‘อลงกรณ์’เชื่อมั่น’12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน’ คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665645

'อลงกรณ์'เชื่อมั่น'12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน'  คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

“อลงกรณ์”เชื่อมั่น“12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน”คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.เขียนบทความเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียวันนี้(9 ก.ค.)เรื่อง “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่การปฏิรูปภาคเกษตรของไทย”โดยเชื่อมั่นว่าเป็นคานงัดการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและกระทรวงเกษตรฯ.ยุค”รัฐมนตรีเฉลิมชัย”เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนในมิติต่างๆอย่างน่าสนใจ “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่การปฏิรูปภาคเกษตรของไทย

โดย อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 9 กรกฎาคม 2565 ท่ามกลางวิกฤติโควิด19และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลกระทบกว้างไกลทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆชะลอตัว ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ยและอาหารสัตว์แพงขึ้น กระทบต่อราคาและระบบผลิตอาหารทั่วโลก เกิดภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นนับเป็นวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ที่ยาวนานมากว่า2ปีที่ยังไม่มีใครคาดเดาว่าจบลงเมื่อใดแต่ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)วิเคราะห์ว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร และนี่คือโอกาสของไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ13ของโลกที่จะปฏิรูปตัวเองสร้างความเข้มแข้งและขีดความสามารถใหม่ของประเทศไทย

ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ผมจะเล่าเรื่อง “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่ภาคเกษตรของไทย”เป็นแพลตฟอร์มการปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและระบบเพื่อตอบโจทย์โอกาสของวันนี้และอนาคตที่กำลังจะมาถึง

ก้าวที่ 1>> ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม

เราจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center)เรียกสั้นๆว่า ศูนย์AIC 77 จังหวัดเป็นฐานการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area based Development)ของเทคโนโลยีในทุกจังหวัดและจัดตั้งศูนย์AICประเภทศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน(Center of Excellence:COE)อีก 23 ศูนย์ โดยศูนย์AICทำหน้าที่เป็นศูนย์การวิจัยและพัฒนา(R&D)และเป็นศูนย์วิจัยพัฒนาและเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรผู้ประกอบการและถ่ายทอดนวัตกรรมเน้นเมดอินไทยแลนด์(Made In Thailand)เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองโดยคิกออฟพร้อมกันทุกศูนย์ทุกจังหวัดทั่วประเทศเมื่อ1มิถุนายน2563 วันนี้เรามีเทคโนโลยีเกษตร 766 นวัตกรรมที่ถ่ายทอดต่อยอดสู่แปลงนาแปลงสวนแปลงไร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า10,000รายแล้ว

ก้าวที่ 2>>ระบบบิ๊กดาต้าเกษตร

เราจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center:NABC)ภายใต้แพลตฟอร์มดิจิตอลใหม่ๆตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เริ่มดำเนินการตั้งแต่มีนาคม2563 ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีข้อมูล(Information Technology)คือเครื่องมือเอนกประสงค์ของทุกภารกิจและทุกหน่วยงานโดยกำลังเชื่อมต่อกับBig Dataของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรและศูนย์AICทุกจังหวัดโดยจะให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลเกษตรในมิติต่างๆบนมือถือและคอมพิวเตอร์

ก้าวที่ 3>> ดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)

เรากำลังปฏิรูป 22หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ.ให้เป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี(TechMinistry)ภายใต้โครงการGovTech อย่างคืบหน้า

ด้วยแพลตฟอร์มดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)เพื่อ เปลี่ยนการบริหารและการบริการแบบอนาล็อคเป็นดิจิตอล เปลี่ยนการลงนามอนุมัติด้วยมือเป็นลายเซ็นดิจิตอล(Digital Signature) และเร่งรัดพัฒนาการโครงการNational Single Windowสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นการปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ใหม่ในการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก้าวที่ 4>>เกษตรอัจฉริยะ

เราขับเคลื่อนฟาร์มอัจฉริยะ(smart farming)ตามแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆของไทยเช่น ระบบสมาร์ทฟาร์ม ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดดินน้ำอากาศและการอารักขาพืช การพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตร การปรับระดับพื้นแปลงเกษตร(Land Leveling) ระบบเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์(Sead Technology) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ระบบชลประทานอัจฉริยะรวมทั้งการใช้โดรนการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและแพลตฟอร์มเกษตรดิจิตอล(Agrimap platform)โดยมีโครงการเกษตรแม่นยำ(Precision Agriculture)5ล้านไร่เป็นโครงการเรือธงโดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC : Agritech and Innovation Center) รวมทั้งการส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Digital Marketing)โดยการสนับสนุนแพลตฟอร์มร้านค้าอีคอมเมิร์ซ และโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นนักการค้าออนไลน์ทุกจังหวัดเช่นโครงการLocal Hero เป็นต้น โดยมีทีมเกษตรอัจฉริยะ ทีมอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce) ทีมBig DataและGovTech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0รับผิดชอบ

ก้าวที่ 5>>เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง-ชนบท

เราริเริ่มโครงการใหม่ๆเช่นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Sustainable Urban Agriculture Development )อย่างเป็นระบบมีโครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรกตอบโจทย์การขยายตัวของเมือง(Urbanization)ที่ขาดความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ(ประชากรไทยในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี2562) 

ตลอดจนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่ การพัฒนาสวนยางยั่งยืนรวมทั้งการพัฒนาแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่บนฐานศาสตร์พระราชา4,009ตำบล และโครงการข้าวอินทรีย์1ล้านไร่ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ฯลฯ.

นับเป็นการวางหมุดหมายใหม่ของระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ประกอบด้วย เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน วนเกษตรและเกษตรธรรมชาติทั้งในเมืองและในชนบทครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ

ก้าวที่ 6>>เกษตรแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต

เราขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต พืชแห่งอนาคต(Future Food Future Crop)เพื่อสร้างเกษตรทางเลือกใหม่แปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เวชกรรม น้ำมันชีวภาพเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ใหม่ๆให้เกษตรกรของเราและเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นการตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ การสนับสนุนโปรตีนทางเลือกจากแมลง(Edible Inseat base Protein)ตามนโยบายฮับแมลงโลก ปัจจุบันมีเกษตรกรกว่า 1 แสนรายทำฟาร์มแมลงเช่น ดักแด้ไหม ดักแด้อีรี่ จิ้งหรีด แมลงวันลาย(bsf) หนอนนกฯลฯ

สอดรับกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ที่ประกาศว่าแมลงกินได้Edible Insectคืออนาคตใหม่ของโปรตีนโลกและทศวรรษแห่งโภชนาการ

รวมไปถึงโปรตีนทางเลือกจากพืช(Plant base Protein)เช่น สาหร่าย ผำ เห็ด ถั่วเหลืองถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯมีบริษัทstartupใหม่ๆเกิดขึ้นหลายบริษัท และการส่งเสริมอาหารฮาลาลซึ่งมีลูกค้ากลุ่มประชากรมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมกว่า2พันล้านคน มูลค่าตลาดกว่า 30พันล้านบาท

ก้าวที่ 7>>โลจิสติกส์เกษตร เชื่อมไทย-เชื่อมโลก

เราได้วางโรดแม็ปเส้นทางโลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทยเชื่อมโลกในระบบการขนส่งหลายรูปแบบ(Multimodal Transportation)ทั้งทางรถทางรางทางน้ำและทางอากาศ(Low Cost Air Cargo)เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกและตลาดเป้าหมายใหม่เช่นโครงการดูไบคอริดอร์-ไทยแลนด์ คอริดอร์ (Dubai Coridor- Thailand Corridor),เส้นทางรถไฟอีต้าอีลู่(BRI)เชื่อมไทย-ลาว-จีน-เอเซียใต้-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลาง-รัสเซียและยุโรป และกำลังเปิดประตูใหม่จากอีสานสู่แปซิฟิกไปทวีปอเมริกาเหนืออเมริกาใต้และเปิดประตูตะวันตกประตูใต้สู่ทะเลอันดามัน-อ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียสู่เอเซียใต้ อัฟริกา ตะวันออกกลางและยุโรป

ก้าวที่ 8>>เกษตรแปลงใหญ่ สตาร์ทอัพเกษตร

เรากำลังปรับเปลี่ยนเกษตรแปลงย่อยเป็นเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)ซึ่งขณะนี้ขยายเพิ่มเป็น กว่า8,000แปลงโดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรและระบบเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปีนี้จะเริ่มโปรแกรมอัพเกรดวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เกษครแปลงใหญ่และสถาบันเกษตรเป็นสตาร์ทอัพเกษตร(startupเกษตร)และเอสเอ็มอี.เกษตร(SME เกษตร)

ก้าวที่ 9>> ยกระดับเกษตรกรก้าวใหม่

เราพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นyoung smart farmerได้กว่า 20,000คนและส่งเสริมพัฒนาศูนย์ศพก.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับอำเภอโดยสมาร์ทฟาร์มเมอร์(smart farmer) ปราชญ์เกษตรและอาสาสมัครเกษตร(อกษ.)เป็นทีมงานแนวหน้าทุกหมู่บ้านชุมชนพร้อมกับยกระดับเกษตรกรที่มีประสบการณ์สู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพโดยร่วมมือกับภาคเอกชน ศูนย์AIC สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นองค์การมหาชนในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอว.และกระทรวงพาณิชย์

ก้าวที่ 10>> เกษตรสร้างสรรค์สู่The Brand Project 

เรากำลังนำระบบทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual property)มาใช้ในการเดินหน้าสู่เกษตรสร้างสรรค์เกษตรมูลค่าสูงด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างแบรนด์(Branding)ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตร พืช ประมงและปศุสัตว์เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศภายใต้โครงการ เดอะ แบรนด์ โปรเจ็ค(The Brand Project)

ก้าวที่ 11>>การพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ไม่มีเหลื่อมล้ำ

เราบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ควบคู่กับการบริหารการพัฒนาเชิงคลัสเตอร์เช่น โครงการ1กลุ่มจังหวัด1นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารทั้งหมด18กลุ่มจังหวัดครอบคลุม77จังหวัดเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตเกษตรตามศักยภาพของแต่ละกลุ่มจังหวัดเพื่อกระจายโอกาสการพัฒนาทุกภาคทุกจังหวัดไม่ให้เจริญแบบกระจุกตัวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาโดยปลายปี2564รัฐมนตรีเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรทุกอำเภอทุกจังหวัดและปีนี้กำลังจัดตั้งคณะทำงานเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล7,435ตำบลให้แล้วเสร็จเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนระดับพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

เรายังริเริ่มและเดินหน้าอีกหลายโครงการเช่นการจัดตั้งองค์กรชุมขนประมงท้องถิ่น2,600องค์กรใน50จังหวัด การดำเนินการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)ตอบโจทย์Climate Changeโดยเพิ่มต้นไม้ลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโครงการพัฒนาระบบความเย็น(Cold Chain)ตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวแบบNitrogen Freezer เป็นต้น

ก้าวที่ 12 >>เปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform) ความก้าวหน้าของงานแต่ละด้านเกิดจากการบริหารแบบเปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform)ในการทำงานกับทุกภาคีภาคส่วนเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมต่างๆ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย สถาบันเกษตรกร

สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย เครือข่ายองค์กรเอกชน ทุกกระทรวงและทุกพรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลโดยยึดประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ทางการเมืองได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนำมาซึ่งความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจ ประการสำคัญคือการทำงานอย่างทุ่มเทของคนกระทรวงเกษตรฯ.

ศักยภาพใหม่สู่เกษตรมูลค่าสูง

งานหนักและอุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ด้วยก้าวใหม่ๆตามโรดแม็ปที่วางไว้ เราเดินเข้าใกล้เป้าหมายในทุกก้าวที่กล้าเดินเพื่อปรับรากฐานเดิมสร้างกลไกใหม่สำหรับยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรกรรมของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงภายใต้5ยุทธศาสตร์ของ รัฐมนตรี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนและการบริหารงานราชการของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ.และผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการและบุคลากรทุกคนรวมทั้งทุกภาคีภาคส่วนโดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ร่วมขับเคลื่อน”ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด”และการสนับสนุนของรัฐบาล ยังมีอีก”12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน”ที่จะเล่าให้ฟังเร็วๆนี้ครับ.”

บทความพิเศษ : คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665622

บทความพิเศษ : คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.59 น.

ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช่มูลสัตว์ เศษใบไม้ใบหญ้า หรืออุจจาระมนุษย์ อย่างที่ชาวไร่ชาวนา คนทั่วไป ข้าราชการ บางท่าน และ อาจารย์ บางท่าน ของมหาวิทยาลัย เกษตรเข้าใจผิด ฝังลึกในจิตใจ มาตลอด เพราะได้รับ การโฆษณาชวนเชื่อและตอกย้ำจาก เจ้าหน้าที่ของพ่อค้าผู้ขายปุ๋ยเคมีและนักวิชาการรับจ้างที่ไม่หวังดี มาตลอดเวลา มากกว่า 50 ปี

ความจริงแล้ว มูลสัตว์และอุจจาระหรือต้นไม้ใบหญ้า เป็นเพียงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แต่ ไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์จึง ไม่มีคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์เลย เหมือนกับ หินปูนเป็นวัตถุดิบในการทำปูนซีเมนต์ แต่ไม่ใช่ปูนซีเมนต์ เพราะกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์จะต้องเอาหินมาผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงถึง 1250 องศาเซนติเกรด กว่าจะ ทำเป็นปูนซีเมนต์ได้และนายช่างโยธาทั้งหลายในวงการก่อสร้างและโยธาทั้งหลายก็ไม่เคยหลงผิดคิดว่าหินปูนคือปูนซีเมนต์และก็ไม่เคยคิดว่าจะเอาหินปูนมาใช้แทนปูนซีเมนต์ได้

แต่ในทางเกษตร ชาวไร่ชาวนาและนักวิชาการเกษตรยังฝังจิตฝังใจ ว่ามูลสัตว์หรือใบไม้ใบหญ้าเป็นปุ๋ยซึ่งทำให้ทุกคนไม่อยากที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพราะว่าเวลาเอาไปใช้มันอยู่ในกระบวนการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์จึงทำให้ เกิดความร้อนสูงขึ้นและพืช ต้นไม้อาจจะตายได้และนอกจากนั้นยังเสียเวลานานหลายเดือนกว่าจะได้ประสิทธิผลเป็นปุ๋ย ฉะนั้นเมื่อเข้าใจผิดตลอดมาเลยทำให้คิดว่า เวลาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเห็นประสิทธิผล เลยไม่นิยมที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ในข้อเท็จจริงกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้องเอา สารอินทรีย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์มาหมักกับจุลินทรีย์ที่คัดมาให้มันช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนถึง 2 เดือน จึงจะได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แบบเมื่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แล้วก็สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ผลทันทีเหมือนกับใช้ปุ๋ยเคมี การที่ ชาวไร่ชาวนา หลงเชื่อ และฝังจิตฝังใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ใช้แล้วไม่ได้ผล ดีเท่า กับการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ชาวไร่ชาว  นา ต้องเสียเงินซื้อ ปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปุ๋ยอินทรีย์ที่ทีพีไอผลิตอยู่แล้วขายถูกกว่าปุ๋ยเคมีมากแต่มีประสิทธิผลได้เร็วเท่ากันและได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยซ้ำไป เพราะว่า ในปุ๋ยอินทรีย์เรามีทั้งธาตุอาหารหลักและอาหารรอง พร้อมจุลธาตุ และยังมีจุลินทรีย์ และฮอร์โมน ต่างๆซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืชด้วย สำหรับจุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์นี้มันก็จะช่วยย่อยธาตุอาหารในดิน ให้กลายเป็น ธาตุอาหาร เพิ่มขึ้น ธาตุ อาหาร  และฮอร์โมน ต่างๆเหล่านี้ ช่วยทำ ให้ได้ผลผลิตมากขึ้น และไม่ทำให้ดินเสียนอกจากนั้นยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายกับ ร่างกายของชาวไร่ชาวนาและผู้บริโภค

ประชัย  เลี่ยวไพรัตน์

เลขาฯมกอช .นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665619

เลขาฯมกอช .นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.46 น.

เลขาฯ มกอช .คณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ วางมาตรการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร ด้วยระบบตามสอบสินค้าเกษตร (QR Trace on Cloud)

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ในฐานะ ประธานแปลงใหญ่ นำคณะผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ สวนทุเรียนป่าละอู  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดูพื้นที่การปลูกทุเรียน ในพื้นที่ป่าละอู ซึ่งมีปริมาณผลผลิตไม่มาก ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย

ทั้งนี้ นายพิศาล กล่าวว่า  ปัจจุบัน ประชาชนมีความสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยหันมาเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และผ่านการรับรองมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกรับรองให้กับสินค้าที่ผลิต ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับ สินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่า มาตรฐานสากล หากผู้บริโภคพบเห็นเครื่องหมาย Q ที่ใด สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าเกษตรนั้นมีมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย เหมาะสมต่อการบริโภค

นอกจากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ภายใต้สถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อควบคุมความปลอดภัยของการผลิตสินค้าเกษตรและ อาหารอย่างเข้มงวด โดยนามาตรฐานสินค้าเกษตรมาควบคุม กากับ และดูแล ตั้งแต่ฟาร์ม สถานประกอบการ แหล่งรวบรวมจำหน่าย จนถึงกระบวนการการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

โดยสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้พัฒนาระบบการตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์สาหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ นาระบบไปใช้งานในการจัดเก็บข้อมูลที่มาที่ไป ข้อมูลการผลิตเพื่อใช้ในการตามสอบสินค้าเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถนาข้อมูลที่จัดเก็บไปสร้าง QR Code สาหรับเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามสอบสู่ผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา มกอช. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการใช้ระบบตามสอบย้อนกลับ มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 2,400 ราย

โดยในปี 2565 มกอช. ได้เข้าไปส่งเสริมการใช้ระบบ QR Traces on Cloud ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการผลิตสินค้าทุเรียนที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติ ทาง การเกษตรที่ดี (GAP) และได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มกอช.จึงได้จัดทาโครงการเพื่อยกระดับ และ พัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้าน คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่มีเลขาธิการสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ซึ่งเป็นการนำร่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Trace on Cloud ที่เชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเกษตร ทุเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตรวจสอบสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าได้ มากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ของภาคเอกชนที่มี การจำหน่ายสินค้าอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์เอกสารใบรับรองมาตรฐาน ซึ่ง สามารถตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาในเรื่องการส่งออกได้

ด้าน นส.กรรณิกา ทวีกาญจน์  เจ้าของไร่กรรณิกา ทวีกาญจน์   กล่าวว่า พื้นที่ทั้งหมด ของไร่กรรณิกา มีการปลูกทุเรียน 90% และ10% ผลไม้อื่น มีปลูกเงาะ มังคุด ซึ่งที่ตั้งแปลง อยู่บริเวณเลขที่ 337 หมู่ 7 ห้วยสัตว์ใหญ่ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110 มีพื้นที่ปลูก กว่า 80 ไร่ โดยผลผลิตจางส่วนนอกจากขายเป็นผลไม่สด ยังมีการสินค้าค้าแปรรูป  โดยจะมีตั้งแต่การแปรรูปเป็นทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ไอติมทุเรียน เค้ก,ทุเรียน พิซซ่าทุเรียน ขนมเปี๊ยะทุเรียน

ส่วนผลผลิตมี ประมาณ ตัน/ปี้ โดยได้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ GAP A1-003630485 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช57100062 ( 09/10/2562 )

“การันตีว่าที่นี่เป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ สวนเราขายหน้าสวน และขายออนไลน์ กิโลกรัมละ 250บาท มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายจากทุเรียน อยากให้ลองมาชิม”นส.กรรณิกา กล่าว

ขณะที่ นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอู กล่าวว่าสวนทุเรียนแห่งนี้เป็นสวนทุเรียนที่ได้รับการสนับสนุนในโครงการแปลงใหญ่โดยมีที่ตั้งแปลง ที่เลขที่ 139 ม.8 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห้วยสัตว์ใหญ่ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูก ทั้งหมดกว่า14 ไร่มีผลผลิต ประมาณ 2 ตัน/ปี เป็นแปลงที่ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ 03-9001-36470635111 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช 57100062 ลำดับที่ 620623PKN004

นายประโยชน์ กล่าวว่าตนเคยเป็นหัวหน้าเทศกิจ กทม.ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญ ที่ผ่นมาได้ซื้อสวนทุเรียนป่าละอู ไว้ตั้งแต่ปี2528 และเข้ามาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเมื่อปี 2558 ลองผิดลองถูกมาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตทุเรียน ที่ดีขึ้นเกือบเท่าตัวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนการสารเคมี และยังได้รับการรับรองแปลงจีเอพี จากกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้งทางมกอช.ได้นำระบบคิวอาร์โคส มารองรับทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้รับความมั่นใจจากผุ้บริโภคว่าเป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ ทั้งมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย จึงทำให้ขายได้ราคาสูงกว่าทุเรียนในพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตามในปีนี้ประสบปัญหาวิกฤติหลายอย่างโดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ยสูงขึ้นมากจากตันละหมื่นกว่าบาท ขึ้นมาเกือบ3 หมื่นบาท รวมทั้งราคายากำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นด้วย ที่เป็นปัจจัยหลักในการดูแลต้นทุเรียน  นอกจากนี้สภาพอากาศปีนี้ฤดูร้อนๆขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ทุเรียน สุกเร็ว เป็นเหตุให้ชาวสวนต้องเร่งตัดขาย เปอร์เซ็นต์การสุกต่ำ เมื่อนำไปขายให้กับล้งก็โดนกดราคาลงมาก อีกทั้งยังโดนทุเรียนจากภาคใต้ มาสวมขายหลอกราคาต่ำทำให้ผู้บริโภค เข้าใจผิดว่าเป็นทุเรียนป่าละอู ดังนั้นตนและชาวสวนมีความดีใจมากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตนเองและมาเปิดงานมหกรรมทุเรียนป่าละอู ตั้งแต่วันที่9 -12 ก.ค.นี้ จึงเชิญชวนผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อทุเรียนป่าละอูของแท้ ที่มีรสชาติพิเศษ เนื้อละเอียด รสไม่หวานมาก เมล็ดลีบได้ถึงพื้นที่

ไทยบันทึกสถิติโลก GWR ไม้กลายเป็นหิน จ.ตาก ยาวที่สุด 69.70 เมตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665600

ไทยบันทึกสถิติโลก GWR ไม้กลายเป็นหิน จ.ตาก ยาวที่สุด 69.70 เมตร

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 22.34 น.

“วราวุธ”ผลักดัน“ไม้กลายเป็นหินตาก”สู่อุทยานธรณีระดับโลก หลังไทยทุบสถิติ GWR ยาว 69.70 เมตร

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2565) เวลา 13.30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เป็นประธานรับมอบเอกสารรับรองในงานบันทึกสถิติโลก “ไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลก” ความยาวมากถึง 69.70 เมตร ต่อ Guinness World Records ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญแห่งมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา จังหวัดตาก สู่การยกระดับอุทยานธรณีระดับโลก อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้แก่เยาวชน และสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีนายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน และร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย – ไม้กลายเป็นหิน (เตรียมการ) จังหวัดตาก

ปกท.ทส. ได้ชื่นชมกรมทรัพยากรธรณี รวมถึงภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมกันผลักดันการบันทึกสถิติโลกในครั้งนี้จนเป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ แหล่งไม้กลายเป็นหิน จังหวัดตาก มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ควรค่าแก่การอนุรักษ์และศึกษาเรียนรู้ ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยมีทรัพยากรธรณีที่มีความอุดมสมบูรณ์จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วย

อีกทั้งในพื้นที่บริเวณที่พบไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลกนี้ ยังค้นพบไม้กลายเป็นหินที่เป็นต้นไม้ใหญ่อีก 6 ต้น ความยาวราว 30 – 45 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 – 2.0 เมตร และคาดว่าน่าจะมีไม้กลายเป็นหินอีกเป็นจำนวนมากในบริเวณนี้ นับเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะไม่มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ใดในโลกที่มีการพบไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่รวมกันเช่นนี้มาก่อน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในจังหวัดตาก จะร่วมกันดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ให้มีความสมบูรณ์ โดยย้ำว่า “ท้าทายกว่าการได้มา คือ การรักษา” เพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

-001

ปศุสัตว์เน้นเชิงรุกคุมโรคลัมปีสกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665301

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยฤดูฝน จึงส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ เช่น โรคลัมปี สกินที่เกิดจากเชื้อไวรัสพบเฉพาะในโค กระบือ ไม่ติดต่อสู่คน ติดต่อได้จากสารคัดหลั่งและมีการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน มีพาหะนำโรคติดต่อระหว่างสัตว์และสัตว์ จึงเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคให้อยู่ในวงจำกัด ลดผลกระทบและความเสียหายตามหลัก “รู้เร็ว โรคสงบได้เร็ว” โดยสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าควบคุมการระบาดของโรคนี้ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ สำหรับจัดซื้อวัคซีนเพิ่ม 5,000,000 โดส เพื่อให้โค กระบือ ได้รับการฉีดวัคซีนครอบคลุมทั้งประเทศ ให้มีภูมิคุ้มกันระดับฝูง ปัจจุบันได้กระจายวัคซีนให้กับพื้นที่และนำไปฉีดให้กับโค กระบือของเกษตรกรทั้งหมดแล้ว

นายสัตวแพทย์สรวิศ เปิดเผยด้วยว่า ได้เร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปีสกินในโคกระบือ ประสานงานกับจากผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รักษาพยาบาลสัตว์ป่วย มีเกษตรกรได้รับบริการ 206,532 ราย หยดหรือราดยาป้องกันแมลง เกษตรกรที่ได้รับบริการ 37,967 ราย พ่นยากำจัดแมลง เกษตรกรที่ได้รับบริการ 226,233 ราย พ่นยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค เกษตรกรที่ได้รับบริการ 173,622 ราย แจกยากำจัดแมลงแก่เกษตรกร ได้รับบริการ 133,735 ราย และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคลัมปี สกิน และการป้องกันโรค เกษตรกรที่ได้รับบริการ 433,610 ราย ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับข้อมูลได้ที่www.dld.go.th หรือแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กยท.ชี้ราคายางปรับ ตามสภาพเศรษฐกิจ งัดมาตรการรองรับ ช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665302

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ราคาน้ำยางสดเฉลี่ยเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 66.28 บาท/กิโลกรัม ซึ่งสาเหตุที่ราคายางปรับตัวลงเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวลดลงเพราะค่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ยางที่มีการชะลอตัว ประกอบกับปริมาณยางใน Stock จีน ที่ยังมีอยู่ เพราะมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การผลิตและบริโภคในจีนจึงน้อยลง โดย กยท.เชื่อว่าราคายางจะคงตัวอยู่ระดับนี้ในระยะสั้นๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยดันให้ราคายางสูงขึ้นได้ เช่น ผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อยลง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น เช่น การผลิตล้อยางสำหรับรถระบบไฟฟ้า และผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลต่ออุตสาหกรรมถุงมือยางสังเคราะห์มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เป็นโอกาสดีสำหรับถุงมือยางธรรมชาติที่ตลาดมีความต้องการใช้ทดแทนถุงมือยางสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้น้ำยางเพิ่มขึ้นในตลาด

“กยท.มีมาตรการรองรับสถานการณ์ ผ่านการดำเนินโครงการชะลอขายยาง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเก็บผลผลิตและขายในช่วงที่ราคาเหมาะสม โดย กยท.ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าสามารถช่วยดูดซับยางออกจากระบบได้ถึง 65,000 ตัน นอกจากนี้ได้จัดสรรเงินอุดหนุน มาตรา 49 (3) ให้สถาบันเกษตรกรฯ สร้างห้องเก็บยางระบบควบคุมความชื้น สามารถยืดอายุการเก็บยางแผ่นรมควัน เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เดือน ช่วยชะลอการขายยางในช่วงที่ราคาปรับตัวลงได้” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

ประมงแจ้งผ่านออนไลน์ ครอบครองซากสัตว์มีโทษหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665303

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การประกาศขายโฆษณาเครื่องมือทำการประมงบางชนิด ได้แก่ หม้อน็อกปลา โพงพาง ลอบพับได้หรือไอ้โง่ และการประกาศขายสัตว์คุ้มครอง หรือซากของสัตว์คุ้มครอง เช่น หินปะการัง ปะการัง กัลปังหา หรือเต่า บนแพลตฟอร์มของบริษัทเอกชน ยังไม่มีคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมายให้แก่ผู้บริโภค หากผู้บริโภครายใดไม่ทราบข้อมูลและซื้อสินค้าดังกล่าวไว้ในครอบครอง อาจส่งผลให้ผู้ซื้อสินค้าถูกจับ ถูกปรับ และถูกดำเนินคดีได้ ซึ่งมีอัตราโทษค่อนข้างรุนแรง

สำหรับข้อกฎหมายและบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายออนไลน์กรณีดังกล่าว มีดังนี้ พ.ร.ก.การประมง 2558 แก้ไขเพิ่มเติม 2560, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 มีรายละเอียด ดังนี้ ห้ามค้าห้ามครอบครองโดยเด็ดขาด หากจะมีการนำเข้า-ส่งออกต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมประมงเท่านั้น ได้แก่ ปะการังทุกชนิด กัลปังหาทุกชนิด ดอกไม้ทะเลทุกชนิด(ทั้งที่ยังมีชีวิต หรือเป็นซากของปะการัง) และหัวแหวนปลาโรนิน แหวนกระเบนท้องน้ำ กำไลกัลปังหา เขี้ยวพะยูน กระดองเต่า เต่า เปลือกหอยบางชนิด เช่นหอยมือเสือ หอยแตรสังข์ โดยผู้ที่ค้าสัตว์ป่าสงวนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 3 แสน ถึง 1.5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ที่ค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้มีไว้ในครอบครองสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สัตว์น้ำประเภทค้า-ขาย-ส่งออกได้ แต่ต้องมีใบอนุญาตให้ค้าสัตว์ป่า และมีการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายแก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อต้องขอรับใบอนุญาตตามกฎหมาย ได้แก่ กระเป๋าหนังจระเข้ และตะพาบน้ำ โดยผู้ที่ค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นห่วงผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจถูกดำเนินคดีจากความไม่เข้าใจในกฎหมาย

ที่ผ่านมา กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่ใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสามารถเลือกซื้อจากร้านค้าออนไลน์ได้ง่าย และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำให้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์เพื่อรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืนและให้เกิดความสมดุลเหมาะสมกับการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมง และมอบนโยบายการปฏิบัติงานยึดหลัก 3 ป.คือ การป้องกัน การป้องปราม และการปราบปราม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ

‘มนัญญา’ตั้งวอร์รูมแก้หนี้ สหกรณ์เกษตรฯ1.8หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665304

‘มนัญญา’ตั้งวอร์รูมแก้หนี้  สหกรณ์เกษตรฯ1.8หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการปฏิบัติงานรองนายทะเบียนสหกรณ์” พร้อมทั้งมอบนโยบายในการกำกับดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ และบรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายด้านการส่งเสริม กำกับ ดูแลสหกรณ์” เพื่อป้องกันการเกิดข้อบกพร่องและการทุจริตในระบบสหกรณ์ โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร สหกรณ์จังหวัด ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และ 2 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ได้เตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ ที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะรวบรวมหนี้ที่มีการทุจริตในระบบสหกรณ์ ทั้งสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์ออมทรัพย์ เบื้องต้น 18,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมาจากการสั่งการให้ทุกจังหวัดรวบรวม ตัวเลขทุจริตเหล่านี้ จะนำมาใช้ในการแก้ไขตามกรณีแต่ละสหกรณ์

ด้านนายวิศิษฐ์ เปิดเผยว่า ให้ความสำคัญต่อการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นพิเศษ เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีกว่า 1,400 แห่ง ทุน
ดำเนินงานกว่า 2.74 ล้านล้านบาท โดย รมช.เกษตรฯ สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามดูแลระบบการเงินของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งหาแนวทางป้องกันปัญหาไม่ให้
เกิดทุจริตซ้ำ จึงกำชับคณะกรรมการสหกรณ์วางระบบการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้เป็นไปตามระเบียบของนายทะเบียนสหกรณ์ และข้อบังคับแต่ละสหกรณ์อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์สมาชิก

เกษตรฯถกรัสเซียซื้อปุ๋ยราคามิตรภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665079

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มอบนโยบายให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาปุ๋ยแพงและปุ๋ยขาดแคลนจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงได้พบหารือกับนายนิโคไล เชอร์เยฟ ที่ปรึกษาสำนักงานผู้แทนการค้ารัสเซียประจำประเทศไทย นายวิตาลี คิสเซเรฟ ประธานหอการค้าไทย-รัสเซีย ดร.ยงยุทธสาระสมบัติ นายกสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ดร.อาณัติชัย รัตตกุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ และ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวกับการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซียเพิ่มขึ้นในราคามิตรภาพ ซึ่งจากการหารือรอบแรกผู้แทนการค้ารัสเซียยืนยันว่ารัสเซียกับไทยมีความสัมพันธ์กันมากว่า 100 ปี จึงเห็นด้วยในหลักการที่จะขายปุ๋ยให้ไทยในราคาพิเศษ

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งหน้าจะเชิญผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ตัวแทนสถาบันเกษตรกรสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และสมาคมผู้ค้าปุ๋ยร่วมหารือด้วย ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเกือบ 100% กว่า 5 ล้านตัน เป็นมูลค่ากว่า 73,430 ล้านบาทในปี 2564 มากกว่าปี 2563 ถึง 54.1% ส่วนรัสเซีย เป็นประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมี คิดเป็นมูลค่ามากที่สุดในโลกปีละกว่า 2 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 12.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งโลก โดยไทยนำเข้าจากรัสเซียเป็นมูลค่า 5,670 ล้านบาทในปีที่แล้ว คิดเป็นสัดส่วนราว 7.7% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการต่างประเทศ และหอการค้าไทย ได้เจรจาขอซื้อปุ๋ยเคมีราคามิตรภาพจากซาอุดีอาระเบีย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจานำเข้า-ส่งออกของภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

ปศุสัตว์แจงกระดูกในเล้งแซ่บ หน้าตาแปลกเป็นสันหลังหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665080

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลตามสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการสั่งต้มเล้งแซ่บมารับประทาน เมื่อลอกเนื้อออกจากกระดูก แล้วสังเกตกระดูกในน้ำซุป คล้ายกะโหลกสัตว์บางชนิด ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและกังวลใจกับผู้พบเห็น ว่า กระดูกดังกล่าวเป็นกระดูกหมูที่มาจากส่วนสันหลัง ส่วนกระเบนเหน็บ (sacrum) เป็นชิ้นส่วนกระดูกที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกเชิงกราน (pelvic bone) และกระดูกหาง(coccygeal bone) อาจมีลักษณะคล้ายกับกระดูกสัตว์บางชนิด จึงอาจทำให้เกิดความสงสัย ถ้าสังเกตแล้วจะพบว่ารูปร่างลักษณะและความหนาแน่นของกระดูกจะแตกต่างกันมาก ดังนั้น หากผู้บริโภคมีความสงสัยสามารถสอบถามหรือส่งตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจสอบได้ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนอย่าตระหนกและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด และเพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย มีแหล่งที่มาชัดเจน กระบวนการผลิตถูกสุขอนามัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ขอให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากแหล่งที่มาที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ สังเกตจากตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”