‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

'กรมการข้าว'ห่วง'ข้าววัชพืช'ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

กรมการข้าว ห่วง “ข้าววัชพืช” ระบาดหนักภาคอีสาน และ ภาคกลาง แนะ 10 วิธี ป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

ข้าววัชพืช คือ ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติกับข้าวปลูก

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ ปลายเมล็ดมีหางยาว ออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูก เมล็ดสุกแก่ก่อน และร่วงเกือบหมดก่อนเวลาเก็บเกี่ยว โดยจะสังเกตได้จากสีของข้าวเปลือกและสีของเยื่อหุ้มเมล็ด ที่จะมีสีแดงน้ำตาล สีแดง และอาจมีสีขาวได้ ข้าววัชพืช สามารถจำแนกตามลักษณะภายนอกของข้าววัชพืชได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ข้าวหางหรือข้าวนก ข้าวแดงหรือข้าวลาย และข้าวดีดหรือข้าวเด้ง

ในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ข้าววัชพืชได้มีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการระบาดขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยในปัจจุบัน ข้าววัชพืชได้ระบาดรุนแรงเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวของพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมาก กรมการข้าวหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับข้าวและชาวนา จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ให้แก่ชาวนาถึงวิธีป้องกันและกำจัดข้าววัชพืช โดยพี่น้องชาวนาสามารถดำเนินการตามคำแนะนำของกรมการข้าวได้ ดังนี้

1. เลื่อนเวลาปลูกไปเป็นช่วง กลางเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ช่วยลดจำนวนข้าววัชพืชได้มาก

2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีคุณภาพเทียบเท่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว

ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมล็ดพันธุ์มีมาตรฐาน ไม่มีพันธุ์ปน ความงอกสูง แข็งแรงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

3. ล่อให้งอกแล้วไถกลบ โดยการเตรียมดิน – ปล่อยให้งอก แล้วไถกลบ 1–3 ครั้ง จะสามารถลดข้าววัชพืชได้มากกว่า 50% นอกจากนี้ให้ปลูกปอเทืองร่วมด้วย จะช่วยปรับดินและกำจัดวัชพืชไปพร้อมกัน

4. เตรียมดินให้ดี โดยการไถ พรวน ตีดิน 1 รอบ แล้วคราดทำเทือกให้เรียบ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนปลูก

5. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยการ ปักดำ : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 7 – 10 กก./ไร่

ส่วนนาหว่าน : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 18 – 24 กก./ไร่ ซึ่งการใช้อัตราที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้าวโตเร็ว แข่งกับวัชพืชได้

6. เปลี่ยนวิธีปลูกจาก “นาหว่าน” ให้เปลี่ยนเป็น “ปักดำ” หรือ “โยนกล้า” แทน

7. ใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกวิธี โดยนาหว่านแห้ง : ไม่ควรใช้สารเคมี ควรใช้วิธีล่อให้งอกแล้วไถกลบแทน ส่วนนาหว่านน้ำตม : ให้ใช้สาร ออกซาไดอะซอน หลังหว่าน 3 วัน อัตรา 500 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลังหว่าน 8 –10 วัน และนาปักดำ : ใช้ ไดเมธทีนามิด หลังปักดำ 3 วัน ในอัตรา 100 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลัง 10 วัน

8. ลูบรวงข้าววัชพืชด้วยสารเคมีเฉพาะจุด โดยใช้ กลูโฟซิเนต – แอมโมเนียม อัตรา 100 – 200 มล./น้ำ 1 ลิตรลูบช่วงข้าววัชพืชเริ่มออกรวง และตากเกสรไม่เกิน 3 วัน

9. ถอนหรือตัดข้าววัชพืชเป็นระยะ โดยถอนหรือใช้เครื่องตัดหญ้า 3 ครั้ง ในระยะต้นกล้า แตกกอ และตั้งท้องที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่า 80%

10. จัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม โดยหากขังน้ำในนาไว้ประมาณ 1 เดือน จะช่วยลดเมล็ดข้าววัชพืชในดินได้ราว 30%

สำหรับขั้นตอนกระบวนการทั้ง 10 ข้อนี้ จะสามารถป้องกันและกำจัดข้าววัชพืชได้ โดยกรมการข้าว จะนำเสนอและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเหล่านี้ให้พี่น้องชาวนาได้รับทราบต่อไป โดยเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานกรมการข้าวใกล้บ้านท่าน

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบโดย : โครงการเทคโนโลยีการจัดการข้าววัชพืชแบบบูรณาการ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

#กรมการข้าว #ข้าววัชพืช

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป ณ หน้าเสาธง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม กรมฝนหลวงและการบินเกตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามอย่างเป็นระบบของหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมให้บุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

-(016)

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘กรมชลประทาน’ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรงปลอดภัย คลื่นลมแรงทำให้‘น้ำกระฉอก’ ไม่ใช่น้ำล้นเขื่อน

12 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล ชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ Tiktok ระบุว่า “น้ำล้นเขื่อนขุนด่านปราการชล” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.53 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาณน้ำในเขื่อน ประมาณ 220 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ (224 ล้านลูกบาศก์เมตร) ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พื้นที่บริเวณน้ำตกเหวนรก (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) มีฝนตกสะสม ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 4.21 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนฯ อยู่ที่ +110.35 ม.รทก. หรือเต็มความจุฯอ่างพอดี ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชลได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับน้ำได้ถึงระดับเก็บกักสูงสุด (Maximum Capacity) ที่ 226 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงยังมีความปลอดภัยและมั่นคงแข็งแรง ภาพหรือคลิปที่เห็นว่าน้ำล้นเขื่อนนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากแรงลมและคลื่นภายในอ่างเก็บน้ำ ทำให้น้ำกระฉอกออกมาทางช่องระบายน้ำล้น (Spillway) เล็กน้อย นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบได้ในเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อระดับน้ำเต็มอ่างฯ

ปัจจุบัน (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.67 ม.รทก. ปริมาณน้ำในเขื่อนฯ 220.74 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.24 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และไม่มีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่เหนือเขื่อน

กรมชลประทานขอยืนยันว่า เขื่อนขุนด่านปราการชลยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยทุกด้าน โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานและเฝ้าระวังระดับน้ำตลอดทั้งปี จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กองพัฒนาเกษตรกร และกองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ณ อาคาร CP ALL Academy และอาคารเดอะธารา

การประชุมครั้งนี้ มีคณบดีคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (อาจารย์มนตรี คงตระกูลเทียน) พร้อมด้วยทีมฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิจัย ร่วมกันแนะนำสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ แนะนำคณะเกษตรนวัตและการจัดการ นำเยี่ยมชม 7-Eleven Demonstration Store และชมห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการจัดการเกษตร ซึ่ง PIM มีการเรียนการสอนแบบ Work-based Education ที่เน้นประสบการณ์จริง เป็นแนวทางที่กรมฯ สามารถนำมาต่อยอดในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมสำหรับ ยุวเกษตรกร และเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีทักษะพร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยกระดับองค์ความรู้ หรือนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการเยี่ยมชม โดยเฉพาะด้านการจัดการและนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ประชุมหารือความร่วมมือกับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณชลิกา แสงอุดมเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สํานักบริหารเครือข่าย พร้อมด้วยทีมผู้บริหารสํานักประสานรัฐกิจ ผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ และผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ ได้แนะนำภารกิจและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านธุรกิจเกษตร งานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรสำคัญ นับเป็นการสานความร่วมมือในมิติของการศึกษา การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร และการเชื่อมโยงงานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร กับภาคธุรกิจและเครือข่ายของ CP ALL ในอนาคต

– 006

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

11 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมรายงานการดำเนินงาน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 3,011 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ โดยที่ผ่านมากรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาในขณะนี้ที่ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มลดลง ซึ่งคาดว่าการระบายปริมาณน้ำนี้จะเป็นชุดสุดท้ายของฤดูฝน ปี 2568 ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีการปรับลดการระบายเหลือ 200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก และมีการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ เพื่อลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และอ่าวไทยตามลำดับ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก รวมถึงช่วยบรรเทาและลดผลกระทบในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ร้อยเอกธรรมนัสฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชน พร้อมกันนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งที่ยังมีศักยภาพรองรับ เพื่อเอื้อต่อการเตรียมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในการทำนาปรังที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน ยังคงบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝน–น้ำท่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

‘ธรรม​นัส’ชี้​‘น้ำเหนือ-น้ำหนุน’เริ่มลด​ ยืนยัน​การ​ระบายท้าย‘​เขื่อน​เจ้าพระยา’​ที่​ 2,900​ ลบ.ม./วินาที​ เป็นอัตรา​สูง​สุด​แล้ว​ ห่วง​ประชา​ช​นจังหวัดท้าย​เขื่อน​ที่​ได้รับ​ผลกระทบ​ จึงคงอัตราดังกล่าว​เพียง​ 1 สัปดาห์​ แล้ว​ทยอย​ลดลง​ในอีก​ 2 – 3 วัน​ ส่วน‘ภาคใต้’ฝน​จะเพิ่ม​ขึ้น​ กำชับ​ชลประทาน​พื้นที่​พร้อมรับมือ

11 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็น​ประธาน​การประชุม​ติดตาม​สถานการณ์​น้ำที่กรมชลประทาน​ โดย​เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาในช่วงนี้ ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน ส่วน​เขื่อน​กิ่วลมระบายที่​ 6 ล้าน​ลบ.ม./ วัน​ ส่งผลให้​ปริมาณ​น้ำที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยามีมาก​ แม้ได้แบ่งน้ำเข้าระบบชลประทาน​ทั้ง​ 2 ฝั่งเหนือ​เขื่อน​อย่าง​เต็ม​ศักยภาพ​แล้ว​ ยังจำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้​ประชาชน​จังหวัด​ท้าย​เขื่อน​ได้​รับผลกระทบ​กว้าง​ขึ้นโดยยืนยัน​ว่า การระบายในอัตราดังกล่าว​ เป็น​อัตราสูงสุด​ซึ่ง​จะดำเนินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนทยอยปรับลดลงตามปริมาณน้ำเหนือที่เริ่มลดลง​ รวมทั้ง​ภาวะ​น้ำ​ทะ​เ​ลหนุน​ที่​คลี่คลาย​ลง

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทยที่จังหวัด​สมุทรปราการ​และ​จังหวัด​ฉะเชิงเทรา​ ตลอด​จนจะระบาย​น้ำเข้า​คลองบางสายของกทม.​ ในอัตราเล็กน้อย​ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม การระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเดือนมกราคม ขณะที่รัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

“สถานการณ์อากาศในภาพรวมปีนี้​ ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากพายุหลายลูก ทำให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวนและน้ำท่วมในหลายพื้นที่  โดยสถานการณ์​น้ำ​ลุ่ม​เจ้าพระยา​จะไม่รุนแรง​ไปกว่านี้​ เนื่องจาก​ฝนจะลงสู่ภาคใต้​ซึ่ง​ได้​สั่งการ​ให้​ชลประทาน​ในพื้นที่​เตรียม​มาตรการ​รับมือ​แล้ว” ร.อ.​ธรรม​นัส กล่าว​

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมติดตาม'รองนายกฯและรมว.กษ.' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.23 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) ร่วมลงพื้นที่ติดตาม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดตรัง พบปะพี่น้องเกษตรกร และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.ตรัง จ.ตรัง ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นางปาริชาต รัตนมนตรี ปฏิรูปที่ดินจังหวัดตรัง นายรักศักดิ์ รักเดช ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพังงา นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสราวุธ แต่งสถิตย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง จ่าเอกวันชัย เกิดด้วยทอง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวินัย จะระนิล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายมานิต เอกสุวรรณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

นอกจากนี้ รองนายกฯ และ รมว.กษ.ได้เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อ การเกษตร จำนวน 228 ราย 292 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,106-2-55 ไร่ และมอบโฉนดต้นไม้จำนวน 10 ราย 10 แปลง เนื้อที่ประมาณ 170-0-55 ไร่ และปัจจัยการผลิต อาทิ โฉนดยางพารา โฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร (กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) เกียรติบัตรสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ได้รับการวัดชั้นระดับความเข้มแข็ง ชั้น 1 ต่อเนื่อง 3 ปี เงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผลิตด้านการประมงชุมชนละ 100,000 บาท พันธุ์สัตว์น้ำจืด จำนวน 5 ชุมชน (ศูนย์ฯ สัตว์น้ำจืด) สารปรับปรุงบำรุงดิน (โดโลไมท์) โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โครงการฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ หญ้ามักอาหารสัตว์ ต้นพันธุ์พืชผักและเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นพันธุ์หม่อนไหม ต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ชีวพันธุ์เห็ดเรืองแสงศิรินรัศมี

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ตรัง มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินครอบคลุม 10 อำเภอ 62 ตำบล เนื้อที่ประมาณ 586,962 ไร่ มีการจัดที่ดินและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 21,877 ราย 30,746 แปลง เนื้อที่ประมาณ 304,746 ไร่ โดยเปลี่ยนเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 4,924 ราย 6,580 แปลง เนื้อที่ประมาณ 54,260 ไร่

– 006

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.17 น.

“ธรรมนัส”ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังปัญหา พร้อมสั่งหน่วยงานเดินหน้ายกระดับราคาสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง และรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารเกษตรเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรและประชาชน เข้าร่วมกว่า 2,000 คน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา พัทลุง สตูล และตรัง ร่วมกับคณะ เพื่อรับฟังประเด็นจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม และสังคม เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาหาแนวทางแก้ไขและเร่งผลักดันให้เกิดผลโดยเร็ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 6 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและความมั่นคงกรรมสิทธิ์ บริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งระบบ ยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพและบริการมูลค่าสูง เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรกล จัดการทรัพยากรเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Carbon Credit และเข้มงวดปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับปัญหาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตรังที่เกษตรกรได้นำเสนอให้มีการแก้ไขเร่งด่วน อาทิ 1.ด้านการบริหารจัดการน้ำระบบชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอในการเกษตร 2.ด้านประมง เสนอขอให้ปรับเงื่อนไขโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ จัดตั้งหน่วยย่อยศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมง และผลักดันการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการสัญจรและประมง และ 3.ผลักดันราคายางพารา และปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตต่อไร่

“ทุกประเด็นที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เสนอ จะถูกนำมาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง หากเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ จะสั่งการให้เร่งแก้ไขทันที ส่วนเรื่องที่ต้องประสานกระทรวงอื่น รัฐบาลจะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง ขอย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ทั้งในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ยางพารา และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่วนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย หากมีการขนย้ายโดยไม่ขออนุญาตจะถือเป็นยางสวมสิทธิ์และต้องถูกดำเนินคดีทันที พร้อมเดินหน้าเข้มงวดตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขับเคลื่อนราคายางพาราผ่านการทำ MOU กับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดส่งออกไปจีนและประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และการยางแห่งประเทศไทย

– 006

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

'โสภณ'มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

“โสภณ”มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส  

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) มอบนโยบายการดำเนินงาน “ธนาคารที่ดิน” โดยมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน นายจำนงค์ หนูพันธ์ ผู้แทนบอร์ดสัดส่วนองค์กรชุมชม และนายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน พร้อมผู้บริหารธนาคารที่ดิน และผู้แทนบอร์ดธนาคารที่ดิน เข้ารับฟังแนวนโยบายการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ตึกอำนวยการ ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารที่ดิน รายงานผลการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยเป็นองค์กรช่วยเหลือประชาชนในด้านการกระจายการถือครองที่ดิน บนพื้นที่กว่า 7,256 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส จำนวน 1,816 ครัวเรือน ให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน

ทั้งนี้ นายโสภณ ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม และให้เป็นปัจจุบัน และนำมารายงานในการประชุมวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ต่อไป

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

10 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาและบริหารจัดการโครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกรมส่งเสริมการเกษตร (OR) ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร และระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ภาพรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และพิจารณาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Prototype Products) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

-(016)