‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ - สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้แทนไทยจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิด การประชุมสมัชชาใหญ่สมัยสามัญ ครั้งที่ 93 (93rd General Session) ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมี Dr Emmanuelle Soubeyran ผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health: WOAH) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก และผู้แทนคณะกรรมาธิการภูมิภาคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในการประชุมและรับฟังการแถลงสุนทรพจน์เปิดงานอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดการประชุมฯ มีการอภิปรายระดับสูง (High-level panel) ภายใต้ฟอรัม “การลงทุนในสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อความมั่นคงในอนาคตของทุกคน” (Investing in Animal Health and Welfare to Secure Everyone’s Future) เพื่อหารือแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับงานสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของภาครัฐ (Whole-of-government approach) ในการสอดประสานนโยบายและแนวทางการตลาดร่วมกับพันธมิตร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านสุขอนามัยในระดับสากลต่อไป  

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการนัดหมายประชุมแบบทวิภาคี (Bilateral) กับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือทางวิชาการและการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ต่อไปด้วย

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ธนาคารที่ดิน ติดตามความก้าวหน้าการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง จ.เพชรบูรณ์ หลังสนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน สมาชิกวางแผนปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ควบคู่เกษตรผสมผสาน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ “ธนาคารที่ดิน”

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และรับฟังปัญหาของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ หลังได้รับการสนับสนุนที่ดินทำกินจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินของรัฐบาล ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ เพื่อให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ เข้าทำกิน โดยกำหนดให้ 2 ปีแรกเป็นการเช่าที่ดิน และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 30 เป็นการเช่าซื้อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองในอนาคต

ปัจจุบัน สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ได้แบ่งแปลงและใช้ประโยชน์ที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการวางแผนปลูกพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ สมาชิกยังมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายของ “ธนาคารที่ดิน” ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศิริราชมูลนิธิ เปิดตัวโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” สร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยนำเปียโนที่ไม่สามารถใช้งานในการฝึกหัดนักดนตรีมืออาชีพกลับมาปรับปรุง (refurbish) และส่งมอบให้แก่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศที่ประสงค์จะมีเปียโนไว้ใช้งาน จำนวน 300 หลัง พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีแก่เยาวชน และสังคมไทย โดยได้จัดงานแถลงข่าวเมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อน “Real World Impact in Action” ผ่านการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรจากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่สังคม โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ควรมีโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรี ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีทรัพยากรทางการศึกษาที่สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้ โครงการ Play It Forward จึงเป็นการเชื่อมโยงทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ผ่านการนำเปียโนที่ใช้งานมาราว 30 ปี มาปรับปรุง ซ่อมแซม และส่งต่อไปยังโรงเรียน ชุมชน รวมถึงโรงพยาบาลที่มีความต้องการ เพื่อให้ดนตรีเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และช่วยเติมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้คนในสังคมได้

โดยโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มบริษัท จี สตีล (G Steel) คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ศิริราชมูลนิธิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งจะมีการดำเนินการซ่อมแซม ปรับจูน ตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการขนส่งและติดตั้งเปียโนอย่างเหมาะสม โดยบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งสะท้อนพลังความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชนในการร่วมกันสร้างคุณค่าและโอกาสให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีร่วมจัดกิจกรรมและสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนและชุมชนที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องดนตรีอย่างเต็มศักยภาพ

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์ฯ จะมีกระบวนการคัดเลือกโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่มีความพร้อมในการรับมอบเปียโน โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความพร้อมในการดูแลรักษาเครื่องดนตรี ตลอดจนศักยภาพในการนำเปียโนไปใช้ประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็ก และเยาวชนอย่างแท้จริง

โครงการนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมหิดลในหลายมิติ ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ ตลอดจนการพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน ทั้งด้านวินัย ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และการแสดงออก อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิด From Knowledge to Impact และ From Institution to Ecosystem คือการนำองค์ความรู้และทรัพยากรไปใช้ให้เกิดผลจริงในสังคม พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Wisdom of the Land” ที่ภาคประชาชน องค์กร และผู้มีจิตศรัทธา มีส่วนร่วมผ่านในการสนับสนุนโครงการ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสังคม (Impact Network) อย่างเข้มแข็ง ศ. นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เชื่อมั่นว่าดนตรีไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์แห่งศิลปะ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีพันธกิจสร้างนักดนตรีอาชีพ รวมทั้งมีหน้าที่สร้างคนที่ดีให้กับสังคมโดยใช้ดนตรี เปียโนแต่ละหลังในโครงการนี้ ไม่ได้มีอายุการใช้งานแค่ในห้องซ้อมของวิทยาลัย คุณค่าของเปียโน สามารถส่งต่อไปยังชุมชน และขยายผลออกไปในสังคมได้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความยั่งยืนในแบบที่ดนตรีทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การให้ชีวิตใหม่กับเครื่องดนตรี แต่คือการให้โอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น เปียโนทุกหลังในโครงการนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน และสร้างโอกาสให้แก่สังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจยังไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการส่งมอบเปียโน แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบการเรียนรู้ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ นำนักศึกษาและศิษย์เก่าจากภาควิชาเปียโน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จัดกิจกรรมเวิร์กชอป การเรียนรู้ และการสร้างกิจกรรมด้านดนตรีให้แก่โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เปียโนทุกหลังสามารถสร้างคุณค่าและต่อยอดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน อันสะท้อนพลังของดนตรีในการสร้าง Real World Impact ที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคม

ซึ่งเปียโนทุกหลังในโครงการนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะนักดนตรีและศิลปินระดับประเทศจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในวันนี้เปียโนเหล่านั้นได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งดำเนินการตรวจสอบ เปลี่ยนชิ้นส่วน พร้อมปรับจูนเสียง เพื่อให้เปียโนทุกหลังมีคุณภาพเสียงที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ก่อนดำเนินการขนส่งและติดตั้งไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชาชน ได้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีอย่างแท้จริง ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาส และส่งต่อพลังแห่งดนตรี ผ่านการสนับสนุนโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้ที่ชื่อบัญชี : มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 959-0-06344-6 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 016-412541-7 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 059-8-17389-3 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 012-7-04897-3 เพื่อร่วมส่งต่อเปียโน ส่งต่อโอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และชุมชนทั่วประเทศ ร่วมสร้างโอกาสใหม่ผ่านเปียโน 300 หลัง เพื่อเปิดประตูสู่การเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และอนาคตบนเส้นทางดนตรีให้แก่เด็ก ๆ และสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน  จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เข้ารับมอบ เครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน (Cavaliere dell’Ordine della Stella d’Italia) จาก ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569

เครื่องอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรตินี้มอบโดยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีคุณูปการในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอิตาลี ทั้งนี้ ทศ จิราธิวัฒน์ นับเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของกลุ่มเซ็นทรัลและครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ได้รับเกียรตินี้ ต่อจาก สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ยุวดี จิราธิวัฒน์ และ บุษบา จิราธิวัฒน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การนำของ ทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัลได้ยกระดับธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชูรี่ในยุโรปครอบคลุม 7 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ “รีนาเชนเต” (Rinascente) ห้างหรูอันดับ 1 ของอิตาลี ที่วันนี้เติบโตสู่ 9 สาขาใน 8 เมืองสำคัญทั่วประเทศ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดัน “รีนาเชนเต” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศของอิตาลีบนเวทีโลก พร้อมร่วมพัฒนาและฟื้นฟูแลนด์มาร์กสำคัญในกรุงโรมและเมืองตูริน จนได้รับความไว้วางใจจากชุมชนท้องถิ่น

นอกเหนือจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองวัฒนธรรมไทย–อิตาลีผ่านความร่วมมือที่หลากหลาย อาทิ การจัดงาน “Italian Cuisine Week” สัปดาห์อาหารอิตาเลียน และงาน “Discover Italy: The Extraordinary Italian Taste” โดยท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) รวมถึงงาน “Dolce Italia” มหกรรมสินค้าและไลฟ์สไตล์อิตาเลียน ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งไม่เพียงนำเสนออัตลักษณ์ของอิตาลีสู่มือผู้บริโภคไทย แต่ยังช่วยกระตุ้นบรรยากาศทางการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนการสนับสนุนการจัดนิทรรศการศิลปะในงาน “Venice Biennale 2024” โดยนำผลงานศิลปินไทยและฟิลิปปินส์ไปร่วมแสดงในเวทีศิลปะร่วมสมัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดทำประติมากรรม “Alveo – ทวิธารา” อนุสรณ์แห่งมิตรภาพไทย–อิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 150 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ตั้งอยู่ในสวนลุมพินี ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงสร้างการเติบโตในระดับสากล แต่ยังมีส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศิลปะ บนเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม

การได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและยกระดับทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ไทย–อิตาลี ให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสและความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในภายภาคหน้า

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS” นำผลไม้คุณภาพและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี มาเปิดจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภคใจกลางกรุงเทพฯ ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน และ เอ็มควอเทียร์ ตั้งแต่วันนี้ –   27 พฤษภาคม 2569 โดยทุกปีของฤดูกาลผลไม้ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สนับสนุนเกษตรกรกระจายผลไม้ไทยตามฤดูกาลสู่ผู้บริโภคมากกว่า 300 ตันต่อปี

พิธีเปิดงาน THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS  มี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์, รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้บริหารบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และนายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมี เอกอัครราชทูตและตัวแทนจากกว่า 15 ประเทศให้ความสนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ผลไม้ไทยจากจันทบุรีอย่างคึกคัก  ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีมีศักยภาพโดดเด่นด้านการผลิตผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจการเกษตรไทย กิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการสร้างการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก กูร์เมต์ มาร์เก็ต สยามพารากอน และเอ็มควอเทียร์ ในการส่งตรงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ขณะที่ นายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรจากจันทบุรีในครั้งนี้ว่า กูร์เมต์ มาร์เก็ต ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินค้าเกษตรและสินค้าท้องถิ่นของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมพัฒนาไปกับเกษตรกร โดยปัจจุบันมีสินค้า GI จำหน่ายในกูร์เมต์ มาร์เก็ตรวมกว่า 114 รายการ จาก 60 จังหวัด โดยใช้ศักยภาพของสาขาในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เป็นพื้นที่เชื่อมต่อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

 ในขณะเดียวกัน ยังช่วยต่อยอดการตลาดในทุกๆ มิติ เพื่อร่วมขยายผลให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งที่เดินทางมาท่องเที่ยว และอาศัยในประเทศไทย ตลอดจนคนไทยให้ได้รับประทานผลไม้ไทยคุณภาพ โดยเลือกสาขาใจกลางเมืองเป็นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ จัดเทศกาลผลไม้ตลอดฤดูกาลเพื่อรองรับการกระจายผลผลิตของเกษตรกร ได้แก่ งาน Fruit Playground ที่ เอ็มควอเทียร์ จัดระหว่างวันที่ 13 – 24 พฤษภาคม 2569 และ งานคัดไทย ผลไม้ไทย ซึ้งจะจัดที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค, ท่าพระ, บางกะปิ, งามวงศ์วาน และเดอะมอลล์ โคราช ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม – 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในแต่ละปีสามารถกระจายผลไม้ตามฤดูกาลออกสู่ตลาดไปแล้วมากกว่า 300 ตันต่อปี

สำหรับงาน THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS  ได้รวบรวมผลไม้พรีเมียมส่งตรงจากสวนผลไม้ชื่อดังในจังหวัดจันทบุรี อาทิ สวนจันทนโรจน์​, สวนรักจันท์, ฟาร์มฮัก และเครือข่ายเกษตรกรมังคุดจังหวัดจันทบุรีภายใต้โครงการ Q Chan (คิวจันท์) เป็นต้น โดยมี ทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ เช่น หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี นวลทองจันท์ นกหยิบ และทุเรียนเบญจพรรณ รวมถึงมังคุด เงาะโรงเรียน สละสุมาลี ตลอดจนสินค้าแปรรูปคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่น อาทิ น้ำมะปี๊ด หรือ “ส้มจี๊ด” ผลไม้ท้องถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรี, น้ำมังคุดสกัดเย็น, ทุเรียนทอด และผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นของจันทบุรี มาให้ประชาชนเลือกซื้อ

ทั้งนี้ งานดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนเกษตรกรไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคในเมืองและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านพื้นที่ค้าปลีกระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุงเทพมหานคร

ร่วมอุดหนุนผลไม้และสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีได้ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤษภาคม 2569 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน และเอ็มควอเทียร์

บันทึกภาพประวัติศาสตร์ ‘Amsterdam Rainbow Dress’ ส่งต่อพลังการต่อสู้จากไทยสู่เวทีโลก ปัดหมุด!! เจ้าภาพ WorldPride 2030

บันทึกภาพประวัติศาสตร์ ‘Amsterdam Rainbow Dress’ ส่งต่อพลังการต่อสู้จากไทยสู่เวทีโลก ปัดหมุด!! เจ้าภาพ WorldPride 2030

บันทึกภาพประวัติศาสตร์ ‘Amsterdam Rainbow Dress’ ส่งต่อพลังการต่อสู้จากไทยสู่เวทีโลก ปัดหมุด!! เจ้าภาพ WorldPride 2030

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

Bangkok Pride ร่วมกับ Drag Bangkok ,สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ,สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) ,กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ , APCOM และ GIRL x GIRL ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในโครงการ “The Journey from Amsterdam to Bangkok” เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะระดับโลก “Amsterdam Rainbow Dress” ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันสากลยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศ (IDAHOT) และเพื่อประกาศความพร้อมของกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก WorldPride 2030

ฯพณฯ นายแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E.Mr. Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย 

ฯพณฯ นายแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E.Mr. Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า แม้ในปัจจุบันจะมีการขับเคลื่อนด้านความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่อง แต่ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังคงถูกกำหนดให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายในเกือบ 60 ประเทศทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายภูมิภาคที่สิทธิของ LGBTIQ+ ได้รับการรับรองทางกฎหมายแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับกระแสต้านกลับ และความท้าทายในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่บุคคล LGBTIQ+ ตกเป็นเป้าหมายของการเลือกปฏิบัติและคุกคาม ถือเป็นส่วนหนึ่งของพลวัตโลกที่น่าสะเทือนใจ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้พื้นที่ปลอดภัยลดน้อยลง และเป็นการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการถดถอยของสิทธิมนุษยชนในภาพรวมอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ วัน IDAHOT ในปีนี้ จึงได้กำหนดเน้นย้ำภายใต้หัวข้อ “หัวใจของประชาธิปไตย” (At the heart of democracy) เพื่อส่งสัญญาณให้สังคมตระหนักร่วมกันว่า เมื่อใดก็ตามที่สิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศถูกสั่นคลอน ก็จะไม่มีใครในสังคมที่จะปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเรื่องของทุกคน

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล)

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล) และผู้ขับเคลื่อนหลักของ Bangkok Pride เปิดเผยถึงการบันทึกภาพในครั้งนี้ว่า การปรากฏตัวของ Amsterdam Rainbow Dress ในกรุงเทพฯ คือ สัญลักษณ์ของการยืนยันว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมยังไม่สิ้นสุด ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลกที่สมาชิกในชุมชน LGBTIQ+ ยังต้องเผชิญกับกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ เราต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจและพลังแห่งการต่อสู้จากประเทศไทยไปให้เพื่อนพี่น้องทั่วโลก และนี่คือหัวใจสำคัญที่เราใช้ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 เพื่อทำให้กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่แห่งความหวังของทุกคนอย่างแท้จริง

ศิลปะ แฟชั่น และการเมือง : บันทึกหน้าใหม่ใน Bid Book WorldPride 2030

โครงการนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ พัช – ภัทร เลิศสุกิตติพงศา Project Manager และโปรดิวเซอร์ผู้ควบคุมการถ่ายทำ โดยกล่าวถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้ว่า “ในฐานะผู้ดูแลการถ่ายทำในครั้งนี้ เราอยากบอกเล่าเรื่องราวของเส้นทางการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนผ่านสถานที่และผู้คน ด้วยความโดดเด่นของชุด Amsterdam Rainbow Dress โดยศิลปินชาวดัตช์ คุณอาเนาท์ (Arnout) ที่ตัวผลงานนั้นมีความทรงพลังอยู่ในตัว เมื่อทุกอย่างรวมกัน มันจะเกิดเป็นผลงานภาพถ่ายที่สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อชุดนี้ ถูกสวมใส่โดยเหล่านักเคลื่อนไหว และศิลปินแดร็กที่ยึดโยงกับชุมชนอย่างแข็งแกร่ง และเมื่อผลงานภาพทั้งหมดนี้ ถูกบรรจุลงใน Bid Book สำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทย มันจะเป็นการตอกย้ำถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ ในการผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์การเรียกร้องของเราเข้าด้วยกัน ตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของเรา ที่พร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพตามความตั้งใจของพวกเรา”

สำหรับการทำงานในครั้งนี้ เราและบริษัท เยลโล่ แชนแนล จำกัด ได้ทำงานร่วมกับ คุณเจมส์ – พิสุทธิ์ ศรีสุวรรณ ช่างภาพที่ทำงานร่วมกับชุมชน LGBTIQ+ มาโดยตลอด

เจมส์ – พิสุทธิ์ ศรีสุวรรณ กล่าวเสริมถึงการทำงานในครั้งนี้ว่า “เจมส์รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ ที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนในแคมเปญระดับโลก The Journey from Amsterdam to Bangkok Pride ครั้งนี้ และในฐานะที่เป็นหนึ่งในศิลปิน LGBTIQ+ ของไทยที่เป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนชุมชนของ queer artist มาโดยตลอด รู้สึกขอบคุณและดีใจที่ได้ร่วมงานกับศิลปินจากอัมสเตอร์ดัม ที่สร้างผลงานที่อิมแพ็คและทรงพลัง ขับเคลื่อนสิทธิความเป็นมนุษย์ และยังได้ร่วมงานกับศิลปินชาวไทย แดร็กควีน และนักรณรงค์ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของไทยด้วย โดยงานนี้เราได้เลือกใช้สถานที่ต่างๆ ที่เชื่อมโยงอธิบายถึงเอกลักษณ์ เรื่องราวต่างๆ ของ LGBTIQ+ ไทยสู่สากลด้วย เป็นอีกหนึ่งงานที่ภูมิใจที่ได้ขับเคลื่อนสิ่งนี้ไปด้วยกัน”

การถ่ายทำในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมช่างภาพ Yellow Channel ในการร้อยเรียงเรื่องราวและการรณรงค์ผ่านมิติสำคัญของเมือง ร่วมกับเหล่านักเคลื่อนไหวและศิลปินที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของชุมชน LGBTIQ+ ไทย เพื่อประกาศศักยภาพความพร้อมในฐานะเมืองเจ้าภาพระดับโลกในทุกมิติ

ก่อนเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร ผลงานศิลปะและแฟชั่นที่มีชีวิตชิ้นนี้จาก มูลนิธิแอมสเตอร์ดัม เรนโบว์ เดรส (Amsterdam Rainbow Dress Foundation) ได้เดินทางไปจัดแสดงและบันทึกภาพในแลนด์มาร์กระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ อัมสเตอร์ดัม, เอเธนส์, เบอร์ลิน, มาดริด, นิวยอร์ก, สตอกโฮล์ม, ซูริก และวอร์ซอ จนกระทั่งสู่หมุดหมายล่าสุดในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในรูปแบบ ศิลปะขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง จากการมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ Arnout van Krimpen ดีไซเนอร์ผู้ร่วมออกแบบชุดสายรุ้งระดับโลก และ Kim van der Laan นักแสดงและโมเดลชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Bangkok Pride เพื่อใช้พลังของภาพถ่ายและศิลปะวัฒนธรรมแดร็กมาร่วมบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ เฉลิมฉลองชัยชนะของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในไทย และส่งต่อพลังความหวังไปยังกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก

ภาพประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ถูกบันทึกผ่านความร่วมมือในครั้งนี้ จะถูกนำไปบรรจุเป็นข้อมูลส่วนสำคัญและทรงคุณค่าใน Bid Book (หนังสือเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ) สำหรับการยื่นเสนอชื่อกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง WorldPride 2030 เพื่อแสดงให้คณะกรรมการสากลและสังคมโลกได้เห็นอย่างประจักษ์ถึงความพร้อม ศักยภาพอันเต็มเปี่ยม และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของไทย ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความแข็งแกร่งของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน

การผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลกในอนาคตอันใกล้นี้คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ด้วยการรวมพลังครั้งสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยเฉพาะองค์กรหลักอย่าง Bangkok Pride และเครือข่ายพันธมิตร ที่ร่วมกันเปลี่ยนพลังแห่งความสร้างสรรค์และศิลปะให้กลายมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นดินแดนแห่งความหวัง ความปลอดภัย และเสรีภาพที่แท้จริงสำหรับชุมชน LGBTIQ+ จากทั่วทุกมุมโลก

สยามพิวรรธน์ จับมือ องค์กรระดับโลก จัดนิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนความสำคัญของระบบนิเวศ

สยามพิวรรธน์ จับมือ องค์กรระดับโลก จัดนิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนความสำคัญของระบบนิเวศ

สยามพิวรรธน์ จับมือ องค์กรระดับโลก จัดนิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนความสำคัญของระบบนิเวศ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ตระหนักถึงความสำคัญของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญระดับโลก โดยในโอกาสวันแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ International Day for Biodiversity ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาการสูญเสียระบบนิเวศ และส่งเสริมความเข้าใจในบทบาทของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อชีวิตมนุษย์ จึงได้จัดนิทรรศการภาพถ่าย “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ขึ้น โดยร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย และ จิตรทิวัส พรประเสิรฐ ช่างภาพสารคดี นำเสนอผลงานนิทรรศการภาพถ่ายความหลากหลายของธรรมชาติ 2 งาน 2 สไตล์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศ ที่จะชวนให้ทุกคนได้เข้าถึงผ่านภาพถ่ายในมิติต่างๆ

ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์, ออท. เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน, เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์

นิทรรศการภาพถ่าย “Peru’s Natural Reserves: Biodiversity and Landscapes”  

สถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย โดย ฯพณฯ เอกอัครราชทูต เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดให้เห็นภาพความงดงามของมรดกทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางระบบนิเวศอันโดดเด่นของเปรู โดยมีทั้งภาพชายฝั่ง (Coast) ที่ราบสูง (Highlands) และป่าแอมะซอน (Amazon) ด้วยการคัดสรรภาพถ่ายที่สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพอันน่าทึ่ง ทิวทัศน์ที่งดงาม และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งชวนให้สัมผัสถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในเปรู

ประเทศเปรูได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ภาพที่นำมาจัดแสดงจึงมุ่งเน้นการนำเสนอความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ รวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยสถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทยยังให้ความสำคัญในการสนับสนุนการตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นต่อไป และยืนยันความตั้งใจในการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเปรูและประเทศไทย ผ่านกิจกรรมที่เฉลิมฉลองธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และความยั่งยืน   

นิทรรศการภาพถ่ายธรรมชาติ เนื่องในโอกาส International Day for Biodiversity 2026

นิทรรศการภาพถ่ายธรรมชาติ โดยฝีมือการถ่ายภาพของ จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพ สารคดีที่ได้รับเลือกภาพถ่ายให้นำเสนอในรายงานประจำปีของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 2568 (UNDP Annual Report 2025) โดยเปิดพื้นที่ NEXTOPIA และการเริ่มต้นงาน “International Day for Biodiversity 2026” ซึ่งจัดภายใต้ธีม “Acting Locally for Global Impact”  ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกมิติหนึ่งของธรรมชาติผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ทั้งนี้ช่างภาพได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “Hidden Paradise ” พื้นที่ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากเสียจนหลายครั้งอาจถูกมองข้าม หรือไม่เคยหยุดมองอย่างลึกซึ้งผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของมนุษย์ นิทรรศการชวนผู้ชมมองเห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนในทุกๆพื้นที่ โดยวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพเจ้าของผลงานจะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของภาพถ่ายแต่ละภาพ ผู้สนใจสามารถร่วมงานเสวนาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณชั้น 5A NEXTOPIA สยามพารากอน

นิทรรศการภาพถ่าย “ความหลากหลายทางชีวภาพ” เนื่องในโอกาส International Day for Biodiversity โดยงาน “Peru’s Natural Reserves: Biodiversity and Landscapes” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 ณ ชั้น 5 สยามดิสคัฟเวอรี่ และนิทรรศการภาพถ่ายธรรมชาติ โดย จิตรทิวัส พรประเสริฐ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคม 2569 ชั้น 5A NEXTOPIA สยามพารากอน

‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

ณ ห้องบรรยาย R-103 ชั้น 1 อาคารวิจัยและการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หน่วยสนับสนุนการวิจัย สำนักงานผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดโครงการสร้างแรงบันดาลใจ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจด้านการวิจัยแก่บุคลากรโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมสนับสนุนให้บุคลากรตระหนักถึงเป้าหมาย ความรู้ และแนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และแนวทางการพัฒนาตนเองบนเส้นทางวิชาการและงานวิจัย อันเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรที่มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้สู่การยกระดับการบริการทางการแพทย์

ภายในงานยังมีการร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากคณะผู้บริหารและบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อาทิ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์เกรียงไกร ถวิลไพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ วาวเงินงาม รักษาการผู้ช่วยคณบดีด้านบริหาร คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ, ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมทั้งมีคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากร ร่วมรับฟังการบรรยายและเป็นกำลังใจแก่บุคลากรต้นแบบด้านวิชาการและการวิจัยจำนวนมาก

โครงการสร้างแรงบันดาลใจ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และจุดประกายแนวคิดด้านการวิจัยให้แก่บุคลากรทุกระดับ โดยมุ่งส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์อย่างเหมาะสม รวมถึงความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และสิ่งแวดล้อมรอบตัว อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ และต่อยอดสู่การสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณค่าในอนาคต


การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในการสนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการวิจัยภายในองค์กร เพื่อเสริมสร้างบุคลากรให้มีแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายทางวิชาการ และพร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบสนองต่อพันธกิจด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


#โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
#ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
#เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

สถาบัน GISH ออกหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวมที่มีคุณภาพ   คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพเพศ และไม่กล้าที่จะพูดออกมา เพราะกลัวถูกตัดสินและกลัวการตีตรา จึงเกิดความเชื่อที่ผิด อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศในประเทศก็มีไม่เพียงพอ  สถาบันสุขภาพเพศและสุขภาวะองค์รวม (Global Institute for Sexual Health and Holistic Well- being: GISH Institute) จึงตั้งมั่นในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวมที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ นายกสมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย) กล่าวว่าสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะบางคนมีความเชื่อผิด ๆ ต้องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขาดความรู้ แต่ความรู้ที่นำเสนออาจไม่น่าสนใจพอ หรือสื่อสารไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย สถาบันฯจึงจัดทำหลักสูตรเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวม ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ทั้งมิติร่างกาย จิตใจ สังคม และความสัมพันธ์  สถาบัน GISH จึงผลักดัน 6 หลักสูตรระยะยาว และ 1 หลักสูตรระยะสั้น ให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ สูตินรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ, นพ.คริษฐ์ จายะสกุล แพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ, นพ.ณัฏฐชัย รำเพย จิตแพทย์, พ.ต.ท.พญ.ลักขณา จักกะพาก สูตินรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรพิเศษ คุณก้องณพัฒน์ จิโรจธนพงศ์ อินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่องนางโรมโคมเขียว และนักเพศวิทยาคลินิก มาร่วมให้ความรู้อีกด้วย

สำหรับหลักสูตรของสถาบันฯ  ประกอบด้วย  
 1. Diploma in Clinical Sexology เรียนรู้เรื่องเพศในหลากหลายมิติ ทั้งในมุมวิทยาศาสตร์ วงจรการตอบสนองทางเพศ และพฤติกรรมทางเพศ 
 2. Diploma in Sexual Health and Sexual Wellness ลงลึกถึงปัญหาทางเพศของผู้รับบริการอย่างรอบด้าน
 3. Diploma in Sex Therapy ศาสตร์การให้คำปรึกษา ผสมผสานทั้งมิติทางกาย และมิติจิตวิทยา เพื่อความเข้าใจเรื่องเพศในทุกมุม 
 4. Diploma in LGBTQ+ Medicine ให้ความรู้ด้านความหลากหลายทางเพศอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ฮอร์โมนบำบัด ไปจนถึงการตั้ง Gender Health Clinic
 5. Diploma in Sex Education and Sexual Communication ให้ความรู้ด้านทักษะการสื่อสารเรื่องเพศอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมเคล็ดลับการสื่อสารให้น่าสนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
 6. Diploma in Integrative Lifestyle and Longevity Medicine หลักสูตรร่วมมือกับสมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย (TLWA) ตอบโจทย์กระแส Longevity ที่มาแรงทั่วโลก 
 7. หลักสูตร 1 วัน รักเป็น เซ็กซ์ดี ร้อยปีไม่เบื่อกัน
หลักสูตรสำหรับคู่รัก คนโสด นักบำบัด หรือคนทั่วไป ที่อยากเข้าใจ “ศาสตร์ของการมีชีวิตรักที่ยืนยาว”

โดยสถาบันสุขภาพเพศและสุขภาวะองค์รวม (Global Institute for Sexual Health and Holistic Well- being: GISH Institute) ก่อตั้งภายใต้มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต โดยได้รับการรับรองจากสมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย) หรือ TACS สถาบันมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และวิชาชีพ ให้มีความเข้าใจด้านสุขภาพองค์รวมอย่างรอบด้าน ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลหลักสูตรหรือสมัครเรียนได้ผ่านเบอร์ติดต่อ 099-1989541 Line : @gish อีเมล gish.institute@gmail.com หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.gish-institute.com

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อราว 400 ปีก่อน ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา บ้านเมืองอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองและมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ วันหนึ่งมีการหล่อปืนใหญ่สัมริดขนาดมหึมาเพื่อใช้ป้องกันพระนคร ปืนกระบอกนี้ใหญ่โตจนไม่มีใครรู้ว่ามันมีน้ำหนักเท่าใด

สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงต้องการทราบน้ำหนักของปืนใหญ่ขนาดยักษ์  เพื่อจะได้ออกแบบป้อมปราการและการขนย้ายให้เหมาะสม แต่ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องชั่งใดในแผ่นดินที่จะรองรับน้ำหนักมหาศาลเช่นนี้ได้ เหล่าขุนนางต่างพากันจนปัญญา

ขณะนั้นเอง คอนสแตนติน ฟอลคอน ลูกเรือชาวกรีกผู้มีไหวพริบเฉลียวฉลาด ได้อาสาเข้ามาแก้ปัญหานี้

ฟอลคอนเริ่มดำเนินการด้วยขั้นตอนที่น่าทึ่ง ดังนี้:

1.             เขาให้ลากปืนใหญ่ยักษ์วางลงบนเรือสำเภาที่ลอยลำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำหนักปืนกดเรือให้จมลง ฟอลคอนจึงให้ใช้สี ขีดเส้นระดับน้ำ ไว้ที่ข้างลำเรือ

2.             จากนั้นเขาให้ยกปืนใหญ่ขึ้นฝั่ง และสั่งให้ทหารนำ “กระสอบหิน” ที่ทราบน้ำหนักแต่ละกระสอบแล้ว ทยอยขนลงเรือทีละกระสอบๆ

3.             เมือเรือค่อยๆ จมลงอีกครั้ง จนกระทั่งระดับน้ำที่ข้างเรือเสมอกับ “เส้นขีด” ที่เคยทำไว้ตอนบรรทุกปืนใหญ่    ฟอลคอนจึงสั่งให้หยุดขนหิน

ฟอลคอนนำจำนวนกระสอบหินทั้งหมดมาคูณกับน้ำหนักหินแต่ละกระสอบ แล้วรวมกัน แล้วประกาศก้องว่า “น้ำหนักรวมของหินในกระสอบเหล่านี้ คือน้ำหนักที่แท้จริงของปืนใหญ่”

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พอพระทัยในสติปัญญาและการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง  จึงพระราชทานรางวัลและไว้วางใจให้ฟอลคอนเข้ารับราชการ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ขุนนางผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อยุธยา

การกระทำของฟอลคอนเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 เรื่องการให้ความรู้แก่ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)  เพราะได้ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหลักอารคีเมดีส ภาคปฏิบัติ ให้คนไทยที่ไม่รู้มาก่อน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation