข้าสู่เขตพระราชฐานวังนารายณ์ราชนิเวศน์   ก่อนจะเข้าถึงจุดใช้งาน น้ำเหล่านั้นต้องผ่าน “อาคารกรองน้ำ  คชะยาน ” เพื่อให้น้ำไหลช้าดักตะกอน   ผ่านวัสดุกรอง เช่นกรวด ทราย ถ่าน แล้วเพิ่มแรงดันน้ำด้วยการลดขนาดท่อให้เล็กลง  จนได้น้ำพุ และน้ำที่สะอาดพอสำหรับใช้ภายในพระราชวัง

จุดพิเศษ ที่สร้างความประหลาดใจในสมัยนั้นคือ “น้ำพุ” ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งพุ่งขึ้นสูงอย่างสวยงามโดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแม้แต่นิดเดียว   โดยช่างไทยและฝรั่งเศส  อิตาลี) ได้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้อย่างอัศจรรย์ คือหลักกาลักน้ำ (Siphon): การส่งน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำผ่านระบบท่อปิดและกฎของเบอร์นูลลี (Bernoulli’s Principle): การใช้ความต่างของระดับความสูงและการบีบปลายท่อให้เล็กลง เพื่อสร้างแรงดันน้ำมหาศาลให้น้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ความล้ำหน้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ได้จบลงแค่การสร้างถาวรวัตถุ     แต่คือการ “สร้างคน”  โดย ในปี พ.ศ. 2229 เมื่อครั้งคณะราชทูตนำโดย พระวิสูตรสุนทร หรือ โกษาปาน เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับราชทูตเดอโชมองต์  ได้มีการส่งคนไทย 12 คน เดินทางไปพร้อมคณะทูต เพื่อเข้าศึกษาที่ โรงเรียนหลุยส์ เดอ กรัง (Lycée Louis-le-Grand) ในกรุงปารีสเพื่อเรียนวิชาที่จะนำกลับมาพัฒนาชาติ คือ ช่างน้ำพุและชลประทาน ช่างก่อสร้างป้อมปราการ และช่างเงินช่างทอง

นอกเหนือจากเรื่องน้ำประปา รัชสมัยนี้ยังเป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยารับเอาวิทยาการทางดาราศาสตร์ มีการสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล และการทำตำราเรียนภาษาไทย “จินดามณี”   สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความทันสมัย แต่คือความใฝ่รู้ ความเปิดกว้าง และการมองการไกลของบรรพบุรุษไทย

เรื่องราวของระบบประปาและนักเรียนนอกสมัยอยุธยา เป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยในปัจจุบันเห็นว่า “รากฐานของความรู้และความก้าวหน้า” มีอยู่ในสายเลือดของคนไทยมานานหลายร้อยปีมาแล้ว

เรื่องการประปาในกรุงศรีอยุธยานี้ เป็นบทเรียนความรู้ที่ชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดมายังคนไทย  ซึ่งเป็นความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10    เรื่องการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น องคมนตรี  ประกาศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ..
  • ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 1 มิ.ย.16.00 น..
  • ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย จัดคอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส  Songs of Hope to Paris” เพื่อสนับสนุนนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคหญิงไทย ในฟุตบอลไทย 24 พ.ค.13.00 น.ที่สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ถ.ราชดำริ  พบกับศิลปินดัง นำโดย เท่ห์ อุเทน,ก้อย ศรัณย่า, ธัช กิตติธัช,อลิศ โกลเด้นซอง,พรศุลีและนักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์,การแสดงเชียร์ลีดเดอร์จาก TU Cheerleaders,ศิลปินทูตสเปเชียลโอลิมปิค GMMTV และ BNK48 ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเกตเมเจอร์ หักลดหย่อนภาษีได้..
  • รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เชิญร่วมทอดผ้าป่ามหากุศล รายได้สมทบทุนกองทุนเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ รพธ.ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ครบรอบ 20 ปี กองบุญเจ้าภาพ 2,020 บาท วันที่ 2 ก.ค.07.00 น. ห้องประชุมสถาพร กวิตานนท์ 1 ชั้น 3 อาคารบริการ  ร่วมทำบุญที่บัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.กรุงเทพ สาขา มธ.-รังสิต เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถาม 02-9269432..
  • แพม บุนนาค หัวใจสลายเมื่อสูญเสียลูกรักมะหมา  “มีนา” สุนัขพันธุ์ชิวาวา 7 ขวบ ไปด้วยสุนัขพิทบูลล์ ของข้างบ้านกระโจนกัดไม่ปล่อย หูฉีก กรามหัก กระดูกแตกทั้งตัว เสียงน้องมีนาร้องกรี๊ดกรี๊ด ติดหูติดตาถึงปัจจุบัน..  เจ้าตัวจัดการเผาและลอยอังคารให้ลูกรักเรียบร้อยแล้ว .. โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวร้ายพิทบุลล์ไปกัดสุนัขเพื่อนบ้าน  เจ้าของเสียเงินรักษาไปแสนกว่าบาท รักษาได้ 1 สัปดาห์ ..สุดท้ายก็ตาย..
  • เมื่องานแต่งงาน ภัทริน บุราวาศ  บุตรชายคนเล็กของ ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ..เพื่อนสนิทคุณแม่เจ้าบ่าว จากวัฒนาวิทยาลัย,เตรียมอุดมฯและอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มาร่วมงานแน่นขนัด ..ถือโอกาสเป็น Reunion สนุกสนานครึกครื้นกันทั่วหน้า..บ่าว-สาว ลงมาสาย จึงหารูปบ่าวสาวยากหน่อย..
  • งาน “มหกรรมผ้าไทย 2569 ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15”  จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และฟื้นฟูชุดไทย ให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เชิญชมชุดผ้าไหมกว่า 250 ชุดจาก 90 ประเทศ  ชมนิทรรศการการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7  และชมนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบูทจำหน่ายผ้าไหม  6 มิ.ย.17.30 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ ..
  • ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  ผู้นำเข้าแบรนด์ คริสปี้ ครีม, ซินนาบอน, บูลโกกิ บราเธอร์ส, พาย เฟสซ์ และซีส์ แคนดีส์ พร้อมแบรนด์น้องใหม่ ในเครือฯ  ALM x Impact Tennis & Sport Center  ส่งคริสปี้ ครีม สาขาใหม่ป้ายแดง  ณ ชั้น G โซน Indoor ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ตั้งแต่ 29 พ.ค.นี้แวะไปอุดหนุนกันได้..

น้อง

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งแรกที่หลายคนสูญเสียอาจไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือ “ความรู้สึกปลอดภัย” และ “ที่พักพิง” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ  เมื่อปี 2568 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญว่า เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนและอาคารสูง ก็สามารถเผชิญภาวะวิกฤตที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่พักของตนเองอย่างกะทันหันได้เช่นกัน

กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ Airbnb.org ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับการเข้าถึงที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ความร่วมมือในครั้งนี้ได้วางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครกับ Airbnb.org เพื่อให้ผู้ที่ต้องอพยพจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงบุคลากรที่ร่วมปฏิบัติงาน สามารถเข้าถึงที่พักที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด 
ความร่วมมือนี้ยังถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกในระดับเมืองของ Airbnb.org ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกด้วย

คุณคริสทีน ชาง ผู้อำนวยการโครงการและการปฏิบัติการระดับโลกของ Airbnb.org กล่าวว่า Airbnb.org ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยมีพันธกิจในการช่วยจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้ผู้ประสบภัยและผู้เดือดร้อนทั่วโลก ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb ซึ่งปัจจุบันมีที่พักกว่า 9 ล้านแห่งทั่วโลก สิ่งที่ทำให้องค์กรนี้แตกต่าง คือ การทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพราะรู้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือ เมื่อไร และในรูปแบบไหน ส่วนหน้าที่ของเราคือสนับสนุนระบบที่พักและเชื่อมโยงทรัพยากรให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด 

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครถือเป็นที่ก้าวสำคัญในการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว Airbnb.org ยังให้การสนับสนุนที่พักให้กับบุคลากรด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และอาสาสมัคร ซึ่งต้องเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานในช่วงวิกฤต เนื่องจากหน้างานอาจมีที่พักไม่เพียงพอ

“ในหลายสถานการณ์หน้างานอาจมีที่พักไม่เพียงพอสำหรับทีมช่วยเหลือ เราจึงต้องดูแลทั้งผู้ประสบภัยและผู้ที่กำลังเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย” คุณคริสทีน กล่าว

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Airbnb.org จะสนับสนุนเป็นจำนวนเงินมูลค่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,000,000 บาทไทย สำหรับการเข้าพักฉุกเฉินในกรุงเทพฯ โดยทำงานร่วมกับกทม.อย่างใกล้ชิดเพื่อจัดหาที่พักให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาจำเป็น โดยครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจะได้รับเครดิตจาก Airbnb.org สำหรับจองที่พักบน Airbnb ตามความต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Airbnb.org และผู้บริจาค

ความร่วมมือในครั้งจึงไม่ใช่เพียงแค่การลงนามในเอกสารเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนใหม่ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Airbnb.org ได้จัดหาที่พักฟรีแล้วกว่า 1.6 ล้านคืน ให้แก่ผู้เดือดร้อนกว่า 250,000 รายใน 140 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว Airbnb.org ได้เข้าไปช่วยเหลือเหตุวิกฤตกว่า 78 เหตุการณ์ ใน 16 ประเทศ รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ โดยได้จัดหาที่พักสำหรับผู้ประสบภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายมากกว่า 4,000 คืน รวมถึงเหตุระเบิดในมาเลเซีย และภัยพิบัติจากไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์”
“สำหรับเราไม่มีภัยพิบัติไหนเล็กเกินไป หากมีคนคนหนึ่งประสบเหตุไฟไหม้บ้าน และจำเป็นต้องมีที่พักชั่วคราวในคืนนั้น เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ หรือหากเกิดเหตุใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เราก็จะขยายการสนับสนุนตามสถานการณ์” คุณคริสทีน กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากการทำงานร่วมกับกทม. อีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานในประเทศไทย คือความร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา ภายใต้โครงการ “โรงพยาบาลมีสุข” เพื่อสนับสนุนที่พักสำหรับเด็กป่วยและครอบครัวจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ และอาจประสบปัญหาค่าใช้จ่ายด้านที่พัก โดยตั้งแต่เริ่มความร่วมมือ ทางโครงการโรงพยาบาลมีสุขสามารถขยายการช่วยเหลือโดยจัดหาที่พักฟรีเกือบ 50 คืนให้แก่ผู้ป่วยเด็ก สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ที่เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อเข้ามารับการรักษาในเมืองหลักของประเทศไทย ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb.org