‘อลงกรณ์’ลุยโรงงานลอบปล่อยน้ำเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710860

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีโรงงานต่างด้าว ที่ลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองชลประทานที่บ้านนาขลู่ หมู่ 1 ต.นาพันสาม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง ที่ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยน้ำซึ่งทำให้เกิดเป็นพิษแก่น้ำตามธรรมชาติ หรือสารเคมีเป็นพิษลงในทางน้ำชลประทานจนอาจทำให้น้ำในคลองชลประทานเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรม การบริโภค-อุปโภค หรือสุขภาพอนามัยของประชาชน พร้อมกับให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ขุดลอกตะกอนน้ำเสียออกจากคลอง เพื่อไม่ให้น้ำเสียที่ขังในคลองส่งกลิ่นเหม็นในบริเวณชุมชนใกล้เคียง

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ได้รับร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านสมาชิกสภา อบต.และประชาชน หมู่ 1 ต.นาพันสาม ระหว่างลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการเกษตรกรรมยั่งยืน ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน กรณีมีโรงงานทำขนมลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองชลประทาน ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงเป็นเวลานาน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและชุมชนโดยรอบ จึงเข้าตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงานทำขนมหวานลงคลองชลประทาน 3 ขวา 1 ซ้ายสายใหญ่ 3 เป็นระยะทางยาวนับร้อยเมตรส่งกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรง เมื่อตรวจสอบภายในโรงงาน พบว่ามีสายยางวางจากบ่อพาดข้ามกำแพงโรงงานปล่อยลงคลองส่งน้ำของชลประทาน นอกจากนี้ ยังพบคนงานเป็นต่างด้าวหลายราย จึงติดต่อให้เจ้าของมาพบ แต่พบเพียงหญิงชาวกัมพูชา แจ้งว่าเป็นภรรยาเจ้าของ เมื่อสอบถามว่าทำไมถึงลักลอบปล่อยน้ำเสีย ทราบว่าได้พยายามแก้ไขแต่ทำไม่ได้ จึงแจ้งว่าถ้าทำไม่ได้จะต้องปิดโรงงานและดำเนินคดี ก่อนแจ้งนายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ ผวจ.เพชรบุรี และนายสันต์จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี รับทราบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

นิพนธ์-ปลัดเกษตรร่วมพิธี มอบสัญญาเงินยืมกองทุนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710861

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรจังหวัดปัตตานี และเกษตรจังหวัดนราธิวาส ร่วมพิธีมอบสัญญาเงินยืมกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และมอบป้ายสนับสนุนสินเชื่อเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ จ.ปัตตานี รวม13 กลุ่ม และ จ.นราธิวาส 1 กลุ่ม รวมทั้งหมด 14 กลุ่ม วงเงินทั้งสิ้น 54,146,600 ล้านบาท ที่สนามฟุตบอล ต.ปล่องหอย หมู่ 5 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินการดังกล่าว เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้ออย่างครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นการรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปโคเนื้อคุณภาพสูง รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อความมั่นคง ยั่งยืนด้านอาหารฮาลาล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘บิ๊กป้อม’นำทีมลงพื้นที่ลุยแก้ปัญหาน้ำกาญจนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710872

‘บิ๊กป้อม’นำทีมลงพื้นที่ลุยแก้ปัญหาน้ำกาญจนบุรี

‘บิ๊กป้อม’นำทีมลงพื้นที่ลุยแก้ปัญหาน้ำกาญจนบุรี

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.31 น.

13 ก.พ.25666 ที่โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)   ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการจัดการน้ำบาดาลขนาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี   โดยมี ดร.ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล  รองอธิบดีกรมชลประทาน  และ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง  ร่วมบรรยายสรุปการดำเนินงาน   

โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินงานด้านทรัพยากรด้านน้ำให้เสร็จลุล่วงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด  เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการฯต่างๆ โดยเร็ว  เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน มีแผนดำเนินโครงการชลประทานที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ อ.บ่อพลอย  อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือ  จ.กาญจนบุรี ได้แก่  โครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จังหวัดกาญจนบุรี ที่แบ่งออกเป็น 2 แผน   แผนที่ 1 โครงการสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (2568-2572) พื้นที่รับประโยชน์กว่า 78,508 ไร่    / แผนที่ 2 โครงการอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (2569-2573) พื้นที่รับประโยชน์กว่า 414,192 ไร่ 

และโครงการอ่างเก็บน้ำลำตะเพินตอนบน  ความจุ 18.47 ล้าน ลบ.ม. ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5ปี (2568-2572) พื้นที่รับประโยชน์กว่า 42,370 ไร่    

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นลุ่มน้ำลำตะเพิน(ต้นน้ำ) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำแควใหญ่ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ที่ให้กรมชลประทาน พิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของห้วยตะเพินในเขต อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และอ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เช่น ห้วยพุตะเคียน ห้วยแม่ระวัง ลำห้วยสาขาห้วยแม่ตะกึง ห้วยตะกวด ห้วยกระพร้อย และห้วยป่าไร่ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งยังบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก

โดยมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 โครงการ ได้แก่  อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน ความจุ 50 ล้าน ลบ.ม.  / อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกวด ความจุ 0.30 ล้าน ลบ.ม.  /อ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย ความจุ 23.17 ล้าน ลบ.ม.  และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง 2 โครงการ ได้แก่  อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึง ความจุ 5.65 ล้าน ลบ.ม.   และ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าไร่ ความจุ 13.76 ล้าน ลบ.ม.  หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ทั้งสิ้น 127.31 ล้าน ลบ.ม.

กรมข้าวจัดอบรม เกษตรปราดเปรื่อง ต้นแบบด้านข้าว ส่งเสริมการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710634

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเกษตรกรระดับ Model Smart Farmerสู่ผู้ประกอบการชั้นนำ หลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการอย่างมืออาชีพในยุคดิจิทัล” โดยมีนายขจร โนวัฒน์ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การฝึกอบรมในครั้งนี้ เพื่อให้ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว ได้รับการเสริมสมรรถนะด้านการตลาดสู่การเป็นผู้ประกอบการ การคิดเชิงออกแบบสำหรับ Smart Farmer การแปรรูปสินค้าเกษตร การบรรจุภัณฑ์ การทำตลาดเกษตรออนไลน์ การโฆษณา (Live สด)

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่าย Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าวให้มีความเข้มแข็งโดยมีกรมการข้าว เป็นศูนย์กลาง โครงการฝึกอบรมภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง(Smart Farmer) ในครั้งนี้ จัดขึ้นที่โรงแรมไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ แอนด์ โฮเทล จ.ปทุมธานี มีเกษตรกรเป้าหมายรวม 116 คน โดยเป็น Model Smart Farmer จาก 70 จังหวัดทั่วประเทศ

เกษตรฯอบรมวกส.รุ่น3พัฒนาทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710627

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)
รุ่นที่ 3 ที่กรมชลประทาน ว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ในการจัดทำหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) โดยมีกำหนดจัดการฝึกอบรมหลักสูตร วกส. รุ่นที่ 3 ตั้งแต่วันที่27 มกราคม-16 มิถุนายน 2566

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ ที่จะส่งผลในการสร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน หลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.Agriculture and Cooperatives Landscape 2.Agricultural Market Mechanisms3.Technology and Innovation 4.Current Issues for Agriculture Development 5.Research for the Future และ 6.Leadership and Sustainability ซึ่งครอบคลุมในทุกมิติในการพัฒนาภาคการเกษตร และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำมาซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่เป็น Agri Challenge เพื่อรองรับความปกติใหม่ (New Normal to Next Normal)

“หลักสูตร วกส. จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจากการฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนองคาพยพของภาคการเกษตร ให้สามารถผลักดันการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นายประยูร กล่าว

‘อลงกรณ์’ลุย595โครงการ เกษตรยั่งยืน62จังหวัด17ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710632

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง กล่าวว่า ภายหลังประชุมคณะกรรมการฯ ว่าที่ประชุมรับทราบผลความก้าวหน้าการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการฯโดยมีการดำเนินการและอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งสิ้น 62 จังหวัด มีพื้นที่เป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการ 595 แห่ง ประกอบด้วย 1.พื้นที่วัด 19 แห่ง 2.พื้นที่โรงเรียน สถานศึกษามหาวิทยาลัย 373 แห่ง 3.พื้นที่โรงพยาบาล 13 แห่ง 4.พื้นที่ชุมชน 91 แห่ง และ 5.พื้นที่อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ของหน่วยงานราชการ และพื้นที่เอกชน 99 แห่ง

นอกจากนี้ยังรับทราบรายงายผลความก้าวหน้าของคณะทำงานฯ ในพื้นที่การเคหะแห่งชาติ สนับสนุนนโยบายการปลูกต้นไม้ล้านต้นเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียว และกำแพงกรองฝุ่นในพื้นที่ กทม.การจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติทุกโครงการ มีการออกแบบวางผังโครงการและมีองค์ประกอบ เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวตามเกณฑ์ทุกโครงการ โดยใช้ต้นไม้ประจำท้องถิ่นและต้นไม้ที่หาได้ในท้องตลาดทั่วไป และได้มีการสำรวจพื้นที่โครงการสำหรับปลูกต้นไม้ (เพิ่มเติม) เพื่อสนับสนุนนโยบายฯ โดยใน กทม.มีโครงการของการเคหะแห่งชาติตั้งอยู่ในพื้นที่ 21 เขต 150 โครงการ และจากการสำรวจมีพื้นที่ว่าง ในโครงการที่สามารถดำเนินการปลูกต้นไม้ได้ 4 เขต 19 โครงการ

ส่วนคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่ กทม. มีการจัดทำศูนย์การเรียนรู้ด้านสวนและต้นไม้พื้นที่สวนสาธารณะของ กทม.และร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปลูกต้นไม้ที่สวน 80 พรรษามหาราชินี 100 ปีกระทรวงคมนาคม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดมลพิษ โดยโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นของ กทม.มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วทั้งหมด 233,420 ต้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่ฝ่ายเลขาฯ เสนอให้พิจารณาปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่อุตสาหกรรมขึ้นใหม่ โดยมีนายธนารักษ์ พงษ์เภตรา เป็นประธานคณะทำงาน ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสนอ

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า อีกความคืบหน้าคือการคิกออฟโครงการชุมชนสีเขียว 17 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ภายใต้โครงการเพชรบุรีโมเดล เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยส่งเสริมการทำการเกษตรในเมือง (Urban Farming) สร้างรายได้ลดรายจ่ายของครัวเรือนในชุมชนซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำชุมชน โดยการทำงานร่วมกันระหว่างทีมเกษตรเพชรบุรี ทีมเพชรบุรีโมเดลและชุมชนเป็นการผนึกพลังสร้างเมืองสีเขียว เมืองเกษตรปลอดภัยของหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และท้องถิ่นตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รองปลัดฯจัดเลือกตั้ง สภาเกษตรกรจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710631

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าว “ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประเภทผู้แทนเกษตรกร และการเลือกสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ” และร่วมกล่าวถึงการเลือกตั้ง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2566ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยความเรียบร้อย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบกำหนดวันเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง ที่เลือกตั้ง ตลอดจนเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม ถูกต้องตามระเบียบสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ห้องประชุมชั่น 2 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710246

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.27 น.

“ปลัดมท.”ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม”โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี” ชูเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ กำชับเร่งขยายผล บูรณาการภาคีเครือข่ายช่วยประชาชน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี หมู่ที่ 3 ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ตามโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา “สวนบัวชมพู โคก หนอง นา” โดยมี นางศรัณยา กิตติคุณไพศาล เจ้าของแปลง และคณะ ให้การต้อนรับและนำชม

โอกาสนี้ นายอาทร พิมชะนก ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นายประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ นายสงัด บูรณภัทรโชติ นายอำเภอเชียงดาว พันตำรวจเอก เสกสรรค์ ขันคำ นันต๊ะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว พันเอก ภาคภูมิ อินดี รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ นางสาวพิริยา ตันวัชรพันธ์ พัฒนาการอำเภอเชียงดาว นายนที ดำรงค์ นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง นายสุภพ กันธิมา ปลัดเทศบาลตำบลแม่นะ ผู้แทนส่วนราชการ นายธัญญา กุลีแก้ว กำนันตำบลแม่นะ นายเดชา มณีวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 และผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจ และติดตามความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของคุณแหม่ม หรือคุณศรัณยา กิตติคุณไพศาล เจ้าของแปลง “สวนบัวชมพู โคก หนอง นา” ภาคีเครือข่ายที่พวกเราชาวมหาดไทยภาคภูมิใจในการส่งเสริมการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ด้วยทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังพระบรมราชโองการ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันพัฒนาจนบังเกิดผลเป็นรูปธรรม

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงออกอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า เรื่องสำคัญที่สุดที่ทรงอยากเห็น คือ พี่น้องคนไทยมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคง ผ่านโครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง และได้ทรงพระราชทานพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติมและทรงอรรถาธิบายให้เราเข้าใจว่า “หากเราได้มุ่งมั่นตั้งใจในการทำโคก หนอง นา เราจะได้ทั้งพื้นที่ที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะ โคก หนอง นา ไม่ได้ทำเพียงเพราะมีอาหารกิน หรือสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเดียว ยังทำให้สุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี เพราะการปรับปรุงพื้นที่มีความเป็นศิลปะ มีความสวยงาม เช่น คลองไส้ไก่เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมา มีความอ่อนช้อย หนองน้ำรูปแบบฟรีฟอร์มไม่ใช่ขุดแบบเป็นลิ่มสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ธรรมดา ทำล้อเลียนธรรมชาติ เว้า ๆ แหว่ง ๆ มีตะพัก ไม่ชันเหมือนบ่อน้ำ ซึ่งจะทำให้เรามีพื้นที่ที่สวยงาม มีความสุข ในครอบครัวที่อบอุ่น เราเรียกว่าพื้นที่นี้ว่า “อารยเกษตร” ที่ทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเอง และขณะเดียวกันสามารถช่วยเยียวยาประเทศชาติและโลกของเราให้อยู่อย่างยืนยาว ด้วยการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดังเช่นที่คุณแหม่ม ได้ช่วยให้โลกใบนี้ใช้สารเคมีน้อยลงและเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้กับพวกเราคนไทยทุกคนในหลายโอกาส คือ พระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ดังใจความตอนหนึ่งว่า “เพราะน้ำคือชีวิต ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ แต่คนขาดไฟฟ้าได้ ขาดน้ำมันได้ เครื่องจักรได้ ไม่ตาย แต่ถ้าขาดน้ำตาย” โดยสิ่งที่สำคัญที่พระองค์ได้ย้ำเตือนพวกเราไว้ คือ ทำอย่างไรเวลาหน้าฝนเราสามารถกักเก็บน้ำที่ตกจากฟ้าให้อยู่เพื่อเอาไว้ใช้ได้ ซึ่งถ้าเราสามารถกักเก็บได้ ด้วยการทำหลุมขนมครกหรือที่อยู่น้ำเพิ่มมากขึ้นในทุกจุด ก็จะทำให้ลดปริมาณน้ำหรือบรรเทามวลน้ำที่จะไหลลงไปท่วมในตัวเมืองหรือลงไปที่ลุ่ม และยังเกิดประโยชน์ 2 ต่อ คือ ป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝน ป้องกันน้ำแล้งในหน้าแล้ง” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า พื้นที่ 7.25 ไร่บริเวณสวนบัวชมพู ณ จอมคีรีแห่งนี้ ได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปรับปรุงพื้นที่ รักสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชผสมผสาน มีการห่มดิน เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และส่วนที่เป็นนามธรรมก็สำเร็จ เพราะสวนบัวชมพูแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่เปิดให้ลูกหลานได้มาเรียนรู้การพึ่งพาตนเองโดยไม่เบียดบังธรรมชาติหรือ “กสิกรรมธรรมชาติ” ซึ่งนอกจากเด็กๆ ได้มาเรียนรู้ในพื้นที่นาแล้ว ยังได้นำผลผลิตกลับไปกินกับพ่อแม่ เรียกได้ว่า พื้นที่แห่งการให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทำให้เด็กมีทักษะติดตัวไปด้วย และประการสำคัญ คือ เด็กได้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ทั้งนี้ ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเพียง “เบื้องต้น” แต่จะทำให้สำเร็จในวงกว้างเกิดเป็นความยั่งยืนได้ จะต้องขยายผลสร้างพื้นที่ต้นแบบเช่นนี้ให้ผลิดอกออกผลเพิ่มมากขึ้น คือ คนในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างน้อยหมู่บ้าน/ตำบลเดียวกัน หมู่บ้านใกล้เคียง ได้เกิดแรงบันดาลใจและอยากทำตามด้วย

“คุณแหม่ม ศรัณยา กิตติคุณไพศาล เป็นผู้นำรุ่นแรกที่เข้าร่วมโครงการ โคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ปี 2563 ผ่านการอบรมหลักสูตรพื้นฐานการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงและหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และนำกลับมาทำจริงจนเกิดผลสำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาคประชาชน ซึ่งทุกหน่วยงาน ควรจะเข้ามาร่วมเรียนรู้และศึกษาการสร้างตัวอย่างความสำเร็จในรายครัวเรือน โดยเฉพาะท่านนายอำเภอ ท้องที่และท้องถิ่น ต้องช่วยกันต่อยอดขยายผลออกไปสู่ครัวเรือนยากจนต่างๆ และหนุนเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน ภายใต้ความเหมาะสมของภูมิสังคมพื้นที่ และขยายผลไปยังพื้นที่ โคก หนอง นา ในจุดอื่นๆ โดยจังหวัดเชียงใหม่ต้องบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ลงมาหนุนเสริม ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอต่างๆ ต้องลงไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ ถอดบทเรียน รวมกลุ่ม และขยายผลพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ และเข้าไปช่วยหาสาเหตุ ถอดบทเรียน และเร่งระดมสรรพกำลังลงไปช่วยกันแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ยังประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ขอให้จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลของการดำเนินงานโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดต่างๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนฯ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน การน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า การพัฒนาลำคลอง และงานอื่นๆ ให้เป็นระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เพื่อจะได้ติดตามความคืบหน้าของงานได้ทุกโครงการ/กิจกรรม สามารถเห็นภาพรวมปัญหาทุกเรื่องทั้งจังหวัดได้ทันที ซึ่งสาเหตุที่ขอให้จังหวัดเชียงใหม่ทำเป็นต้นแบบ เพราะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีตัวอย่างความสำเร็จในการทำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อจังหวัดได้ขยายผลความสำเร็จนี้นำมาใช้เป็นตัวอย่างให้แก่จังหวัดอื่น ๆ ก็จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่งต่อประเทศและประชาชน และท้ายที่สุด ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และท่านนายอำเภอ ได้บูรณาการงานกับ 7 ภาคีให้ร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะภาคีภาควิชาการ ศาสนา และประชาชน ตามหลักการทรงงาน “บวร บรม ครบ” เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวมพลังกันสร้างรูปธรรมความสำเร็จในระดับพื้นที่ผ่านกลไกจิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี ในพื้นที่ ช่วยกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านต่างๆ เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า การน้อมนำทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ต้องสร้างความรับรู้เข้าใจประชาชนว่า จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร ด้วยการส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนต้องมีผักสวนครัวอย่างน้อย 20 ชนิด เพื่อให้มีความหลากหลาย และมีกินตลอดทั้งปี เพราะผักจะออกผลไม่พร้อมกัน และสามารถทำได้หลายเมนู ซึ่งสวนบัวชมพู เป็นภาคีเครือข่ายที่สำคัญที่ผู้ร่วมสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ในการช่วยเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์ โดยมี “นายอำเภอ” เป็นผู้นำการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งการบูรณาการ มีนัยสำคัญ 2 นัย คือ 1) บูรณาการ “คน” ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งเรื่องใหญ่ คือ ต้องทำให้ทีมทางการ ทั้งทีมข้าราชการผู้รับผิดชอบประจำตำบล และทีมคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้มีความเข้มแข็ง กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนเฉกเช่นในอดีต และต้องเชิญชวนจิตอาสาทั้ง 7 ภาคีมาเป็นทีมที่เป็นทีมจิตอาสาในระดับหมู่บ้าน จัดตั้ง “ป๊อก” หรือ “หมวด” ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างรวมบ้านเรือนหมู่เดียวกัน ใกล้เคียงกัน ช่วยกันดูแล และทำให้แต่ละหมวดเข้มแข็ง ซึ่งการพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มที่คนก่อน คนต้องเข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนแปลง แก้ไขในสิ่งผิด ทำสิ่งที่ดี เพื่อ Change for Good ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้าน นางศรัณยา กิตติคุณไพศาล กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการดำเนินงาน “โคก หนอง นา โมเดล” คือเมื่อปี พ.ศ. 2556 มีโอกาสได้เข้าอบรม ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ได้เรียนรู้ และรู้จักคำว่า ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง บันได 9 ขั้น และ โคก หนอง นา โมเดล หลังจากผ่านการอบรมแล้ว ได้นำองค์ความรู้มาปรับใช้ในการทำเกษตร โดยเน้นการจัดการที่ดิน วางแผนทำเกษตรอินทรีย์ และวางแผนปลูกพืชหลากหลาย โดยแบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 ปัญหาเรื่องน้ำเริ่มเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ในปีนั้นชาวนายังสามารถทำนาได้ ต่อมาปี พ.ศ. 2562 ปัญหาเรื่องน้ำวิกฤตมากขึ้น ชาวนาทำนาช้า และได้ทำนา ประมาณ 30% ของพื้นที่เพราะมีน้ำไม่เพียงพอ ส่วนแปลงนาของสวนบัวชมพู สามารถทำนาได้เพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่เท่านั้น และล่าสุดปี พ.ศ. 2563 ได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติ ภายใต้โครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา โมเดล” ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง จึงได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับมาแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ และพัฒนาพื้นที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี แห่งนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพื้นที่แห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจศึกษาเรียนรู้ สามารถติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 0899463565 หรือ 0650944169 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี เกษตรอินทรีย์

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710229

'อธิบดีกรมการข้าว'ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.06 น.

กรมการข้าว ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เพื่อสร้างความมั่นใจช่วยสนับสนุนการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุมเข้มคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำตลาดข้าวคุณภาพของโลก

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เดินทางมาเปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการค้าข้าว สามารถเข้าถึงบริการตรวจสอบการปลอมปนพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่ทันสมัยและแม่นยำสูง ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” การจัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกรมการข้าว ในการยกระดับมาตรฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกข้าวไทย ด้วยการนำองค์ความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมข้าวไทย (DNA Fingerprint) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงของไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ดร.พัณณ์ชิตา เวชสาร ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี หรือส่งคำขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ https://dna-testing.ricethailand.go.th/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : ricednatesting@gmail.com Tel : 093-5925056

– 006

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710198

'เฉลิมชัย'หนุน'หมอดินอาสา' เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.50 น.

“เฉลิมชัย”หนุน”หมอดินอาสา” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด”

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน” ปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด” ณ โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Video conference application zoom และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสาที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกําลังใจและแนวทางในการช่วยเหลือดูแลกันและกันของหมอดินอาสา รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา

โดยกิจกรรมภายในงานมีการนําเสนอความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (TSFM) 2) การลดก๊าซเรือนกระจกโดยกรมพัฒนาที่ดิน และ 3) 6 สายพันธุ์บริสุทธิ์หญ้าแฝก หญ้าของพระราชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าเด่นของหมอดินอาสาในพื้นที่ และการบรรยายพิเศษจากหมอดินอาสาที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้ประกอบการ การซื้อขายสินค้าเกษตรในระบบออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฉิมชัย กล่าวว่า เครือข่ายหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเกษตรกรที่มีจิตสาธารณะที่ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร ในการปรับปรุงบํารุงดิน และฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสา จํานวน 77,688 ราย หมอดิน 354 ราย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความสำคัญ จึงกําหนดให้มีวันหมอดินอาสาขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยในปี 2566 นี้ ได้กําหนดหัวข้อของวันหมอดินอาสาว่า “หมอดินอาสา นําพาการผลิต พิชิตตลาด” เพื่อแสดงถึงการยกระดับและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้เป็นผู้ประกอบการ โดยในปัจจุบันการหาช่องทางการตลาดหรือการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นสิ่งสําคัญ ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 ตลาดนำการผลิต ที่เร่งส่งเสริมด้านการตลาด ผลักดันให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

การจัดงานวันหมอดินอาสาในวันนี้ เป็นการรวมพลังหมอดินอาสาทั่วประเทศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร สามารถพิชิตตลาดได้อย่างเข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งหมอดินอาสาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมผลักดันให้ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องขอขอบคุณเครือข่ายหมอดินอาสาที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาที่ดินให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม และขอชื่นชมกรมพัฒนาที่ดิน โดยเฉพาะสถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 77 จังหวัด ที่ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป

ปัจจุบันมีหมอดินอาสาอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ริเริ่มโครงการ “หมอดินอาสา” ขึ้นในปี 2538 รวมระยะเวลา 28 ปี ซึ่งหมอดินอาสามีทั้งหมด 4 ระดับ แบ่งเป็น หมอดินอาสาประจําหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ และจังหวัด ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และมีการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั้งในและต่างประเทศ โดยระดับพื้นที่หมอดินอาสาเป็นตัวแทนช่วยประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาที่ดินไปสู่เกษตรกร และผู้สนใจในพื้นที่ได้ ซึ่งหมอดินอาสาเปรียบเสมือนครูและเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกร ส่วนระดับประเทศ หมอดินอาสาเป็นเครือข่ายเกษตรกรขนาดใหญ่ที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพสูง เป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้ สามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน ขณะที่ระดับโลก หลายองค์กร เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้นำแนวคิดหมอดินอาสาไปส่งเสริมในระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ หมอดินโลก (Global Soil Doctor Program) รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งหมอดินอาสากับกรมพัฒนาที่ดินด้วย

สำหรับในปี 2566 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีเป้าหมายพัฒนาขีดความสามารถในเรื่องตลาดนำการผลิต และการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการสนับสนุนให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 และแอปพลิเคชันต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน สู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เป็นประธานกลุ่มในโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และโครงการหมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ต้นแบบ (Zero waste) เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางดินจัดการขยะเศษวัสดุอินทรีย์ในชุมชนให้หมุนเวียนนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วย

– 006