สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนน้องๆ เยาวชน โรงเรียน หน่วยงาน  องค์กร  ชมรม/กลุ่ม และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ” ในรูปแบบทัศนศึกษา – ดูงาน ที่พี่ๆ นักวิจัย จะพาทุกคนเรียนรู้โลกของวิทยาศาสตร์ เกษตร และธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ลงมือทำจริง สนุก ได้ความรู้ และได้แรงบันดาลใจกลับบ้านแบบเต็มๆ เปิดให้จองเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภายในค่ายฯ พบกับ 7 ฐานกิจกรรมสุดสนุก ได้แก่ 1.การทำคราฟฟ์โซดาจากสมุนไพรพื้นบ้าน 2.การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ 3.การผลิตแท่งเพาะชำจากวัสดุธรรมชาติ 4.กิจกรรม Seed Ball เพิ่มพื้นที่สีเขียว 5.เรียนรู้เมล็ดพันธุ์มีชีวิต 6.สวนสวยในแก้วใส และ 7.แมลงย่อส่วน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติรอบด้าน เช่น 1.ความหลากหลายของพันธุกรรมพืช 2.พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3.โลกของแมลงและระบบนิเวศ

โดยกิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิด การทำงานเป็นทีม และประสบการณ์นอกห้องเรียน ผ่านการเรียนรู้แบบสนุก ปลอดภัย และใกล้ชิดธรรมชาติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 096-337-5169 (ภานุวัฒน์) Facebook : สถานีวิจัยลำตะคอง

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยารักษามะเร็งพระราชทาน “อิมครานิบ 100” ล็อตแรกเข้าศูนย์กระจายยาของ สปสช. เร่งกระจายสร้างความมั่นคงทางยาเพื่อผู้ป่วยทั่วประเทศ

จากพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้พระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ดำเนินการผลิตและส่งมอบยารุ่นแรกของ สปสช. เข้าสู่ ศูนย์กระจายยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายยาหลักของ สปสช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคลังสินค้าและการจัดส่งทั้งหมดดำเนินการภายใต้มาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) หรือมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการกระจายยาอย่างเคร่งครัด เพื่อคงคุณภาพและความปลอดภัยของตัวยาไว้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วย โดยในลำดับต่อไป องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะรับช่วงต่อในการเป็นผู้ดำเนินการกระจายยา “อิมครานิบ 100” ไปยังหน่วยบริการสุขภาพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศตามแผนการกระจายยาของ สปสช. เพื่อให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100” ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) ยานี้ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริฯ ขึ้น ณ พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“อิมครานิบ 100” เป็นยารักษาแบบมุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งสามารถยับยั้งการเติบโตและการกระจายของเซลล์มะเร็ง ทำให้ควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอาการข้างเคียงต่ำเมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายประเภท อาทิ: โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML) มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL) มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) และมะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) การส่งมอบยารุ่นแรกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยตามพระปณิธานอันแน่วแน่ ในการขจัดอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างเท่าเทียม
 

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร ความว่า

“เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตร่วมกับปวงชนชาวไทย ถวายพระพรชัยให้มีพระกำลังเข้มแข็ง ในการประกอบพระราชกรณียกิจ ประสิทธิ์ประสาทความวัฒนาสถาพรมาสู่ประชาชาติไทยสืบไป ด้วยอานุภาพแห่งพระราชธรรมจริยา

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยซื่อสัตย์กตเวทีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงบริบูรณ์ด้วยพระมหากรุณาต่ออาณาประชาราษฎร ตลอดเจ็ดปีนับแต่เสด็จสถิตในที่สมเด็จพระอัครมเหสี ได้ทรงสำแดงให้เห็นประจักษ์ว่า ทรงพร้อมอุทิศพระองค์ สนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์สุขของปวงประชาเป็นสำคัญ เหนือยิ่งกว่าความเกษมสำราญส่วนพระองค์ ซึ่งอาจทรงแสวงหาได้โดยพระราชลาภหรือพระราชอำนาจ อันมีมาแต่พระราชอิสริยฐานันดรที่ทรงดำรง

การที่ทรงมั่นคงในพระราชจริยาซื่อตรง มิมัวเมาปรวนแปรไปตามอำนาจกิเลส ย่อมแสดงถึงพระปรีชาญาณในการ “ฝึกตน” โดยความเพียรหมั่นตามพระราชปณิธาน ทรงตระหนักใน “หน้าที่” ที่ทรงรักษาไว้ได้ด้วยดีทุกสถานตามพระราชสถานะอย่างแน่วแน่ ซึ่งล้วนมีเหตุมาแต่การฝึกฝนอบรมพระราชหฤทัย ให้องอาจแกล้วกล้า ยังพระกิริยาวาจา อันแสดงออกให้มหาชนได้เห็นประจักษ์ บังเกิดความงามประณีตอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีที่ติ พระเกียรติยศที่บังเกิดจากพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทั้งหลาย หาได้เพียงแต่เป็นเครื่องเพิ่มพูนพระบารมีจำเพาะพระองค์ หากยังช่วยเสริมส่งเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีสากล อำนวยศุภผลมหาศาลแก่บ้านเมือง ว่าชาวไทยได้ถึงความรุ่งเรืองเป็นอารยะ ก็เพราะมีพระประมุข เคียงข้างด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณสมบัติของความเป็น “บัณฑิต” ผู้เฉลียวฉลาดในโลกคดีและในธรรมคดีทุกประการ

ณ มงคลวารที่ทรงเจริญพระชนมายุบรรลุ ๔ รอบพระนักษัตร จึงขออัญเชิญพระพุทธดำรัส มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจา ว่า

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.

แปลความว่า อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้ ขอประชาราษฎร์ทั้งปวงจงพร้อมเพรียงกันฝึกตน ให้มั่นในคุณธรรมตามวิสัยบัณฑิตชาต ทำนุบำรุงราชอาณาจักรไทยให้รุ่งเรือง เพื่อสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ จักได้ทรงพระเกษมสำราญ ปลอดโปร่งทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย ทรงนำพาประชานิกรให้ประสบความเกษมสโมสรยิ่งๆ ขึ้นไปสมดังพระราชประสงค์จำนงหมาย

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของอาณาประชาชนสืบไป เป็นนิตยกาล เทอญ.”

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ พบว่า ครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่นๆ ศธ.จะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สภากาชาดไทย

โดย “SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้

ภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคามาตรฐานแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมสนับสนุนการจัดสรรผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมผ่านกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมฝีมือคนไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero Carbon ของภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง เตรียมจัดงานเสวนาเชิงวิชาการครั้งสำคัญ “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้อง EC5205 ชั้น 2 อาคาร 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่และหาทางออกในการเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ให้กลายเป็นรายได้เสริมที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรไทย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เผยว่า ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ ด้วยองค์ความรู้ศาสตร์แผ่นดิน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านอ้อยและน้ำตาล สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย วิทยาลัยบูรณาการศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมวิชาการยาง และถุงมือยาง จึงได้จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ขึ้น

โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศมาร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับเกษตรกรไทยจากตลาดคาร์บอนเครดิต โดย ผู้แทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร , ประสบการณ์ทำสวนยาง Carbon Credit ใน สปป.ลาว และทิศทางมาตรฐานยางพาราไทยโดย นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง , การขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับเกษตรกร โดย ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต , แนวทางการยกระดับรายได้ชาวไร่อ้อยจากนโยบาย Net Zero Carbon โดย นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศลงสู่ภาคปฏิบัติในระดับฐานราก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้ (จำนวนจำกัด)โดยสแกนคิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-495-0488 หรือ thanaporn.at@ku.th

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Crest School ศูนย์การเรียนแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ เดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้โซนใหม่บนชั้น 12 อาคาร MBK Tower เพื่อตอบรับการเติบโตของจำนวนนักเรียนและความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่ยังมุ่งพัฒนาวิธีคิด ความมั่นใจ และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่

Crest School ศูนย์การเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายเฉพาะบุคคลของผู้เรียน ผ่านการผสานทั้งหลักสูตรนานาชาติ การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสร้าง Portfolio และการค้นหาเส้นทางอาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำโปรเจกต์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะทางวิชาการและ Future Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Beyond The Classroom” ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง เติบโตอย่างมั่นใจ และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกจริงและอนาคตได้อย่างแท้จริง

โดยพื้นที่โซนใหม่ถูกออกแบบและแบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Makerspace พื้นที่เรียนรู้แบบ Hands-on สำหรับการคิด วิเคราะห์ และเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริง , Performance Room พื้นที่พัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ และความมั่นใจในการแสดงออก , STEAM Lab ห้องเรียนแบบ Project-based Learning ที่บูรณาการวิทย์-เทคโนโลยี-วิศวกรรม-ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน , Scholars’ Hall พื้นที่สำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการ การค้นคว้า และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียนและครูผู้สอน

น.ส.ณัชชา พลาพิภัทร ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เครสต์สคูล กล่าวว่า ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่ได้มองหาการศึกษาที่วัดกันแค่คะแนน แต่ต้องการสถานที่ที่ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการเรียน ความมั่นใจ และทักษะการใช้ชีวิตจริง พื้นที่ใหม่ของ Crest School จึงถูกออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การทำโปรเจกต์ และการค้นหาความถนัดของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้สามารถเชื่อมต่อกับโลกจริงและอนาคตที่เขาจะต้องเติบโตเข้าไปได้จริง”

ด้าน นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผู้ปกครองไม่ได้มองหาเพียงโรงเรียนที่มีผลสอบดี แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาตัวตนและเติบโตอย่างมั่นใจ เพราะในอนาคต เด็กที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เด็กที่สอบเก่งที่สุด แต่คือเด็กที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สื่อสารเป็น และมีความสุขกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าการขยายพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการลงมือทำและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน พร้อมต่อยอดแนวคิด Beyond The Classroom ให้เกิดขึ้นจริงในทุกมิติ

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ สามารถลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชม Crest School ได้ที่ https://go.crestschool.ac.th/XFqVzP  หรือโทร. 065-954-3645, เว็บไซต์ http://www.crestschool.ac.th  และ LINE: @crestschool (lin.ee/e3wlFWz)

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เมื่อความสำเร็จของภาพยนตร์ไม่ได้จบแค่ตัวเลขรายได้หน้าโรง แต่ขยับไปสู่การสร้าง ความสัมพันธ์ระยะยาว กับผู้ชมและสังคม เวที Executive Talk 2025 กลายเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ของคนในวงการภาพยนตร์และการตลาดดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดกิจกรรม Executive Talk 2025 ภายใต้หัวข้อ “BEYOND BOX OFFICE: Applying AI in Film Marketing to Foster Long-Term, Sustainable Relationships with Audiences and the Environment”  ท่ามกลางนักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

เวทีเสวนาครั้งนี้ชวนตั้งคำถามใหม่ต่อคำว่า ความสำเร็จ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคดิจิทัล จากเดิมที่โฟกัสเพียง Box Office สู่การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งพฤติกรรม ความสนใจ และรูปแบบการบริโภคสื่อของผู้ชม เพื่อนำไปออกแบบการสื่อสารที่แม่นยำ ตรงกลุ่ม และวัดผลได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ ณภัทร ตั้งสง่า ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ และธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อการประยุกต์ใช้ AI ใน Film Marketing ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการติดตามผลตอบรับและสร้าง Engagement ต่อเนื่องหลังภาพยนตร์เข้าฉาย พร้อมย้ำแนวคิด “Responsible Marketing” ที่ไม่มองเพียงผลกำไร แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

เวที “BEYOND BOX OFFICE” ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริง จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนานักศึกษาให้พร้อมรับมือโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

“เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่

Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาด

นอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ

อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

พิเชฐ เลขาธิการ กพฐ. เรียกข้อมูล สพท.รายงานผลสอบคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังคนเก่าโวยสอบไม่ผ่าน รับคนใหม่มาแทน  

2 มิถุนายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.เปิดสอบลูกจ้างชั่วคราว ทั้ง 7,588 อัตรา ตามที่รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยก่อนดำเนินการคัดเลือกได้มีการหารือฝ่ายกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การจัดสอบจะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบคัดเลือกได้  ส่วนการจัดสอบเป็นอำนาจของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการ โดยก่อนการจัดสอบ สพฐ. มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม 

”จากการรายงานเบื้องต้น หลังการสอบคัดเลือก มีกลุ่มจ้างเหมาบริการเดิม สอบไม่ผ่าน และได้คนใหม่มาแทน ประมาณกว่า 100 คน ใน 50 เขตพื้นที่ฯ ทำให้คนเก่าเกิดความไม่พอใจ ซึ่ง สพฐ. เองรับฟังทุกความคิดเห็น ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็มีความห่วงใย โดยมอบหมายให้ สพฐ. วางแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง สพฐ.ได้สั่งการให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ รายงานข้อมูล การดำเนินการ อาทิ มีลูกจ้างเหมาบริการเดิมกี่คน มีผู้เข้าสอบคัดเลือกกี่คน และเหตุผลที่คนเก่าไม่ผ่านการคัดเลือกกี่คน โดยแนวทางเยียวยาจะมาจากสองส่วน ส่วนหนึ่งจะมาจากเขตพื้นที่ฯ และอีกส่วนมาจากสพฐ. ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสม ตามควรแก่กรณี“ นายพิเชฐ  กล่าว 

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สพฐ.ยืนยันว่า มีความห่วงใย ให้ความสำคัญกับคนเดิมที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อโรงเรียนตลอดมา  สพฐ.จึงให้ เขตพื้นที่ กรอกข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่ผ่านกูเกิ้ลฟอร์มมาว่าแต่ละเขตคนเก่าผ่านการคัดเลือกกี่คน ไม่ผ่านกี่คน และให้เหตุผลมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร  และรับคนใหม่เข้ามากี่คน

เมื่อ สพฐ.ได้รับข้อมูลจากทุกเขตพื้นที่ฯแล้ว จะเร่งตรวจสอบทันทีและวางแผนเยียวยาหาทางออก โดยส่วนตัวคิดว่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และเขตพื้นที่ฯยืนยันผลการทำงาน 

“การดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นการเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ให้ได้รับความเป็นธรรม ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปแล้ว  7,588 อัตรา ก็ต้องทำสัญญาจ้างไปตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละเขตฯคัดเลือก เราต้องเคารพขบวนการคัดเลือกของแต่ละเขตด้วยเช่นกัน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก สพฐ.ก็รอดูข้อมูลเป็นรายกรณีไปและจะเยียวยาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อครหาที่อ้างว่า เขตพื้นที่ฯคัดเลือกคนของตัวเองเข้าไป ทำให้คนเก่าไม่ได้รับการคัดเลือกนั้น ก็คงต้องดูเหตุดูผล และหลักฐานว่า ดำเนินตามกระบวนการหรือไม่  โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ.ได้ข้อมูล พร้อมแนวทางเยียวยาครบถ้วนแล้วก็จะรายงานให้รัฐมนตรีว่าการศธ. รับทราบต่อไป 

สำหรับการเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 7,588 อัตรานั้น จะส่งผลให้ครูอัตราจ้างที่ผ่านการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้รับเงินเดือนสูงขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยกลุ่มครูผู้ช่วยที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) จะได้รับอัตราเงินเดือนสูงสุดถึง 19,120 บาท กลุ่มครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับอัตราเงินเดือน 18,220 บาท ขณะที่กลุ่มครูช่วยสอน ครูพี่เลี้ยง และครูสอนศาสนาอิสลาม จะได้รับอัตราเงินเดือนรวมค่าครองชีพเริ่มต้นที่ 11,000 บาท โดย สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่ทั่วประเทศเร่งดำเนินการคัดเลือกบุคลากรตามขั้นตอนและจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มลงนามในสัญญาจ้างใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569.