เกษตรฯหนุนแปลงใหญ่ BCGModelกล้วยหอมทองปทุมฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806862

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง พื้นที่ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งขับเคลื่อนงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้วยเศรษฐกิจแบบองค์รวม พัฒนายกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรสู่ 3 สูง ได้แก่ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) มีการจัดทำแปลงต้นแบบกล้วยหอมทองปทุมธานี ส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหอมเป็นสินค้ากล้วยหอมทองทอดกรอบ กล้วยหอมทองทอดสุญญากาศ เค้กกล้วยหอมทอง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในแปลงปลูก ส่งเสริมและสนับสนุนการนำกาบกล้วยมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงรักษ์โลก กระถางชีวภาพ พัฒนาเป็นเส้นใยกล้วยเพื่อเป็นสิ่งทอประชาสัมพันธ์และจัดทำแหล่งเรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และ GI มีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทั้งในกระบวนการผลิตและการแปรรูป สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2564 โดยผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ในพื้นที่รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง ต.นพรัตน์ มีการทำแผนและปฏิทินร่วมกัน เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิต (ค่าแรงงาน ค่าวัสดุ ค่าเช่าที่ดิน และรายจ่ายอื่นๆ) จากเดิมมีการลงทุนการผลิต ซึ่งมีรายจ่ายโดยรวมประมาณ 41,042 บาทต่อไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตเหลือ 35,142 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 จากการลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต เพาะหน่อพันธุ์ดีไว้ใช้เอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและช่วยเพิ่มผลผลิต จากเดิม 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 5,000 กิโลกรัมต่อไร่คิดเป็นร้อยละ 20 สร้างรายได้เพิ่มจากเดิม 8,458 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 14,858 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 จากการดูแลรักษาตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก เลือกต้นพันธุ์คุณภาพ และจากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิก 23 ราย พื้นที่ปลูกรวม 800 ไร่ สมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต GAP แล้ว 13 ราย พื้นที่ 542 ไร่ และมีสมาชิกได้การรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI “กล้วยหอมทองปทุมฯ” 21 ราย พื้นที่ 1,203 ไร่

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806781

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.28 น.

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

26 พฤษภาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเตรียมการ ดำเนินโครงการและกิจกรรม งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยกระทรวงเกษตรได้มีการหารือ ประชุมร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือการขับเคลื่อนโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 10 โครงการ ในนามรัฐบาล

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพการจัดโครงการลำดับที่ 5 โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย โครงการขุดลอกคลองส่งน้ำ จำนวน 24 แห่ง โครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ จำนวน 21 แห่ง และโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ จำนวน 27 แห่ง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ รวมถึงสร้างการรับรู้ในการรักษาบริหารจัดการน้ำในช่วงภัยแล้ง ให้ผู้ใช้น้ำเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ คาดว่าจะเริ่มจัดโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 โดยจะมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งเริ่มกิจกรรมพร้อมกันใน 28 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย ศรีสะเกษ เลย มุกดาหาร นครราชสีมา อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย ขอนแก่น เพชรบุรี กำแพงเพชร ลพบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช ตรัง พังงา อุบลราชธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี พิษณุโลก ชัยนาท ชลบุรี และจะดำเนินกิจกรรมให้ครบ 72 สายน้ำ ภายในระยะเวลา 1 ปี

‘วัชระ’บุกพาณิชย์จี้’ภูมิธรรม’เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806556

'วัชระ'บุกพาณิชย์จี้'ภูมิธรรม'เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

‘วัชระ’บุกพาณิชย์จี้’ภูมิธรรม’เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 17.10 น.

“วัชระ”ยื่นรมว.พาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง ช่วยชนชั้นกรรมาชีพด่วนที่สุด

24 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ  เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อส่งหนังสือถึงนายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวสวนปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานีเกี่ยวกับกรณีราคาปาล์มตกต่ำ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2567 เหลือเพียงกิโลกรัมละ 3.60 บาท เกษตรกรชาวสวนปาล์มเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้ปกครองโอดครวญน้ำตาตกในต้องขายปาล์ม 100 กิโลกรัม ถึงจะสามารถซื้อกระโปรงนักเรียนให้ลูกได้ 1 ตัว

นายวัชระ กล่าวว่า นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับความเดือดร้อนจากการขายปาล์มได้เพียงกิโลกรัมละ 3 บาทเช่นกัน ซึ่งราคาปาล์มมีราคาตกต่ำที่สุดของประเทศไทย ดังนั้นนายภูมิธรรม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มให้กับพี่น้องชาวสวนปาล์มใน จ.สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดในภาคใต้โดยเร็วที่สุดด้วยเพราะเป็นชนชั้นกรรมาชีพผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่จากนายทุนขุนศึกศักดินาและมีข้อเสนอแนะดังนี้

“ขอให้ประกันราคาปาล์มในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ให้เหมาะสมกับราคาต้นทุนการผลิตของเกษตรกร จัดเงินชดเชยช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อย ตรวจสอบตราชั่งลานปาล์ม สถานที่รับซื้อปาล์มทุกแห่งให้เที่ยงตรงอย่าให้มีการโกงตาชั่งอีกต่อไป ขอให้แก้ไขปัญหาปุ๋ยมีราคาแพง เกษตรกรร้องเรียนราคาแพงมากกระสอบละ 1,800 บาท ขอให้กวดขันจับกุมการลักลอบขนน้ำมันปาล์มเถื่อนจากต่างประเทศทั้งทางทะเลและทางบก ขอให้ควบคุมราคาเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนทั้งประเทศที่มีราคาแพง และขอให้ลงพื้นที่ไปฟังความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม อย่านั่งอยู่แต่ในห้องปรับอากาศ”นายวัชระ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806547

'อธิบดีปศุสัตว์'เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

‘อธิบดีปศุสัตว์’เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.53 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์นำทีมภาครัฐและเอกชนหารืออธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ สหพันธรัฐมาเลเซีย กระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ ด้านส่งเสริมการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกัน พร้อมติดตามความก้าวหน้าที่ไทยขอขยายตลาดส่งออกเนื้อโค เนื้อแพะ และเนื้อสุกร ไปยังมาเลเซีย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ได้นำคณะภาครัฐและเอกชนเข้าพบ Dr. Akma binti Ngah Hamid อธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ (Department of Veterinary Services: DVS) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ พร้อมทั้งหารือเรื่องข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ และติดตามความก้าวหน้าการขอเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ โดยผู้แทนภาครัฐ ได้แก่ กรมปศุสัตว์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมกับผู้แทนเอกชนภาคการผลิตและส่งออกสินค้าปศุสัตว์

ผลจากการหารือร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นควรพัฒนาความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ ด้านการค้าและการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ปลอดโรคและปลอดภัย โดยเฉพาะเนื้อโค เนื้อแพะ และเนื้อสุกร เพื่อตอบสนองและสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางอาหารของสหพันธรัฐมาเลเซีย

ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์มีแผนการผลักดันการขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอย่างสหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ภาคการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในปี 2566 ที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกสัตว์มีชีวิตและสินค้าปศุสัตว์ไปยังสหพันธรัฐมาเลเซียรวมมูลค่า 16,463 ล้านบาท ประกอบด้วย โคมีชีวิต มูลค่า 1,078 ล้านบาท กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 4,702 ล้านบาท สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ปีก มูลค่า 5,602 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเนื้อไก่ดิบ) สินค้ากลุ่ม Non-Frozen มูลค่า 4,545 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มไอศกรีม) และสินค้าอาหารปศุสัตว์ มูลค่า 536 ล้านบาท

– 006

เกษตรฯจัดอบรมหลักสูตรวกส.รุ่น5

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806386

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร “วิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 5 (Agriculture and Cooperatives Executive Program : ACE) บูรณาการสร้างเครือข่ายคุณภาพร่วมขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ได้รับเกียรติจาก ดร.จรัลธาดากรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้เข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าว รวม 96 คน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.

นายธนสารกล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษ ว่าหลักสูตร วกส.ปัจจุบันถือเป็นหลักสูตรอันดับหนึ่งด้านการเกษตรของประเทศ ที่คัดเลือกบุคลากรด้านการเกษตรที่สำคัญๆ ในประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ ระหว่างผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรวิถีใหม่ โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาการเกษตรเทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย ให้มีความพร้อมเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารระดับนานาชาติ ภายใต้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ภาคการเกษตรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี ด้วยกลยุทธ์ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปบูรณาการเพื่อต่อยอดพัฒนาผลงานวิจัยร่วมกับ สวก.เพื่อกระตุ้นตลาดภาคการเกษตรให้กลับมาคึกคักมากยิ่งขึ้น อาทิ สเปรย์พ่นปากผสมสารสกัดฟ้าทะลายโจร ป้องกันการติดเชื้อไวรัส การวิจัยด้านการจัดการการผลิตมะขามหวานคุณภาพ การพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการผลิตถั่วลิสง การแก้ปัญหาวิธีการคัดแยกมังคุดเนื้อแก้วยางไหลออกจากมังคุด ฯลฯ

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806401

‘เกษตร-กรมข้าว’  จัดงาน‘วันข้าว’  ชาวนาแห่งชาติ

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ 4-6มิถุนายนนี้

กรมข้าว เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าว วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม สำหรับงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติปีนี้ภายใต้แนวคิด “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2567 ที่ฮอลล์ 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันที่ 4 มิถุนายน 2567 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย พร้อมชมนิทรรศการสาธิตด้านการผลิตข้าวนิทรรศการด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว การแสดงผลงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เวทีเสวนา สาธิตนวัตกรรมจากข้าว พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวโดยชาวนา และผู้ประกอบการค้าข้าวต่างๆ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” จากเหตุผลที่วันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนา ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ได้ทรงหว่านข้าว และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่งของชาวนาไทย และเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวที่เป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงคนทั่วโลก ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา นอกจากนี้ เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนตลอดมา

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล ซึ่งกำหนดแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มุ่งเป้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ จึงได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมุ่งหวังให้เกษตรกร ชาวนา ผู้ประกอบการธุรกิจภาคการเกษตรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต ยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากล

“นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับอาชีพชาวนาไทย ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของชาวนาไทยที่ต้องเผชิญ จึงได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต ผ่านโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเลือกปุ๋ยได้ตามความต้องการ โดยไม่มีการล็อกสเปกสูตรปุ๋ยหรือบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นอยู่ในขณะนี้ โดยเตรียมเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ตลอดจนต้องขยายตลาดกับต่างประเทศให้มากขึ้น เพิ่มโอกาสการค้าขาย สร้างรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวนาไทย นอกจากนี้ การสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาช่วยในการทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ธรรมนัส’ถกแก้ฝุ่นPM2.5 จัดการผู้เผาพืชผล-ลดกระทบปชช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806387

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ครั้งที่1/2567 โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงความสำคัญที่ต้องเร่งแก้ปัญหา PM2.5 ว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา  (ร่าง) พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เพื่อลดผลกระทบจากมลพิษสู่ประชาชน และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีข้อสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือและสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรให้ลดการเผาพืชผลทางการเกษตร รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องบูรณาการร่วมกัน

สำหรับที่ประชุมฯ ได้รับทราบสถานการณ์จุดความร้อนสะสม ว่าประเทศไทยมีจุดความร้อนสะสมทั่วประเทศ 9,924 จุด น้อยกว่าปี 2566 ถึง 1,071 จุด แบ่งเป็นจุดความร้อนสะสมในพื้นที่เกษตรกรรม 3,567 จุด (ร้อยละ 36 ของทั้งหมด) น้อยกว่าปีที่ผ่านมา 193 จุด(ปี 2566 จำนวน 3,760 จุด) แบ่งเป็น พื้นที่การเกษตร 2,170 จุด (ร้อยละ 22 ของทั้งหมด) และในเขต ส.ป.ก.1,397 จุด (ร้อยละ 14 ของทั้งหมด) โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนสะสมในพื้นที่การเกษตร 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา 127 จุด เพชรบูรณ์ 123 จุด และขอนแก่น 120 จุด ในเขต ส.ป.ก.พบจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ สระแก้ว 141 จุดชัยภูมิ 113 จุด และนครราชสีมา 110 จุด ซึ่งมีการรายงานผลการป้องกันและการเฝ้าระวังการเผาซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม–22 มีนาคม 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2567 โดยชุดปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม) ตรวจสอบพบว่ามี 404 จุด เกิดจากการเผาจริงแต่ไม่ใช่พื้นที่การเกษตร 985 จุดไม่พบการเผาในพื้นที่จริง และอีก 391 จุด อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินการเชิงรุก โดยการส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณามอบหมายเกษตรและสหกรณ์จังหวัด บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนจัดตั้งชุดปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงลงพื้นที่ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผา พร้อมทั้งตรวจสอบพิกัดที่พบจุดความร้อนจากข้อมูลดาวเทียมว่ามีการเผาจริงหรือไม่

ทั้งนี้ หากพบว่าผู้ใดทำการเผาบนพืชผลทางการเกษตรบนพื้นที่ ส.ป.ก.เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าได้กระทำจริง จะสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและแจ้งให้ออกจากพื้นที่ ในส่วนมาตรการรองรับเพื่อความยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างกำหนดมาตรฐาน GAP PM2.5 FREE ซึ่งจะมีผลบังคับในปี 2568 ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผาทุกขั้นตอน เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระยะยาว โดย ร.อ.ธรรมนัส สั่งการให้เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ที่เผาพืชผลทาง
การเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการกระทำซ้ำและลดผลกระทบกับผู้อื่นในวงกว้าง รวมถึงมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการของบประมาณหรือการทำโครงการให้เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินโครงการ

ฉก.พญานาคราชจับ ผู้ลอบนำเข้าสารฯ ไม่ตรงข้อมูลสำแดง ส่ง‘ดีเอสไอ’เอาผิด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806385

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นายชณาดล สัตธณภัทรหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง น.ส.ภิรมณ เจริญศรี หัวหน้าด่านตรวจพืชลาดกระบัง และนายชัยชนะ นุ่นเส้งหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ ร่วมอายัดวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่สำแดงการนำเข้าเป็นสาร Glufosinate Ammonium 15% W/V SL 2 Shipmentปริมาณนำเข้ารวม 139,800 ลิตรซึ่งได้สุ่มตัวอย่างและตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่าเป็นสาร Glyphosate538 ถัง ปริมาณ 107,600 ลิตร มูลค่า 12,105,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำความผิด ซุกซ่อน ลักลอบ ไม่เป็นไปตามข้อมูลสำแดงการนำเข้าและผิดเงื่อนไขการนำเข้า จึงดำเนินการทางกฎหมาย และเสนอกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้ว

นอกจากนี้ นายไกรสิงห์ ชูดี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 และนายอำนาจ รุ่งจรูญ รักษาการ ผอ.สารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ร่วมกับ พ.ต.ท.จำรูญ คำมาสว.กก.2 บก.ปคบ.สนธิกำลัง เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และสถานที่จำหน่ายในพื้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบการกระทำความผิดโดยพบผลิตภัณฑ์ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 8 รายการ รวม 2,276.43 ลิตร และผลิตภัณฑ์ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3 รายการ รวม 530.22 ลิตรรวมทั้งสิ้น 2,806.65 ลิตร คิดเป็นมูลค่า 13,700,000 บาท

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806388

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก  แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร่วมงาน : ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมโครงการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดฯ ที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วม ที่วัดบ้านโคก ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดโครงการรณรงค์ให้ประชาชนทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ มีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากดินและที่ดินได้อย่างยั่งยืน และเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต รวมถึงเป็นการควบคุมกำจัดปลาหมอสีคางดำ
สร้างความสมดุลระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ ภายในบริเวณงานมีการจัดนิทรรศการด้านชีววิทยาของปลาหมอสีคางดำ และการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด มีการสาธิตวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) จากปลาหมอสีคางดำ และมีสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในงานด้วย

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806417

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.21 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี จัดขึ้นในหัวข้องาน “61 ปี พัฒนาที่ดิน เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน” โดยมี นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานเครือข่ายด้านการพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของกรมพัฒนาที่ดินในวาระครบรอบวันสถาปนา ปีที่ 61 กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรดินให้อุดมสมบูรณ์ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประโยชน์กับการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก ร่วมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี สร้างรายได้ภาคการเกษตร โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรนำความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินไปพัฒนาทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพคุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตของประเทศได้อย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน บุคคลดีเด่น และหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน พบปะเกษตรกร และหมอดินอาสาที่มาร่วมจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตร

ด้าน นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน ขับเคลื่อนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม 15 ล้านไร่ ภายในปี 2570” ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรดินและที่ดินและวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการพัฒนาที่ดิน ปรับปรุง ฟื้นฟู บำรุงดิน อนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกร และสนับสนุนการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยมุ่งมั่นพัฒนาที่ดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีความมั่นคงทางอาหาร และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดิน น้ำและป่าไม้ ไปพร้อมกัน

สำหรับงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “61 ปี พัฒนาที่ดิน เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน” ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีสงฆ์ พิธีเปิดงาน พิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน ข้าราชการ และหมอดินอาสาดีเด่น Kick off ขับเคลื่อนวันดินโลก ปี 2567 ในหัวข้อการจัดงาน“Caring for soils: measure, monitor, manage” ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันดินโลกปี 2567 ระหว่างวันที่ 5 – 11 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ ผลงานและนวัตกรรมต่างๆ อาทิ นิทรรศการ 6 ทศวรรษการพัฒนาที่ดิน การจัดการดิน ผลงานที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ นิทรรศการทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายจากนโยบายระดับโลกสู่การปฏิบัติ ผลงานหมอดินอาสาดีเด่นที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ การจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตพืช ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่คัดสรรมาจัดแสดงและจำหน่ายจากทุกภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

– 006