ซ้อมคิว’มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13′ เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801567

ซ้อมคิว'มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13' เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

ซ้อมคิว’มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13′ เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

วันเสาร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567, 22.13 น.

 ซ้อมคิว“มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13”เตรียมต้อนรับร้อง ม.1  sk148 เปิดเทอม 16 พ.ค.นี้

27 เมษายน 2567 ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ถนนตรีเพชร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายพลบอย พล.อ.ประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ ประธานจัดงาน”มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ“ครั้งที่ 13 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 16 พ.ค.เปิดเทอมวันแรกปีการศึกษา 2567  ควง นายกาญจน์ ตระกูลธรรม ประธานรุ่น 97 และ นายพิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัคราชทูต ณ กรุงลอนดอน นัดเพื่อนร่วมรุ่น osk97 มาซักซ้อมคิวการจัดงานฯ โดยมีออร์แกนไนซ์ที่มาช่วยดูแลคิว พิธีการ ตลอดจนการตั้งขบวน เดินแถวอย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันจริง เพื่อให้การต้อนรับน้องๆ ม.1 ที่ก้าวเท้าเข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้เป็นวันแรกโดยพี่ๆ osk 97 เป็นตัวแทนรับน้อง จะได้มีโอกาสย้อนรำลึกวันแรกในชีวิตวัยเด็กของตนเองด้วยการแต่งชุดนักเรียน ปักอกเสื้อ ส.ก. เมื่อ 50 ปีก่อนอีกครั้ง

ซึ่งในวันนี้ได้ทำการซักซ้อมเสมือนจริง บางคนแต่งชุดนักเรียนครบหมด บางคนยังขาด หารองเท้านักเรียนไม่ได้ก็ใส่รองเท้าอื่นแทน ถุงเท้าขาวไม่มีก็ใส่ถุงเท้าดำแทนไปก่อน รับปากว่าวันจริงจะแก้ไขมาให้ถูกต้องตามระเบียบเนื่องจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าว วัย 62-64 ปี แล้ว แต่ละคนไม่ประมาทพกน้ำดื่มติดตัวไว้จิบตลอดเวลาบรรเทากระหายคลายร้อนป้องกันฮีทสโตรก ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

สำหรับ งานมหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบฯ  นี้ ศิษย์เก่าฯ รุ่น 81 นำโดย พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ ผู้เป็นประธานรุ่น ได้ริเริ่มจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2555 สืบเนื่องมาจากเป็นปีที่ครบรอบการเป็นนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยครบ 50 ปี นับแต่ปี พ.ศ 2505 เป็นต้นมาของศิษย์เก่ารุ่นที่ 81 จึงได้คิดกันในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นว่า สมควรที่จะมีการจัดงานรุ่นรำลึกครบรอบการที่ได้รู้จักและคบกันมาถึง 50 ปี กับการเป็นนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นายแพร้ว อู่ทรัพย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801555

'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ 'นายแพร้ว อู่ทรัพย์'

‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นายแพร้ว อู่ทรัพย์’

วันเสาร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.38 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายแพร้ว อู่ทรัพย์

27 เม.ย.2567 ที่วัดพรหมวงศาราม เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายแพร้ว อู่ทรัพย์ บิดานายพยุงศักดิ์ อู่ทรัพย์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีแขกผู้มีเกียรติในแวดวงการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชนเข้าร่วมพิธีฯ เป็นจำนวนมาก 

โดยประธานในพิธีได้ทอดผ้าไตรบังสุกุล จุดเพลิงหลวงพระราชทานเพลิงศพ ต่อจากนั้นพระสงฆ์ ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชนได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์ 

สำหรับนายแพร้ว อู่ทรัพย์ บิดาของ นายพยุงศักดิ์ อู่ทรัพย์ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 สิริรวมอายุ 102 ปี โดยตลอดชีวิตของนายแพร้ว ได้ปฏิบัติตนตามแบบอย่างของผู้มีศีลธรรมและจริยธรรม ดำเนินการช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง อบรมสั่งสอนบุตรธิดาและลูกหลานให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ รวมทั้ง ยังสร้างคุณูปการให้กับชาวบ้านในพื้นที่เสมอมา

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801387

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.23 น.

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

26 เมษายน 2567 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย

กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17)และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. พ.ศ. 2567 โดยเตรียมจัดสอบ คัดเลือกฯรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,668 อัตรา ใน 148 เขตพื้นที่ วันที่ 27 เมษายน นี้

ล่าสุดได้รับแจ้งว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย (สพป.) เขต2 ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการทุจริต โดยได้แอบจัดกวดวิชาให้กับผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งถือว่ามีความผิด จึงได้สั่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพฐ. และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว 

ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการ กพฐ. มีนโยบายให้ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วย และผู้บริหารสถานศึกษาด้วยความโปร่งใส โดยได้มีการส่งหนังสือแจ้ง มาตรการป้องกันการทุจริต ห้ามไม่ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการ สศศ. รวมทั้งข้าราชการเจ้าหน้าที่ในสังกัด สพฐ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ผู้อำนวยการ สศศ. แจ้งบุคลากรในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขต/สศศ. ให้รับทราบเรื่องดังกล่าวด้วย  อีกทั้งยังขอให้ช่วยสอดส่องกำกับ ดูแลเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการสอบ และให้กำหนดบุคคลในทางลับเพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว และไม่ให้มีการแต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการสอบ

“การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวไปจัดติว จึงถือว่ามีความผิด ส่วนจะมีโทษสถานใดนั้น ต้องรอข้อมูลจากทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน” นายสุรินทร์ กล่าว

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801054

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.04 น.

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Human and Business Development คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การจัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส” เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และนักเรียน จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ (สำหรับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส) และโรงเรียนกลุ่มเฉพาะความพิการ (สำหรับกลุ่มเด็กพิการ) ที่มีต่อหลักสูตรทักษะชีวิต เพื่อนำความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส มาเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรทักษะชีวิตที่เหมาะสม โดยได้จัดให้มีเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนเมษายน พ.ศ.2567 โดยร่างหลักสูตรดังกล่าวจะนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะชีวิตที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิการและเด็กด้วยโอกาสต่อไป

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800865

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.52 น.

รางวัลชนะเลิศหรือการคว้า ‘แชมป์โลก’ พ่วงด้วยอีก ‘2 รางวัลใหญ่’ จากการแข่งขันวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ Sauder Summit Global Case Competition 2024 ณ มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คือผลงานที่น่าภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งมาจากความสามารถของทีมจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

เพราะในแวดวงสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ (Business School)     ต่างทราบดีว่า การแข่งขันรายการ Sauder Summit Global Case Competition ถือเป็นสนามประลองอันทรงเกียรติ และเป็นเวทีในการแสดงศักยภาพของนักศึกษา สถาบันการศึกษา และประเทศ

และในการแข่งขั้นครั้งล่าสุดนี้ ‘4 นักศึกษา’ ตัวแทนประเทศไทย จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ได้แก่ มนัสยา พลอยนำพล, สุชาดา เจริญกิตติธรรม, บุณย์บุริศร์ กิตติรัตนคุณ และ แสนเสน่ห์ มุณีกานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 บริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ก็ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทย ด้วยการขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่ง จาก 16 ทีมมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจทั่วโลก ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมแข่งขัน

มากไปกว่านั้น ทีมนักศึกษาธรรมศาสตร์ ยังคว้าเพิ่มรางวัล People Choice Award จากคะแนนโหวตอย่างเป็นฉันทามติของผู้เข้าร่วมชมการแข่งขัน และ ดร.วรพงษ์ จันยั่งยืน ที่ปรึกษาคณบดีด้านวิชาการและกิจกรรมนักศึกษา ประจำโครงการปริญญาตรีบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาก็สามารถคว้ารางวัล Best Faculty Advisor มาครองได้สำเร็จด้วย

สำหรับ Sauder Summit Global Case Competition เป็นการแข่งขันวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ใช้เวลา 5 วัน มีการกำหนดโจทย์ในหลากหลายอุตสาหกรรมให้แต่ละทีมได้วางแผน ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน     การขยายธุรกิจ โดยกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมภาคนั้นๆ ซึ่งในปี 2024 มี 16 มหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Copenhagen Business School, CUHK Business School, University of Glasgow, Adam Smith Business School ฯลฯ

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม 3 รอบ โดยรอบแรกและรอบสองมีเวลารอบละ 5 ชั่วโมง ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับโจทย์เป็นข้อมูลประมาณ 20 หน้ากระดาษ ซึ่งในระหว่างการแข่งขันไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ เมื่อหมดเวลา กรรมการจะจัดลำดับทีมที่ได้รับคะแนนมากไปหาน้อย ซึ่งลำดับจะมีผลต่อการแข่งขันในรอบสุดท้าย

การแข่งขันรอบสุดท้าย จะมีเวลาให้ทั้งหมด 24 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ รอบนี้หลักการคล้ายคลึงกับสองรอบแรก แต่จะเพิ่มความเข้มข้นเรื่องรายละเอียดของเนื้อหาที่ต้องนำเสนอ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบย่อย เพื่อหาทีมที่ชนะมาเจอกันในรอบตัดสิน หรือ Final

 มนัสยา เล่าว่า ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ หรือ Final มีเวลาทั้งหมดทีมละ 30 นาที โดยจะนำเสนอ 20 นาที และตอบคำถามกรรมการ 10 นาที ทีมของธรรมศาสตร์ได้รับโจทย์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ซึ่งทีมเห็นร่วมกันว่ายาก เพราะนอกจากมีเวลาจำกัดแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมด้วย

อย่างไรก็ดี ทีมธรรมศาสตร์ก็ค่อนข้างมีความมั่นใจ เพราะในระหว่างเรียนเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันทางเคสธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และมีประสบการณ์จากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยอีกไม่น้อย และทำการฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก ฉะนั้นเมื่อได้รับโจทย์มาก็เริ่มช่วยกันคิดแผน จากนั้นก็แบ่งงานกันเป็นสัดส่วน ทั้งด้านวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ด้านการนำเสนอกลยุทธ์ที่จะมีอยู่ราว 2-3 แบบ ด้านการเงินและความเสี่ยง

มนัสยา เล่าต่อไปว่า จุดแข็งของทีมธรรมศาสตร์คือเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการผู้ตัดสินก็ชื่นชมว่าทีมเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี รวมถึงทักษะการวิเคราะห์เป็นอย่างดี และยังให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องไม่ให้ออกมาน่าเบื่อ เพราะบางครั้งกลยุทธ์ของแต่ละทีมจะคล้ายกัน แต่วิธีการนำเสนอต่างกัน

“มาถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยสำคัญมาก และมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในครั้งนี้ เนื้อหาในห้องเรียนเป็นฐานคิดที่ดี กิจกรรมและการยกเคสในห้องเรียน รวมถึงการแข่งขันเคสธุรกิจต่างๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลักสูตรการเรียนการสอนที่ทำให้นักศึกษาเอาไปใช้งานจริงมีผลต่อการแข่งขันจริง พูดได้เลยว่าเอาความรู้จากห้องเรียนออกมาใช้” มนัสยา กล่าว 

นอกเหนือจากตัวของผู้เข้าแข่งขันแล้ว ทีมสนับสนุนจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.  ก็สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์หลายท่านและพี่ๆ ศิษย์เก่าที่เข้ามาเป็นโค้ช สอนพื้นฐานในทุกอุตสาหกรรมให้มีความเข้าใจตั้งแต่สมัยเรียนชั้นปี 1 และที่ขาดไม่ได้เลยคือ อาจารย์ ดร.วรพงษ์ ที่ทุ่มเทและคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในการแข่งขันทุกๆ รอบ

มนัสยา มองว่า สิ่งที่ได้จากการแข่งขันจะสามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ เพราะเธอวางแผนไว้ว่าจะเข้าทำงานด้านการเงิน

“จริงๆ ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะฯ โดยเฉพาะที่ปรึกษา เพื่อนร่วมทีม และโค้ชที่ค่อยให้คำแนะนำ ส่วนตัวอยากให้เด็กไทย-เยาวชนไทยได้รับการสนับสนุนและได้รับประสบการณ์ที่ดีเหมือนที่เราได้รับในครั้งนี้ เพราะแรงสนับสนุนที่ได้จากองค์กรหรือจากคนที่มีประสบการณ์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างดีจริงๆ” มนัสยา ทิ้งท้าย

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800837

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึง “โครงการ Anywhere Anytime เรียนดี มีความสุข” ว่า การศึกษา 2567 กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับจัดสรรงบประมาณมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ 3 เรื่อง คือ 1.National Digital Learning Platform (NDLP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการในเรื่องของการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ ที่อิงหลักสูตรแกนกลาง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.เรื่องของคอนเท้นต์ต่างๆ ซึ่งเป้าหมายหลักคือการจัดให้มีคอนเท้นต์ที่มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในโลกยุคใหม่ และ 3.ระบบคลาวด์ให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เป็นระบบแบบจีทูจี หรือ รัฐต่อรัฐ โดยทั้ง 3 เรื่องนี้จะต้องตอบโจทย์ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำทีโออาร์

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิกาณ กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นโครงการที่ สพฐ.รับผิดชอบเนื่องจาก นโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เชื่อมโยงมาที่ สพฐ.ในเรื่องของโครงการ Anywhere Anytime ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ โดยในปี 2567 สพฐ.ได้ขอตั้งงบประมาณไป 900 กว่าล้านบาท แต่ถูกตัด ได้มา 482 ล้านบาท ซึ่งอาจเกิดจากระยะเวลาเหลือเพียง 5 – 6 เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ สพฐ.ก็จะมาดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ ระบบ NDLP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ ที่อิงหลักสูตรแกนกลาง 2551 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ซึ่งจะต้องมาทำแพลตฟอร์ม คอนเทนต์ ระบบคลาวด์ โดยเฉพาะเรื่องของคอนเทนต์ สพฐ.ได้รวบรวม มากกว่า 2 แสนคอนเทนต์ ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบเก่า ดังนั้น จึงมอบให้สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) สพฐ.แต่งตั้งคณะกรรมการคัดกรองอีกครั้ง เพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพนำร่องไปก่อน ส่วนงบประมาณที่ได้มาก็จะทำคอนเทนต์ที่เป็นองค์ความรู้ยุคใหม่ ตามความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการ จ้างที่ปรึกษาที่มีคนสอบถามกันมามาก ว่าทำไมต้องจ้างที่ปรึกษา เราต้องยอมรับว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ละคนไม่เหมือนกัน สพฐ.ในฐานะที่ดูแลโครงการ Anywhere Anytime เราไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้มากนัก สู้คนที่จบมาโดยตรงหรือเฉพาะทางไม่ได้ เช่น ทำไมถึงจ้างที่ปรึกษาที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือ ทำไมต้อง MOU อยู่กับบางมหาวิทยาลัย ก็เพราะว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านวิศวะหรือด้านเทคโนโลยี ซึ่งเรามีความจำเป็นจะต้องใช้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วย หรือ ช่วยงานเฉพาะกิจด้านอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนเกมเป็นกีฬา มหาวิทยาลัยไหนโด่งดัง สามารถสร้างคนเก่งด้านนี้ได้ ก็จะจ้างมาให้ทำหลักสูตร วิจัย และทำคอนเทนต์ เป็นต้น ส่วนเรื่องของระบบคลาวด์ ปีนี้ นโยบายของรัฐบาลไม่อยากให้หน่วยงานราชการแบกรับภาระเรื่องงบประมาณการจัดทำระบบคลาวด์ หรือการเช่าซื้อ จึงมีหนังสือสั่งการให้ใช้ระบบคลาวด์ เป็นระบบจีทูจี หรือคลาวด์เฟิร์ส จึงมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ED) รับผิดชอบ เพราะกระทรวง ED ให้บริการในเรื่องนี้อยู่แล้ว

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800833

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.33 น.

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67 พร้อมอัพเกรดโปรแกรม Thai School Lunch และให้โรงเรียนอัปโหลดรูปอาหารแต่ละวันแบบเรียลไทม์ มั่นใจโรงเรียนได้รับเงินค่าอาหารกลางวันทันเปิดภาคเรียนนี้

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการอาหารกลางวันปีการศึกษา 2567 ว่า ในปีงบประมาณ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณโครงการอาหารกลางวัน รวมกว่า 2.5 พันล้านบาท จัดสรรให้โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อลดภาระผู้ปกครอง และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจะมีนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาทุกสังกัด ได้รับอาหารกลางวัน จำนวน 575,983 คน

ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน โดยปรับปรุงคู่มือการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ประจำปี 2567 ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางดำเนินการอาหารกลางวันได้อย่างถูกต้อง ลดภาระครู รวมถึงให้หน่วยตรวจสอบใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้รับผิดชอบงานโครงการอาหารกลางวันของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด และให้ขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัด เพื่อป้องกันปัญหาการดำเนินงานที่ขัดต่อระเบียบของผู้ปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น

“ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดทั้งในเมือง และในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แจ้งให้โรงเรียนให้ทราบล่วงหน้า และพบว่า เรื่องที่โรงเรียนอาจปฏิบัติไม่ถูกต้อง คือ การจัดซื้อจัดจ้าง ความสะอาดของโรงอาหาร การจัดสำรับอาหาร ปัญหาและอุปสรรคการขนส่งวัตถุดิบอาหารกลางวัน ปัญหาของเด็กเกิดภาวะทฺพโภชนาการ และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เป็นต้น จึงได้นำปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานอาหารกลางวัน มาจัดทำเป็นมาตรการ แนวทาง คำแนะนำและคู่มือดังกล่าว พร้อมกันนี้ สพฐ.ได้พัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch เพิ่มการเปลี่ยนแปลงรายการเมนูอาหารภายในวัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและสามารถอัปโหลดรูปภาพอาหารแต่ละวันแบบ Online real time ซึ่งจะทำให้โรงเรียนจัดอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ คุ้มค่า เกิดความตระหนัก และใส่ใจในการดำเนินงานอาหารกลางวัน ขณะเดียวกันสำนักงานเขตพื้นที่ฯก็สามารถใช้โปรแกรม Thai School Lunch เข้าไป กำกับ ติดตาม ตรวจสอบความถูกต้องของเมนูอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้เตรียมการทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อป้องกันการทุจริตการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ร่วมกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ การดำเนินงานอาหารกลางวันทุกสังกัดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมั่นใจได้ว่าโรงเรียนจะได้รับเงินค่าอาหารกลางวันทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800818

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.32 น.

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข

วันที่ 24 เมษายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 15/2567  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. เข้าร่วมประชุม  โดย  พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า  เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2567 โดยประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สทศ.ชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้ง จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย  นายเธียรชัย ณ นคร  ประธานกรรมการ   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นางวัฒนาพร ระงับทุกข์  รศ.ปานใจ ธารทัศนวงศ์  รศ.อดิศร เนาวนนท์  รศ.จิรดา วุฑฒยากร นางสาวพรวิลัย เดชอมรชัย ร้อยตำรวจโทหญิง สุทธิมา พิพัฒน์พิบูลย์ และ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในการประชุมตนได้มีการเน้นย้ำผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับให้ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและเป็นไปตามเงื่อนเวลา พร้อมวางระบบการติดตามงานในความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และตั้งเป้าหมายการทำงานเชิงรุก เช่น การใช้จ่ายงบประมาณขอให้วางกรอบระยะเวลาในการดำเนินการและขอให้ดำเนินการทันระยะเวลาของปีงบประมาณ  รวมถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา PISA ด้วยหลักสูตรอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร สพฐ. เป็นต้น  นอกจากนี้ ได้ฝากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ให้สอดรับกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข ไม่ว่าจะเป็น ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาและสวัสดิภาพของนักเรียน ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน และกิจกรรมเสริมทักษะต่าง ๆ รวมถึงด้านการสร้างเครือข่าย และบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน 

“ทั้งนี้ในการประชุม ได้มีการรายงานถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา PISA โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์(สสวท.) จัดทำเครื่องมือและจัดฝึกอบรมวิทยากรแกนนำและเตรียมความพร้อมการเป็นพี่เลี้ยงของเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (วันที่ 21-23 เม.ย.67) ได้แก่ ศึกษานิเทศก์แกนนำ ครูแกนนำ ศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ วิทยากรพี่เลี้ยง และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยต่อจากนี้จะอบรมวิทยากรแกนนำอีก 3 รุ่น เพื่อให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานต่อไป  นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร สพฐ. โดยโค้ชหนุ่ม Money Coach (จักรพงษ์ เมษพันธุ์) ใน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรสำหรับคนที่เป็นหนี้และสมัครใจเข้าร่วมการแก้หนี้ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 6 ชั่วโมง  และหลักสูตรสำหรับคนที่รับความรู้และสามารถนำไปขยายผลช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่นได้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา โดยหวังจะให้แนวทางในการจัดการเงินของตนเอง พร้อมทั้งนำความรู้ไปขยายผลสู่ผู้อื่นได้“ รมว.ศธ. กล่าว  
 

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800688

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัล ซึ่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)จัดขึ้นในโอกาสการร่วมจัดแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา ครั้งที่ 49 “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โอกาสนี้ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมคณะนักวิจัยและคณะผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์จาก วว. ได้แก่ บริษัท เฮอร์บอนิก จำกัด บริษัท Kururo Infinite Co.ltd. บริษัท Clara Innovation Co., Ltd. and ODEESTYLE CO.,LTD. และบริษัท สไมล์ คอร์เนอร์จำกัด (สำนักงานใหญ่) เข้าร่วมเป็นเกียรติและรับมอบเหรียญรางวัล เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567

โดยผลงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ วว. ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 8 รางวัล ดังนี้ รางวัล Award for outstanding innovation “Prize of Hong Kong Delegation” รางวัล NRTC SPECIAL AWARD for the Excellent Invention และเหรียญรางวัล GOLD MEDAL จากผลงานเทคโนโลยี/นวัตกรรมการจัดการขยะชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, เหรียญรางวัล SILVER MEDAL จากผลงาน “นาโนแฮร์โทนิคจากสารสกัดดอกคำฝอย” โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชันของสาร Safflomin A ในสารสกัดดอกคำฝอย เพื่อกระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดการเกิดผมร่วง, รางวัล Distinguished Innovation Awardจาก King Abdulahziz University และ เหรียญรางวัล BRONZE MEDAL จากผลงานผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการนอนหลับและบรรเทาอาการกรนด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรูไซเร็น, เหรียญรางวัล BRONZE MEDAL จาก 2 ผลงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เจลลิ่งเพื่อลดรอยแตกลายผิวหนังหน้าท้องด้วยสารสกัดเพปไทด์จากแพะ และเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดเห็ด กักเก็บในระบบนำส่งสารแบบไฟโตโซมเพื่อยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ

ทั้งนี้งานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา ครั้งที่ 49 ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศทั้งภาครัฐ เอกชน นักลงทุนมากกว่า 50,000 คน และมีผู้เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานกว่า 1,000ผลงาน จากนานาประเทศกว่า 40 ประเทศ โดยมีผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทยทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จาก 37 หน่วยงาน เข้าร่วมนำเสนอจำนวน 94 ผลงาน

“ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของ วว. อีกวาระหนึ่ง ในการนำความเชี่ยวชาญเข้าไปตอบโจทย์ ช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ วว. พร้อมเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน ของเศรษฐกิจประเทศ” ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าว

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800687

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศร่วมกับ National Institute of Green Technology (NIGT) เพื่อสนับสนุนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นหน่วยงานรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีความประสงค์สร้างความร่วมมือ ด้านการพัฒนาและเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฮโดรเจนที่ต่อยอดจากการศึกษาการพัฒนายุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านไฮโดรเจนของประเทศไทยโดยกลไก Technology Mechanism ภายใต้ UNFCCC เป็นโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านศูนย์เทคโนโลยีภูมิอากาศและเครือข่าย (Climate Technology Centre and Network) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันกับ สอวช. ตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้

ภายในงานได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดย NIGT ได้เชิญบริษัท SK ecoplant นำเสนอตัวอย่างเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความพร้อมในการต่อยอด ได้แก่ การผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวลจากขยะอินทรีย์ต่างๆ โดยคิดค้นเทคโนโลยีการปรับปรุงไบโอแก๊สเป็น Biofuel ที่เรีกว่า Renewable Natural Gas (RNG)ด้วยเยื่อเลือกผ่านที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ SKEP Biogas upgrading system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในปัจจุบัน

ในขณะที่ สอวช. ได้แลกเปลี่ยนการทำงานและบทบาทของ สอวช. ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบทบาทหน่วยประสานงานกลางด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (National Designated Entity, NDE) และจัดทำนโยบายและเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาทิ Saraburi Sandbox, Net Zero Campus, BCG Indicator ร่วมกับผู้ประกอบการ นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำร่วมกับ สสน. เป็นต้น ซึ่งจะใช้บทบาทของแต่ละหน่วยงานสร้างความร่วมมือนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ข้อตกลงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศร่วมกับ NIGT นี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี นับจากวันที่ 2 เมษายน 2567

นอกจากนี้ สถาบัน NIGT ยังได้นำคณะ สอวช. เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยต้นแบบการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบครบวงจร ณ Chungju Food Waste Bioenergy Center ตั้งอยู่ในเขตเมืองช็องจู (Chungju) บนพื้นที่ศูนย์วิจัยขนาด 7,200 ตารางเมตร ศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบที่แบ่งการผลิตออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) ส่วนผลิตไบโอมีเทนแก๊ส และ 2) ส่วนการผลิตไฮโดรเจน ซึ่งส่วนการผลิตไบโอมีเทนแก๊สนั้นจะมีการรับเศษอาหารจากชุมชนใกล้เคียงในเมือง Chungju ซึ่งมีปริมาณเศษอาหารที่เข้าระบบประมาณ 60 ตันต่อวัน และเข้าสู่กระบวนการผลิตไบโอมีเทนด้วยการหมักแบบไร้อากาศ ผลิตภัณฑ์ไบโอมีเทนแก๊สที่ได้จะถูกส่งเข้ากระบวนการผลิตไฮโดรเจนด้วยวิธีการ steam reforming โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 300 Nm3/h หรือประมาณ 348 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โดยไฮโดรเจนแก๊สที่ผลิตได้จะถูกเก็บกักในท่อเก็บด้วยกระบวนการบีบอัดแรงดันสูงก่อนจะจ่ายเข้าสู่สถานีจำหน่ายในบริเวณศูนย์วิจัย และขนส่งไปยังสถานีจำหน่ายอื่นๆ ในเมือง Chungju ต่อไป ซึ่งโดยสรุปแล้วโรงงานต้นแบบนี้สามารถผลิตเชื้องเพลิงไฮโดรเจนเพื่อจำหน่ายแก่ผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล FCEV มากกว่า 65 คันต่อวัน และรถโดยสารให้บริการสาธารณะมากกว่า 2 คันต่อวัน ยังเป็นโรงงานต้นแบบในการกำจัดขยะจากเศษอาหารเพื่อสร้างพลังงาน และมีกระบวนการบำบัดของเสียที่ออกจากระบบวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำทิ้งก่อนหมุนเวียนสู่ระบบ การบำบัดกลิ่นจากกระบวนการหมักและหมุนเวียนเป็นแก๊สกลับสู่ระบบ และการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รวบรวมได้จากระบบเพื่อใช้ในระบบการปลูกพืชในโรงเรือนอีกด้วย