‘ทรู คลิกไลฟ์’จัดเวิร์คช็อป ติดอาวุธให้โรงเรียนเอกชน อัปเดตเทรนด์การศึกษายุค AI

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801933

‘ทรู คลิกไลฟ์’จัดเวิร์คช็อป ติดอาวุธให้โรงเรียนเอกชน อัปเดตเทรนด์การศึกษายุค AI

‘ทรู คลิกไลฟ์’จัดเวิร์คช็อป ติดอาวุธให้โรงเรียนเอกชน อัปเดตเทรนด์การศึกษายุค AI

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.32 น.

‘ทรู คลิกไลฟ์’จัดเวิร์คช็อป ติดอาวุธให้โรงเรียนเอกชน อัปเดตเทรนด์การศึกษายุค AI เตรียมพร้อมรับมืออนาคตที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน สู่การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด 

30 เมษายน 2567 ปัจจุบันการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ล้ำหน้าจนเริ่มมีการเข้ามาเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนในอนาคต สร้างโอกาสใหม่ ๆ การเรียนรู้ พัฒนาทักษะเฉพาะด้านของนักเรียน..ทรู คลิกไลฟ์ นำโดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในอนาคตที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ตรงกับบริบทของแต่ละโรงเรียน และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเสริมศักยภาพคุณครูก้าวสู่การศึกษายุค AI เดินหน้าจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ทรู คลิกไลฟ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 ในหัวข้อ AI FOR EDUCATION: UNLOCKING NEW POSSIBILITIES ยกระดับการศึกษาในยุค AI สู่การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ให้ผู้บริหารและคุณครูผู้ใช้หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ กว่า 500 คน ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพ และเสริมทักษะด้านการบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน รวมถึงได้รับทราบถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของทรู คลิกไลฟ์ที่จะมาตอบโจทย์ในการจัดการเรียนรู้ นำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับ 5 หลักสูตรของทรู คลิกไลฟ์ ได้แก่ เทคโนโลยีวิทยาการคำนวณ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน โรโบติกส์ และดนตรี ครอบคลุมตั้งระดับชั้นอนุบาล ประถม จนถึงมัธยม ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์  กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีดจำกัด ( BT Beartai ) มาร่วมเปิดมุมมอง AI ในอนาคต เรื่องการศึกษาที่ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในหัวข้อ “AI and the Future of Education” เพราะ AI เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในชีวิตประจำวัน  จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกการศึกษาของเราได้ในอีกหลาย ๆ ด้าน และเราจะเตรียมรับมือกับโลกการศึกษาในอนาคตได้อย่างไรบ้าง และ รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายในหัวข้อ “Unleashing the Power of AI: Transforming Private School Management” ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรม AI ในการช่วยจัดการงานบริหารโรงเรียนในด้านต่าง ๆ 

นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้การวางกลยุทธ์ตราสินค้าสร้างความแตกต่าง ส่งมอบบริการที่ดีและมีคุณค่าให้กับผู้เรียนและผู้ปกครองกับ รศ. ภกญ. ดร.อโนทัย งามวิชัยกิจ อาจารย์ประจำวิชาเอกการตลาดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นักเขียน และกูรูด้านการตลาด ในหัวข้อ “Branding Strategy for Private Schools” เสริมทัพด้วยวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญอีกมากมายช่วยพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอนให้ครูผู้สอนจัดเต็มตลอดทั้งสองวัน

+ ไม่หยุดนิ่งการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในทุกมิติ

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว ที่โรงเรียนเอกชนไทยกว่า 100 โรงเรียนให้การยอมรับ ทรู คลิกไลฟ์ หนึ่งในผู้นำนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจร ภายใต้การดำเนินงานของ ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา กล่าวให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริหารและคุณครู ถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง พาโรงเรียนเอกชนก้าวข้ามทุกการเปลี่ยนแปลง พร้อมกล่าวถึงวิวัฒนาการของการศึกษาในวงการ การศึกษาของปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเรามีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ นำไปสู่การลงมือปฎิบัติจริง ให้รู้จักทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องควบคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม นี้คือสิ่งที่หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ ได้เตรียมปูพื้นฐานให้กับยุค AI ที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงความพร้อมของนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่จะมาช่วยโรงเรียนเอกชนรับมือกับยุคใหม่ของการศึกษาอีกด้วย” 

ปีนี้เป็นที่น่ายินดีที่หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ ได้รับความสนใจจาก โรงเรียนซัยสมพร นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยคุณจันสุดาลัก ปัญญาสิท ผู้บริหารที่ได้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เล่าว่า “ประทับใจในทุกช่วงกิจกรรมที่นำเสนอเกี่ยวกับหลักสูตรต่างๆ โดยเฉพาะได้รู้เรื่อง AI มีความสำคัญกับโลกปัจจุบันนี้ ในส่วนของหลักสูตรก็ประทับใจเนื้อหาที่มีความต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย ยังมีสื่อเพลง เสียง รูปภาพ ซึ่งจะช่วยครูให้อธิบายบทเรียนได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยนักเรียนให้เข้าใจได้ดีขึ้นและสนุกกับการเรียน” หลังจากจบหลักสูตรการอบรมแล้ว ยังมีแผนให้คุณครู ได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองผ่านสื่อมัลติมีเดีย อัดแน่นเทคนิคการจัดการเรียนการสอน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรในแวดวงการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำตลอดปี รวมถึงร่วมพูดคุยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 หลักสูตร เพื่อติดตามประเมินผลเป็นระยะและส่งเสริมการพัฒนาการสอนได้อย่างตรงจุดอีกด้วย

+ 10 ปี ที่ให้ความเชื่อมั่นหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้บริหารโรงเรียนทวิพัฒน์และโรงเรียนพัฒนาปัญญา จ.อุดรธานี เล่าถึงความรู้สึกความเชื่อมั่นที่ ได้เข้าร่วมหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ มาเป็นเวลายาวนานถึง 10 ปี ว่าทุกวันนี้โลกหมุนไว  หลักสูตรการเรียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด  แนวคิดการพัฒนาโรงเรียนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย พื้นฐานเราคือการสร้างเด็กให้มีคุณธรรม จริยธรรม เตรียมความพร้อมให้นักเรียนของก้าวสู่สังคมอุดมปัญญา ซึ่งเราทำมาตลอดอยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนเหล่านี้ เราต้องการผู้ช่วย จนได้มาพบหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ มีความเป็นมืออาชีพ  มีการนิเทศอาจารย์ มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโรงเรียนเอกชนของพวกเราครับ สิ่งที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงคือ คุณครูผู้สอนมีวิสัยทัศน์กว้างขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดไปยังเด็กนักเรียนอีกด้วย และมีเครื่องมือการเรียนการสอน มีสื่อการสอนที่ทันสมัย  เด็กๆก็ดีใจ รู้สึกสนุกทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ เพราะมีสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ ทรูคอร์ปอเรชั่น เข้ามามีบทบาทให้โรงเรียนเรามีศักยภาพการเรียนการสอนมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งสำคัญ และถ้าโรงเรียนอื่นๆ ได้มีโอกาสใช้หลักสูตรดีๆแบบนี้ เราจะได้ร่วมกันพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยไปด้วยกันครับ”

+ หลักสูตรเทคโนโลยีวิทยาการคำนวณและโรโบติกส์ สำหรับการศึกษาในยุค 5.0

ในยุคนี้ “เทคโนโลยีวิทยาการคำนวณและโรโบติกส์” เป็นวิชาที่สำคัญมาก โดยเฉพาะทักษะด้าน AI ทักษะการเขียนโค้ด รวมถึงการรู้เท่าทันเทคโนโลยี (Digital Literacy) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้เพื่อเพิ่มโอกาสทางอาชีพและการทำงานต่อไปในอนาคต  ในขณะที่หลักสูตรเทคโนโลยีวิทยาการคำนวณเน้นการเรียนรู้แบบ Project-based Learning ส่งเสริมให้นักเรียนคิดเป็น สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจแก้ปัญหาจากข้อมูลได้ หลักสูตรโรโบติกส์เองก็เน้นการบูรณาการการเรียนรู้แบบ STEAM Education ร่วมกับการเรียนรู้แบบ Problem-based Leaning และ Project-based Leaning เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการแก้ปัญหาและการพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ พร้อมเปิดโอกาสสู่การแสดงผลงานในเวทีระดับโลก

ทรู คลิกไลฟ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่ตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถสร้างทักษะ ที่จำเป็นในอนาคตให้กับเยาวชน เตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในโลกที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนได้

โรงเรียนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจรของทรู คลิกไลฟ์ ทั้ง เทคโนโลยีวิทยากรคำนวณ อังกฤษ จีน โรโบติกส์ และดนตรี” ติดต่อ 08-9116-0239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trueclicklife.com

‘อมลวรรณ’ยันออก’ตั๋วครู’ทัน สพฐ.เปิดสมัครสอบแข่งขัน 8-14 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801927

'อมลวรรณ'ยันออก'ตั๋วครู'ทัน สพฐ.เปิดสมัครสอบแข่งขัน 8-14 พ.ค.นี้

‘อมลวรรณ’ยันออก’ตั๋วครู’ทัน สพฐ.เปิดสมัครสอบแข่งขัน 8-14 พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.01 น.

“อมลวรรณ”ยันออก”ตั๋วครู”ทัน สพฐ.เปิดสมัครสอบแข่งขัน 8-14 พ.ค.นี้ มั่นใจคัดกรอง”ครูดี มีคุณภาพ”สู่ระบบการศึกษาตามนโยบายเรียนดี มีความสุข

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศกำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2567 โดยเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 8 – 14 พฤษภาคม นั้น ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เตรียมความพร้อมออกใบอนุญาตให้แก่นิสิต นักศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง ที่จะสำเร็จการศึกษาในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคมนี้ กว่า 50,000 ราย เพื่อให้มีเอกสารใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไปใช้ในการสมัครสอบแข่งขันครั้งนี้ และสังกัดอื่นๆ ที่จะเปิดรับสมัคร

“คุรุสภาได้เตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการออกใบอนุญาตฯ ได้อย่างรวดเร็ว และอำนวยความสะดวกแก่นิสิต นักศึกษาและผู้มีใบประกอบวิชาชีพครูที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหมดอายุ โดยเตรียมพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการตรวจคำขอขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ผ่านระบบ KSP Self-Service ในช่วงวันที่ 1 – 14 พฤษภาคม ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอให้ผู้ที่จะยื่นคำขอสมัครเข้าใช้ระบบ KSP Self-Service ล่วงหน้า เมื่อมหาวิทยาลัยส่งรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษามายังคุรุสภา นักศึกษาได้รับเลขที่ upload จากมหาวิทยาลัย หนังสือรับรองคุณวุฒิ และ Transcript ที่ระบุวันสำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) พร้อมชำระค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อย ซึ่งใบ P-License นี้ สามารถนำไปใช้สมัครสอบครั้งนี้ได้เลย สำหรับผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว และจะสมัครสอบแข่งขันครั้งนี้ ขอเตือนให้ท่าน ตรวจสอบว่าใบอนุญาตใกล้หมดอายุหรือยัง เพื่อยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตฯ ได้ทันต่อการนำไปใช้สมัคร”

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ประสานขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ส่งข้อมูลรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติเรียบร้อยแล้วเข้ามาในระบบของคุรุสภาโดยเร็ว ซึ่งหลังจากที่ได้รับคำขอจากผู้ยื่นผ่านระบบ KSP Self-service แล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น เมื่อได้รับเอกสารครบถ้วนถูกต้องจึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ หากเอกสารไม่ครบถ้วนถูกต้อง จะมีการแจ้งเตือนเข้าไปในระบบและให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ดังนั้น ขอให้ผู้ที่ยื่นคำขอแล้ว เข้าไปตรวจสอบว่ามีการขอเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะหากผู้ยื่นคำขอไม่ตรวจสอบสถานะและส่งเอกสารเพิ่มเติมให้เรียบร้อย จะส่งผลให้คำขอดังกล่าวค้างอยู่ในระบบและไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งการออกใบอนุญาตฯ ของคุรุสภานี้ จะดำเนินการอย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อให้ได้ “ครูดี มีคุณภาพ” สู่ระบบการศึกษา ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ หากพบปัญหาในการยื่นคำขอสามารถสอบถามผ่าน Call Center: 0-2304-9899 หรือสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่คุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ตามภูมิลำเนาหรือสถานศึกษาที่สอน หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th

ปลัด มท.นำภาคีเครือข่ายมอบเงินเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801923

ปลัด มท.นำภาคีเครือข่ายมอบเงินเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

ปลัด มท.นำภาคีเครือข่ายมอบเงินเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.37 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำภาคีเครือข่ายมอบเงินเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย น้อมนำพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อพัฒนาความรู้และคุณภาพพระสงฆ์ให้เป็นหลักทางใจของประชาชนสืบไป

วันนี้ (30 เม.ย. 67) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 1 ทำเนียบองคมนตรี เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำพระราชรัตนสุนทร (วินัย ธมฺมานนฺโท ป.ธ.5) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ผู้แทนเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร นายวิรุจ วิชัยบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร คนที่ 26 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายสุวัฒน์ เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มอบเงินเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,354,159.74 บาท โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีในฐานะประธานกรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เป็นประธานในพิธีรับมอบ โอกาสนี้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา และพลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

โอกาสนี้ พระราชรัตนสุนทร (วินัย ธมฺมานนฺโท ป.ธ.5) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ผู้แทนเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร มอบเงินปัจจัย จำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยจากกล่องรับบริจาคปัจจัยสำหรับสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ในบริเวณพระอุโบสถ พระวิหาร รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร จากนั้น นายวิรุจ วิชัยบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร คนที่ 26 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และนายสุวัฒน์ เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร มอบเงินปัจจัย จำนวน 1,000,000 บาท การจัดสร้างวัตถุมงคล พระสุก (ยโสธร) รุ่น 1 และนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 2,354,159.74 บาท ซึ่งเป็นเงินรายได้จากการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 49 ประจำปี 2566

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ดำเนินโครงการ “เทศนาธรรม 4 ภาค ทั่วไทย” รวมจำนวน 4 ครั้ง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งได้ดำเนินจัดพิธีเทศนาธรรมมาแล้ว จำนวน 2 ครั้ง สำหรับครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในวันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และครั้งที่ 4 ในวันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

“โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ก่อตั้งขึ้น ด้วยทรงมีพระราชปณิธานในการสนับสนุนพระสงฆ์ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาพุทธรรมชั้นสูง ซึ่งจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้ด้วยตนเอง และนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องจนแตกฉานในพระธรรม แล้วนำไปสั่งสอนพุทธบริษัทต่อไปได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน การบำรุงพระสงฆ์ด้วยวิธีการนี้จะเป็นทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลง และเผยแผ่พระสัทธรรมได้ถูกต้องตามพระไตรปิฎกสืบต่อไป ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษาต่อยอด พระราชกรณียกิจนี้สืบต่อมา เพื่อพัฒนาความรู้ และคุณภาพพระสงฆ์ ให้เป็นหลักทางใจของประชาชน ให้พระสงฆ์เป็นประโยชน์ในสังคมไทยสืบไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เป็นองค์การหรือสาธารณกุศล ลำดับที่ 565 ของประกาศกระทรวงการคลัง โดยสำหรับพี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและมีความประสงค์ที่จะร่วมสมทบทุนบริจาคเงินในโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย สามารถร่วมสมทบผ่านธนาณัติ ตั๋วแลกเงินธนาคาร เช็คขีดคร่อม ตามที่อยู่ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ทำเนียบองคมนตรี ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กทม. 10200 หรือโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน สาขาพระบรมมหาราชวัง หมายเลขบัญชี 061-2-06592-5 โดยสามารถส่งหลักฐานการโอนเงิน ทางโทรสารหมายเลข 0-2220-7403 หรือทาง Facebook Fanpage โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย E-mail. kstm.official@gmail.com และทางไลน์ไอดี @wgo1143m โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2220-7400 ต่อ 4121, 4217, 4345 และ 4358

– 006

‘สพฐ.’กำชับใช้เงินอุดหนุนรายหัวปี 67 ลดภาระ’นร.-ผู้ปกครอง’ลดเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801905

'สพฐ.'กำชับใช้เงินอุดหนุนรายหัวปี 67 ลดภาระ'นร.-ผู้ปกครอง'ลดเหลื่อมล้ำ

‘สพฐ.’กำชับใช้เงินอุดหนุนรายหัวปี 67 ลดภาระ’นร.-ผู้ปกครอง’ลดเหลื่อมล้ำ

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.02 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า การลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปีการศึกษา 2567 นี้ เป็นปีที่ 2 ในการดำเนินการเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ซึ่งให้ปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปีงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบฯ 2566-2569 โดยในปีการศึกษา 2567 นี้ ได้มีการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายหัวฯ ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในรายการค่าจัดการเรียนการสอน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 8 ส่วนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน อัตราคงเดิมตามปีงบประมาณ พ.ศ.2566 นอกจากนี้ ยังมีเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน ค่าอาหารนักเรียนประจำพักนอน และอื่นๆ อีก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าจัดการเรียนการสอน สำหรับนักเรียนทั่วไป มีการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวฯ จากปีการศึกษา 2566 ต่อคนต่อปี ดังนี้ ระดับอนุบาล ปี 2566 อุดหนุน 1,734 บาท ปี 2567 อุดหนุนเพิ่มเป็น 1,836 บาท ประถมศึกษา 1,938 บาท เพิ่มเป็น 2,052 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 3,570 บาท เพิ่มเป็น 3,780 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 3,876 บาท เพิ่มเป็น 4,104 บาท ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 1-3 ที่จัดโดยสถานประกอบการ เดิม 11,970 บาท เพิ่มเป็น 12,674 บาท สำหรับค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ระดับอนุบาล เดิมอุดหนุน 438 บาท เพิ่มเป็น 464 บาท ประถมศึกษา เดิม 489 บาท เพิ่มเป็น 518 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น เดิม 897 บาท เพิ่มเป็น 950 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย เดิม 969 บาท เพิ่มเป็น 1,026 บาท และระดับ ปวช. 1-3 ที่จัดโดยสถานประกอบการ เดิม 969 บาท เพิ่มเป็น 1,026 บาท เช่นเดียวกัน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ค่าอุปกรณ์การเรียนและค่าเครื่องแบบนักเรียน สถานศึกษาจะจ่ายเงินสดให้แก่นักเรียนหรือผู้ปกครอง ในอัตราต่อคนต่อปี ดังนี้ ค่าอุปกรณ์ ระดับอนุบาล 290 บาท ประถมศึกษา 440 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 520 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 520 บาท และ ระดับ ปวช. 1-3 ที่จัดโดยสถานประกอบการ 520 บาท ค่าเครื่องแบบนักเรียน ประกอบด้วย เสื้อ กางเกง กระโปรง ดังนี้ ระดับอนุบาล 325 บาท ประถมศึกษา 400 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 500 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 550 บาท และระดับ ปวช. 1-3 ที่จัดโดยสถานประกอบการ 950 บาท ทั้งนี้ ผู้ปกครองหรือนักเรียนสามารถถัวจ่ายระหว่างเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์ การเรียนได้ กรณีนักเรียนมีชุดนักเรียนเพียงพอแล้ว สามารถซื้อเข็มขัด รองเท้า ถุงเท้า ชุดลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด/ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ชุดกีฬา ชุดฝึกงาน ชุดประจำท้องถิ่น และอุปกรณ์การเรียน ที่จำเป็นได้

“สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือคู่มือแนวทางการดำเนินงาน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับ สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความคุ้มค่าประหยัดโปร่งใส เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนและทางราชการสูงสุด สนองตอบต่อนโยบายด้านการศึกษา ของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง และที่สำคัญที่สุดรัฐบาล จะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งการเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนนี้ช่วยลดภาระนักเรียน ผู้ปกครอง และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการให้สถานศึกษาได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801894

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร'เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ'

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.10 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2567

วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดราชบพิธ ทรงเป็นประธานในการสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2567 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร คณะผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษาระดับกระทรวง ผู้บริหารกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางชุลีพร เตรัตน์ นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ 19 พรรษา ในวันที่ 29 เมษายน 2567 กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม จัดพิธีสวดพระปริตรและเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพร ส่วนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และส่วนภูมิภาค ณ วัดที่เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะอำเภอ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ทั่วประเทศ

“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีความมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงปฏิบัติพระกรณียกิจโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ยอมเสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ และสติปัญญา ในการทำงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน รวมทั้งเสด็จแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอารามต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล นอกจากนี้ พระองค์ทรงสนพระทัยในบวรพระพุทธศาสนา โดยได้เสด็จไปยังพระอารามต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับ “เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิตย์ ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดีของบวรพระพุทธศาสนา” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

– 006

ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801746

ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.33 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง

วันนี้ (29 เม.ย. 67) เวลา 11.00 น. ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่คณะสงฆ์วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง และสามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยได้รับเมตตาจากพระเทพวชิรสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง นำคณะสงฆ์และสามเณรตามโครงการฯ รับประเคนภัตตาหาร โดยมี นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้นำหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตลอดจนภาคีเครือข่าย รับสมัครเด็กและเยาวชนผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา และมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติบูชา เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทั่วประเทศ โดยมีจำนวนผู้บรรพชาสามเณรตามโครงการฯ ทั้งสิ้น 9,248 รูป

“การจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ ทำให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครอง และพุทธศาสนิกชน ได้มีส่วนร่วมบำเพ็ญกุศล เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ สามเณรทุกรูปยังได้ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ฝึกการเจริญจิตตภาวนา รู้จักใช้เวลาว่างระหว่างปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น มีจิตสำนึกเคารพเทิดทูนสถาบันหลักของชาติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดการพัฒนาจิตใจ รักษาศีล เจริญสติ สมาธิ ปัญญา เกิดความรักความผูกพันกับบวรพระพุทธศาสนา มีวัตรปฏิบัติที่ใกล้ชิดกับวัด และสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ ยังผลให้เกิดความสุขกาย สุขใจ ทั้งแก่ตนเอง พ่อ แม่ ตลอดจนปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ต่างร่วมอนุโมทนาโดยถ้วนทั่วกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า สำหรับการร่วมทำบุญเพื่ออนุโมทนาในการบรรพชาสามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นั้น พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางร่วมทำบุญได้ในทุกวัน ทั้งการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า หรือการถวายภัตตาหารเพล หรือการถวายน้ำปานะ โดยสามารถเดินทางไปติดต่อขอเป็นเจ้าภาพได้ ส่วนกลาง ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง และส่วนภูมิภาค ณ วัดที่แต่ละจังหวัดกำหนดให้เป็นวัดที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 รวมเป็นเวลา 17 วัน ซึ่งสามารถเป็นเจ้าภาพได้ทั้งส่วนตัวตามกำลังศรัทธา หรือรวมกลุ่มรูปแบบหมู่คณะ องค์กร หน่วยงาน ก็จะเป็นการร่วมกันเป็นสะพานบุญหนุนนำหนุนส่งหนุนเสริมให้การบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้เกิดกุศลอันยิ่งใหญ่ถวายเป็นพระราชกุศลและต่อสามเณรตลอดจนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกท่าน อันจะนำมาซึ่งสังคมดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

– 006

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น ‘โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.’ พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801737

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น 'โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.' พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น ‘โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.’ พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.53 น.

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น “โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.” พร้อมสนับสนุนขยายผล เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งสมัครใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ระบุไว้ว่า สถานศึกษามีสิทธิจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือเป็นการจัดการศึกษาที่รวมหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนมีทางเลือกในการเรียนรู้ได้เหมาะสมเป็นรายบุคคล แก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา

รองเลขาธิการ กพฐ. เผยว่า ปัจจุบัน สพฐ. ดูแลเด็กเยาวชนทุกระบบรวมกันราว 6.5 ล้านคนต่อปีผ่านการทำงานของครูราว 5 แสนคน ในโรงเรียน 3.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ การที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้เด็กเยาวชนวัยเรียนซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน ได้เข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึงผ่านการเปิดโอกาสของโรงเรียน

“ในองคาพยพของคนทั่วโลก มีสามโรคที่หมุนวนเป็นวงจรของความด้อยโอกาส คือความเจ็บ ความจน และความไม่รู้ ถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมถึงจน ทำไมถึงเจ็บป่วย หรือทำไมคุณภาพชีวิตของคนยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาไม่มีความรู้เพราะเขายากจน ซึ่งในเรื่องนี้คนในกระทรวงศึกษาฯ จึงกลายเป็นจำเลยสังคม 

“ฉะนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่เราจะมาดูกันว่าตัวแบบของการจัดการศึกษาที่มีทางเลือกและเหมาะสมกับผู้เรียน สามารถทำได้อย่างไร จากการทำงานของสถานศึกษาต้นแบบที่ทำมาก่อน โดยเฉพาะเด็กตกค้างจากระบบการศึกษา ซึ่งสถิติบอกเราว่าช่วงชั้น ม.3 เป็นรอยต่อสำคัญที่มีเด็กหลุดมากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งร่างกายจิตใจ ยิ่งเด็กเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความพร้อม ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า การทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่เขาสนใจ แม้จะเป็นเรื่องการแต่งรถมอเตอร์ไซค์หรือเรื่องใดก็ตาม เหล่านี้คือความรู้ คือความชอบความสนใจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ทั้งนั้น การจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะรองรับและส่งเด็กกลุ่มนี้ให้ไปต่อได้ดีขึ้น วันนี้่นอกจากการชื่นชมโรงเรียนที่เป็นต้นแบบแล้ว สพฐ. ยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้จะช่วยส่งเด็กไปถึงฝั่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพ และนำองค์ความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเขาได้มากที่สุด    

“วันนี้เราจะมารับฟังและเรียนรู้ทฤษฎี ก่อนที่หลังจากนี้อยากชวนทุกท่านไปลงพื้นที่ดูโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครพนม เพื่อถอดประสบการณ์ตรงว่า สถานศึกษาต้นแบบแต่ละแห่งมีรูปแบบวิธีการจัดสรรและหางบประมาณ รวมถึงวัดประเมินผลกันอย่างไร แล้วท่านจะมองเห็นโครงสร้าง เห็นการจัดทำระบบที่เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย จำแนกกลุ่มเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แล้ววางแนวทางดูแลช่วยเหลือส่งต่อที่เหมาะสม รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานเฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อจะดูแลเด็กให้ครบทุกด้าน ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้จน และไม่ให้ไม่รู้”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีใจอยากเห็นการศึกษาไทยก้าวพ้นไปจากขีดจำกัดเดิม โดยเฉพาะในการตอบโจทย์หมุดหมายที่ 12 ในแผนพัฒนาหต้องมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต โดยการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ ให้เป็นกำลังคนสมรรถสูงสอดคล้องกับภาคการผลิต รวมถึงการพยายามที่จะทลายกรอบแนวคิดที่ยังติดอยู่กับ 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งปิดกั้นการศึกษาไทยไว้จากความหลากหลายในการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ท้ายที่สุด สพฐ. พร้อมสนับสนุนทุกท่านที่ตั้งใจมาขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไปด้วยกันวันนี้ เพื่อที่เด็กไทยจะมีความพร้อม มีศักยภาพ และพาประเทศชาติเจริญสืบต่อไป

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า “การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวถึงข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บูรณาการการทำงานสำรวจเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,250,514 คน โดยมองว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้

“เราต้องไม่ลืมว่า การพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่าง ๆ อาทิต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้นเราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก”

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่ากุญแจสำคัญของการมาพบกันครั้งนี้ คือ ถ้าทุกโรงเรียนมองร่วมกันว่าจะเอาหลักสูตรเป็นตัวตั้ง แล้วคิดทะลุกรอบออกไป ช่วยกันบูรณาการสาระวิชาต่าง ๆ เข้าไปในกิจวัตรประจำวันหรือภาระงานของผู้เรียน เราจะมีวิธีรับมือกับเด็กทุกกลุ่ม ทุกความเสี่ยง และทุกทางแยกที่เด็กต้องเผชิญในชีวิต

“อย่าลืมว่าเด็กคนหนึ่งเมื่อออกจากโรงเรียน ก็เหมือนถูกผลักไปเป็นปัญหาสังคม แล้วไม่เกินสามเดือนชีวิตจะเข้าสู่วงจรสีเทา อย่างไรก็ตามงานหนึ่งที่ กสศ. ทดลองทำกับเด็กเยาวชนในสถานพินิจฯ ได้พิสูจน์ว่า ถ้าเราออกแบบการศึกษาที่หลากหลายและสอดรับกับความสนใจ การศึกษาจะทำหน้าที่ของมัน เป็นการนำโอกาสเข้าไปช่วยฟื้นฟูเยียวยาเด็ก ๆ ให้เขารู้สึกมีตัวตน ได้รับการยอมรับ แล้วเขาจะพาตัวออกจากวงจรเสี่ยง และกลับมาอยู่บนทิศทางที่เหมาะสมได้อีกครั้ง บทเรียนนี้บอกเราว่า ถ้านำวิธีการนี้ย้อนกลับไปทำที่้ต้นทางคือในโรงเรียน ซึ่งตัวกฎหมายเอื้อให้ทำได้ เราอาจลดปัญหาอาชญากรรมเด็ก จิตเวช ยาเสพติด และปัญหาอื่น ๆ ในสังคมพร้อมลดจำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้จำนวนมาก  

“อีกประเด็นต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้ คือครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่ง ให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้ จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด รวมถึงครูยังต้องเป็นผู้สื่อสารให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาของบุตรหลาน”

-(016)

‘มท.’เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801616

'มท.'เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่'เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ'

‘มท.’เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.56 น.

กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดที่จังหวัด อำเภอกำหนดทั่วประเทศ โดยพร้อมเพียงกัน

วันนี้ (28 เม.ย. 67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร วันที่ 29 เมษายน 2567 นับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งที่พระองค์ท่านจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 19 พรรษา ซึ่งมหาเถรสมาคม โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงมีพระบัญชาให้เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แจ้งให้เจ้าคณะผู้ปกครองทุกระดับ เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายพระกุศลและถวายพระพรในโอกาสดังกล่าว

“ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เวลา 07.00 น.จะมีพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2567 โดยได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินรับบิณฑบาต ขณะเดียวกัน ในทุกจังหวัด ทุกอำเภอทั่วประเทศ ก็จะมีกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพื่อปฏิบัติบูชาถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพร” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า ในปีนี้เป็นปีพิเศษ เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 19 พรรษา โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม กำหนดจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพร ในเวลา 17.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และในส่วนของทุกจังหวัดและทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอได้กราบนิมนต์คณะสงฆ์ทุกวัดทั่วประเทศเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เพื่อให้พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญมี พระวรกายสมบูรณ์แข็งแรง พระชนมายุยิ่งยืนนาน ในเวลา 17.00 น. พร้อมกันกับส่วนกลาง โดยพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สามารถดาวน์โหลดบทเจริญพระพุทธมนต์ได้ทางเว็บไซต์ https://www.onab.go.th/th/ebook/category/detail/id/1/iid/200 เพื่อร่วมในการประกอบพิธีด้วยความเป็นสิริมงคลโดยพร้อมเพียงกัน

“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทด้วยทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ทรงยอมเสียสละกำลังพระวรกาย เวลาส่วนพระองค์ และพระสติปัญญา ในการทรงงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมุ่งมั่นในการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงสนพระทัยในธรรม ด้วยการเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิจ

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ในวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. ส่วนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ณ วัดที่จังหวัดและอำเภอกำหนด และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2567 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ http://www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2567 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘ประธานศาลฎีกา’เปิดโครงการ’ค่ายต้นกล้าตุลาการ’ รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801604

'ประธานศาลฎีกา'เปิดโครงการ'ค่ายต้นกล้าตุลาการ' รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

‘ประธานศาลฎีกา’เปิดโครงการ’ค่ายต้นกล้าตุลาการ’ รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.57 น.

“ประธานศาลฎีกา”เปิดโครงการ”ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ แก่เยาวชนตั้งแต่วัยเยาว์

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 28 เมษายน 2567 บริเวณโถงบุษบก ชั้น 2 อาคารศาลฎีกา สนามหลวง นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รุ่นที่ 12
พร้อมทั้งให้โอวาทแก่คณะเยาวชนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ชาย-หญิง ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 138 คน โดยมี นายธานี สิงหนาท เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวรายงานและมีคณะผู้บริหารศาลยุติธรรมและคณะทำงานเข้าร่วมพิธี โดยประธานศาลฎีกา ได้กล่าวว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ในวันนี้การที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ขึ้น นับเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทุกคนต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ

การที่เยาวชนให้ความสนใจระบบงานภายในศาล และหลักกฎหมายเบื้องต้นตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี ทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย รวมทั้งเยาวชนที่อาจกำลังค้นหาแนวทางของตนเองอยู่ การจัดโครงการนี้ นอกจากเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการที่มีโอกาสได้รับความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ของศาลยุติธรรมในฐานะองค์กรหลักของประเทศ ที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่อง “เท่าเทียม” ที่ส่งเสริมให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก และเยาวชน มีความรู้พื้นฐานในเรื่องกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ส่งผลให้เยาวชนสามารถเข้าใจสิทธิของตนเอง และของผู้อื่น ตลอดจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดแทรกปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขอีกด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่เยาวชนเข้าร่วมโครงการนี้ ทุกคนจะได้รับความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนได้รับประสบการณ์ทางด้านกฎหมายจากบุคลากรที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมคัดสรรมาเป็นอย่างดี และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเพิ่มพูนทักษะ และมีจิตสำนึกที่ดีทั้งต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันนำมาซึ่งความสงบสุข และสันติภาพอย่างยั่งยืนตลอดไป

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันขอเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ขอให้การดำเนินโครงการประสบความสำเร็จ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่เยาวชนที่มาร่วมโครงการในวันนี้เคารพนับถือ โปรดดลบันดาลประทานพรให้เยาวชนทุกคนพบแต่ความสุข มีอนาคตที่สวยงามสว่างสดใส มีสุขภาพกายกับสุขภาพใจที่เข้มแข็ง เดินทางไปถึงเป้าหมายตามที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้โดยทั่วกัน

ด้าน นายธานี กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมโดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ซึ่งในปีนี้เป็นรุ่นที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นให้แก่เยาวชน ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมาย การศาลยุติธรรม การศึกษาวิชากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ การแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษาและวิชาชีพกฎหมายอื่นๆ ตลอดจนกิจกรรมเสริมสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี ซึ่งเยาวชนที่ผ่านโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการนับตั้งแต่ รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 11 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,370 คน บางส่วนยังอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพแล้ว โดยมีผู้ผ่านการสอบและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาแล้ว จำนวน 10คน และเยาวชนทุกคนต่างมีทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ดีเป็นต้นกล้าตุลาการที่สามารถเข้าใจในการดำเนินงานของศาลยุติธรรม นำหลักการสำคัญของกฎหมายและแนวทางแห่งตุลาการที่ดีไปใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 12 ได้กล่าวว่าสำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 12 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2567 ที่โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 138 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 922 คน รูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น จะมีวิทยากรทั้งผู้พิพากษาและวิทยากรอิสระร่วมบรรยายและอภิปราย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมภาคสนาม (นอกห้องประชุม) การแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติในลักษณะ “ศาลจำลอง” การวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อฝึกตัดสินคดี โดยกิจกรรมทั้งหมดส่วนของวิชาการกฎหมายและเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตมีการพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องต่อบริบทของสังคมในยุคปัจจุบันเพื่อประโยชน์สูงสุดของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ มุ่งมั่นส่งเสริมประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เยาวชน ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย เชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมโครงการ ฯ จะได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่าเก็บเกี่ยวความรู้ และทักษะที่จำเป็นเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดวางแผนชีวิตสู่เป้าหมายการศึกษาและอาชีพที่ใฝ่ฝันด้วยความุ่งมั่นของคณะทำงานผู้ริเริ่มโครงการฯ ตั้งแต่แรกเริ่มมุ่งหวังส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมั่นคงค้นพบศักยภาพภายในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสนับสนุนให้เยาวชนไทยกล้าคิด กล้าฝัน เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมนำพประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

– 006

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801545

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ  ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.29 น.

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

ปลัด มท. นำทีมมหาดไทย 14 จังหวัดภาคใต้ สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาเดินหน้าโค้ชชิ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์”และงานหัตถกรรม ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม เน้นย้ำ ชิ้นงานต้องได้รับการพัฒนา “ให้ดีกว่าเก่า” และ “ดีที่สุดของโลก” ด้วย “Sustainable Fashion” เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 67) ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่อ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม (Coaching) ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 1 จังหวัดกระบี่

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่กิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ถูกกำหนดจัดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัด “กระบี่” ซึ่งเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยตามลำดับพยัญชนะ ที่จะมีอายุครบ 152 ปีการสถาปนาชื่อจังหวัดโดยล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีนี้ และถ้าสะกดชื่อจังหวัดเป็นภาษาอังกฤษ คือ KRABI “K” คือ King สะท้อนความหมายว่าเป็นจังหวัดของพระราชา และประการที่เป็นมงคลยิ่ง คือ จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างจังหวัดในการทรงประกอบพิธีเปิดศาลากลางจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรกในรัชกาล ภายหลังเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และยังเป็นจังหวัดที่มีวัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) เป็นวัดเนื่องในรัชกาลอีกด้วย

“งานหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย ตลอดจนถึงอาหาร ประเพณี วัฒนธรรม เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่ง UNESCO ยกย่องว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าต่อมวลมนุษยชาติอย่างหาที่สุดไม่ได้ และได้มีการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในทุกปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ “ภูมิปัญญา” แต่สิ่งที่จับต้องได้ คือ ชิ้นงานที่เราสามารถแปลงเป็นรูปธรรมให้หลากหลาย เป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชนผู้บริโภคได้ ดังพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน ด้วยการส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ซึ่งนับตั้งแต่พระองค์พระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าทั้งประเทศแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท โดยข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอผู้เปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีของพื้นที่ เป็นผู้นำที่มีความสำคัญที่สุด ที่ต้องมี passion มีความเชื่อมั่น (believe) งานจึงจะสนุกสนานและยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานที่มุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริการส่งเสริมผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่ง “ผ้าไทย” มีนัยสำคัญว่า เป็นผ้าที่คนไทยรับ Knowhow มาจากบรรพบุรุษ และสามารถสร้างสรรค์ต่อยอดทำขึ้นมาเองได้ ทั้งผ้าบาติก ผ้ายกดอก ผ้ามัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าปัก กระเป๋าตะกร้าย่านลิเภา ใยกัญชง งานจักสานต่าง ๆ โดยพระองค์ท่านได้พระราชทานแนวพระดำริในเรื่องของความยั่งยืนของงานหัตถศิลป์หัตถกรรมไทยไว้ว่า “ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ปู่ ย่า ตา ยาย ต้องถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่” ซึ่งครอบครัวน้องลูกหม่อน อายุ 9 ขวบ ชาวอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นตัวอย่างของการน้อมนำพระดำริดังกล่าวถ่ายทอดภูมิปัญญาทอผ้าสู่รุ่นหลาน จึงเป็นหน้าที่ของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนับเนื่องแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ พัฒนาการ พัฒนากร ต้องขยันลงไปในพื้นที่ ไปพบปะพูดคุยสื่อสาร เอาใจใส่ คลุกคลีตีโมง ผลักดันช่วยเหลือ เพราะพวกเราคือผู้เป็นศูนย์รวมความรัก ความปรารถนาดีของพระองค์ท่าน ที่ต้องช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้พี่น้องผู้ประกอบการมีความขยันฝึกปรือฝีมือในการผลิตชิ้นงานให้ดี เพื่อทำให้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่เพิ่มพูน ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยชาวปักษ์ใต้มากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ นอกจากเป็นอาวุธลับที่ทำให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ “ผ้าไทย” จากเดิมไปถึงทางตันแล้ว แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ท่านทรงชี้ทางสว่างให้พวกเราว่า “ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกยุคสมัย ถ้าเรารู้จักออกแบบลวดลาย รู้จักใช้สี รู้จักรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการผลิตชิ้นงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รู้จักในการตัดเย็บเสื้อผ้า รู้จักในการถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ (Story Telling) ให้คนรู้จักที่มาที่ไปของผ้าและผลิตภัณฑ์ และต้องมีการ matching วัตถุดิบ ทั้งผ้าไหมดี ๆ ผ้าฝ้ายดี ๆ ถ้าเราสามารถทำให้พี่น้องภาคใต้อุดหนุนผลิตภัณฑ์จากจังหวัดต่าง ๆ มาพัฒนา เช่น ไหม นครราชสีมา คราม สกลนคร ก็จะทำให้เกิดการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ในประเทศ เม็ดเงินก็จะหมุนเวียนเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งนี้ หากเราเชื่อและนำไปปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเอง ชีวิตก็จะดีขึ้น ต้องยึดคติที่ว่า “เกิดเป็นคนต้องเปิดใจให้กว้าง” รับสิ่งใหม่เข้ามาใช้กับชิ้นงานตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความงดงามทางศิลปะและทางอารมณ์ เฉกเช่น ลายสิริวชิราภรณ์ เราก็สามารถหยิบเลือกเอาบางลวดลายในลายดังกล่าว มาผสมผสานกับลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของเราก็ได้ เพื่อให้เกิดลวดลายใหม่ ๆ เพราะเดิมเรามีแต่ผ้าไทยลวดลายตายตัว ไม่มีลวดลายใหม่ ไม่มีชิ้นงานใหม่ ๆ เมื่อมันเดิม ๆ ขายไปก็ไม่มีใครซื้อ งานแฟชั่นต้องมีของใหม่ ๆ ต้องมีของแปลก ๆ มาจำหน่าย เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หลากหลายสี หลายหลายลวดลาย หลากหลายขนาด เพราะธรรมชาติของคนมักจะชอบของใหม่ ๆ ของแปลกตา ที่ยังไม่มี จึงขอให้มั่นใจและพัฒนาตนเองต่อไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท้ายที่สุด สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา คือ ต้องมีการประกวดประขัน ที่จะเป็นเครื่องกระตุ้น (catalyze) เพื่อให้ได้ชิ้นงานดี ๆ เพราะพระองค์ท่านทรงอยากเห็นเรารีดเค้นเอาสิ่งที่อยู่ในสมองของเราออกมาเต็มที่ ด้วยการทุ่มเท ใส่ใจ ออกแบบชิ้นงานให้ประณีตงดงาม พิถีพิถันจนเป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้เราได้มีชิ้นงานที่เป็นเลิศ แล้วฝีมือก็จะดีขึ้น ๆ จนทำให้ชิ้นงานเป็นที่ต้องการของตลาด ของผู้บริโภค อย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มีการประกวด 2 รายการ คือ 1) การประกวดสุดยอดผ้าจังหวัด โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดร่วมกับทุกจังหวัด โดยสามารถส่งผ้าเข้าประกวดภายในวันที่ 10 พ.ค. 67 ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ซึ่งผืนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของแต่ละจังหวัด จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 และ 2) การประกวดผ้าลายสิริวชิราภรณ์และงานหัตถกรรม รับสมัครระหว่าง 1 มิ.ย. – 15 ส.ค. 67 ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ 878 อำเภอ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ