‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712182

'เฉลิมชัย'นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.46 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมกลุ่มเกษตรกรผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีส่งออกไปญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรทำสวนหุ่งคาวัด ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งคาวัด เป็นกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเพื่อทำการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวบรวมกลุ่มผู้ที่สนใจผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 และได้ดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มมีกำลังผลิตกล้วยหอมทองอยู่ที่ประมาณ 20 – 40 ตันต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนในการผลิตและการตลาด เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิต นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ซึ่งวันนี้ได้นำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนจากกระทรวงด้านการผลิตอย่างเดียว มาช่วยในการหาช่องทางการตลาด โดยสหกรณ์ทั่วประเทศได้นำผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่าย นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กรมราชทัณฑ์ และสภาอุตสาหกรรม เป็นต้น เข้ามาช่วยระบายผลผลิตจากเกษตรกรด้วย และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะสนับสนุนปัจจัยการผลิตช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

– 006

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ’ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712173

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ'ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ'

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ’ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ’

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.03 น.

สทนช. จ่อเสนอ กนช. พิจารณาเห็นชอบ “ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ” ฐานข้อมูลแก้ปัญหาด้านน้ำอย่างเป็นระบบ สร้างความกินดีอยู่ดีให้คนลุ่มน้ำโขง

19 ก.พ.2566 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ดำเนินการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังจะนำเข้าสู่ขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศกำหนดผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในพื้นที่ผังน้ำดังกล่าว ได้นำข้อมูลผังน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำ การจัดทำแผนปรับปรุง ฟื้นฟูทางน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับทางน้ำสายหลัก จัดทำแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือทั้งฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง อีกทั้งนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมืองสำหรับใช้เป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่จากภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง 

ที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ประสบวิกฤติน้ำท่วมและภัยแล้งบ่อยครั้งจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ไม่เพียงพอ การบุกรุกแหล่งน้ำสาธารณะ การบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตลอดจนความสามารถในการระบายน้ำของลำน้ำมีจำกัด เกิดการบุกรุกพื้นที่ชุมชน และการตื้นเขินจากการตกตะกอนในลำน้ำ ปัญหาต่างๆ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดังนั้น การจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ เนื่องด้วยผังน้ำนี้เปรียบเสมือนฐานข้อมูลน้ำของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีข้อมูลการศึกษารองรับครอบคลุมทุกด้าน และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลผังน้ำมีความสมบูรณ์สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง ซึ่งหน่วยงานหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปต่อยอด  ใช้ข้อมูลศักยภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลาก น้ำแล้งให้สอดคล้องกันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพน้ำ

ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ทั้งการจัดระบบเส้นทางน้ำ เพื่อกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำหลาก พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมโอกาสที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปี 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี รวมถึงระดับความลึกน้ำท่วมในแต่ละบริเวณ ซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลความจุของลำน้ำและทิศทางอัตราการไหลของน้ำ สามารถวิเคราะห์ได้ว่าน้ำไหลผ่านบริเวณนี้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในจุดวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง นำไปเป็นข้อมูลคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมและน้ำแล้งได้ทันที ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผังน้ำไปใช้วางแผนการระบายน้ำหรือเก็บกักน้ำได้อย่างเหมาะสม รวมถึงวางแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง เช่น ขุดลอกลำน้ำหรือปรับปรุงสิ่งกีดขวางลำน้ำ ประชาชนสามารถนำข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบผังน้ำไปประกอบการตัดสินใจพัฒนาที่อยู่อาศัยหรือที่ดินทำกิน เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ เลขาธิการ สทนช. ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของการใช้ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากพื้นที่ในเขต ต.ตองโขบ และใกล้เคียงมีปัญหาน้ำในห้วยน้ำพุงมีระดับสูงในฤดูฝนจึงไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เพาะปลูกเป็นประจำ ส่วนฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยกรมชลประทาน รับผิดชอบงานก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำจากลำน้ำพุงก่อนไหลลงสู่หนองหาร และผันน้ำส่วนเกินลงสู่ลำน้ำก่ำ ช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่หนองหาร ลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่โดยรอบ ควบคู่กับงานปรับปรุงเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสายต่างๆ อาทิ คลองผันน้ำร่องช้างเผือก-ห้วยยาง และคลองผันน้ำห้วยยาง-ล้ำน้ำก่ำ ปัจจุบันแล้วเสร็จ 100% ส่วนคลองผันน้ำห้วยทามไฮ-ห้วยสองตอน อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และคลองผันน้ำหนองแซง-ห้วยซัน-ห้วยยาง จะเริ่มดำเนินการในปี 2567 ซึ่งโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากถึง 78,358 ไร่ สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำและเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตรรวมทั้งรักษาระบบนิเวศ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ 

ทั้งนี้ เมื่อทำการวิเคราะห์ผลด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมก่อนและหลังมีประกาศเขตผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ก่อนหน้านี้จะมีพื้นที่น้ำท่วม 117.29 ตร.กม. และเมื่อมีโครงการพื้นที่น้ำท่วมลดลงเหลือ 113.58 ตร.กม. โดยสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมใน 5 อำเภอ 17 ตำบลของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณโดยรอบหนองหาร

ชลประทานชูอ่างฯห้วยติ๊ก เพิ่มแหล่งน้ำที่ศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711558

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยติ๊กชู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จเมื่อปี 2542 สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 26.20 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 1 ในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตรให้แก่ราษฎร ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยติ๊กชู ต.โคกตาล ต.ละลม และต.ตะเคียน รวมไปถึงพื้นที่ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 12,500 ไร่

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างอาชีพประมง เสริมรายได้พิเศษให้ราษฎรอีกทางหนึ่งด้วย

‘มนัญญา’เยียวยา ผู้ประสบภัยพิบัติ ด้านทำการเกษตร วงเงิน86ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711560

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร จ.อุทัยธานี โดยมีนายอลงกต วรกี รอง ผวจ.อุทัยธานี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่เทศบาล ต.สว่างอารมณ์ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ว่าในปี 2565 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยพิบัติทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ครอบคลุม 8 อำเภอวงเงินขอความช่วยเหลือ 187,019,539.50 บาท ซึ่งได้รับการอนุมัติโอนเงินช่วยเหลือแล้ว 86,221,714.50 บาทส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขออนุมัติขยายวงเงินจากกรมบัญชีกลาง เพื่ออนุมัติโอนเงินให้แก่เกษตรกร

สำหรับข้อมูลความเสียหายภัยพิบัติด้านการเกษตรในปี 2565 เกษตรและสหกรณ์ จ.อุทัยธานี รายงาน ดังนี้ 1.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านพืช 9,391 ราย พื้นที่เสียหายรวม 96,294.38 ไร่แบ่งเป็น นาข้าว 16,901 ไร่ พืชไร่/พืชผัก 78,057.75 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 1,335.63 ไร่ วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 182,608,295 บาท 2.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านประมง 395 ราย พื้นที่เสียหาย แบ่งเป็นพื้นที่ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน 385.25 ไร่ และพื้นที่ที่เลี้ยง ในกระชัง บ่อซีเมนต์ 1,825.50 ตารางเมตร วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 2,475,524.50 บาท และ 3.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านปศุสัตว์ 198 ราย สัตว์เลี้ยงตาย/สูญหาย 10,565 ตัว แบ่งเป็น สุกร 9 ตัว แพะ 38 ตัว แกะ 95 ตัวไก่พื้นเมือง 8,105 ตัว ไก่ไข่ 693 ตัวเป็ดไข่ 1,545 ตัว เป็ดเนื้อ/เป็ดเทศ 75 ตัวห่าน 5 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย354 ไร่ วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 1,935,720 บาท

สวพส.รุกพัฒนาแหล่งน้ำ แก้แล้ง-ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711561

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส). กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภค และใช้ทำการเกษตร โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาภัยแล้งของชุมชน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เมื่อชุมชนมีน้ำ ย่อมก่อให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชนและหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละด้าน

สำหรับการดำเนินการ มีดังนี้ 1.พัฒนาน้ำ ชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ 12,225 ราย 359 ชุมชน ทำให้มีแหล่งน้ำ 523 แห่ง เป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอ 42 แห่ง และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 481 แห่ง มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด มีการแบ่งปันการใช้น้ำอย่างเป็นธรรมทั่วถึงเท่าเทียม และลดความขัดแย้ง รวมทั้งมีการสร้างภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานร่วมกันทุกภาคส่วน อีกทั้งความต้องการในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อบรรเทาและแก้ปัญหาภัยแล้งอีกปี 2566 ยังคงมีความต้องการอีก 60 ชุมชน 120 แห่ง

2.แก้จนคนบนพื้นที่สูง พัฒนาต่อยอดด้านเศรษฐกิจ ชุมชนมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร 481 แห่ง ทำให้ชุมชนมีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพที่จากเดิมต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและผลผลิตพืชส่งเสริมเดิม มีการพัฒนาอาชีพที่หลากหลาย สร้างรายได้ที่พอเพียง มีความมั่นคงด้านอาหาร กระจายการพัฒนา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชทางเลือกจากงานวิจัยทดแทนการปลูกพืชเดิมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พืชผักในและนอกโรงเรือน เช่น มะเขือเทศ พริกหวาน หน่อไม้ฝรั่ง เมล่อนผักใบ องุ่น เสาวรส อะโวคาโด พีช ไม้ผล และไม้ยืนต้น เป็นต้น ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาวตลอดทั้งปี โดยปลูกพืชแบบประณีต ใช้พื้นที่น้อยรายได้สูง ใช้น้ำน้อยอย่างมีประสิทธิภาพ ลดใช้สารเคมี ลดการเผาเศษพืช เพาะปลูกในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแผนการใช้ที่ดิน ผู้ได้รับประโยชน์ 12,225 ราย พื้นที่ รับประโยชน์ 32,653 ไร่ สร้างรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตและครอบครัว โดยพืชที่ปลูกมีการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย (GAP) และอินทรีย์ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินชุมชนบนพื้นที่สูง

3.ฟื้นฟูป่า ชุมชนมีส่วนร่วมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน แบ่งแยกพื้นที่ป่าและที่
ทำกิน ป้องกันการบุกรุกป่า 440 ชุมชน อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร 1,104,038 ไร่ โดยการจัดทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนป้องกันไฟป่า จัดทำฝายชะลอน้ำ 79 แห่ง ปลูกเพื่อฟื้นฟูเพิ่มความหลากหลายของระบบนิเวศต้นน้ำและเพิ่มพื้นที่สีเขียว 18,284 ไร่ ทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้พอเพียง มีอัตราการเกิดจุด Hotspot ในพื้นที่น้อยกว่าพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนา คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711562

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รุดเยี่ยม : นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ พบปะเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพส่งจำหน่ายให้ชาวนา เพื่อสร้างเครือข่ายให้กลุ่มสมาชิกมีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมี นางปรารถนา
สุขศิริ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พร้อมด้วยนายสุวิทย์ เผือกจีน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท นายวินัย จีนจัน ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ และพี่น้องเกษตรกร เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท ทั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลักที่มีคุณภาพ ส่งจำหน่ายให้แก่ชาวนาในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบันมีสมาชิก 32 ราย มีพื้นที่ 747 ไร่ แบ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 479 ไร่ผู้ผลิตข้าวคุณภาพดี 268 ไร่ มีพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่าย ดังนี้ ข้าวพันธุ์ กข85, กข61, กข57, กข41 และปทุมธานี 1 ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ให้ความไว้วางใจในเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่สมาชิกเกษตรกรที่เป็นลูกค้า และโรงสีที่รับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตรกร จึงทำให้กลุ่มมีแนวทางตลาดนำการผลิต อีกทั้งสมาชิกมีความตั้งใจที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง ในการที่จะมารวมกลุ่มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถดำเนินการบริหารจัดการกลุ่มได้ประสบผลสำเร็จจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ การตั้งกลุ่มผลิตสารชีวภาพ ตลอดจนได้จัดตั้งกลุ่มผลิตเป็นข้าวคุณภาพดี โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทั้งศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการผลิตข้าวที่เป็น GAP โดยทำเป็นในรูปของการรับรองมาตรฐานแบบ ICS เพื่อต่อยอดให้กลุ่มมีการตลาดที่มั่นคง และเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรอย่างใกล้ชิด

‘อลงกรณ์’ปล่อยเรือตรวจการณ์ ป้องกันการทำผิดกฎหมายประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711557

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทยประจำปี 2566 หรือมาตรการปิดอ่าวไทย ที่บริเวณสวนสาธารณะปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น สมาคมประมง ร่วมพิธี เพื่ออนุรักษ์พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีไข่แก่พร้อมสืบพันธุ์วางไข่ และอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อนให้เจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นใหม่ โดยกำหนดช่วงเวลาปิดอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคมนี้ ครอบคลุมเขตพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง – อ่าวไทยตอนใน

(รูปตัว ก) ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี และระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2566 ในบริเวณอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2566 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม- 30 กันยายน 2566 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของจังหวัดสมุทรสาครกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี อนุญาตให้ทำการประมงเฉพาะเครื่องมือบางประเภทที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้ประกอบพิธีบวงสรวง พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และกล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมกล่าวเปิดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ มีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2566 มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมงให้กับผู้แทนองค์กรประมงท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 200 ชุมชน โดยมอบให้กับผู้แทนสมาคมประมงพื้นบ้าน และมอบป้ายเงินอุดหนุนให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตจังหวัดชุมพร จำนวน 4 ชุมชน ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตประจวบฯ จำนวน 3 ชุมชน และประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3 ชุมชน

‘กรมการข้าว’เปิดฝึกอบรมหลักสูตร’ชาวนามืออาชีพ’ ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711714

'กรมการข้าว'เปิดฝึกอบรมหลักสูตร'ชาวนามืออาชีพ' ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

‘กรมการข้าว’เปิดฝึกอบรมหลักสูตร’ชาวนามืออาชีพ’ ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.31 น.

“กรมการข้าว”เปิดฝึกอบรมหลักสูตร”ชาวนามืออาชีพ” มุ่งเน้นให้ความสำคัญนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างชาวนามืออาชีพ ยึดหลัก”ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อ ประจำปีงบประมาณ 2566

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรชาวนามืออาชีพตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นายพรเทพ สีวันนา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพระราชดำริ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการผลิตข้าวขั้นสูงที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณของการผลิตข้าว รวมถึงสามารถลดต้นทุนการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพัฒนากระบวนการผลิตข้าว และพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน ณ โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมในครั้งนี้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำนา เบื้องต้นว่าเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำนา จึงได้จัดฝึกอบรม “หลักสูตรการทำนามืออาชีพตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่”ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของผู้เข้าอบรม และสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในการฝึกอบรมครั้งนี้ มีเนื้อหาประกอบด้วย เทคโนโลยีการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP , หลักการวินิจฉัยศัตรูข้าว การป้องกันและกำจัดแบบผสมผสาน (การอารักขาข้าว) , การเรียนรู้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) Sensor ในการเก็บข้อมูลสภาพดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น เพื่อช่วยลดความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร, เทคนิคกลยุทธ์ การวางแผนการผลิตและการตลาดข้าว และแนวทางการแปรรูปข้าว ที่สอดคล้องกับบริบทและวิถีบริโภคของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าว หน่วยงานภาคเอกชนร่วมสนับสนุน ด้วยวิธีการบรรยายและฝึกปฏิบัติ

การฝึกอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย เกษตรกรผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรทฤษฎีใหม่ พร้อมด้วยนักวิชาการกรมการข้าวส่วนภูมิภาค

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม’หอมแดงอบแห้ง’สร้างมูลค่าเพิ่ม!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711586

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม'หอมแดงอบแห้ง'สร้างมูลค่าเพิ่ม!

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม’หอมแดงอบแห้ง’สร้างมูลค่าเพิ่ม!

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.18 น.

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม”หอมแดงอบแห้ง”สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมนำส่วนเหลือทิ้งผลิตเครื่องสำอางและเวชภัณฑ์

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จ.ศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิตหอมแดงคุณภาพดี มีชื่อเสียง ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษคือเปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรงเก็บรักษาได้ยาวนาน เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศที่นิยมอาหารไทย เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น โดยหอมแดงคุณภาพที่ส่งออกต้องมีลักษณะเป็นหัวเดียวหรือหัวที่ยังไม่แยกออก ขนาดหัวจัมโบ้ (มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 – 4.0 เซนติเมตร (เฉลี่ย 3.47 ซม.) ผิวแห้งสนิท ปราศจากโรคแมลง ขนาดหัวสม่ำเสมอ และปลอดภัยจากสารพิษ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญที่อำเภอยางชุมน้อย ขุขันธ์ ราษีไศล วังหิน และกันทรารมย์

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษส่วนใหญ่ผลิตและจำหน่ายหัวหอมสดเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้เพียง 2 – 3 เดือน ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ศึกษาวิจัยแปรรูปหอมสดเป็นหอมแดงพร้อมใช้ โดยการนำหอมสดมาหั่นแล้วแช่ในสารละลายแคลเซี่ยมคลอไรด์และกรดซิตริก เพื่อคงลักษณะทางกายภาพของหอมแดงสดไว้ จากนั้นอบด้วยลมร้อน ซึ่งหอมแดงอบแห้งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน เมื่อต้องการใช้ประกอบอาหาร นำมาแช่น้ำสะอาดเพื่อให้หอมแดงจะคืนตัวโดยมีลักษณะทางกายภาพและกลิ่นเหมือนหอมแดงสด

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ยังได้ทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าจากสิ่งเหลือใช้ของหอมแดง โดยหลังจากการเก็บเกี่ยวหอมแดงเกษตรกรจะนำต้นหอมแดงมามัดให้เป็นกลุ่มๆ นำมาแขวนตากและจะแต่งทำความสะอาดมัดเป็นจุกก่อนการจำหน่าย ซึ่งจะมีส่วนที่ไม่ใช้ประโยชน์คือ เปลือก ราก ใบ ซึ่งเป็นสิ่งเหลือใช้มีปริมาณรวม 4,000 ตัน/ปี คิดเป็นร้อยละ 10 ของผลผลิต คณะนักวิจัยจึงได้วิจัยพัฒนาสร้างนวัตกรรมจากสิ่งเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำเปลือก ราก และใบหอมแดง มาสกัดสารสำคัญและกลั่นน้ำมันหอมระเหย พบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด เช่น สารเคอร์ซิติน สารในกลุ่มไกล์โครไซด์ ซัลเฟอร์ และกลุ่มฟาโวนอย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงโปรตีนทำให้คอลลาเจนอยู่ในสภาวะปกติไม่สลายตัว (ลดริ้วรอยตามวัย) สร้างเซลล์ใหม่ได้รวดเร็ว (สมานแผล และลบรอแผลเป็น) และลดอาการหวัดคัดจมูก

จากคุณสมบัติดังกล่าว ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงร่วมกับ จ.ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลเบญจลักษ์ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา วิจัยและพัฒนาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยมาทำเครื่องสำอาง ได้แก่ สบู่ ครีมบำรุงผิวหน้า เจลแต้มสิว โฟมล้างหน้า และเวชภัณฑ์ ได้แก่ สติกเกอร์แผ่นแปะ และน้ำมันหอมแดงช่วยบรรเทาอาการหวัดผลจากการวิจัยพัฒนาการแปรรูปหอมสดเป็นหอมแดงพร้อมใช้ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าของหอมแดงแล้วยังทำให้สามารถกระจายผลผลิตและลดปริมาณหอมแดงไม่ให้ออกสู่ตลาดมากเกินความต้องการ ทำให้ราคามีเสถียรภาพ อำนาจการต่อรองของกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรจะมีมากขึ้น รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมจากสิ่งเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชภัณฑ์จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการบริโภคหอมแดงในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหอมแดงสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และการแปรรูปหอมแดงยังสามารถสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร โดยศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษได้นำผลงานวิจัยการแปรรูปเพื่อสร้างนวัตกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จากหอมแดง

– 006

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711651

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.40 น.

มหาดไทยร่วมหารือสยามคูโบต้า มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนด้วยมิติด้านการเกษตรควบคู่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

วันนี้ (16 ก.พ.66) เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้แทนบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดยคุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส คุณพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ คุณรัชกฤต สงวนชีวิน Business Value Creation Division Manager และคณะ เพื่อหารือแนวทางการร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมหารือและได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร และผู้แทนจากบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งถือเป็นภาคีเครือข่ายภาคเอกชนของกระทรวงมหาดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมเกษตรกรไทย ส่งเสริมชุมชนและสังคมไทยสู่ความยั่งยืนด้วยมิติด้านการเกษตรที่เป็นรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยได้มีการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนาหมู่บ้านและชุมชนไปสู่ความยั่งยืนโดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา อันเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ผนวกเข้ากับกลไก 3 5 7 อันประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชุมชน/หมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ 5 กลไก ได้แก่ การประสานงานภาคีเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามหนุนเสริมและประเมินผล การจัดการความรู้ และการสื่อสารสังคม 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน อย่างประสิทธิภาพ ดังนั้น การหารือกันในวันนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยในฐานะภาครัฐ และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

คุณวราภรณ์ โอสถาพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ขอขอบคุณปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ให้เกียรติและให้โอกาสกับทาง บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ในวันนี้ ซึ่งจะได้หารือและแลกเปลี่ยนผลสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมของบริษัทฯ จำนวน 3 โครงการที่เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อเกษตรกร ได้แก่ 1) โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า โดยสยามคูโบต้าได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ส่งเสริมกิจกรรมด้านการเกษตรผ่านกระบวนการเรียนรู้และโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ ท้ายที่สุดสามารถพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป 2) โครงการคูโบต้าร่วมมือเกษตรร่วมใจ เพื่อส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรให้เข้าถึงชุมชน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และ 3) โครงการชุมชนเพาะสุขสยามคูโบต้า ที่ได้มีการดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ สามารถช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ จะได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขอรับทราบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันดำเนินงานในอนาคตต่อไป

คุณพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้านั้น เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 1,405 คน จากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 7 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดศรีสะเกษ และโครงการคูโบต้าร่วมมือเกษตรร่วมใจ เป็นโครงการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการเครื่องจักรแบบรวมกลุ่ม โดยจะส่งมอบเครื่องจักรให้วิสาหกิจชุมชนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ลงทุนแต่บุคลากรมีศักยภาพ นอกจากนี้จะมีการเสริมความรู้การใช้งานการดูแลรักษาการบริหารจัดการเครื่องจักรและการสร้างแบรนด์ ซึ่งโครงการนี้ ได้ช่วยเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนเฉลี่ย 10% ต่อปีให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเกษตรกรในโครงการจำนวน 13,244 คน จากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 168 กลุ่ม ใน 59 จังหวัด

ด้าน คุณรัชกฤต สงวนชีวิน Business Value Creation Division Manager กล่าวเสริมว่า สำหรับโครงการชุมชนเพาะสุขสยามคูโบต้า เป็นโครงการเพื่อการพัฒนาชุมชนนำไปสู่ความอยู่ดีกินดี ที่มีปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินการ 3ประการ ได้แก่ การต่อยอด การถ่ายทอด และสร้างความยั่งยืน โดยจะเลือกองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชนมาพัฒนาชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มทำการเกษตรและแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน การพัฒนาบุคลากรและชุมชนผ่านองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ และการสร้างเครือข่ายขายต่อยอดความยั่งยืนผ่านสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง ที่พร้อมประยุกต์เอาแนวทางด้านการเกษตรต่าง ๆ มาเป็นส่วนผสมด้วย เช่น โคก หนอง นา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น และจะเน้นให้มีปัจจัยเสริมด้านอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น การสร้างการท่องเที่ยวเชิงชุมชน หัตถกรรมพื้นบ้าน ปศุสัตว์  ปัจจุบันมีการดำเนินโครงการใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดน่าน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและสังคมไทย ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งในส่วนของการต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการของบริษัทฯ หรือความร่วมมือระหว่างกันในการดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไป กระทรวงมหาดไทยในฐานะส่วนราชการที่มีองคาพยพและภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมร่วมสนับสนุนตามอำนาจหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ และพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อนำมาร่วมกันวิเคราะห์ วางแผน ที่จะเป็นการสนับสนุนการทำงานระหว่างกัน โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนและกรมการปกครอง เป็นกลไกหลักในระดับพื้นที่ ทั้งมิติที่เป็นอุปสรรคและโอกาสสำหรับการพัฒนาตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน หมู่บ้าน และตำบล ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันดำเนินงานในระยะต่อไป นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ถือเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะการลดการเผาไร่นา สวนอ้อยหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ การส่งเสริมไถกลบตอซังข้าวและการอัดฟางก้อน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นการดำเนินกิจกรรมที่สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดการเผาได้ในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีเกษตรกรที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการมุ่งเน้นมิติของการทำเกษตรที่ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยและโลกใบเดียวนี้ นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย