สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1  กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก นักท่องเที่ยวแห่ฉลอง คาดเงินสะพัด3หมื่นล้าน 5วันอันตรายตาย191ศพ เผยคดีขับเร็วครองแชมป์

ททท.ปลื้มสงกรานต์ไทย’69 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวไทย-เทศตอบรับร่วมงานท่วมท้น คาดสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท เช่นเดียวกับวธ.เผยสงกรานต์ ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน ขณะที่ศปถ.สรุปอุบัติเหตุ 5 วันอันตราย ช่วงสงกรานต์ ยอดเสียชีวิตพุ่ง 191 ราย กทม.ยอดสะสมสูงสุด ส่วนอุบัติเหตุเกิด 951 ครั้ง สาเหตุขับรถเร็วครองแชมป์ ด้านกรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาขับสงกรานต์ 5 วัน ยังพุ่ง 3,726 คดี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ.รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

สงกรานต์วันที่5ดับ30-เจ็บ202

ปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.54 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.13 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.88 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 77.08 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.73 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 23.96 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.71 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ แพร่ (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (3 ราย)

สะสม5วันอุบัติเหตุ951ครั้งตาย191-เจ็บ911

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วง 5 วันของการรณรงค์คือ ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต รวม 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ แพร่ (45 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (16 ราย)”รมว.ยุติธรรมกล่าว

ศปถ.ปรับแผนรับมือคนเดินทางกลับ

และว่า วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาค และบางส่วนยังอยู่ท่องเที่ยวต่อในพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณค่อนข้างมากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. จึงประสานจังหวัดให้ปรับแผนสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกการเดินทาง เพื่อเตรียมรองรับการเดินทางกลับของประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการการจราจร มิให้เกิดปัญหาติดขัดคับคั่งในทางสายหลักและถนนที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ย้ำเข้มมาตรการ10ข้อหาหลัก

ส่วนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางของประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาตั้งจุดตรวจ และจุดบริการในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการหลับในและการขับรถชนท้าย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูง อีกทั้ง ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ นอกจากนี้ ศปถ. ยังกำชับพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทั้งการคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยมาตรการ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” ซึ่งจะดำเนินคดีเด็ดขาดและส่งเข้ากระบวนการคุมประพฤติ

เพิ่มเที่ยวรถ-คุมเข้มความปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ.สั่งทุกจังหวัดให้เตรียมเที่ยวการขนส่งโดยสารสาธารณะ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมคุมเข้มความปลอดภัย โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจความพร้อมรถและพนักงานขับรถตาม Checklist ที่สถานีขนส่ง จุด Checking Point และจุดพักรถ โดยพนักงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง แอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และชั่วโมงขับรถไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่วนรถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบ ที่สำคัญพนักงานและผู้ให้บริการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเด็ดขาดเพื่อป้องกันการหลับใน และห้ามใช้ความเร็วเกินกำหนด จอดรับส่งตรงป้าย หากพบผู้ฝ่าฝืนจะลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชนทุกรูปแบบ และขอให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนขับรถ และตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทางกลับ หากอ่อนเพลียหรือง่วงห้ามฝืนขับเด็ดขาด ควรจอดพักรถทุก 1 – 2 ชั่วโมงตามจุดบริการหรือสถานีบริการน้ำมัน

เมาขับสงกรานต์5วันพุ่ง3,726คดี

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติเปิดเผยว่า กรมคุมประพฤติดำเนินมาตรการเข้มข้นภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุและคุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน โดยกรมคุมประพฤตินำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมทำกิจกรรมบริการสังคม สนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในจุดบริการประชาชน 18 จุดต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 357 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กฎหมายจราจรและโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 24 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

ทั้งนี้ ในส่วนสถิติคดีคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 14 เมษายน 2569 มี 667 คดี เนื่องจากศาลปิดทำการหลายพื้นที่ แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 650 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.5 และคดีขับเสพ 17 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.5 ขณะที่สถิติคดีสะสมช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน 2569 มี 3,961 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 3,726 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.07 คดีขับเสพ 230 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.8 คดีขับรถประมาท 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับซิ่ง 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.03 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 651 คดี สมุทรปราการ 317 คดี และนนทบุรี 266 คดี

คนแห่กลับรถแน่นสูงสุด6.3แสนคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพต่อเนื่อง โดยรถยนต์หนาแน่นช่วงถนนสายเอเชีย จ.อ่างทองชลอตัว ช่วงคอสะพาน ทางร่วมทางแยก สลับหยุดนิ่งเป็นระยะ ใช้ความเร็วได้ที่ 30-40 กม./ชม. เจ้าหน้าที่แนะนำใช้ทางเลี่ยงการจรจรช่วงเทศกาล ใช้เส้นทางผ่านถนนอ่างทอง-อยุธยา สายใน ผ่านเข้าสู่แยกกำนันดิเรก จังหวัดอยุธยา มุ่งสู่เส้นทางแยกวรเชษฐ์ เพื่อเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่ ซึ่งช่วงเย็น-ค่ำ มีปริมาณรถยนต์สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ตำรวจทางหลวง คาดปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สูงสุดวันนี้ 6.3 แสนคัน เตรียมเปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถสายอีสาน-เหนือ รองรับการจราจรติดขัด

สงกรานต์สร้างรายได้กว่า3หมื่นล.

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

“ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์” ผู้ว่าฯททท.กล่าว

ททท.ปลื้มสงกรานต์คึกคักทั่วไทย

และว่า ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” เช่นเดียวกับ บรรยากาศที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักไม่แพ้กัน หลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้วันที่ 10–12 เมษายน มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

นทท.ครึ่งล้านแห่เข้าไทยเล่นสาดน้ำ

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดงานสงกรานต์พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

“ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไทยเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

สงกรานต์ดันไทยขึ้นอันดับ1โลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นถึงพลัง“สงกรานต์ไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ 2569

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569

15 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ที่บริเวณประตูศรีรัตนศาสดา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ เข้ามารับพระราชทานอาหารบิณฑบาต เนื่องในพระราขพิธีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 โดยมีหม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ทรงเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 50 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา และคณะ นำนักศึกษาผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมโครงการนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2569 โดยผลงานนักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงในการประกวด คว้า 4 รางวัล รางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล  และรองชนะเลิศ 2 รางวัล มีสถาบันเครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 9 สถาบัน เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในรูปแบบออนไลน์ และแบบ Onsite นำผลงานเข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 40 ผลงาน และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 26 ผลงาน  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา กล่าวว่า โครงการฯนับเป็นเวทีส่งเสริมให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงาน เสริมสร้างประสบการณ์และทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการในระดับเครือข่าย รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของนักศึกษา ตลอดจนเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำนักศึกษาเข้านำเสนอผลงาน และสามารถคว้ารางวัลดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ชนะเลิศ 2 รางวัล  และ รองชนะเลิศ 2 รางวัลดังนี้ ประเภทโปสเตอร์ : รางวัลชนะเลิศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่  น.ส.สาริกา วาโยบุตร  สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ผลงาน การลดปริมาณไนโตรรวม (TKN) ในน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลาง , รางวัลชนะเลิศ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มณฑาภู มูลสาร สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจในยุคดิจิทัล คณะศิลปะศาสตร์ ผลงาน แผนที่นำทางภายในโรงแรม (In-house Navigator)

ประเภท Oral Presentation : รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มินตรา หงศรีเมือง ️สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผลงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวมข้อมูลจัดทำบัตรพนักงานด้วยระบบ Google Workspace: กรณีศึกษา Savan Park Office และบริษัทในเขต Zone C สปป.ลาว , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ด้านนานาชาติดีเด่น ได้แก่  น.ส.ญาณัจฉรา วิเชียรธวัชชัย สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลงาน  Co-ZIF-67 Decorated MXene Nanocomposite as a Catalyst for Peroxymonosulfate Activation in the Degradation of Methylene Blue

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษารูปแบบ CWIE ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง พร้อมพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อการทำงานในอนาคตอย่างมีคุณภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหวังทะเลไทย นักวิจัย มก. เพาะเนื้อเยื่อ ‘หญ้าคาทะเล’ สำเร็จ เพิ่มมิติความหลากหลายทางชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหญ้าชะเงาใบยาว หรือ หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ตลอดทั้งกระบวนการ เป็นที่แรกและที่เดียวในโลก รวมถึงพัฒนาวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเพื่อฟื้นฟูหญ้าทะเลได้สำเร็จ เป็นความหวังที่เปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์หญ้าทะเลของไทย

“หญ้าชะเงาใบยาว” หรือ “หญ้าคาทะเล” เป็นหญ้าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ กระจายตัวตามบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน จึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

ตลอดช่วงเวลากว่า 15 ปี คณะประมงได้เล็งเห็นถึงการถูกคุกคามที่เกิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล จึงได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งกระจายต้นพันธุ์ในอนาคตและลดการใช้ต้นพันธุ์จากธรรมชาติ จนปัจจุบัน เราได้ศึกษาวิจัยจนสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อหญ้าชะเงาใยยาวได้เป็นผลสำเร็จตลอดกระบวนการเป็นที่แรกและที่เดียวในโลก ตั้งแต่การเลือกชิ้นส่วนเนื้อเยื่อ การฟอกฆ่าเชื้อ การชักนำยอด การชักนำราก จนได้เป็นต้นอ่อนหญ้าชะเงาใบยาวขนาดเล็ก ที่พร้อมจะนำไปอนุบาลในโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเล ขั้นตอนและกระบวนการ รวมถึงสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ KU Media ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการต้องใช้เวลาอย่างน้อย 18 เดือน เพื่อพัฒนาส่วนต้นอ่อนปลอดเชื้อ ให้เป็นยอดจำนวนมาก และกระตุ้นให้ยอดเกิดเป็นราก จนพัฒนาเป็นต้นอ่อนในที่สุด

คณะประมง ได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงและขยายพันธุ์ต้นอ่อนหญ้าทะเล ทั้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและจากการเก็บจากธรรมชาติ โดยพัฒนาสูตรปุ๋ยและกระบวนการเลี้ยง ในระบบโรงเรือนหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สถานีวิจัยประมงศรีราชา ซึ่งเป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลแห่งแรกของประเทศไทย และในภายหลัง ได้ถูกถอดแบบไปสร้างที่เกาะหมาก จ.ตราด เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะประมง บมจ.บางจาก องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีนักวิจัยของคณะประมงเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลโรงเรือนให้กับชุมชนเกาะหมากอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน โรงเรือนทั้งสองแห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบในการปลูกเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก

นอกจากการเลี้ยงและอนุบาลหญ้าทะเลภายในโรงเรือนแล้ว คณะประมงยังได้ขยายหญ้าทะเลหลายชนิดลงสู่บ่อเพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลที่สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ สถานีวิจัยประมงสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งสำรองต้นพันธุ์หญ้าทะเลหลายชนิดสำหรับใช้ในการเป็นอาหารสำรองของพะยูนยามหญ้าทะเลขาดแคลน และเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์เพื่อการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในอนาคต

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พัฒนาวิธีการเพาะและอนุบาลหญ้าทะเลในหลายรูปแบบได้แล้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนางานตลอดทางจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกในธรรมชาติได้ คณะประมงจึงคิดค้นวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกหญ้าทะเล จนผู้ประเมินสามารถจัดทำออกมาเป็นแผนที่แสดงความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อใช้ร่วมกับ Google Earth Application ทำให้ผู้ปลูกสามารถเดินเลือกพื้นที่ได้ด้วยตนเอง หากผู้ปลูกสามารถเลือกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดของหญ้าทะเลที่นำลงปลูกในพื้นที่ เป็นการใช้ต้นพันธุ์อย่างคุ้มค่า และลดการทำลายต้นพันธุ์ในธรรมชาติ โดยวิธีการประเมินพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นนี้ ได้ผ่านการประเมินความแม่นยำ และมีการถ่ายทอดให้กับนักวิชาการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์แล้ว

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน ‘AAC 2026’ แลกเปลี่ยน ‘วัฒนธรรม – ภาษา’ ดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NARIT จัดค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน “ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การดูดาวบนยอดดอยอินทนนท์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ภาษา เยี่ยมชมหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางดาราศาสตร์ที่ล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน (ASEAN Astronomy Camp – AAC 2026) เป็นค่ายดาราศาสตร์นานาชาติ ที่เปิดรับสมัครเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี จากภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลกกว่า 200 คน โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 42 คน จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ อิตาลี ฟินแลนด์ โรมาเนีย และนักเรียนจากประเทศที่ไกลออกไปอีกครึ่งโลกอย่างโดมินิกันรีพับลิก ก็เดินทางมาร่วมค่ายนี้ด้วย

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแข่งขัน “Astro Challenge” ที่จำลองมาจากการแข่งขันตอบคำถามปริศนาดาราศาสตร์ระดับประเทศของ NARIT กิจกรรม “แรลลี่ดาราศาสตร์” ที่แต่ละทีมจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกันระหว่างค่าย AAC กิจกรรมเรียนรู้การใช้กล้องโทรทรรศน์ สู่การแข่งขันหาประโยคลับที่ถูกซ่อนไว้ และการเรียนรู้เทคโนโลยีไครโอเจนิกส์ผ่านการทำไอศกรีมด้วยไนโตรเจนเหลว ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้งานจริงในงานดาราศาสตร์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร บนดอยอินทนนท์ และกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในช่วงย่านคลื่นแสงที่ตามองเห็นและคลื่นวิทยุ อีกทั้ง ได้เยี่ยมชมอาคารปฏิบัติการนวัตกรรมขั้นสูง อาคารปฏิบัติการพัฒนาต้นแบบและบ่มเพาะเทคโนโลยี อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีฟิล์มบาง อาคารปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลขั้นสูง ซึ่งเป็นอาคารปฏิบัติการเชิงวิศวกรรมด้านดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ตั้งอยู่ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่ สำนักงานใหญ่ของ NARIT

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของค่ายนี้ คือกิจกรรรมดูดาวบนท้องฟ้าที่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ณ ยอดดอยอินทนนท์ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูดาวเบื้องต้น และรู้จักกลุ่มดาวผ่านท้องฟ้าจำลอง ก่อนออกไปสัมผัสประสบการณ์ดูดาวผ่านท้องฟ้าจริง และฝึกใช้งานกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจ รวมถึงวัตถุในห้วงอาวกาศลึกด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ค่ายเยาวชนดาราศาสตร์อาเซียน หรือ AAC จะกลับมาอีกในปีถัดไป เพื่อมุ่งสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและพหุวัฒนธรรมแก่เยาวชนที่เข้าร่วมทุกคนอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ทางทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และเว็บไซต์ http://www.NARIT.or.th

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 ทำบุญตักบาตร-สรงน้ำพระ เสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2569 โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสวนป่าด้านข้างอาคารบรมราชกุมารี

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมี พระครูวินัยวรญาณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น อธิการบดี มมส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล และรับศีลจากประธานสงฆ์  พระสงฆ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาสัมโมทนานียกถา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ก่อนที่จะนำผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และพระพุทธมงคลมุนีศรีโรจนากร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

สุข...เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เผยภาพความสำเร็จการจัดการศึกษาเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล ณ โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ชี้อุปสรรคทางภูมิศาสตร์ 1,219 โค้ง ไม่ใช่ปัญหาในการส่งต่อคุณภาพการศึกษา พร้อมดูแลสวัสดิภาพนักเรียนบ้านพักนอนกว่า 300 ชีวิต ให้มีความสุขเสมือนอยู่บ้านหลังที่สอง

นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก ว่า พื้นที่ อ.อุ้มผาง แม้จะขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง แต่หัวใจสำคัญของ สพม.ตาก คือการทำให้ “ความห่างไกล” ไม่ใช่ “การขาดโอกาส” โดยปัจจุบันนโยบายทางการศึกษาได้ถูกขับเคลื่อนให้เข้าถึงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของโรงเรียนบนดอยให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจมองว่าเด็กบนดอยคือเด็กด้อยโอกาส แต่จากการสัมผัสจริง ผมพบว่าเด็กๆ ที่นี่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียนสูงมาก หน้าที่ของเราคือการทลายกำแพงเรื่องระยะทาง เพื่อส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนกว่า 1,200 ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวและว่า

นอกจากด้านวิชาการและทักษะอาชีพ สพม.ตาก ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายนักเรียนพักนอนให้แก่เด็กนักเรียนกว่า 300 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่บ้านอยู่ห่างไกลและเดินทางลำบาก เพื่อให้เด็กๆได้พักอาศัยอย่างปลอดภัย มีโภชนาการที่ดี และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ส่งผลให้โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายขอบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีศิษย์เก่าที่ได้รับทุนการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพที่มั่นคงกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ได้ย้ำปณิธานสำคัญในการทำงานว่า “ไม่ว่าเด็กจะอยู่เมือง หรืออยู่ป่า จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกัน” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

มมส คว้าที่ 3 เวทีโลกที่จีน โชว์นวัตกรรม AI วางผังเมืองอัจฉริยะ ‘SCPP–RDSC’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกในฐานะตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทย โดยทีม SCPP–RDSC จากหน่วยวิจัยและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (RDSC) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สามารถคว้ารางวัลที่ 3 (Third Prize) จากการแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติ “AI for All: China–ASEAN Super League” Smart City Development and Innovation Competition ณ เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะระดับภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ โดยมีทีมเข้าร่วมชิงชัยกว่า 10,000 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทีม SCPP–RDSC สามารถฝ่าฟันจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งมีเพียง 30 ทีมในสาย University Track และเป็น 1 ใน 14 ทีมในสาขา Urban Construction & City Governance โดยถือเป็นทีมไทยเพียงทีมเดียวที่นำโดยมหาวิทยาลัยไทยในสายการแข่งขันนี้

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำเสนอผลงาน Smart City Planning Platform (SCPP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยวิจัย RDSC บนพื้นฐานของระบบ SuperMap GIS ผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับการบริหารจัดการเมืองแบบ Adaptive Urban Governance โดยแพลตฟอร์มนี้มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านผังเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มีการนำร่องใช้งานจริงในพื้นที่เมืองมหาสารคามภายใต้โครงการประเมินผังเมืองตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562

สำหรับทีมผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจนี้ นำโดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ และ ผศ.ดร.กฤษณุ ผโลปกรณ์ พร้อมด้วยคณะนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้แก่ นายสนธยา รัตนทิพย์, นายณัฐพงศ์ เพื่อนสงคราม, นายศิลา ศิลาขาว, น.ส.แพรวพรรณ ปาสานำ, น.ส.วิภารัตน์ หนูปัทยา และนายนันทวัฒน์ ธนจันทร์

โดย รศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ หัวหน้าทีม ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า แม้จะไม่ได้รางวัลสูงสุดแต่ก็ภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย นำงานวิจัยที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือคนไทยไปยืนบนเวทีระดับสากล และพร้อมจะนำประสบการณ์กลับมาพัฒนา SCPP เพื่อก้าวต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ หน่วยวิจัย RDSC ยังคงมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยี GIS, IoT, AI และ Digital Twin เพื่อยกระดับการบริหารเมือง โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัลระดับนานาชาติต่อเนื่องถึง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 ยืนยันถึงศักยภาพความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะในระดับภูมิภาคอาเซียน ของอาจารย์ นักวิจัย และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

มหิดลโชว์ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ลดเวลาในการแจ้งเตือนเหลือภายใน 2 นาที

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. สนับสนุนนักวิจัย ม.มหิดล พัฒนา “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” แจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาไม่เกิน 2 นาที โดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานในการประมวลผลและกระจายข้อมูลแผ่นดินไหวแบบเรียลไทม์

รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะนักวิจัยของศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยถึงนวัตกรรมล่าสุดที่ว่า ทีมวิจัยได้พัฒนานวัตกรรม “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเซนเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพื่อประมวลผลและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

“ปัจจุบันระบบที่พัฒนาโดย Thaiquake by MU เป็นระบบอัตโนมัติ 100% ที่คำนวณตำแหน่งได้ภายใน 1 นาที และคำนวณขนาดแผ่นดินไหวได้ภายใน 2 นาที พร้อมส่งแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันมือถือ อีเมล และเทเลแกรม ไปยังผู้ดูแลอาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งนักวิจัยพยายามพัฒนาให้ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที จากที่ปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาใช้เวลานาน 15-30 นาทีในการคำนวณ ทำให้ไม่สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้”

นักวิจัยระบุว่า แม้ภัยแผ่นดินไหวไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า แต่สามารถเตือนภัยได้ด้วยระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยอาศัยหลักการเคลื่อนที่ของคลื่นแผ่นดินไหว ตั้งแต่คลื่นที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดไปจนถึงคลื่นที่เคลื่อนที่มาถึงช้าที่สุดแต่กลับมีขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนได้ โดยใช้ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าเพื่อตรวจจับสัญญาณคลื่นปฐมภูมิ แล้วคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นทุติยภูมิและคลื่นแรลลี่ซึ่งอยู่ผิวดินจะเดินทางมาถึงพื้นที่ที่ต้องการแจ้งเตือน เช่น ระยะทางจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร เวลาที่คลื่นปฐมภูมิจะมาถึงใช้เวลาประมาณ 15 นาที หากสามารถคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวได้ภายในเวลาน้อยกว่า 15 วินาที ก็จะสามารถแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวได้ก่อน

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศไทยมักมีจุดกำเนิดในประเทศเมียนมา ยกตัวอย่างเช่น เชียงตุง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 100 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ ประมาณ 850 กิโลเมตร จึงมีเวลาประมาณ 28 วินาที และ 240 วินาทีตามลำดับก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะมาถึง แสดงให้เห็นว่า “ยิ่งไกลจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากเท่าไร เราจะยิ่งมีเวลาในการประมวลผลและแจ้งเตือนได้ก่อนการสั่นไหวจะมาถึง” ดังนั้นหัวใจสำคัญของระบบดังกล่าวคือ เวลาที่ใช้ในการประมวลผลคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหว ซึ่งลดเวลาคำนวณได้โดย 1.สถานีตรวจแผ่นดินไหว ต้องติดตั้งใกล้กับแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวให้มากที่สุด 2.จำนวนสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องมีมากพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ใกล้แหล่งกำเนิด 3.สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ต้องส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ลักษณะขนาด และส่งข้อมูลมาที่ EEW server โดยตรง 4.ระบบสื่อสารควรมีความล่าช้าของสัญญาณต่ำ 5.มีอัลกอริทึมในการคำนวณหาจุดศูนย์กลางและประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวจะเดินทางมาถึง และ 6.ช่องทางการแจ้งเตือนต้องส่งตรงถึงผู้รับ ผ่านช่องทางหรือแอปพลิเคชันที่มีความเร็วสูง

สำหรับการพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าในงานวิจัยนี้ ใช้ open source ของระบบและเทคโนโลยีเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าที่พัฒนาโดย Swiss Seismological Service (SED) ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ETH Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการรวบรวม บริหารจัดการ และดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวต่างๆ เพื่อประมวลผลคลื่นแผ่นดินไหว วิเคราะห์หาจุดศูนย์กลางและขนาดแผ่นดินไหวแบบอัตโนมัติ โดยใช้ Virtual Seismologist (VS) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมหรือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า โดยประมาณค่าขนาดแผ่นดินไหวและจุดกำเนิดให้เร็วที่สุด

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น ‘สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย’ เล็งดันสู่ตลาดสากล

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น 'สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย' เล็งดันสู่ตลาดสากล

ไทยพีบีเอสคัด 21 รายการ Content Commissioning 2569 เน้น ‘สนุก เข้าถึงง่าย หลากหลาย’ เล็งดันสู่ตลาดสากล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ไทยพีบีเอส เดินหน้าพัฒนาเนื้อหาใหม่ร่วมกับผู้ผลิต ที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ Content Commissioning 2569 เน้นรูปแบบรายการหลากหลาย ที่ทั้งสนุกและมีสาระ มุ่งขยายฐานผู้ชมรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษาฐานผู้ชมเดิม พร้อมยกระดับคุณภาพสู่ตลาดสากล

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิต ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหาผ่าน โครงการเปิดรับข้อเสนอผลิตและพัฒนาเนื้อหาใหม่จากผู้ผลิต (Content Commissioning 2569) ซึ่งเปิดรับระหว่างวันที่ 29-30 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา  และได้มีการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิถึง 2 รอบ จนได้ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 21 รายการ โดยเน้นรูปแบบรายการที่หลากหลาย ผสานความบันเทิงกับสาระอย่างลงตัว และโอกาสสู่การต่อยอดในระดับนานาชาติ

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา เปิดเผยว่า ตั้งใจให้ไทยพีบีเอสเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ผลิตที่มีไอเดียสดใหม่ เพื่อสร้างสรรค์รายการที่ดูง่าย สนุก ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงไปพร้อมกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตทุกรายอย่างเท่าเทียม โดยเนื้อหาที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 21 รายการนี้ เป็นรายการที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมผู้ชมทุกช่วงวัย  ทั้งรายการเกมโชว์ สารคดี ดนตรี อาหาร  รวมถึงการพัฒนารูปแบบรายการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในแพลตฟอร์มของไทยพีบีเอส เพื่อขยายฐานผู้ชมรุ่นใหม่ ควบคู่กับการรักษาฐานผู้ชมเดิม และตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่การออกอากาศในประเทศ แต่คือการยกระดับงานให้มีมาตรฐานสูงพอที่จะแข่งขันได้ในเวทีสากล เพื่อต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

สำหรับเนื้อหาที่ผ่านการคัดเลือก ครอบคลุม 8 ประเภท ได้แก่ ทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระบบนิเวศและสมดุลทางธรรมชาติ สุนทรียะทางดนตรี วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม กีฬาและเกม การลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมประชาธิปไตย การป้องกันทุจริตและต่อต้านคอร์รัปชัน และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และคนชายขอบ

โดยทั้ง 21 รายการที่ได้รับการคัดเลือก มีเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ อาทิ “สมรภูมิปิ่นโต” เกมโชว์พื้นถิ่นที่นำเสนอเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมผ่านการแข่งขัน, รายการ “ตายาย Eye View” สาระบันเทิงที่สะท้อนสังคมสูงวัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองการถ่ายภาพ เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายกลุ่ม และสารคดีพิเศษในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ติดตามรายการจากโครงการ Content Commissioning 2569 ได้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส