ส.ป.ก.พลิกโฉมก้าวสู่ทศวรรษใหม่ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร 2.5 ล้านแปลง

ส.ป.ก.พลิกโฉมก้าวสู่ทศวรรษใหม่ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร 2.5 ล้านแปลง

ส.ป.ก.พลิกโฉมก้าวสู่ทศวรรษใหม่ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร 2.5 ล้านแปลง

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

ส.ป.ก.จัดงานครบรอบ 5 ทศวรรษอย่างยิ่งใหญ่ โชว์ผลงานเด่นจัดที่ดินให้เกษตรกร 3 ล้านราย 36.6 ล้านไร่ แจกโฉนดเพื่อการเกษตร 3.3 แสนฉบับ เพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 4.6 แสนไร่ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 12,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรอีก 2.5 ล้านแปลง ในปี 68 พัฒนาการผลิตสู่ BCG Model เพิ่มมูลค่าที่ดินโฉนดเพื่อการเกษตร มุ่งยกระดับอาชีพและรายได้เกษตรกรสู่ความมั่นคง ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครบรอบ 50 ปี โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “5 ทศวรรษ ส.ป.ก.ก้าวที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ สำนักงาน ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้พัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ตั้งแต่ดูแลปัญหาที่ดิน เพิ่มพูนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะ พร้อมส่งเสริมการประกอบอาชีพของเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ส.ป.ก.ยังได้พลิกโฉมการปฏิรูปที่ดินของประเทศไทยครั้งสำคัญ ด้วยการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในการเข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มมากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดินและพัฒนาอาชีพของตนเอง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ ส.ป.ก. ในย่างก้าวทศวรรษใหม่ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยังคงสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยดำเนินการสำรวจพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร เพื่อจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกันยังคงตรึงความเข้มงวดในการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อยึดคืนพื้นที่และจัดสรรให้พี่น้องเกษตรกรมีที่ดินทำกินต่อไป

นายอิทธิ ได้กล่าวถึงผลงานโดดเด่นของ ส.ป.ก.ในรอบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาด้วยว่า ได้จัดที่ดินให้เกษตรกร 3 ล้านราย 36.6 ล้านไร่ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 335,943 ฉบับ เพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 4.6 แสนไร่ 8.2 หมื่นราย ตรวจรับรอง GAP 1,709 ราย 12,355 ไร่ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งสถาบันเกษตรกร ให้แก่ วิสาหกิจชุมชน 648 แห่ง และสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 109 แห่ง สร้าง Smart Farmer ต้นแบบ 2,303 ราย พัฒนาองค์ความรู้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ 167,120 ราย สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน (สินเชื่อรายบุคคล 11,958.67 ล้านบาท และสินเชื่อสถาบัน 449.48 ล้านบาท) และสนับสนุนเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน (ระหว่างปี 2563 – 2567) จำนวน 61 โครงการ วงเงิน 339.69 ล้านบาท อาทิ สร้างถนน สร้างบ่อบาดาล สร้างสระเก็บน้ำสาธารณะ และสร้างฝายชะลอน้ำชั่วคราว เป็นต้น

ด้าน นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนการทำงานของ ส.ป.ก.ในทศวรรษใหม่ว่า สิ่งที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไปคือ การเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาอาชีพและที่ดินอย่างยั่งยืนมุ่งเน้นเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินและลดความเหลื่อมล้ำ โดยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรในรูปแบบแปลงรวม การพัฒนาเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีความสามารถด้านการแข่งขันเชิงธุรกิจ และเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินค้าเกษตรแบบมืออาชีพ มีองค์ความรู้เรื่องระบบเกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เกษตรกรมีองค์ความรู้และพัฒนาอาชีพตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเพื่อส่งเสริมทักษะ องค์ความรู้อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตรด้านงานศิลปหัตถกรรมของไทยและร่วมสมัยให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพเสริม ยกระดับศักยภาพของเกษตรกรหรือคนรุ่นใหม่สู่การเป็น Smart Farmer ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและบริหารจัดการสินค้าเกษตร ให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง รวมไปถึงการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตสินค้าคุณภาพที่ได้มาตรฐานและมีตลาดรองรับ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

“ในปี 2568 ส.ป.ก.ได้วางเป้าหมายเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรไม่น้อยกว่า 2,500,000 แปลง เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการประกาศพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินทั้งอำเภอ พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในรูปแบบต่างๆ อาทิ บ่อบาดาล สระน้ำขนาดเล็ก และระบบกระจายน้ำ รวมไปถึงพัฒนาทักษะการผลิตทางการเกษตรเน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด BCG Model พัฒนาทักษะอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตรเพื่อยกระดับรายได้และการเพิ่มมูลค่าที่ดินโฉนดเพื่อการเกษตร เป็นต้น” นายเศรษฐเกียรติ กล่าว

สำหรับงาน “5 ทศวรรษ ส.ป.ก.ก้าวที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ซึ่ง ส.ป.ก.จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50ปีนั้น งานยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2568 ณ บริเวณ สำนักงาน ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย นิทรรศการให้ความรู้ อาทิ โซน 5 ทศวรรษ ส.ป.ก.สืบสานและต่อยอดงานศิลปหัตถกรรม สู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้แก่เกษตรกร โซน Smart Farmer loT นวัตกรรมการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอัจฉริยะ โซนจัดแสดงสินค้างานหัตถกรรมฝีมือจากแผนกช่างฝีมือ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (หรือศูนย์ศิลปาชีพ) ประวัติความเป็นมาแปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย โซนกิจกรรมร้านค้า ของกลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/กลุ่มสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน

พร้อมยกทัพสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศมาจำหน่ายในราคาย่อมเยากว่า 100 ร้านค้า สินค้า 500 รายการ ประกอบด้วย หมวดเครื่องดื่มและอาหารปรุงสุกมีทั้งอาหารพื้นถิ่น เช่น ข้าวซอย ผัดหมี่โคราช น้ำมะขามป้อมสปาร์คกิ้งโซดา อาหารอีสานตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ชากระวาน หมวดอาหารทานเล่น อาทิ ไส้อั่วพร้อมทาน ขนุนแกะสดๆ เมี่ยงคำดอกบัว ถั่วลายเสือคั่ว ข้าวเกรียบรสต่างๆ หมวดผลิตภัณฑ์จักสานและหัตถกรรม เช่น ผ้าทอตีนจกและผ้าพื้นเมืองหาดเสี้ยว เครื่องใช้จากไม้สัก ผลิตภัณฑ์จากเสื่อกก เป็นต้น หมวดพืชผัก / ผลไม้ตามฤดูกาล/สินค้าทางการเกษตรของแต่ละภูมิภาค เช่น ข้าวหอมมะลิGI ข้าวไร่หอมหัวบอนจากกระบี่ ส้มเขียวหวานแม่สินจากสุโขทัย โซนจัดแสดงสินค้างานหัตถกรรมฝีมือจากแผนกช่างฝีมือ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพ) กิจกรรม workshop อาทิ การสาธิตการเป่าแก้ว การสาธิตแกะสลักงานฝีมือ การจัดโปรโมชั่นพิเศษซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท การแสดงหุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ คอนเสิร์ตจากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.เป็นต้น

– 006

เปิดภาพรวม’น้ำ’ทั่วไทย ‘นฤมล’ลั่นมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง

เปิดภาพรวม'น้ำ'ทั่วไทย 'นฤมล'ลั่นมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง

เปิดภาพรวม’น้ำ’ทั่วไทย ‘นฤมล’ลั่นมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

เปิดภาพรวม’สถานการณ์น้ำ’ทั่วไทย ‘นฤมล’เผยกรมชลประทาน จัดสรรน้ำตามแผน ยันมีเพียงพอตลอดแล้งนี้

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศปัจจุบัน (6 มี.ค.2568) มีปริมาณน้ำใช้การรวม 27,370 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา 1,365 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี มีเพียงพอใช้จนถึงช่วงต้นฤดูฝนนี้

ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การได้ 45 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาลำตะคอง สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้จัดสรรน้ำตามศักยภาพน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมกับบูรณาการร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค สนับสนุนน้ำไปใช้ผลิตประปาสำหรับเมืองนครราชสีมา เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ตลอดฤดูแล้งนี้ อีกทั้งยังได้มีการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรังนอกแผน รวมถึงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยอย่างต่อเนื่อง 

นางนฤมล กล่าวว่า การจัดสรรน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน ปัจจุบันจัดสรรน้ำ ไปแล้วกว่า 20,177 ล้าน ลบ.ม. (69% ของแผนฯ) คงเหลือความต้องการใช้น้ำเพื่อสนับสนุนช่วงฤดูแล้งอีก 8,993 ล้าน ลบ.ม. (31% ของแผนฯ) และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝน ปี 2568 จำนวน 15,080 ล้าน ลบ.ม. 

ในส่วนของผลการเพาะปลูกทั้งประเทศ ปัจจุบันมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วรวม 9.86 ล้านไร่ (93% ของแผนฯ) นอกจากนี้ กรมชลประทาน เตรียมทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน เข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2568 เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงเพาะปลูกข้าวนาปีพร้อมกัน ตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก 1 เมษายนนี้ และสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ช่วยลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากฤดูน้ำหลาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมไปถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ขณะเดียวกัน กรมชลประทานบูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมการทำประมงเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มในช่วงฤดูน้ำหลาก เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025  มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภาครัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเสริมสร้างความร่วมมือนำไปสู่แนวทางการพัฒนาด้านพลังงานที่ยั่งยืน จัดงาน ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การจัดเก็บพลังงาน และพลังงานอัจฉริยะ ดึงผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานจากทั่วโลกกว่า 200 ราย ร่วมจัดแสดงงานระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 ณ อาคาร 7-8 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอบรับมูลค่าตลาดพลังงานทั่วโลกปี 2025 ที่คาดว่าจะสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเติบโตประมาณ 5% ต่อปี

โดยมี นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวระหว่างร่วมพิธีเปิดงาน ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การจัดเก็บพลังงาน และพลังงานอัจฉริยะ โดยความร่วมมือจัดงานของ คอมพาส เอ็กซิบิชั่น และ กวางตง แกรนด์เดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป รวมถึงการสนับสนุนจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชนหลากหลาย อาทิ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สมาคมพลังงานลมแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การค้าชาวไทย-จีน,สมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ กวางตุ้ง ถือเป็นงานแสดงสินค้าด้านธุรกิจพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร มีองค์กร หน่วยงานและบริษัทชั้นนำร่วมออกบูธกว่า 200 ราย พร้อมด้วย นางกัลป์ยกร ซูซูกิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาและบริหารสัญญาเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) นางชัญญรักษ์ฉิน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) TCEB นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลมไทย นายหวัง เจาหยุน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท กวางดง แกรนด์เดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป ร่วมงานซึ่งคาดว่าในช่วงปี 2024-2025 มูลค่าตลาดพลังงานทั่วโลกจะสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตประมาณ 5% ต่อปี

‘อัครา’ติดตามแปลงต้นแบบถั่วเหลืองฯ

‘อัครา’ติดตามแปลงต้นแบบถั่วเหลืองฯ

‘อัครา’ติดตามแปลงต้นแบบถั่วเหลืองฯ

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พร้อมติดตามการดำเนินงานแปลงต้นแบบการผลิตถั่วเหลืองที่มีประสิทธิภาพแบบคาร์บอนต่ำ โดยมีนายธนสารธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายรัฐพล นราดิศร ผวจ.พะเยา และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วม ที่แปลงต้นแบบ บ้านร่องไฮ หมู่ 5ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งการจัดทำแปลงต้นแบบดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างกรมวิชาการเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตร บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และส่วนราชการใน จ.พะเยา มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลการผลิตถั่วเหลืองที่มีประสิทธิภาพแบบคาร์บอนต่ำจากผลผลิตถั่วเหลืองวิธีดั้งเดิม 266 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 400 กิโลกรัมต่อไร่ และยังเป็นวิธีการปลูกที่นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ รองรับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมในการผลิตถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลือง สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดในอนาคต

สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังนา กรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 60 รวม 4,540 กิโลกรัม โดยจะนำไปปลูกในพื้นที่ 300 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตถั่วเหลืองไม่น้อยกว่า 60 ตัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียนในชุมชนไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการรณรงค์เกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่เกษตร รวมถึงเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศให้สูงขึ้น โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพะเยา จะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตถั่วเหลืองของเกษตรกรต่อไป

‘ธนดล’ลุยที่เขาใหญ่ รุกเขตปฏิรูป4หมื่นไร่ เดินหน้ายึดคืนพื้นที่ มอบคืนแก่เกษตรกร

‘ธนดล’ลุยที่เขาใหญ่  รุกเขตปฏิรูป4หมื่นไร่  เดินหน้ายึดคืนพื้นที่  มอบคืนแก่เกษตรกร

‘ธนดล’ลุยที่เขาใหญ่ รุกเขตปฏิรูป4หมื่นไร่ เดินหน้ายึดคืนพื้นที่ มอบคืนแก่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานการขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีวาระพิจารณา ประกอบด้วย 1.การตรวจสอบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการออกโฉนดโดยมิชอบในพื้นที่ 4 หมื่นไร่ บนพื้นที่ ส.ป.ก.ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 2.การตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยร่วมหารือและพิจารณาตรวจสอบข้อมูล ได้แก่ แผนที่ เอกสารสิทธิการถือครองที่ดินบริเวณดังกล่าว เอกสารที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ และมีมติเห็นชอบในการบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีการขยายผลและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนต่อไป

“ผมได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบการออกโฉนดและการถือครองที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบว่าพื้นที่กว่า 4 หมื่นไร่ มีการบุกรุกเขตปฏิรูปที่ดิน และไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิ์การถือครอง จึงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำความผิดตามกฎหมายจริง จะเดินหน้าขยายผลและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ เพื่อยึดคืนพื้นที่จากนายทุนและผู้มีอิทธิพล ส่งคืนสู่มือเกษตรกรให้ได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามวัตถุประสงค์ของการจัดรูปที่ดิน” นายธนดล กล่าว

ส.ป.ก.รณรงค์หยุดการเผา พร้อมตั้งศูนย์ฯ53จังหวัด

ส.ป.ก.รณรงค์หยุดการเผา พร้อมตั้งศูนย์ฯ53จังหวัด

ส.ป.ก.รณรงค์หยุดการเผา พร้อมตั้งศูนย์ฯ53จังหวัด

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า โครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เป็นกิจกรรมที่ ส.ป.ก.จัดขึ้น เพื่อลดการเผาของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมีการจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ใน 53 จังหวัด เพื่อขยายผลองค์ความรู้ของศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การผลิตสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน มีเป้าหมายประมาณ 1,550 ราย มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูป
ที่ดินปรับเปลี่ยนพัฒนาพื้นที่สู่การลดเผาอย่างยั่งยืนและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ส.ป.ก.มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความเป็นอยู่ทีดีขึ้นของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในทุกมิติและทุกโอกาส

‘นฤมล’ลงพื้นที่ติดตามงาน โครงการสร้างสะพานข้ามคลองฯ

‘นฤมล’ลงพื้นที่ติดตามงาน  โครงการสร้างสะพานข้ามคลองฯ

‘นฤมล’ลงพื้นที่ติดตามงาน โครงการสร้างสะพานข้ามคลองฯ

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย และรับฟังปัญหาด้านการเกษตร โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ส่วนจังหวัด เข้าร่วม ที่จุดก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คลอง Lmc กม.36+702 ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ว่าพร้อมดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตามแนวพระราชดำริ และตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยรับฟังปัญหาความเดือนร้อนจากเกษตรกรโดยตรงและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ได้แก่ การขุดลอกคลองเพิ่มการจัดเก็บน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค การก่อสร้างสะพานข้ามคลอง การก่อสร้างประตูเปิด-ปิดบริเวณเขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อป้องกันอุทกภัย รวมถึงการเสริมศักยภาพ สร้างอาชีพและรายได้เพิ่มให้เกษตรกร ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้บรรจุในแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568-2569 และบางส่วนจะเตรียมดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชน

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คลอง Lmc กม.36+702 และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ในพื้นที่ ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เนื่องจากมีการใช้งานยาวนานกว่า 40 ปี จึงมีสภาพทรุดโทรม โดยกรมชลประทาน ได้ออกแบบสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 24 เมตร และติดตามความคืบหน้าโครงการแก้มลิงหนองสำโรง ที่มีปริมาณความจุเก็บกักน้ำเดิมประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน และมีวัชพืชปกคลุมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำบริเวณรอบข้าง ทำให้เก็บกักน้ำได้น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร จึงต้องขุดลอกตะกอนดิน พร้อมก่อสร้างคันดินบดอัดแน่นผิวจราจรลูกรังบดอัดแน่น ความยาว 1.4 กิโลเมตร และก่อสร้างอาคารระบายน้ำ 1 แห่ง อาคารท่อรับน้ำ 2 แห่ง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ประมาณ 420,000 ลูกบาศก์เมตร รวมความจุเก็บกักน้ำทั้งสิ้นประมาณ 820,000 ลูกบาศก์เมตร และเริ่มดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 โดยประชาชนในพื้นที่กว่า 700 ครัวเรือน จะได้ใช้สะพานในการลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร และมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า อยากช่วยเสริมศักยภาพให้เกษตรกรทำมาหากินแล้วได้รายได้สูงขึ้น จะทำอย่างไรให้เงินเหลือในกระเป๋าเยอะขึ้น ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือดูแล จึงอยากให้ความมั่นใจว่าเราจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ 2 เรื่อง คือ การถวายงานให้กับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพราะกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ เกิดขึ้นเพราะในหลวง ร.9 และ ร.10 สานงานต่อ ซึ่งก็คือการดูแลเกษตรกรของพระราชา

จ.อุทัยธานี แถลงข่าวจัดงาน ‘เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’

จ.อุทัยธานี แถลงข่าวจัดงาน  ‘เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’

จ.อุทัยธานี แถลงข่าวจัดงาน ‘เทศกาลควายไทยอุทัยธานี’

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อาคารอเนกประสงค์ (โดม) เขื่อนวังร่มเกล้า อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายธีรพัฒน์คัชมาตย์ ผวจ.อุทัยธานี นายชรินทร์ ไชยะ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด รักษาราชการแทน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี นายสรายุทธ วรรณสูตร รักษาราชการแทนปศุสัตว์จังหวัดอุทัยธานี และนางสาวอามาลีนาซักเซ็ค อุปนายกสมาคมพัฒนาพันธุ์ควายไทย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลควายไทยอุทัยธานี”ครั้งที่ 13 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-16 มีนาคม 2568 ณ บริเวณแก้มลิงเขื่อนวังร่มเกล้า จ.อุทัยธานี โดยมี ส่วนราชการ สมาคมพัฒนาพันธุ์ควายไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน

ควายเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมเกษตรกรรมของไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ผนวกกับจังหวัดอุทัยธานีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ควายพันธุ์ดีจึงกำหนดให้จัดงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานี ต่อเนื่องมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 13 เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพทางด้านอนุรักษ์และพัฒนาปรับปรุงกระบือสายพันธุ์ดี ส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัด ในรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ (bio economy) ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกร

ภายในงาน จัดให้มีการประกวดกระบือ ประกอบด้วยการประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง (เฉพาะกระบือในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี) จำนวน16 รุ่น การประกวดกระบือทั่วไป จำนวน 16 รุ่น การประกวดกระบือแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 ถ้วย

‘นฤมล’เปิดงานวันสัมมนาเนื่องในสตรีสากล 2568 พร้อมผลักดันผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

'นฤมล'เปิดงานวันสัมมนาเนื่องในสตรีสากล 2568 พร้อมผลักดันผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

‘นฤมล’เปิดงานวันสัมมนาเนื่องในสตรีสากล 2568 พร้อมผลักดันผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

“รมว.นฤมล” เปิดงานวันสัมมนาเนื่องในสตรีสากล 2568 มุ่ง เสริมพลังผู้หญิงสู่การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน พัฒนาศักยภาพ พร้อมผลักดันผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

6 ก.พ.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนานาของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังผู้หญิงและเด็กหญิงเพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรม” โดยมี นางลิน หยาง รองเลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก นายจอง จิน คิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพมหานคร ว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเสริมสร้างบทบาทของสตรีในภาคเกษตรและอาหาร โดยตระหนักถึงคุณูปการอันล้ำค่าของสตรีเหล่านี้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่สามารถขยายผลได้เพื่อประโยชน์ของสตรีในระบบเกษตรและอาหาร พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยขอสนับสนุนการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างรัฐสมาชิก องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกันเพื่อปิดช่องว่างทางเพศตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้แก่ 1) การส่งเสริมการรวมกลุ่มและพัฒนาทักษะให้แก่เกษตรกรสตรี 2) การฝึกอบรมสตรีให้เป็นผู้ประกอบการด้านเกษตร และ 3) การสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในการเข้าถึงทรัพยากรและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“สุภาพสตรีมีความสำคัญในการเป็นเสาหลักของระบบเกษตรและอาหารของประเทศไทย เช่นเดียวกับในหลายประเทศทั่วโลก เกษตรกรสตรี ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตอาหารมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โภชนาการ และความเข้มแข็งของชุมชน ถึงแม้ว่าพวกเธอจะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เช่น การเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากรทางการเงิน การศึกษา และเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและเท่าเทียม”  ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯชงขอรับเงินกองทุนฯช่วยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้

เกษตรฯชงขอรับเงินกองทุนฯช่วยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้

เกษตรฯชงขอรับเงินกองทุนฯช่วยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุฯ สินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เตรียมเสนอขอรับการจัดสรรเงินจากกองทุนรวมฯ 2568 ผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรกล้วยไม้ไทย

วันนี้ (6 มี.ค.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 1/2568 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขอรับเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เนื่องจากกล้วยไม้เป็นสินค้าที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพราคาและเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถรับภาระความเสี่ยงได้เต็มจำนวน โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ ยกร่างโครงการตามแบบคำขอรับจัดสรรเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (บท.02) ของสินค้าดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ(กล้วยไม้พันธุ์หวาย) เสนอในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อให้ความเห็นชอบเสนอ คชก. พิจารณาการขอรับการจัดสรรเงินจากกองทุนรวมฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (เพิ่มเติม) ต่อไ

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบแผนการดำเนินงาน ปี 2568 ตามแผนพัฒนากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ พ.ศ. 2566 – 2570 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1) ถ่ายทอดความรู้ แปลงทดสอบต้นแบบ มาตรฐาน GAP ประกวด ประชาสัมพันธ์ (การผลิตและการตลาด) และบริหารจัดการของคณะอนุกรรมการฯ 2) วิจัยด้านพัฒนาพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (PM 2.5) รวมทั้ง การรับรองมาตรฐาน GAP 3) ปรับปรุง Dashboard สินค้ากล้วยไม้ตลอดโซ่อุปทานให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์และทบทวนชุดข้อมูล 4) ทบทวนมาตรฐานช่อดอกกล้วยไม้ (มกษ 5001-2552) และ 5) พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งแนะนำ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานของสหกรณ์กล้วยไม้และสนับสนุนประชาสัมพันธ์สินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยด้านพัฒนาพันธุ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ ปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า, กระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยไม้ฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และประชาสัมพันธ์สินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ

ที่ประชุมยังได้รายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้ 1.การกำหนดให้วันที่ ๑๘ มกราคมของทุกปีเป็น “วันกล้วยไม้แห่งชาติ” ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอเพื่อพิจารณาลงนามบรรจุในวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบ ประกาศให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป และ 2.กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รายงานผลการดำเนินงานการจัดกิจกรรมส่งเสริมการผลิตและการตลาดกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ระหว่างวันที่ 16 – 19 มกราคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน กทม.และได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เตรียมดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวต่อเนื่องในปี 2569 เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์การกล้วยไม้ ปี 2567 มีปริมาณการส่งออกดอกกล้วยไม้ 19,129 ตัน มูลค่า 2,181.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ส่งออก 17,992 ตัน มูลค่า 2,116.28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.32 และร้อยละ 3.07 โดยแหล่งปลูกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี กทม.และกาญจนบุรี เป็นต้น ในส่วนของตลาดส่งออกต่างประเทศ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าส่งออก 544.23 ล้านบาท ปริมาณ 1,965 ตัน 2) เวียดนาม มีมูลค่าการส่งออก 496.91 ล้านบาท ปริมาณ 3,475 ตัน และ 3) ญี่ปุ่น มีมูลค่าการส่งออก 372.48 ล้านบาท ปริมาณ 2,451 ตัน สำหรับประเทศจีนมีมูลค่าส่งออก 266.34 ล้านบาท ปริมาณ 7,289 ตัน

015