รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท.  ตรวจฉี่คนขับ

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ รายงานผลภายใน24ชม. เตรียมยกจุดตัดลอยฟ้า

นิติเวชรพ.ตำรวจ ยันผลตรวจอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุรถไฟชนรถเมล์ 4 ร่าง ส่งให้ตำรวจ สน.มักกะสัน ด้าน ‘สิริพงศ์’ เผยแนวคิดงดให้รถไฟเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นใน เป็นเพียงแค่การพิจารณา ส่วน รฟท.เร่งแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟขณะที่เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนไรเดอร์ พบรุกล้ำเขตรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุรถไฟชานเมืองที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 206บนจุดตัดทางรถไฟ ใกล้สถานีมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง กทม.เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต8 ราย และบาดเจ็บ32 รายเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ กล่าวถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิต ว่าขณะนี้สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โดยยืนยันรายชื่อได้แล้ว 4 ร่าง และได้ส่งรายชื่อไปยังพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ติดต่อประสานกับญาติผู้เสียชีวิตต่อไปโดยตนมีหน้าที่เพียงตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัวเท่านั้น

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เหลืออีก 4 ร่าง กำลังดำเนินการเพราะต้องตรวจพิเศษ ซึ่งในส่วนของผู้เสียชีวิตเราตรวจเสร็จแล้ว แต่ที่ยังไม่ครบคือข้อมูลของญาติ เนื่องจากต้องรอญาติเข้ามาเก็บดีเอ็นเอก่อนเนื่องจากยังมาเก็บดีเอ็นเอไม่ครบ โดยมีญาติมาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ 7 ครอบครัว จากทั้งหมด 8 ครอบครัว และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตรงทุกครอบครัวหรือไม่ ซึ่งญาติต้องเป็นฝ่ายติดต่อมาหากสงสัย เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ส่วนเรื่องเพศของร่าง ก็ยังระบุไม่ได้ทั้งหมดเช่นกัน

“ร่างที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ เจ้าหน้าที่จะเก็บไว้ก่อน และรอประชาสัมพันธ์จากญาติ เหมือนการพบศพไม่ทราบชื่อ ทั้งการเก็บหลักฐาน ตัวอย่างดีเอ็นเอ และร่างของผู้เสียชีวิต และตำรวจจะประชาสัมพันธ์ออกไปว่าหากใครสงสัยว่าอาจมีญาติเราอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ให้มาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ เพื่อเปรียบเทียบที่นิติเวชได้” พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าว

ส่วนมูลนิธิร่วมกตัญญูได้เตรียมความพร้อมในการนำร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับภูมิลำเนา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นรอเพียงกำหนดวันและเวลา โดยเตรียมรถสำหรับเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตไว้แล้ว7 คัน หากได้รับการยืนยันว่าสามารถเคลื่อนย้ายร่างได้ ก็จะดำเนินการทันที นอกจากนี้ยังมีทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต เข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย

วันเดียวกัน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ รมว.คมนาคม มีแนวคิดงดการเดินรถไฟในพื้นที่ กทม.ชั้นในเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถไฟชานเมืองว่า รมว.คมนาคม ให้เวลาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทำแผนภายในระยะเวลา 2 เดือน และมีเวลาพิจารณา 3 เดือน ว่าจะดำเนินการอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยดำเนินการมาแล้วในอดีตโดยนำข้อท้วงติงต่างๆ มาหารือกันและครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเสนอแนะแนวทางยังไม่ได้ทดลองใช้ แต่หากจะทดลองใช้ก็คงเป็นระยะสั้นเท่านั้น

นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่ายังไม่มีการนำส่งแผนในเรื่องนี้ และจะต้องรับฟังทุกเสียง และยึดหลักในการดำเนินการของกระทรวงคมนาคม คือนำระบบรางขึ้นลอยฟ้าทั้งหมด เช่นเดียวกับเส้นบางซื่อ-รังสิต ที่ทำให้เห็นว่าช่วยเรื่องแก้ปัญหาการจราจรได้จริง ตรงนี้คือการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อหากในอนาคตทำจุดเชื่อมต่อเสร็จก็จะเป็นระบบลอยฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของ รฟท.

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่ารฟท.รักษาการผู้ว่า รฟท.เปิดเผยว่า ได้เริ่มตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟทั่วประเทศ ประมาณ 951 คน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง โดยประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เริ่มตรวจเป็นวันแรก ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ประมาณ 120 คน โดยจะรายงานผลไปยังกรมการขนส่งทางราง ภายใน 24 ชั่วโมง หากพบปัสสาวะเป็นสีม่วง หรือมีสารเสพติด จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล หากยืนยันผลว่ามีสารเสพติด พนักงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่

นายอนันต์ กล่าวกรณีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง นอกจากผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งมีผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายด้วย ว่าได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มคนเหล่านี้ ก่อนจะมีการประสานกับประกันภัย

ส่วนการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟในกทม.กว่า 27 จุดในระยะยาว รฟท.จะผลักดันโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) โดยอยู่ระหว่างขอรับการจัดงบประมาณปี 2570 เพื่อดำเนินการศึกษาทบทวนผลการศึกษาโครงการฯ เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน นอกจากนี้จะหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านจราจร เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขเฉพาะจุด รวมทั้งการปรับระบบสัญญาณไฟ และการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดตัดทั้ง 27 แห่ง ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินรถไฟลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่ให้ รฟท.ศึกษาการปรับลด หรือยุติการเดินรถเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในยอมรับว่าประชาชนมีความต้องการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรง และกังวลเรื่องความไม่สะดวกหากต้องเปลี่ยนระบบขนส่งหลายต่อ โดย รฟท.จะเร่งจัดทำแผนอย่างละเอียดก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน 3 เดือน

ที่รัฐสภา พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ส.ว.อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ว่าจะให้จัดตำรวจยืนเฝ้าทุกจุดกั้นรถไฟ ก็เป็นไปไม่ได้ ต้องเสริมสร้างวินัยของคนในประเทศ กรณีที่เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่จราจรติดขัด หากดูจากที่เจ้าหน้าที่ยกธงแดง มีการสื่อสารให้พนักงานขับรถไฟทราบหรือไม่ว่าบริเวณดังกล่าวมีจราจรหนาแน่นติดขัดคร่อมทางรถไฟ ไม่สามารถผ่านได้ควรให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวน อย่าเพิ่งฟันธงตัดสินตามโซเชียลฯว่าใครผิด โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย และกมธ.คมนาคม วุฒิสภา จะร่วมตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวต่อว่า กรณีใบอนุญาตขับรถไฟ ในฐานะที่รับราชการตำรวจมาก่อน ไม่เคยเรียกขอตรวจใบอนุญาตเลย เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วพบว่ามีระเบียบ ข้อปฏิบัติของการรฟท.เป็นบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าปฏิบัติหน้าที่อะไร และมีการแก้ไขกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากใบพนักงานฯมาเป็นใบอนุญาตการขับรถไฟ จึงขอให้สังคมอย่าพึ่งตำหนิคนขับว่าขับได้อย่างไรทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต

ขณะที่นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว.กล่าวว่า ขอคัดค้านอย่างหนักเกี่ยวกับแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะเป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานในกทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

เวลา 10.40 น.วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟเฉี่ยวชนคนเดินเท้า ได้รับบาดเจ็บสาหัส ย่านมักกะสัน กทม.บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทาง สาย 206 ที่จุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง ช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเหตุครั้งนี้ผู้บาดเจ็บเป็นชาย มีอาชีพขับไรเดอร์ ซึ่งก่อนเกิดเหตุกำลังยืนปัสสาวะอยู่บริเวณข้างทางรถไฟ และสวมใส่หูฟังทั้ง 2 ข้าง โดยระหว่างกำลังเดินกลับไปที่จักรยานยนต์ ไม่ทันสังเกตว่ามีรถไฟวิ่งผ่านมา จึงทำให้ถูกรถไฟเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายหลังเกิดเหตุ ทางกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งไปรักษาที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า แล้ว

ทั้งนี้ รฟท. ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าเกิดจากผู้บาดเจ็บลักลอบฝ่าแนวแบริเออร์ เข้าไปในเขตทางรถไฟ ส่วนขบวนรถไฟที่ชนเป็นขบวนรถชานเมือง ที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราโดยเฉี่ยวชนบริเวณเสาโทรเลขที่ 6/3-4 ระหว่างสถานีมักกะสัน–คลองตัน (ช่วงก่อนเข้าป้ายหยุดรถอโศก) ขณะที่รถไฟวิ่งอยู่บนรางตามปกติ โดยอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการเดินรถ แต่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้บาดเจ็บ ที่ขับจักรยานยนต์มาจอดบริเวณริมถนนจากนั้นได้ปีนข้ามแนวแบริเออร์กั้นซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างถนนกับเขตทางรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะในพื้นที่ของทางรถไฟรวมทั้งขบวนรถไฟ ได้เปิดหวูดเตือนเมื่อขบวนรถไฟซึ่งเป็นพาหนะขนาดใหญ่และมีระยะเบรกยาววิ่งมาถึงจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนขึ้น

สำหรับการกระทำดังกล่าวนอกจากจะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตของผู้บุกรุกเองแล้ว ยังส่งผลกระทบให้การเดินรถไฟต้องหยุดชะงักและล่าช้ากว่ากำหนดไป 22 นาที สร้างความเดือดร้อนต่อผู้โดยสารส่วนรวมที่ใช้บริการซึ่ง รฟท.ขอย้ำเตือนประชาชนว่าพื้นที่เขตทางรถไฟที่มีรั้วหรือแบริเออร์กั้น ถือเป็นพื้นที่อันตรายและหวงห้ามเด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดปีนป่าย ลักลอบเข้ามาเดินสัญจร หรือทำธุระส่วนตัวโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเอง และป้องกันผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟ

ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กรณีนี้ต่างจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง เนื่องจากไม่ได้เกิดเหตุบริเวณทางเชื่อม แต่เป็นทางวิ่งหลักของรถไฟโดยเขตทางมีอุปกรณ์กั้น ซึ่งผู้ที่เข้าไปมีลักษณะบุกรุก ล้ำเข้าไปเพื่อไปปัสสาวะ จึงถูกรถไฟเฉี่ยวชน ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นข้อกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะรางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับใคร เหตุครั้งนี้รถไฟวิ่งมาด้วยความเร็วปกติในทางที่ไม่ใช่จุดตัดทางเชื่อมและเกิดเหตุกระชั้นชิดไม่สามารถหยุดได้ทัน จึงฝากถึงประชาชนทุกคนว่าทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย และมีอันตราย ขอให้ใช้ความระมัดระวัง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำโดยพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ต้องอาศัยเสียงของสมาชิกรัฐสภา และกว่าจะผ่านแต่ละครั้งได้ ต้องใช้เวลามาก จึงควรเลือกฉบับที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ที่สุด

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร

สส.พรรคกล้าธรรม

สอบ6โรงกลั่น DSIเล็งหมายเรียก บี้เอกสารขนน้ำมัน

สอบ6โรงกลั่น  DSIเล็งหมายเรียก  บี้เอกสารขนน้ำมัน

สอบ6โรงกลั่น DSIเล็งหมายเรียก บี้เอกสารขนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนวงการน้ำมัน! ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียก 6 โรงกลั่นดัง หลังพบจงใจปิดบังข้อมูลใบขนส่งน้ำมันทางเรือ 166 ฉบับ ส่อเวียนเอกสารช่วงวิกฤตพลังงาน พร้อมลุยสอบกรรมการนอมินีบริษัทน้ำมันอ่างทองโยงเครือข่ายเสี่ยตือ ฝ่าย“ชุดสุดซอย”หอบหลักฐานฟ้องเพิ่ม 20 พฤษภาคมนี้

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบเอกสารการขนส่งน้ำมัน โดยระบุว่า กรณีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งในประเทศไทย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังกรมธุรกิจพลังงานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีจากความผิดปกติของใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือจำนวน 166 ฉบับ

พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า เอกสารดังกล่าวอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 พบว่าบางรายการไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องจากไม่ระบุข้อมูลสำคัญครบถ้วน เช่น วันที่ออกเอกสาร เลขที่ใบกำกับการขนส่ง วันที่เดินทาง และระบบติดตามพาหนะ (SEAL) ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่ครบถ้วนของข้อมูลและความเสี่ยงในการนำเอกสารไปใช้ซ้ำ

อธิบดีดีเอสไอระบุว่า การกระทำดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายคดีกักตุนน้ำมัน แต่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเป็นรายกรรม เนื่องจากเอกสารแต่ละฉบับถือเป็นความผิดแยกกัน ขณะนี้ดีเอสไอมีข้อมูลเบื้องต้นแล้วประมาณ 70-80% และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนเสนอที่ประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อพิจารณามีมติออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหา คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างขยายผลคดีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง หลังพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างกรรมการบริษัทและเส้นทางการเงิน โดยมีข้อมูลว่าผลประโยชน์บางส่วนอาจถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกโครงสร้างบริษัท และอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ได้มีการออกหมายเรียกพยานในส่วนของกรรมการบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว หากพบพยานหลักฐานเพียงพอจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาต่อไป

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า ในวันที่ 20 พ.ค. จะมีการยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อดีเอสไอในคดีดังกล่าว เกี่ยวกับการไม่รายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้วย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย  อัด1.7แสนล้าน  ช่วยคนไทย43ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย เปิดลงทะเบียน25-29พ.ค. รับเงิน1พันต่อเนื่อง4เดือน เริ่มใช้สิทธิ์1มิ.ย.ถึง30ก.ย.

ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”แบ่งเบาภาระค่าครองชีพกว่า 43 ล้านคน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่วงรัฐร่วมจ่ายเงินสัดส่วน 60/40 คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง 25-29 พฤษภาคม ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน ด้านธนาคารกรุงไทย จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ ขณะที่นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน 4 ด้านหลัก

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้

ครม.ไฟเขียว‘ไทยช่วยไทยพลัส’

นายเอกนิติ แถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน และ 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ขุนคลังชี้ถ้าไม่ทำอะไรยิ่งเสี่ยงวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สองคือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”นายเอกนิติ กล่าว

ระบุทั่วโลกกังวลวิกฤตเงินเฟ้อ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะพบว่าขณะนี้ทุกคนมีความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยิวของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสที่จะสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

ปลัดคลังชี้บรรเทาภาระค่าครองชีพ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรกจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิ.ย.ถึง ก.ย. เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้นๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

เปิดลงทะเบียน25-29พ.ค.

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤษภาคม สำหรับการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 4 รายยังสามารถทำได้เช่นเดิมแต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

กรุงไทยเตรียมพร้อมรับลงทะเบียน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ สำหรับประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันทีภายใน ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน

ส่วนของร้านค้าสามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งจะมีการประกาศจุดบริการรับสมัครเพิ่มเติมในระยะถัดไป

สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิ.ย. นี้ และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป

จัดทำฟีเจอร์ใหม่ช่วยผู้ประกอบการ

นายผยง กล่าวว่า ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส2.การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม และ 3.การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม

นายกฯสั่งครม.รับลูกข้อเสนอเจ้าสัว

วันเดียวกัน เวลา 14.30 น.ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ให้ความสําคัญมาก และยืนยันกับประชาชนว่าการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ไม่ได้ทําไปเพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ก็จะนําไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของผู้ประกอบการนายกฯได้นํามาสั่งการในครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกําหนดกรอบ ว่าได้มีการดําเนินการขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร ภายในทุกๆ 30 วัน และ 60 หรือ 90 วัน ตามเป็นระยะ ผ่านกลไกครม.เศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)

ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน4ด้าน

โดยนายกฯเน้นย้ำ 4 ด้าน คือ 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ได้มอบหมายให้สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ(สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก 2. ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอ และดิจิทัล ได้มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงานผลักดันตามข้อเสนอแนะ 3. การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิตอล เกษตรสมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น โดยเรื่องนี้ให้กระทรวงการคลัง และสํานักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นหน่วยงานหลัก และ 4. เรื่องการลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์ ได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ( ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เข้าไปดําเนินการ

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“เฉลิมพงศ์”เห็นด้วย ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับสู่เกณฑ์เดิม แนะรัฐบาลเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินีทำลายเศรษฐกิจไทย ชี้ระยะยาวควรเน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกระดับคัดกรอง นทท.เข้าประเทศ

19 พฤษภาคม 2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่วันนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวนกว่า 90 ประเทศ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 30 วัน ว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมองว่าระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวควรอยู่ที่ 18 วันด้วยซ้ำ แต่การบ้านใหญ่ที่ขอฝากถึงรัฐบาล คือขอให้เอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำจัดผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการฟรีวีซ่า แต่สามารถทำลายการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามาตรการฟรีวีซ่าระยะยาว กลายเป็นช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาแฝงตัวพำนัก แย่งอาชีพคนท้องถิ่น ก่ออาชญากรรม ทำธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและไม่เคารพกฎหมายไทย ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามามากเกินไปสวนทางกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ประสิทธิภาพในการคัดกรองและควบคุมดูแลลดลง จนลุกลามเป็นปัญหาสังคม

ในขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ไม่ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เน้นแต่ปริมาณ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาล้นตลาด ก็เกิดการแข่งขันด้วยการตัดราคากันเอง แทนที่จะเป็นการแข่งขันเพื่อนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและแปลกใหม่เพิ่มมูลค่า

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเพื่อยกระดับสู่การเป็น “Premium Destination” หรือจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เนื่องจากภูเก็ตมีต้นทุนทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่า ทะเลสวยงาม น้ำใส หาดทรายขาว ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนทั่วโลก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาต้นทุนทางธรรมชาตินี้ไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรมไปกับการท่องเที่ยวแบบไร้ทิศทาง

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำควบคู่กันคือการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่คัดกรองคุณสมบัติและศักยภาพของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เชื่อว่าแนวทางที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว ทั้งในแง่ของการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ และการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.48 น.

19 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569 นั้น

เพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีต่อทางราชการ จึงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

1. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

3. รศ.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

5. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

6. นายยรรยง ไทยเจริญ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

7. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

8. นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

9. นางสาวอาจารี ตราชูกุล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

10. นางสาวอนัญญา แก้วนิล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

11. นายอดิศร์ หะริณสุต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

12. นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ และติดตามการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของรองนายกรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

สั่ง ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2569

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.10 น.

19 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดูเหมือนทีมแอดมินจะติดใจเรื่อง “เบื้องหลัง” การทำงาน เพราะหลังจากเดินทางกลับจากฝรั่งเศส ทีมแอดมินก็เริ่มขอ “ภาพเบื้องหลัง” อีกครั้ง

จริงๆ ทุกการทำงานไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังค่ะ มีแต่ความตั้งใจที่จะทำทุกงานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ดังนั้น สิ่งที่นำมาโพสต์ในวันนี้ อยากจะเรียกว่า เป็นภาพที่น่าจะยังไม่เคยเห็นกัน

บางเรื่องเกิดขึ้นหลังจากทำงานเสร็จแล้ว

บางเรื่องอยู่ในระหว่างการทำงานค่ะ

คลิปแรก : จากงาน Thai Night Cannes 2026 ภายใต้แนวคิด “Reimagining Thailand” ได้มีโอกาสถวายรายงานแด่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย

คลิปที่สอง : ในระหว่างเข้าร่วมงาน Marché du Film ซึ่งมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชั่น และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัทเข้าร่วมงาน ได้ลองใช้ทักษะของ gamer (หลายคนอาจจะเคยทราบว่า ก่อนหน้านี้เป็นนักเล่นเกมส์ตัวยงนะคะ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเลยค่ะ) ลองขยับน้องหมูเด้ง ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษ คือ Animatronics กับ Creature Effects นี่คือฝีมือคนไทย เป็นผลงานของบริษัทไทยที่ชื่อ Second Skin เคยทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Alien Earth ด้วย บริษัทไทยเก่งมากๆ และมีฝีมือมากๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนค่ะ

คลิปที่สาม : ระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ขณะเปลี่ยนเครื่องขากลับที่สนามบินแฟรงเฟิร์ต มีหลายคนมาชมว่ากระเป๋าสวย เลยถือโอกาสนี้ส่งเสริมสินค้าจาก “ศูนย์ส่งเสริมอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล)” ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่ฝึกทักษะและส่งเสริมการสร้างรายได้ เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ถือว่า ได้โปรโมทและส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยหลายๆ ด้าน เพื่อให้โลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของเราค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
19 พฤษภาคม 2569

#SuphajeeSuthumpunOfficial

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

19 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสส

วันนี้ท่านประธานสภาฯ ได้แถลงข่าว งดการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วยสส.และสว.

ปกติแล้วผู้เชี่ยวชาญ เงินเดือน 24,000 บาท จะมีการปรับเป็น 28,800 บาทในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ส่วนผู้ช่วยส.ส/สว. เงินเดือน 15,000 บาท จะมีการปรับเป็น 18,000 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ประธานสภาฯแถลงว่า ปัญหาเศรษฐกิจ จะมีการงดการขึ้นเงินเดือน และคงเงินเดือนเดิมไว้

ถ้าคิดจากสสและสว 700 คน เท่ากับว่าประเทศชาติ จะประหยัดงบประมาณ ปีละประมาณ 216,720,000 ล้านบาท

ส่วนจำนวนผู้ช่วยส.ส/ส.ว. จะลดลงเหลือกี่คน รอการศึกษาของคณะกรรมการอิสระ

ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาฯ ที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนี่คือชัยชนะของประชาชนอีกครั้งครับ

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

19 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้ง คณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริต (คตท.) ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

โดย นพ.วรงค์ ระบุว่า #บัญญัติ8ประการของสีจิ้นผิง

ทราบว่าท่านนายกอนุทิน มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริต หรือคตท. ผมเกรงว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำอะไรไม่ค่อยได้

ผมเสนอแนะให้ท่าน ลองไปอ่านบทบัญญัติ 8 ประการของสีจิ้นผิง ในการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น

เขาทำง่ายมากก็คือแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากเรื่องเล็กๆใกล้ตัว ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นต้นแบบ

ท่านลองศึกษาดู ผมเชื่อว่าท่านสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับสังคมไทยได้ ที่สำคัญขอให้ท่านทำจริง เชื่อว่าท่านจะได้ใจประชาชน

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม