มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี - มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เดินหน้ายกระดับการศึกษา และตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านวิชาการในภูมิภาค ประกาศความพร้อมเตรียมจัดตั้ง “คณะสัตวแพทยศาสตร์” อย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมแล้วเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่ง ชูจุดขายทุนเรียนฟรี 4 ปี  มีรายได้ระหว่างเรียน อนาคตเล็งยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569 

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เปิดเผยว่า เป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้เตรียมความพร้อมจะเปิด 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์ และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรสายสนับสนุนสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บัณฑิตจบมาพร้อมทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก (day one competency)

ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญของการเปิดรับสมัครในครั้งนี้ คือ การมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างเหนือระดับ มหาวิทยาลัยได้เตรียม “ทุนเพชรราชภัฏ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี นอกจากนี้ยังมีทุนสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และส่งเสริมทักษะวิชาชีพไปพร้อมกัน  โดยทางมหาวิทยาลัยยังได้นำร่องโครงการ “Earn While Learn” (เรียนไป มีรายได้ไป) แล้วยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานจริงในคลินิกรักษาสัตว์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาจะมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ถึง 3 งวดต่อภาคเรียนอีกด้วย

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่เรายังมองไกลไปถึงมาตรฐานระดับสากล นักศึกษาของเราจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และเดินทางไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับทักษะทางคลินิกให้เทียบเท่าสากล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของหลักสูตรนี้”

อธิการบดีฯ กล่าวอีกว่า การเปิดหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทย ที่ผสมผสานการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Practice-based Learning) เข้ากับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (PBRU)  ยังได้สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบทุนการศึกษา ดังนี้

1.             เรียนดี เรียนฟรีสูงสุด 100% (นักเรียนเกรดเกิน 3.5 เรียนฟรีเทอมแรก รักษาเกรดได้ เกิน 3.5 ฟรีทุกเทอม เกรด 3.0-3.49 จ่าย 25% )

2.             ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความประพฤติดี ลดค่าเทอมสูงสุด 50% เทอมแรก

3.             มีรายได้ระหว่างเรียน 3,000 บาทต่อเดือน (เข้าร่วมโครงการ Earn While Learn)

4.             ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้ 3 งวด

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครรอบต่างๆ โควตาพิเศษ และข้อมูลทุนการศึกษาของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ (รับจำนวน 40 คน) ประจำปีการศึกษา 2569 รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61589253653317  / หรือแบบฟอร์มสมัครเข้าศึกษา https://forms.cloud.microsoft/r/WTv0sP3NYB  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โทร 032 708 624

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

หากพูดถึง เทคโนโลยีนิวเคลียร์” หลายคนอาจนึกถึงพลังงานหรือการแพทย์ แต่ที่ จ.จันทบุรี เทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการช่วยเกษตรกรต่อสู้กับ แมลงวันทอง หรือแมลงผลไม้ ศัตรูตัวเล็กที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนี่ไม่ใช่งานวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วจบลงในรายงานวิชาการ แต่คือการเดินทางอันยาวนานของนักวิจัยไทยที่ลงพื้นที่จริง ทำงานเคียงข้างเกษตรกร ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แมลงวันผลไม้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรจันทบุรี หลายพื้นที่ประสบความเสียหายต่อผลผลิตในระดับรุนแรง บางช่วงสร้างความเสียหายได้มากถึง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด เพราะผลไม้ที่ถูกแมลงวันผลไม้วางไข่จะเกิดความเสียหายภายใน เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค และไม่สามารถผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้าได้ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและศักยภาพการส่งออกผลไม้ไทย ในเวลานั้นวิธีที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้คือ การฉีดพ่นสารเคมี อย่างต่อเนื่อง แม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความหวัง

ปี พ.ศ.2549 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เริ่มรวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากปัญหาแมลงวันผลไม้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการคลินิกเทคโนโลยี ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ หรือ Area-Wide Integrated Pest Management (AW-IPM) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สทน. นำ เทคนิคแมลงเป็นหมัน” หรือ Sterile Insect Technique (SIT) เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้สารเคมี และสร้างแนวทางการควบคุมศัตรูพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น

เบื้องหลังความสำเร็จที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักวิจัย สทนตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ

นักวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษา ชีววิทยา พฤติกรรม และวงจรชีวิต ของแมลงวันผลไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พัฒนาระบบเฝ้าระวังและสำรวจประชากรแมลงในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการแพร่ระบาดและสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นจึงพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงวันผลไม้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านชีววิทยา การจัดการอาหารเลี้ยงแมลง การควบคุมคุณภาพ และการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถผลิตแมลงได้หลายล้านตัวต่อสัปดาห์

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการพัฒนาสายพันธุ์แมลงวันผลไม้ที่สามารถแยกเพศได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคัดแยกและปล่อยเฉพาะแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันออกสู่ธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยแมลงเพศเมีย ควบคู่กันนั้น นักวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่เหมาะสม เพื่อให้แมลงเพศผู้เป็นหมันโดยยังคงความแข็งแรง ความสามารถในการบิน และความสามารถในการแข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเทคนิคแมลงเป็นหมัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ การขนส่งแมลง การติดตามผลหลังการปล่อย และระบบเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริงของประเทศไทย

หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้ที่ผ่านการฉายรังสีจนเป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ  เมื่อแมลงเพศผู้เหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับแมลงตัวเมียในธรรมชาติ จะไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีในปริมาณมาก

ในพื้นที่ดำเนินงาน มีการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันสัปดาห์ละ 5–10 ล้านตัว ควบคู่กับการวางกับดัก การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ การสำรวจประชากรแมลง และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ นี่คือการใช้วิทยาศาสตร์จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

พื้นที่ดำเนินงานสามารถลดประชากรแมลงวันผลไม้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การใช้สารเคมีลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า พื้นที่สามารถรักษาระดับการระบาดของแมลงวันผลไม้ให้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ตัวต่อกับดักต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญของพื้นที่การแพร่ระบาดระดับต่ำตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชสากล

ผลสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลไม้ที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริโภคที่ได้รับอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตั้งแต่การผลิตแมลงเป็นหมัน การจัดทำกับดัก การสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูล การขนส่ง และการปล่อยแมลงในพื้นที่จริง  ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการเกษตร มีนักศึกษา นักวิจัย และหน่วยงานจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์

จากความสำเร็จในพื้นที่ต้นแบบ สทน. พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่ระดับจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 100,000–200,000 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ปลูกผลไม้ของ จ.จันทบุรีให้เป็นพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ระดับต่ำตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความสำเร็จของการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัย สทน. หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคแมลงเป็นหมันให้เกิดผลในระดับพื้นที่จริง

นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า งานวิจัยของคนไทยสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัยของอาหาร และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัย สทน. ไม่ได้เพียงทำงานเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่กำลังค่อยๆ แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนทีละขั้น ตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมแมลง การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถแยกเพศได้ การผลิตแมลงวันผลไม้เพศผู้จำนวนมหาศาล การพัฒนาเทคนิคการฉายรังสี ไปจนถึงการติดตามผลในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

กว่าสองทศวรรษอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักวิจัย นั่นคือเวลาของความพยายาม การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป  วันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในสวนผลไม้ของเกษตรกร อยู่ในผลไม้ที่ปลอดภัยมากขึ้น อยู่ในการลดการใช้สารเคมี และอยู่ในโอกาสใหม่ของผลไม้ไทยบนตลาดโลก” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน.  กล่าวทิ้งท้าย

บางครั้ง 20 ปีอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ และสำหรับเกษตรกรที่เคยสูญเสียผลผลิตจากแมลงวันผลไม้มาตลอดหลายปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่มีค่าที่สุดของการทำงานวิจัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วันนี้ (1 มิ.ย.69) เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตรถวายพระสงฆ์ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กรมการศาสนา กรมชลประทาน สภากาชาดไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพุทธศาสนิกชน ร่วมประกอบพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยได้รับเมตตาจาก พระพรหมวัชราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3, 12-13 (ธ) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระราชวชิรธรรมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ฯ

โอกาสนี้ องคมนตรี นำผู้ร่วมพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อย และถวายสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แล้วถวายธูปเทียนแพเป็นราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายสักการะ ถวายเครื่องไทยธรรรม แด่ประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้น เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล ผู้ร่วมพิธีรับศีล ประธานฝ่ายสงฆ์บริกรรมคาถาจุดเทียนเท่าพระองค์ และเทียนมหามงคล องคมนตรีจุดเทียนบูชาเทพยดานพเคราะห์ 12 เล่ม และโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่แท่นบัตรพลีเทพยดานพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจุดเทียนประจำเทพยดานพเคราะห์ โหรประกาศโองการอัญเชิญ เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดชุมนุมเทวดา และเจริญพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์วันอาทิตย์ จบแล้ว พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์บทประจำพระอาทิตย์ องคมนตรีจุดเทียนน้ำพระพุทธมนต์ และประเคนครอบน้ำพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์สลับกับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทประจำดาวนพเคราะห์จนครบทั้ง 9 วัน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จุดเทียนบูชาเทวดานพเคราะห์วันพฤหัสบดี โหรประกาศสรุปพระนพเคราะห์และประสาทพร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทสโมธานคาถา จบแล้ว องคมนตรีพร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ร่วมพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ประกอบพิธี พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพร เจ้าหน้าที่บรรจุครอบน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ประธานฝ่ายสงฆ์มอบครอบน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์แก่องคมนตรี เพื่อเชิญไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเป็นอเนกประการ ทั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ และการทรงงานสนองและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาต่อยอดและอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎร ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา นำมาซึ่งความผาสุกร่มเย็นของปวงประชา และความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

31 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 19.03 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ประจำจังหวัด 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นกล้าที่นำเมล็ดพันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เมืองพุทธคยาเจดีย์ สาธารณรัฐอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ที่พระราชทานให้จังหวัดต่างๆ เชิญไปปลูกในพื้นที่ ณ วัด ศาสนสถาน สวนสาธารณะ ศาลากลาง และสถานที่ต่างๆ ที่จังหวัดได้กำหนด ด้วยทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พสกนิกรและพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่เคารพสักการะ และเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน...ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก นิติพงษ์ ห่อนาค ถ่ายทอดความจงรักภักดี ผ่านบทเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  3 มิถุนายน

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ ได้โพสต์บทเพลง ยิ่งนาน…ยิ่งรัก เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ซึ่งขับร้องโดยศิลปิน ใหม่ เจริญปุระ คำร้อง/ทำนอง: นิติพงษ์ ห่อนาค เรียบเรียงเสียงประสาน: เทียนชัย เกียรติปรุงเวช บันทึกเสียงที่: ห้องบันทึกเสียงโพลาร์แบร์”

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเรียนกายวิภาคสำหรับนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ต้องอาศัยการจดจำกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่านร่างสุนัขอาจารย์ใหญ่ แต่นิสิตมักพบปัญหาร่างอาจารย์ใหญ่ชำรุดเสียหายไปเรื่อยๆ เนื้อเยื่อแข็งตัวทำให้งอขยายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้คุณภาพร่างไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการขาดแคลนร่างสุนัขจริง ทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนการสอน

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เชื้อศิริ จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยนายภักดี สุถนอม นางจันทิมา อินทรปัญญา บุคลากรในภาควิชาฯ และนายกฤตยชญ์ เชื้อศิริ นิสิตคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดค้นผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เพื่อแก้ปัญหาในการเรียนกายวิภาค ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “7th International Exhibition, INVENTCOR 2026” ณ ประเทศโรมาเนีย มาได้ถึง 5 รางวัล ได้แก่ 1.INVENTCOR 2026 Gold Medal Award (INVENTCOR 2026) , 2.INVENTCOR 2026 Best Category Award (Veterinary Medicine – Category G) – certificate & trophy , 3.Special Award จาก World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA) – certificate & medal , 4.Special Award by Haller Pro Inventio Foundation, Poland – certificate & medal ประเทศโปแลนด์ และ 5.Special Award by National University of Science and Technology POLITEHNICA Bucharest, Romania – certificate only ประเทศโรมาเนีย

การที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลยอดเยี่ยมที่สุดในสาขา Best Category Award: Veterinary Medicine เป็นสิ่งยืนยันการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในสาขาสัตวแพทย์

ผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอนกายวิภาคในนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบบการทำงานเป็นแบบคู่ (Dual-Model) ประกอบด้วย หุ่นแบบ A (LED Topography) เป็นหุ่นสุนัขพันธุ์ชิวาวาขนาดเท่าตัวจริง ติดตั้งไฟ LED 43 จุด ตลอดตัวด้านซ้าย ผู้เรียนสามารถกดปุ่มชื่อกล้ามเนื้อภาษาอังกฤษเพื่อให้ไฟสว่างตามตำแหน่งจริง โดยแยกสีตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาอย่างชัดเจน สีแดงเป็นกลุ่มงอทั้งหมด 27 จุด สีดำเป็นกลุ่มเหยียดทั้งหมด 11 จุด และสีเขียวเป็นกลุ่มหุบหรือกางทั้งหมด 5 จุด พร้อมระบบเสียงบรรยาย MP3 เสมือนมีอาจารย์ช่วยสอนอยู่ข้างๆ , หุ่นแบบ B (Biomechanical Simulation) เป็นการจำลองกลไกการเคลื่อนที่อัตโนมัติของรยางค์ขาหน้าและขาหลังของสุนัขพันธุ์ไทย หุ่นสามารถจำลององศาการงอเหยียดได้แม่นยำตามหลักกายวิภาค เช่น ข้อศอกที่ 36-166 องศา และข้อเข่าที่ 41-162 องศา ช่วยให้นิสิตเห็นภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะสุนัขเคลื่อนไหวจริง ซึ่งร่างอาจารย์ใหญ่ทำไม่ได้

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา อธิบายว่า หุ่นแบบ A จำลองมาจากชิวาวาซึ่งเป็นสุนัขขนาดเล็กมีสรีระสวยงาม ชัดเจน เคลื่อนย้ายได้สะดวก ส่วนหุ่นขาหน้าและขาหลังแบบ B จำลองจากสุนัขพันธุ์ไทยแสดงการงอและเหยียดของข้อต่อต่าง ๆ ได้ตามองศามาตรฐานจริง ได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า รวมถึงส่วนขาหน้าที่แสดงการทำงานของหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ

“หุ่นถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2568 เราได้ทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ และนำมาใช้กับนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ปี 1 ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy 1) พบว่าคะแนนความรู้ของนิสิตหลังใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 93% ความพิเศษ คือ เรานำวัสดุเหลือใช้คือฝาขวดพลาสติกและโฟมมาใช้ในการสร้างหุ่น โดยมีตัวประสานคือเรซิน การประยุกต์ใช้ยางพาราเพื่อให้ข้อต่อต่าง ๆ ขยับงอเหยียดได้ และห่อหุ้มด้วยผ้าชนิดพิเศษเพื่อให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการลดการนำเข้าสื่อการสอนจากต่างประเทศ” ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวและว่า ปัจจุบันผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้นี้ยังได้รับความสนใจและผู้วิจัยมีแผนนำไปใช้อบรมตามศูนย์ฝึกสุนัขอีกด้วย ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เล่าว่า “อาจารย์พบปัญหาเวลาไปสอนการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพที่ศูนย์ฝึกสุนัขแล้วพบว่าปัญหาที่พบบ่อยมักเกิดจากเรื่องกล้ามเนื้อและข้อเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่สำคัญคือการที่สัตวแพทย์ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของสุนัขได้อย่างเข้าใจเวลาพบปัญหาได้เพราะมองไม่เห็นภาพร่วมกัน ส่วนใหญ่สุนัขมีปัญหาเรื่องการงอเหยียดได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับสุนัขมีความเจ็บปวด ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเกิดขึ้นตรงไหน แต่หุ่นสามารถบอกได้เลยว่าตรงไหนมีปัญหา อนาคตอาจารย์ได้รับเชิญให้นำหุ่นไปใช้กับกลุ่มสุนัขกู้ภัย (K9 USAR Thailand) เพื่อช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากการฝึกหนัก และการออกพื้นที่จริง เวลาครูฝึกนำไปบำบัดเสริมสร้างร่างกายจะได้ทำอย่างถูกต้องมากขึ้น

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีแผนพัฒนาหุ่นเพื่อการเรียนการสอนให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยร่วมกับบริษัทเอกชนภายนอก โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการบ่มเพาะในการเปิดเป็นบริษัทใช้ชื่อว่า CU Vet Best Model ซึ่งจะเป็น Spin-off ภายใต้การดูแลของ CU Vet Enterprise นอกจากหุ่นสุนัขแล้ว ยังเตรียมขยายผลสู่การสร้างหุ่นจำลองกล้ามเนื้อในแมวและหุ่นกู้ชีพแมวต่อไปในอนาคต

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน” อ.ทพ.ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ น.ส.ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่างๆสำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์) แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

และ EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง Facebook : Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  , Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR , YouTube : Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  , TikTok : Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  , Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตา ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 50 ปี ก็กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดแนวรุกเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวและดิจิทัล รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน จัดงานสัมมนาวิชาการ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8” ภายใต้หัวข้อ “ไทย–จีน พลวัตใหม่ของการค้าและการลงทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจด้านโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสองประเทศควรใช้เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมกันรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติควรติดตามและทำความเข้าใจทิศทางนโยบายของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนกำลังเร่งขยายการเปิดกว้างในภาคบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล การค้าสีเขียว (ESG) และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตล่วงหน้า เช่น อากาศยาน เทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ และเทคโนโลยี 6G พร้อมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทจีนได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

อีกทั้งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นี้ ยังเปิดโอกาสอย่างไร้ขีดจำกัดให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจีนกำลังกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ภายในปี 2027 โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ตลาดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกสินค้าคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) หรืองานกวางโจวแฟร์ โดยจีนพร้อมต้อนรับประเทศไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจนี้ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี

“ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติมิตร เห็นได้จากความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งระดับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระดับประชาชน การจัดสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และมองเห็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต” นายอรัญกล่าว

งานสัมมนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.)” ในการบ่มเพาะบุคลากรและเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ พร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมมิตรภาพ ขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“คุรุสภา” เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 2568 จำนวน 2,490 คน พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์เข้าเฝ้าฯ รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ตอบแบบสำรวจข้อมูลออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

31 พ.ค.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาร่วมกับมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 และยื่นแบบขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 2,490 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 30 คน คนละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ครูอาวุโส ประจำปี 2568 ทุกท่าน เข้าตอบแบบสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/confirmin68.php ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

“ครูอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะ อดทน และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้อุทิศชีวิตเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตของชาติ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของศิษย์และสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะปูชนียบุคคลของแผ่นดิน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส นับเป็นภารกิจสำคัญของคุรุสภาในการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าของวิชาชีพครู และตระหนักถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครูได้สร้างไว้แก่ประเทศชาติตลอดมา โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุ มีระยะเวลาปฏิบัติงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติการทำงานดี มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม ส่วนการพิจารณาเงินช่วยเหลือ จะคำนึงถึงฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ของมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คุรุสภา และมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ให้ทราบในโอกาสต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2280 4333

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มปีการศึกษา 2569 โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของ ป.ป.ช. พร้อมทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครู-โรงเรียน

28 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมทั้งทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครูและโรงเรียน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญ ในการลดภาระงานด้านเอกสาร และงานประเมินที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอน และดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่ ตามแนวทาง “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผลมาจากการที่ สพฐ.ได้ทบทวนโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งมีทั้งสิ้น 116 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของครู 50 โครงการ และภายหลังการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานภายใน สพฐ. เห็นว่าสามารถปรับลดขั้นตอนและกิจกรรม ที่เป็นภาระต่อครูและโรงเรียนได้ อาทิ การยกเลิกการรายงานที่ซ้ำซ้อน การลดขั้นตอนการดำเนินงาน การบูรณาการข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพิจารณายกเลิกบางโครงการที่ไม่จำเป็น

“มาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การยกเลิกการกรอกข้อมูล ITA ระดับสถานศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดย สพฐ.ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน เช่น การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) และข้อมูลเชิงประจักษ์ สามารถดึงจากฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบ Connext ED สำหรับโรงเรียน และระบบ OIT Plus สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มาใช้แทนได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้โรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงานเอกสารของครูอย่างเป็นระบบ

สำหรับโครงการที่เตรียมปรับลดหรือยกเลิกในปีงบประมาณ 2570 เบื้องต้นมี 6 โครงการ ได้แก่ 1. ยกเลิกการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 2. ยกเลิกการประเมินโรงเรียนคุณธรรม ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว 3. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ 4. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับ OBEC Channel ศูนย์กลางสื่อสารและบริหารงานดิจิทัล สพฐ. 5. ยกเลิกการรายงานโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สู่ห้องเรียน และ 6. ยกเลิกการประกวดโครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า หลายโครงการของ สพฐ. มีหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ภายใต้แนวคิด “All for Education” ซึ่งทุกภาคส่วนมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการอย่างรอบคอบ หากพบว่าโครงการใดสร้างภาระด้านการรายงาน หรือเพิ่มงานเอกสาร ให้ครูและโรงเรียน ก็อาจพิจารณาปรับลดหรือยกเลิก ขณะเดียวกัน โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต ยังคงได้รับการสนับสนุนต่อไป โดยจะเน้นลดกิจกรรมหรือขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น และผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ.