ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595165

ชายคาพระพิรุณ : สหกรณ์ส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร)สู้ภัยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นส่งผลให้มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 จำนวนมากขึ้น และมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างและรวดเร็ว ความหวังที่จะลดการติดเชื้อได้ คือวัคซีนและยารักษาโรคที่จะสามารถหยุดยั้ง ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และลดความรุนแรงให้แก่ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ได้ซึ่งหนึ่งในความหวังคือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยจากการใช้พืชสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หากนำมาใช้ร่วมรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสโควิด–19 ให้กับกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจร ขึ้นในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจร โดยมีกรมวิชาการเกษตรสนับสนุนพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลค์สูง ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตราได้มีโอกาสไปร่วมงาน Kick Off เปิดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ณ แปลงปลูกฟ้าทะลายโจร ของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ตำบลระบำอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และมี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลกับ ขุนเกษตรา ว่า สำหรับในการจัดทำโครงการฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน 500 ไร่ มีเป้าหมายในปี 2564 จำนวน 100 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อแปรรูปป้อนเข้าสู่ตลาด โดยได้กำหนดวิธีการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่อย่างไรก็ดีในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการปลูกเพื่อนำร่องโครงการฯ ใน 8 สหกรณ์ พื้นที่ 80 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี พิจิตร และนครสวรรค์ โดยให้สหกรณ์ทั้ง 8 แห่ง เป็นศูนย์กลางการผลิตต้นกล้าเพื่อส่งให้กับสหกรณ์เครือข่ายในการปลูกต่อไป ภายใต้ความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตรในการจัดหาพันธุ์ที่ดี ได้คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปลูกแล้ว จำนวน 11 จังหวัด 52 สหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงตลาดในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ในลักษณะการตลาดนำการผลิต เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์ ว่าจะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ภายใต้คุณภาพและมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังบอกอีกว่า สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะกระจายอยู่ทุกภาค ซึ่งหลังจากได้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว กรมฯจะชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำให้สหกรณ์ผลิตพืชสมุนไพรปลอดสารเคมี และหากสหกรณ์ที่เข้าโครงการต้องการเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพการปลูกฟ้าทะลายโจรให้กับสมาชิก กรมจะจัดเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อใช้ในการตั้งต้นเข้าโครงการ ซึ่งกรมฯคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ดี เนื่องจากเป็นสมุนไพรคุณภาพ และคาดหวังว่าหากสหกรณ์สามารถผลิตได้คุณภาพ อนาคตหลายสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรปลอดสารได้อีกจำนวนมาก และจะสามารถเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป

ขุนเกษตรา

สวก.จัดงาน ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน บนแพลตฟอร์มออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594731

สวก.จัดงาน ' ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน ' บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สวก.จัดงาน ‘ ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน ‘ บนแพลตฟอร์มออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.30 น.

กิจกรรมสัมมนาเปิดตัวเทคโนโลยีและนิทรรศการผลงานวิจัย “ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” บนแพลตฟอร์มออนไลน์

        สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จัดงาน “ARDA Virtual Event : ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 – 13.00 น.
บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยของ สวก. ให้เป็นที่รับรู้และรู้จักอย่างกว้างขวาง ส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย สาธารณะ และพาณิชย์ โดยนำเสนอเทคโนโลยี “ต่อยอดงานวิจัยเกษตรไทย มิติใหม่แห่งการลงทุน” จำนวน 12 โครงการซึ่งพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของภาคเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยของ สวก. จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอ็ม.วาย.อาร์.คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด และ บริษัท เจอาร์ แลบโบราทอรี่ จำกัดซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ ยังมีการเสวนา เรื่อง “ศักยภาพของสมุนไพรไทยในการป้องกัน รักษาและฟื้นฟูโรคโควิด 19” เพื่อยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรไทย นำไปต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก

ภายในงาน จะสามารถให้ผู้ที่ร่วมลงทะเบียนเข้าชมนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวก. ในรูปแบบ Virtual Event บนแพลตฟอร์มออนไลน์ จำนวนกว่า 60ผลงาน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 ผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” มากกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ ที่มีการผลิตและจำหน่ายจริง อาทิ เครื่องสำอางชะลอความชราจากข้าว เครื่องดื่มข้าวสินเหล็ก ผลิตภัณฑ์ไล่ยุงและแมลง ผลิตภัณฑ์เส้นบุก เครื่องสำอางจากดอกไม้สีเหลือง และเครื่องสำอางจากน้ำมันปาล์มแดง เป็นต้น

โซนที่ 2 ต้นแบบผลงานวิจัยพร้อมใช้ “เชิงพาณิชย์” มากกว่า 20 ผลงานอาทิ ตำรับยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ตำรับยาจากพืชกระท่อม อาหารสุขภาพสำหรับโรคเรื้อรังจากสาหร่าย เป็นต้น

โซนที่ 3 ต้นแบบองค์ความรู้วิจัยพร้อมใช้ “เชิงสาธารณะ” มากกว่า 20 ผลงานอาทิ คู่มือเทคโนโลยีการผลิตภัณฑ์ปลาช่อน Food loss เทคโนโลยีการให้น้ำด้วยการใช้อ่างน้ำจากยางรถยนต์เก่าและระบบไส้ตะเกียง และนวัตกรรม Cement ring แบบประหยัดน้ำเป็นต้น

โซนที่ 4 การให้บริการข้อมูลของ สวก. (ARDA Contact) ได้แก่ การสนับสนุนทุนวิจัย ทุนพัฒนาบุคลากรวิจัย ระบบคลังข้อมูลการวิจัยการเกษตรไทย (TARR) ช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ และช่องทางการติดต่อ สวก.

ทั้งนี้ ท่านผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ ได้ที่ http://www.ardavirtual2021.com/ 

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โทร. 02-579-7435  และ Facebook :Agricultural Research Development Agency (ARDA)

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594542

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ค่อนข้างรุนแรง หน่วยงานราชการหลายแห่ง ต้องให้พนักงานทำงานที่บ้าน(WFH ) ตามนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด จำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้

การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เช่นกัน “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ผู้ว่าการ กยท. บอกว่า กยท.มีนโยบายที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารงานมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา กยท.ได้นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC) ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ National Single Window (NSW)

ระบบดังกล่าว เป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) มีนโยบายให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลาในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

“เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า ยางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565

แม้การนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมาใช้ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการระบาดของ COVID-19 แต่ก็สามารถช่วยให้การทำงานแบบเว้นระยะห่างได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ทำให้การส่งออกสะดุด สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในทางอ้อมได้

หากผู้ส่งออกยางมีข้อสงสัยใดๆ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ โทร 0-2433-2222 ต่อ 313,319 หรือ e-mail : ecess@raot.mail.go.th รับรองได้ความกระจ่างแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร 5 เดือนเสียหาย 13,895 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594545

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสามในครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงและน่าจะยืดเยื้อ ซึ่งย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยง และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้าลง โดยคาดว่าขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2564) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 สศก. พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่หดตัวถึงร้อยละ 3.1 เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และช่วงต้นปี 2564 ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้มากขึ้น รวมทั้งสภาพอากาศโดยทั่วไปที่เอื้ออำนวย และไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้สถานการณ์การผลิตพืชและปศุสัตว์ดีกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการผลิต โดยแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งปี 2564 สศก. ยังคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7-2.7 ตามเดิมที่คาดการณ์ไว้

จากการวิเคราะห์ผลกระทบโควิด-19 พบว่า ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆโดยผลกระทบที่ได้รับมีสาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตรที่อ่อนตัวลงเพราะมาตรการที่ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การล็อกดาวน์ และการควบคุมพื้นที่การจำกัดเปิดร้านค้า และ ร้านอาหารต่างๆ โดยผลวิเคราะห์พบว่า กรณีโควิด-19 กระทบ 5 เดือน (เมษายน – สิงหาคม 2564) มูลค่าทางเศรษฐกิจการเกษตรในส่วนของการบริโภคสินค้าเกษตรในประเทศ จะลดลงรวมทั้งสิ้น 13,895 ล้านบาท เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อสาขาการผลิตทางการเกษตร 5 อันดับแรก (กรณี 5 เดือน) พบว่า สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ การทำสวนผัก มูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง 3,049 ล้านบาท รองลงมา คือ การทำสวนผลไม้ มูลค่าลดลง 2,061 ล้านบาท การทำนา มูลค่าลดลง 2,038 ล้านบาท การประมงทะเลและการประมงชายฝั่ง มูลค่าลดลง 1,007 ล้านบาท และการเลี้ยงสัตว์ปีก มูลค่าลดลง 908 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากโครงสร้างการบริโภคของประเทศไทย มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภค ผัก ผลไม้ และข้าว มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้โควิด-19 จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ยังขยายตัวได้ดีตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า จึงนับเป็นอีกแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้โดยเมื่อพิจารณาถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 (เดือนมกราคม-มิถุนายน) พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 716,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 669,079 ล้านบาท หรือเพิ่มร้อยละ 7.1 สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สำคัญที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ สับปะรดและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ กุ้งและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมแนวทางดำเนินนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตลอดจนผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Smart Farm) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับปัจจัยลบ ต่างๆ ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ (economic shocks) ในอนาคตได้ดีขึ้น

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594541

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โคราชรณรงค์เชิงรุกโครงการสัตว์ปลอดโรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านโพนสูง  ต.หมื่นไวย  อ.เมือง  จ.นครราชสีมา นายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายพิทยา แสงรุ่ง ผช.ปชส.นครราชสีมา  และนายอรุณ ขันโคกสูง ผู้ใหญ่บ้านโพนสูงฯ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามโครงการ สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าประจำปี 2564 ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีนายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งการดูแลสุนัข แมว ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสนับสนุนให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐในการดูและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชน

พังงา อุตุฯ เตือน ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง

ผู้สื่อข่าวรายงาน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมเวียดนามตอนบน ทำให้จังหวัดพังงา บรรยากาศทั่วไปท้องฟ้ามืดครึ้มฝนฟ้าคะนองมีฝนตกหนักถึงหนักมากสลับกับมีลมกระโชกแรงตลอดทั้งวัน ส่วนคลื่นลมบริเวณชายหาดนางทอง หมู่ 7 บ้านบางหลาโอน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า พบว่าคลื่นในทะเลมีกำลังแรง น้ำทะเลมีสีขุ่น
ความสูงของคลื่น 2 เมตร ส่วนที่บ้านลำภี หมู่ 5 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง บริเวณลำคลองปริมาณน้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อย น้ำมีสีขุ่นแดง
และได้ไหลเข้าท่วมสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ของชาวบ้าน หากฝนยังไม่หยุดคาดว่าจะขยายวงกว้างอย่างแน่นอนขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนทั่วไทยมีฝนตกหนัก 40-70% อันทะเลอันดามันคลื่นมีความสูง 2 เมตร พร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่า
ไหลหลากได้ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

“นิคมเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้โครงการขยายผล “ฟาร์มตัวอย่างฯ” อำเภอคำตากล้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/478468

 “นิคมเศรษฐกิจพอเพียง “ภายใต้โครงการขยายผล”ฟาร์มตัวอย่างฯ “อำเภอคำตากล้า

12 สิงหาคม 2564 – 11:39 น.

“นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผล”ฟาร์มตัวอย่างฯ “อำเภอคำตากล้า การพัฒนาเพื่อสุขของประชาชนจากพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินของ 2 ตำบล คือ ตำบลนาแต้และตำบลคำตากล้า

โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร คือ ในก้าวสำคัญในการดำเนินงานเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาจัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างในพื้นที่ 4 ตำบล

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ได้แก่ ตำบลนาแต้ ตำบลคำตากล้า ตำบลหนองบัวสิม และตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร  ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนคำ – เสนานฤมิตร ตำบลนาแต้ อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนา

โดยในระหว่างเสด็จเยี่ยมราษฎรอยู่นั้นได้มีคณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ร้องขอต่อสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอให้ ส.ป.ก. ดำเนินการปรับพื้นที่และขุดขยายแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลนาแต้ และตำบลคำตากล้า อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการจึงได้เชิญคณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ร่วมประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว 

ภารกิจการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใน 3 ด้านหลัก คือ หนึ่ง งานจัดที่ดิน สอง งานพัฒนา และสาม งานเพิ่มรายได้ คือ แนวทางช่วยเหลือที่สำคัญของ ส.ป.ก. ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2549

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ทั้งนี้ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้กล่าวว่า ในปี 2549 ส.ป.ก. ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริแห่งการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามภารกิจที่กำหนด

โดยได้มีการจัดที่ดินและจัดสรรที่อยู่อาศัย พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกร จำนวน 4,008 ราย 4,681 แปลง รวมเนื้อที่ 65,151 ไร่ ซึ่งเป็นการแสดงถึงการถือครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฏหมาย 

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

“หลังจากที่เกษตรกรมีความพร้อมในเชิงพื้นที่แล้ว  ส.ป.ก. จึงให้การสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่าง ๆ ภายในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดตั้งขึ้น อาทิ การขุดสระน้ำ ขุดลอกแก้มลิง ฝายน้ำล้น อ่างเก็บน้ำ อาคารเรียนรู้ และอาคารรวบรวมผลผลิต กิจกรรมทางด้านการผลิต การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้

รวมถึงการพัฒนาอาชีพเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร ด้วยการจัดฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ โดยในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ นั้น ได้เน้นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว  

จากการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้เพื่อทำการเกษตรในแปลงที่ดินของตนเอง  สร้างอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ ภายใต้การผลิตที่ตรงต่อความต้องการของตลาด และได้มาตรฐานความปลอดภัยในรูปแบบของการเกษตรผสมผสาน ที่มีการประกอบกิจกรรมอย่างหลากหลาย

เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะเห็ด การปลูกพืชสมุนไพรเพื่อใช้ทำยารักษาโรค การเลี้ยงปลาเลี้ยงกบ ทั้งนี้   จากการติดตามผลการดำเนินงานของ ส.ป.ก. พบว่า ผลการส่งเสริมและพัฒนาได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ 20,000 – 25,000 บาท ต่อเดือน

จากการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ส.ป.ก. ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า  ได้ช่วยพลิกเปลี่ยนชีวิตความอยู่ของประชาชน ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เห็นผล ทำให้วันนี้มีสภาพชีวิตความอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

นายประมวลชัย ทองใส อยู่บ้านเลขที่ 193 บ้านหนองเม็ก หมู่ 12 ตำบลนาแต้ อำเภอคำตากล้า คือ หนึ่งในเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาของ ส.ป.ก. ภายใต้นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า

และจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัย ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่การทำเกษตรผสมผสาน จนประสบความสำเร็จกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ ให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้

“ผมได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 7 – 3 – 95 ไร่ พร้อมทั้งเข้ามาช่วยปรับพื้นที่แปลงเกษตรกรรมและขุดขยายแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ และจากข้อแนะนำและองค์ความรู้ที่ทางส.ป.ก.ได้เข้ามาแนะนำ จึงเห็นว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิมนั้น ไม่สามารถทำให้ผมหลุดจากปัญหาความยากจนเหมือนที่เป็นมาได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทาง

ผมจึงเลือกเดินตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง มีกิจกรรมการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ดชนิดต่าง ๆ การทำนาข้าว การเลี้ยงปลาธรรมชาติ การเพาะพันธุ์กบและพันธุ์ปลา การปลูกพืชสวนครัวแบบอินทรีย์ ฟาร์มไก่พื้นเมืองและไก่พันธุ์ไข่ การทำน้ำหมักและสารสกัดชีวภาพใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต”

นอกจากจะทำให้เกษตรกรผู้มีอาหารไว้สำหรับในการบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังก่อเกิดเป็นรายได้จากการนำผลผลิตออกจำหน่ายในตลาดของชุมชนได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้เพิ่มถึงปีละ 770,000 บาท ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น

เพราะข้อแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จึงทำให้ “ประมวลชัย” ได้เข้าใจถึงหัวใจสำคัญของหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้นำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น หลักความพอประมาณ เขาจะเน้นการใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก มีการทำปุ๋ยน้ำหมัก สารสกัดชีวภาพขึ้นใช้เอง พร้อมทั้งจำหน่ายให้เพื่อนเกษตรกรที่สนใจ เป็นต้น

ส่วนในหลักของความมีเหตุผล สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาและประเมินความสามารถของตนเองและครอบครัวถึงความจำเป็น ความเป็นไปได้ คิดก่อนที่จะทำ อีกทั้งมีการวางแผนและการบริหารจัดการเงินทุน มีส่วนร่วมในการประชุมกับเจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. เป็นต้น

ขณะที่หลักการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี “ประมวลชัย”จะเน้นการลดต้นทุนการผลิต  รวมถึงการรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่าย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นต้น

“จากที่ผมและครอบครัวมีชีวิตเป็นสุขได้อย่างในทุกวันนี้ เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ส่งหน่วยงานที่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือเกษตรกร อย่าง ส.ป.ก. เข้ามาช่วยพัฒนา จนทำให้ผมและคนอื่น ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างมากแบบที่ไม่เคยคาดคิดว่ามีได้เลยครับ” ประมวลชัย กล่าวในที่สุด

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์ ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594350

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์  ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด

บทความพิเศษ : ร้านสหกรณ์พนักงานรพ.บ้านแพ้วปรับตัวใช้ออนไลน์ ช่องทางหลักลดสัมผัสสมาชิก-สกัดโควิดระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านสหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จำกัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีศักยภาพในการบริหารงาน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564 ประเภทสหกรณ์ร้านค้า โดยสหกรณ์แห่งนี้ดำเนินธุรกิจมากว่า 16 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญจำนวน 560 ราย ดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าให้กับสมาชิก และบุคคลทั่วไปที่มาใช้บริการกับทางโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เช่น อุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นของผู้ป่วย รวมถึงอาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทางสหกรณ์ฯ มีการปรับปรุง และพัฒนากิจการของสหกรณ์อยู่เสมอ จนทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

คุณภัทกาญจน์ พลับทอง ผู้จัดการร้านสหกรณ์พนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า ร้านสหกรณ์ฯ ได้มีการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และสภาพแวดล้อมที่ดีให้เป็นที่พึงพอใจแก่ผู้มาใช้บริการ โดยการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ จะเน้นบริการอย่างครอบคลุมให้แก่สมาชิก และเปิดโอกาสให้สมาชิกตอบแบบสอบถามว่าต้องการให้ทางสหกรณ์ฯ นำสินค้าตัวใดเข้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลและแพทย์ที่อาศัยอยู่ในหอพัก จึงมีความต้องการสินค้าที่จำเป็นทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอาหารที่พร้อมทานสะดวก

จุดเด่นในการให้บริการของทางสหกรณ์คือ การนำเอาเทคโนโลยี หรือสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เข้ามาเป็นช่องทางในการสื่อสาร เนื่องจากสมาชิกแต่ละท่านอาจจะมีการทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้การนัดประชุม หรือการส่งเอกสารแบบเดิมเป็นไปได้ล่าช้า ดังนั้นสหกรณ์ฯ จึงใช้ช่องทาง Line และ Facebook เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของการแจ้งผลประชุมประจำปี และแจ้งรายการสินค้าช่วงโปรโมชั่น ลดราคา รวมไปถึงอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่สมาชิก ผ่านช่องทาง รหัสสมาชิก, QR Code, Mobile Banking, E-Banking หรือหักผ่านบัญชีเงินเดือน เป็นการทำระบบการจำหน่ายสินค้าและบริการให้ทันสมัย ซื้อขายกันในรูปแบบออนไลน์เพื่อลดการสัมผัส ลดข้อผิดพลาดในการทอนเงิน และเพิ่มความสะดวกสบายโดยที่สมาชิกไม่เสียสิทธิในการสะสมแต้ม ส่งผลให้ปริมาณธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่สมาชิกก็ได้รับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 80 ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์มีความมั่นคง และมีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถดำเนินงานและประสบความสำเร็จ สหกรณ์มีทุนของตนเอง และทุนสำรองเพิ่มขึ้นทุกปี อัตราส่วนทุนสำรองต่อสินทรัพย์ อัตราส่วนทุนหมุนเวียนมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้น โดยในภาพรวมสหกรณ์ฯ มีทุนดำเนินงานราว 21 ล้านบาทปริมาณธุรกิจ ราว 33 ล้านบาท ทั้งนี้ การดำเนินงานของสหกรณ์ในทุกกิจกรรม จะมีกรมส่งเสริมสหกรณ์คอยให้คำแนะนำว่าควรดำเนินการไปในทิศทางใด ควรปรับแก้อย่างไรบ้าง และจะมีการประเมินผลเป็นประจำทุกปี

สำหรับในส่วนสวัสดิการให้กับสมาชิก คุณภัทกาญจน์บอกว่า สหกรณ์จะเน้นการจัดสวัสดิการที่หลากหลาย ได้แก่ สวัสดิการมอบทุนบุตรสมาชิก ค่าเล่าเรียนบุตร สวัสดิการช่วยเหลือค่าทำศพสมาชิกและญาติสายตรง สวัสดิการรักษาพยาบาลสมาชิก เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง สวัสดิการให้บุตรสมาชิกฝึกอาชีพ เป็นต้น และยังมีสวัสดิการช่วยเหลือในกรณีพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้ทางร้านค้าสหกรณ์ฯจะได้รับผลกระทบ มียอดขายลดลงถึงร้อยละ 60 แต่ก็มีสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยจัดทำคูปองเงินสดราคา 500 บาท ให้กับสมาชิกทุกคนเพื่อนำมาซื้อของใช้ที่จำเป็น

“การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เป็นลักษณะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การที่เราใช้บริการในร้านค้าของสหกรณ์ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ และยังทำให้สหกรณ์มีผลกำไร สมาชิกได้รับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้มีการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มาตลอดทุกปี ยิ่งสมาชิกมีความร่วมมือทำธุรกิจกับสหกรณ์ฯ สหกรณ์ฯ ก็ยิ่งมีกำไรเยอะ มีความเข้มแข็ง การแบ่งผลประโยชน์ก็ยิ่งกลับไปหาสมาชิกเยอะเช่นกัน” คุณภัทกาญจน์กล่าวทิ้งท้าย

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594349

ซอกแซกอาเซียน  : 12 สิงหาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 12 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมประจำปี 2021 ร่วมกับคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve Board: AFSRB พร้อมทั้งเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามด้วย การประชุมของคณะกรรมการครั้งนี้ได้จัดโดยใช้ระบบทางไกลเช่นเคย ก็อย่างที่ผมได้เคยเขียนรายงานไปแล้วในคราวก่อนๆ เพราะได้มีการประชุมกันทุกปี
และฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ก็คือกรมการค้าต่างประเทศ ของกระทรวงพาณิชย์ไทยเรานี่เอง ปกติก็จะเวียนจัดไปตามประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียนตามลำดับตัวอักษร ซึ่งก็เป็นแนวเดียวกับการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์นี่แหละ หากแต่เวทีนี้มีเฉพาะ 10 ประเทศอาเซียนล้วนๆ ไม่มีจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาร่วมด้วย

ความจริงในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับโลก และระดับอาเซียน เพราะประชากรของโลกยังมีฐานะยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงประชากรของสิบประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย ดังนั้นสำนักเลขาธิการอาเซียนที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา จึงกำหนดเป็นแผนงานและเร่งรัดผลักดันในอันที่จะแก้ไขปัญหานี้แต่กระนั้นก็ตาม จะว่าไปแล้ว ในการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว กลไกที่จะช่วยดำเนินงานทั้งหลาย ทางฝ่ายเลขาธิการอาเซียนหาได้มีเป็นของตนเองแต่อย่างใด ต้องอาศัยกลไกปกติระดับประเทศ ซึ่งก็คือภาครัฐของประเทศสมาชิกเองเป็นตัวขับเคลื่อน จะมีก็เพียงบางองค์กรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบกับความขาดแคลนอาหาร เช่น AHA Center และ APTERR รวมทั้ง หน่วยรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง AFSIS ซึ่งทั้งสามหน่วยในการปฏิบัติงาน จะว่าไปแล้วก็มักไม่เกี่ยวกับแผนที่ว่านั้นโดยตรงเท่าใดนัก คณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งอาเซียนเอง ฟังดูชื่อแล้ว ก็น่าจะมีบทบาทในด้านการบริหารแผนเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร ทว่าในการประชุมแต่ละปีก็ไม่มีประเด็นที่พูดถึงเลย ทั้งหมดเป็นการรายงานสถานการณ์การผลิตพืชอาหารทั้งในภาพรวมและในแต่ละประเทศเท่านั้น

ฟังดูแล้ว ประโยชน์ในการประชุมในความคิดเห็นส่วนตัวของผม รู้สึกว่ายังไม่มากเท่าที่ควร แต่ก็เป็นธรรมชาติขององค์การระหว่างประเทศแบบนี้ ที่ทำได้ก็เพียงกำหนดเป็นแผนไว้แบบกว้างๆ ส่วนประเทศสมาชิกใดจะทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว ทุกประเทศก็มักจะมีเป้าหมายพัฒนาประเทศเป็นที่สอดคล้องอยู่แล้ว คือ การขจัดความยากจน การพัฒนาการผลิตพืชอาหาร แต่การออกแบบวิธีการพัฒนาก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งงบประมาณของแต่ละประเทศ ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ร่ำรวยอย่างเช่น บรูไนดารุสซาลาม และสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าแทบจะไม่มีพื้นที่ผลิตพืชอาหารในประเทศเลย แต่ก็แทบจะพูดได้ว่าทั้งสองประเทศไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารเลย เพราะมีเงินที่จะซื้อหาเอาได้จากประเทศอื่นๆ ที่ผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรืออ้อยน้ำตาล ในการประชุมครั้งนี้ แอปเตอร์เองก็ได้รายงานผลของการส่งข้าวสารไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยจนเกิดการขาดแคลนในปีที่ผ่านมา จำนวนกว่า 5,000 ตัน ซึ่งได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารรวมทั้งได้สร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนอาเซียนเป็นจำนวนเกือบล้านคนทีเดียวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดสาเหตุดัน ‘ไข่’ ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594283

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.12 น.

ผู้เลี้ยงไก่ไข่เหนือ-ใต้-อีสาน ประสานเสียงยืนยันราคาหน้าฟาร์มไม่ขยับ ด้วยเข้าใจสถานการณ์โควิดลำบากกันทุกคน คาดติดปัญหากระจายเฉพาะที่  มั่นใจผลผลิตปัจจุบันเพียงพอบริโภค

11 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ในระบบยังมีปริมาณตามปกติ ที่  41-42 ล้านฟองต่อวัน และจากมาตรการรัฐที่ให้ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง จะทำให้ปริมาณไข่ไก่เพิ่มอีก 3 ล้านฟองต่อวัน รวมเป็น 44-45 ล้านฟองต่อวันในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เป็นปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือราคาขายหน้าฟาร์มเกษตรกรยังอยู่ในระดับเดิมตามที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือไว้ จึงแปลกใจว่าทำไมราคาไข่ไก่ในหลายพื้นที่มีการปรับสูงขึ้น

“ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีหลายจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มถูกล็อกดาวน์ การขนส่งผลผลิตไข่ไก่ให้กับห้างต่างๆ  จึงทำได้ไม่สะดวกนัก ส่งได้เพียงวันละหนึ่งเที่ยว หากว่ามีคนซื้อมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เติมไม่ทัน ยืนยันว่าผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ขณะนี้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ความต้องการที่ดูเหมือนว่ามีเพิ่มขึ้นช่วงนี้น่าจะเป็นเพราะผู้บริโภคซื้อตุนไว้ เพื่อลดความถี่ในการออกนอกบ้าน จากปกติซื้อที่ 10 ฟอง ก็เพิ่มเป็น 90-120 ฟอง เราเองก็เห็นใจผู้บริโภค ก็ต้องประคับประคองกันไป เพื่อก้าวผ่านโควิด-19 ไปด้วยกัน” นายสุเทพ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวด้วยว่า ปัญหาราคาไข่ที่สูงขึ้นช่วงนี้ อยู่ที่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ ซึ่งทางสมาคมฯได้ย้ำให้เกษตรกรระมัดระวังไม่ขายผลผลิตไข่ให้คนแปลกหน้า แต่จะขายให้เฉพาะลูกค้าประจำ สำหรับต้นทุนการเลี้ยง ขณะนี้มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยพุ่งขึ้นมาใกล้เคียงเกือบเท่าราคาที่ขายหน้าฟาร์มแล้ว จากช่วงไตรมาสที่สองต้นทุนอยู่ที่ฟองละ 2.76 บาท และมีแนวโน้มต้นทุนสูงขึ้นอีกจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ทำให้ตอนนี้ผู้เลี้ยงแทบไม่มีกำไรเลย

ด้านนายสุวัฒน์ แพร่งสุวรรณ์ ประธานชมรมไข่ไก่ภาคอีสาน เปิดเผยว่า การที่ราคาไข่ในขณะนี้ดีดตัวขึ้น มาจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้สำหรับผู้กักตัวที่โรงพยาบาลสนามต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากกทม.ที่กลับมารักษาตัวที่ภูมิลำเนาของตนเองมากขึ้น เพราะไข่ไก่เป็นสินค้าที่นำมาประกอบอาหารได้ง่าย และเก็บรักษาไม่ยาก ขณะที่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ในระดับที่กรมการค้าภายในขอความร่วมมือ  โดยปกติไข่ไก่ในภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะเป็นผลผลิตส่วนเกินของภาคอื่น ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณที่ลดลงบ้างจากช่วงปกติ จากที่ภาคอื่นๆมีความต้องการเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ส่วนนายอุ่นเรือน ต้นสัก ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด กล่าวว่า ปริมาณไข่ไก่ในพื้นที่ทางภาคเหนือมีเพียงพอกับความต้องการบริโภค ไม่มีปัญหาขาดแคลน และจำหน่ายตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด พร้อมขอให้ภาครัฐช่วยดูแลให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพ รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงพอจะสามารถลืมตาอ้าปากได้