‘พวงเพ็ชร’ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR ‘งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799801

'พวงเพ็ชร'ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR 'งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน'

‘พวงเพ็ชร’ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR ‘งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดงานดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ และค่ายเยาวชน NEW(S) GEN LEADER CAMP โดยมี นายวราวุธ ยันต์เจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และนางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีฯ และนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะเลขานุการคณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ เข้าร่วม

สำหรับการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ปีนี้ รัฐบาลได้เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2567 โดยประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องในปีมหามงคลนี้ โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนาทุกวันจันทร์  โครงการบรรพชาอุปสมบท พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา กิจกรรมจิตอาสา พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ  งานพระราชพิธีสำคัญในห้วงวันพระราชสมภพเดือนกรกฎาคม 2567 รวมถึงกิจกรรมดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นฟรีคอนเสิร์ตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงควมจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผ่านบทเพลงเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ของทุกเดือน ตลอดปีมหามงคลนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามการจัดกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ ได้แก่ กิจกรรมค่ายเยาวชน NEW (S) GEN LEADER CAMP เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง และฝึกการเป็นนักประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่ที่สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เชื่อถือได้ และทันสมัย ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์พัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงทุกกลุ่ม

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ในปีนี้ที่เป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศาสนุวงศ์ ผ่านการร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรัฐบาล ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2567

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799718

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.33 น.

‘ก.ค.ศ.’เข้ม!สั่งสอบครูคัดลอกผลงาน เตรียมจับมือ‘จุฬาฯ’ใช้ระบบ‘อักขราวิสุทธิ์’ตรวจสอบ ป้องกันลอกเลียนผลงานผู้อื่น

18 เมษายน 2567 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางราย ซึ่งอาจมีพฤติการณ์ในการนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาคัดลอก หรือลอกเลียนเพื่อใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อทำการตรวจสอบแล้ว และหากพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวมีความผิดจริงก็จะดำเนินการลงโทษวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการเพื่อป้องกันการคัดลอกผลงานทางวิชาการ ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีการหารือร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมนำระบบอักขราวิสุทธิ์ ซึ่งเป็นระบบสำหรับการตรวจสอบงานเขียนเพื่อค้นหาข้อความที่อาจจะเป็นการลอกเลียนผลงานผู้อื่นด้วยฐานข้อมูลทางวิชาการขนาดใหญ่ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบผลงานทางวิชาการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่งผลงานเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเข้ามาในระบบ DPA รวมถึงกรณีการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว17/2565 ด้วย

“ขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ตระหนักถึงจริยธรรมในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำผลงาน หากพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายใดที่มีการกระทำผิด โดยเฉพาะการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ การจ้างวาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก.ค.ศ. จะดำเนินการพิจารณาลงโทษทางวินัยอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด เพื่อเป็นการยกระดับวิชาชีพครูให้มีมาตรฐานทั้งด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799685

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.23 น.

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียน-นักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน‘นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล สงขลา’สมัครเข้าโครงการจัดส่งนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 67 ตั้งแต่วันนี้ – วันศุกร์ที่ 26 เม.ย.67

18 เมษายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) สมัครเข้าโครงการจัดส่งนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 จำนวน 44 ทุน ประกอบด้วย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ 27 ทุน (ทุนละ 40,000 บาท/ปี) และสาขาวิชาสังคมศาสตร์ 17 ทุน (ทุนละ 30,000 บาทต่อปี)

นายคารม กล่าวว่าในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

1) มีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในพื้นที่ที่กำหนด ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์นับถึงวันที่รับสมัคร

2) บิดา หรือมารดา หรือ ผู้ปกครอง ของผู้สมัคร จะต้องมีภูมิลำเนาปัจจุบันในพื้นที่ดังกล่าวติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันที่รับสมัคร

3) ผู้สมัครฯ จะต้องกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 หรือ จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย)

4) มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี โดยจะมีหนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่สำเร็จการศึกษา แนบมาประกอบด้วย กรณีผู้สมัครเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่ 1 ปีการศึกษาขึ้นไปให้สถานศึกษาที่ผู้สำเร็จการศึกษา หรืออำเภอที่ผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่เป็นผู้ออกหนังสือรับรองความประพฤติของผู้สมัคร กรณีที่ผู้สมัครได้เข้าร่วม หรือ เคยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ จิตอาสากับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาอื่น หรือหน่วยงานภาคเอกชน ให้สามารถใช้หนังสือรับรอง ประกาศเกียรติคุณเกียรติบัตร หรือ วุฒิบัตร ที่ออกโดยหน่วยงานนั้น ๆ เป็นส่วนหนึ่งประกอบการรับรองความประพฤติได้

5) เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

6) ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีหนังสือรับรองฐานะทางครอบครัวจากอำเภอที่ผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่

7) ไม่เป็นผู้เคยถูกคัดชื่ออออกจากสถานศึกษาใด ๆ

8 ) ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐในระบบปิด

9) มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่มหาวิทยาลัยที่คัดเลือกเข้าศึกษานั้น ๆ กำหนด

10) ต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังรับทุนหรือเคยได้รับทุนตามโครงการฯ นี้มาก่อน

นายคารม กล่าวว่า นักเรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศฯ และประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประจำปีการศึกษา 2567 จะต้องเป็นผู้มีคะแนนจากการสอบวัดวิชาความถนัดทั่วไป (TGAT) วิชาความถนัดวิชาชีพ (TPAT) และ/หรือวิชาข้อสอบวัดความรู้เชิงวิชาการ (A-Level) ที่ยังไม่หมดอายุโดยจะต้องมีคุณสมบัติทางการศึกษาตามเงื่อนไขและมีผลคะแนนสอบส่วนกลางที่มีการประกาศผลคะแนนในระบบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแล้ว ตามแต่ละรายวิชาของคณะ/สาขาวิชาที่ประสงค์จะใช้คัดเลือก ตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแนบท้ายประกาศฉบับนี้ จึงจะได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งในปีนี้มีมหาวิทยาลัยที่จะรับนักศึกษาตามโครงการฯ จำนวน 11 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

“รัฐบาลเชิญชวน นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถศึกษารายละเอียด และข้อมูลรวมถึงดาวน์โหลดเอกสารการสมัครได้ทาง https://multi.dopa.go.th/haj/news/cate7/view157 หัวข้อ ข่าวทุนนักศึกษาฯ และสามารถกรอกข้อมูลการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมส่งหลักฐานการสมัคร ได้ตามแบบฟอร์ม https://forms.gle/2JzeZsVG4opTfwqT7 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2567 เวลา 16.30 น.” นายคารม กล่าว

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799603

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเปลี่ยนของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี นายมนัสเจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ ผศ.ดร.พนมพัทธ์ สมิตานนท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ณ บริษัท เจียไต๋ จำกัด สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน ทั้งด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม

สำหรับในระยะแรกตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ บริษัท เจียไต๋จำกัด ได้ดำเนินการส่งมอบถุงผ้าดิบบรรจุเมล็ดพันธุ์เหลือใช้ให้กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมเป็นของใช้ชิ้นใหม่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านความยั่งยืนมาโดยตลอด ตามกรอบความยั่งยืน 3Pได้แก่ Prosperity หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ, People หรือการสร้างคุณค่าสู่สังคม และ Planet หรือ การรับมือกับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม ที่เราได้พยายามปลูกฝังจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ตามเจตนารมณ์ของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799602

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ป.1 ม.1 และ ม.4เรียบร้อยแล้ว และเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กทุกช่วงวัย จึงได้วางแผนดำเนินการเชิงรุก ค้นหาเด็กวัยเรียนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา (เด็กตกหล่น) และเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาแต่ออกจากระบบกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ภายในเปิดภาคเรียนใหม่ พฤษภาคม 2567 นี้

ในปีการศึกษา 2567 สพฐ.ได้วางแผนการดำเนินงาน ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน ระยะ 2” โดยพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเด็กวัยเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาและเด็กยากจนพิเศษ สนับสนุนงบประมาณให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนเพื่อประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระดับจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ลงพื้นที่ค้นหา ติดตามและช่วยเหลือเด็กตกหล่น/ออกกลางคันอย่างเข้มข้น เพื่อช่วยเหลือและนำเด็กตกหล่น/ออกกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบและได้รับการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

สพฐ. ไม่เพียงติดตามค้นหาพาเด็กให้กลับสู่โรงเรียน แต่มีการดูแลช่วยเหลือ สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าหนังสือเรียนให้กับนักเรียนทุกคน
รวมทั้งค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน และค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขยายโอกาส พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ (learn to earn) ให้โรงเรียนสร้างการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคัน (zero drop out)” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’ ชิงแชมป์ระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799601

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน  ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’  ชิงแชมป์ระดับประเทศ

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’ ชิงแชมป์ระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นหรือแจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่นจัดโครงการแข่งขัน The 5th KiboRobot Programming Challenge เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบี (Astrobee) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA (JAXA?) ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ในเดือนตุลาคม 2567

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.ร่วมจัดโครงการแข่งขัน The 5th Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับกติกาในปีนี้ ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีสมาชิกจำนวน 3-4 คนและกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2024/ ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567ก่อนเวลา 22.00 น.

สำหรับรูปแบบการแข่งขันผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตของแจ็กซา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบีในระบบจำลอง(Simulation) ซึ่งสร้างสถานการณ์จำลองเกิดเหตุอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักบินอวกาศหายไป และต้องรีบค้นหาให้พบเพื่อทำการทดลองให้ทันเวลา ผู้เข้าแข่งขันต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษา JAVA สั่งการให้หุ่นยนต์แอสโทรบีเคลื่อนที่ไปค้นหาอุปกรณ์ เมื่อพบแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าไปถ่ายภาพและกลับมารายงานผลให้นักบินอวกาศทราบ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความสมบูรณ์ของภารกิจและเวลาที่ใช้ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนตุลาคม 2567 ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเดลว์ แอโรสเปซจำกัด และบริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด ซึ่งในการแข่งขันจะมีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลียบังกลาเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาลฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และไทย โดยมีนักบินอวกาศของนาซา เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนไทยที่จะได้ฝึกฝนทักษะทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาและมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต

ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2024/, เฟซบุ๊ก NSTDASPACE Education ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันและได้รับบัญชีเข้าสู่ระบบแล้ว เข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเครื่องแม่ข่าย (Server)ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799637

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.20 น.

วันที่ 17 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีสมาคมครูแห่งหนึ่ง ร้องผ่านสื่อว่ามีโรงเรียนถูกบังคับซื้อตำราเรียน โดยมีการร้องเรียนจากคณะครูและผู้ปกครองนักเรียนในหลายจังหวัด กล่าวหาว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่ง ให้เปลี่ยนการซื้อหนังสือเรียนจากร้านค้าทั่วไป เป็นการซื้อจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า จากประเด็นดังกล่าว ในเรื่องของการจัดซื้อหนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ให้อิสระแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสถานศึกษา ในการเลือกซื้อสื่อและหนังสือได้อย่างเสรี ไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น และมีการแจ้งรายละเอียดในการดำเนินการเลือกซื้ออย่างถูกต้องและโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของโรงเรียนในการเลือกสื่อและหนังสือเรียนที่ดีกับนักเรียนในรูปแบบคณะกรรมการและถูกระเบียบ โดยสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการบริหารหลักสูตร กรรมการภาคี 4 ฝ่าย ฯลฯ สามารถพิจารณาเลือกซื้อหนังสือเรียนจากรายชื่อหนังสือในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ฯ ได้ตามความต้องการของสถานศึกษาอย่างเหมาะสมตามบริบท

ทั้งนี้ สพฐ. ได้ส่งหนังสือแจ้งแนวทางการดำเนินงานเลือกซื้อหนังสือเรียน ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษทุกแห่ง จำนวน 3 ฉบับ เพื่อให้ดำเนินการจัดซื้อ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ระเบียบ กฎหมาย กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างเปิดเผย โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2566 เผยแพร่เอกสารแนวทางการดำเนินงาน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567  ต่อมาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 แจ้งซักซ้อมความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานฯ และ ล่าสุดฉบับที่ 3 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2567 ได้กำชับการดำเนินงานเกี่ยวกับหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยเน้นย้ำการจัดซื้อหนังสือตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด 

“สพฐ. มีระเบียบในการจัดซื้อหนังสือแบบเรียนที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับหนังสือเรียนครบทุกกลุ่มสาระ เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และจุดเริ่มต้นของการได้รับความรู้ ต่อยอดไปสู่ปัญญา รากฐานของการนำไปใช้ และบรรลุเป้าหมายตามหลักสูตรชาติ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดย สพฐ. ได้เน้นย้ำในเรื่องการจัดซื้อที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่เรายึดถือมาตลอด เพื่อให้การจัดซื้อหนังสือเรียนเป็นประโยชน์กับสถานศึกษาและนักเรียนมากที่สุด ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดพบเหตุการณ์ที่มีการบังคับให้ซื้อสื่อหรือหนังสือแบบเรียน หรือพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระเบียบแนวทางการจัดซื้อฯ ให้แจ้งมาที่ช่องทางการรับเรื่องร้องทุกข์ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. (ศสป.สพฐ.) โทร. 0 2123 8789 เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบฯ ต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799289

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มีคำกล่าวว่า “อาชีวศึกษา” เปรียบเหมือนฐานสำคัญในการผลิตบุคลากรสร้างชาติ ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันได้จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่เหมาะสมตามสถานประกอบการ สู่มาตรฐานสากล เหมือนกับที่วิทยาลัยหมู่บ้านครู เขตหนองแขม กทม. ที่ทางรายการ 1 ในพระราชดำริ ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้เดินทางมาเยี่ยมชม ซึ่งพบว่ามีการปรับตัวนำนักเรียนเข้าสู่โลกแห่งการทำงานที่ต้องแข่งขัน ได้อย่างน่าชื่นชม

ดร.บัญชา เกิดมณี ประธานกรรมการบริหารวิทยาลัยหมู่บ้านครูและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวว่า วิทยาลัยหมู่บ้านครู เป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ก่อตั้งมานาน 50 ปีที่ผ่านมาได้ผลิตนักศึกษาไปแล้วกว่า 70,000 คน โดยในช่วงปิดเทอมจะมีการส่งครูแผนกช่างไปฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ และสร้างความมั่นใจว่าความรู้ที่สอนเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ ส่วนครูสามัญจะมีการอบรมอยู่ตลอดเวลา มีการส่งเสริมการเรียนลูกเสือ ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องความสัมพันธ์กับนักเรียน ไม่มีการลงโทษเด็กด้วยการตี เพื่อทำให้เกิดความไว้วางใจ และไม่มีการคดโกง รวมถึงมีการร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อฝึกให้มีนิสัยด้านการออม และวางแผนค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจตามมา

ด้านการเรียนการสอนได้วางแผนให้นักเรียนมีทักษะสูง ทั้งในเรื่องการใช้เครื่องมือที่ปลอดภัย มีพื้นฐานความรู้ที่เข้มแข็ง และสร้างความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้น ด้วยการเรียนที่ต่อเนื่องไปยังมหาวิทยาลัยธนบุรีที่อยู่ในเครือเดียวกัน ซึ่งเด็กที่เรียนจบมาจะมีงานทำแบบ 100% โดยมีบริษัทฯ หรือโรงงานภายนอกเข้ามารับทำงานตั้งแต่ตอนยังเป็นนักศึกษา ที่ในปัจจุบันยังคงมีให้ไม่เพียงพอ แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนนักศึกษาอาชีวะที่มีเป็นจำนวนมาก ในด้านคุณภาพได้ส่งนักเรียนเข้าสู่การแข่งขันซึ่งได้รับรางวัลในระดับโรงเรียน และเริ่มส่งสู่ในระดับชาติ รวมถึงทดสอบมาตรฐานกับเกณฑ์ของกรมฝีมือแรงงาน หรือบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่านักเรียน 80% ผ่านการทดสอบ โดยในอนาคตได้ตั้งเป้าเปิดหลักสูตรด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การขนส่งทางหุ่นยนต์, ยานยนต์และซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่นำไปประกอบอาชีพอิสระได้

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 ได้เผยว่าจากการศึกษาพบว่าปัญหาการผลิตบุคลากรที่ไม่เพียงพอ กับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ ส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานในสายอาชีวะจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากผู้ปกครองเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย และปัญหาเรื่องเด็กตีกัน ดังนั้นการที่วิทยาลัยหมู่บ้านครู ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัว มีครูดูแลนักเรียนเหมือนเป็นพ่อแม่ มีความอบอุ่นและอ่อนโยน จึงตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้การที่มีมหาวิทยาลัยธนบุรีได้ทำให้การเรียนอาชีวะนั้นครบวงจร คือเด็กจะสามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาตามแต่ความสนใจได้ โดยสิ่งสำคัญของอาชีวศึกษาก็คือเรื่องทักษะ ดังนั้นการร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน และการลงทุนในอุปกรณ์เทคโนโลยีและเครื่องยนต์เพื่อการเรียนการสอนของทางวิทยาลัย ทั้งในด้านช่างกล, ไฟฟ้า, สำรวจ, ก่อสร้าง ฯลฯ จึงได้ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเชี่ยวชาญ และสามารถพัฒนาศักยภาพตนเอง เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีความสามารถต่อไปในอนาคต

‘จิตรลดารวมพลฯ’ ลุยชัยนาทปรับปรุงโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799290

‘จิตรลดารวมพลฯ’ ลุยชัยนาทปรับปรุงโรงเรียน

‘จิตรลดารวมพลฯ’ ลุยชัยนาทปรับปรุงโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สโมสรนักศึกษาและงานพัฒนาและติดตามผลนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จัดโครงการ CDTI Volunteer Camp ปีที่ 5 “จิตรลดารวมพล สู่ชุมชนสรรพยา” ลงพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พัฒนาชุมชนเรียนรู้การช่วยเหลือสังคม

ผศ.ดร.ชนะวัฒน์ บุนนาค รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ CDTI Volunteer Camp ตั้งแต่ปีที่หนึ่งถึงปัจจุบันบุคลากร นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือสังคม สร้างความสุขเพื่อส่วนรวม สิ่งที่สถาบันมุ่งเน้นมาตลอดคือการสร้างจิตสำนึกที่ดีมีความเสียสละ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน นอกจากนี้นักศึกษายังได้นำความรู้จากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงก่อให้เกิดทักษะการทำงาน การวางแผน การแก้ปัญหา การดำเนินโครงการครั้งนี้คณะได้ลงพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท โดยลงพื้นที่ 3 แห่ง คือ โรงเรียนอนุบาลสรรพยา เพื่อติดตั้งระบบเครือข่ายและซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ ปรับปรุงโต๊ะเขียนหนังสือ และตีเส้นสนามกีฬา เทศบาลตําบลสรรพยา เพื่อจัดทำประตูโครงเหล็ก ณ ศาลากลางริมน้ำ ปรับปรุงและทาสีผนังห้องศูนย์เรียนรู้ และเพ้นท์สีภาพวาดการ์ตูน และทาสีทางเดินรอบอาคารเรียน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนเทศบาลสรรพยา เพื่อติดตั้งไฟฟ้าโรงอาหาร และการจัดทำหลังคาอาคารอเนกประสงค์

นายจักรกฤษณ์ ยางเดิม อุปนายกสโมสรนักศึกษาชายสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่าการดำเนินโครงการครั้งนี้ถึงแม้จะมีอุปสรรคระหว่างการปฏิบัติงานแต่ทีมงานทุกคนร่วมใจกันให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ตลอดระยะเวลา 6 วัน ทีมงานทุกคนมีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่เพื่อให้การลงพื้นที่พัฒนาชุมชนผ่านไปด้วยดีและให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

สกร.วางกรอบหลักสูตรฯ เตรียมพัฒนาครูแนะแนวทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799292

สกร.วางกรอบหลักสูตรฯ เตรียมพัฒนาครูแนะแนวทั่วประเทศ

สกร.วางกรอบหลักสูตรฯ เตรียมพัฒนาครูแนะแนวทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนแนวทางการจัดการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครอง ว่าด้วยการจัดและส่งเสริมให้มีระบบการแนะแนว และเป้าหมายชีวิต และสอดคล้องกับ พ.ร.บ ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ตามมาตราที่ 9 ที่กำหนดให้มีระบบแนะแนวการเรียนและการประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ทราบล่วงหน้าหรือวางแผนให้สอดคล้องกับความถนัดของตน ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและมีหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความสนใจและความต้องการของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียน และเป้าหมายชีวิตที่ตนเองชอบ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดระยะเวลาการเรียน ซึ่งเดิมกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สำนักงาน กศน.) ได้ดำเนินกิจกรรมงานแนะแนวผ่านการผสมผสานกับกิจกรรมการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในระหว่างเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในที่ประชุมได้ร่วมกันวางกรอบหลักสูตร ที่มีขอบข่ายการแนะแนวไว้ 3 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้านอาชีพ และด้านส่วนตัวและสังคม รวมไปถึงวิธีการสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้คำปรึกษา และการติดตามและช่วยเหลือผู้เรียน เพื่อนำไปกำหนดเนื้อหารายละเอียดของหลักสูตรในการประชุมทำหลักสูตรในครั้งถัดไป ก่อนนำไปอบรมครู สกร.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์ในการส่งเสริม พัฒนาบุคลากรในสังกัดให้เป็นนักจัดการเรียนรู้ที่มีทักษะ ความรู้ความเข้าใจ ด้านการแนะแนว สามารถแนะแนวกลุ่มเป้าหมายและผู้เรียนได้ รวมทั้งการจัดทำระบบแนะแนวที่มีคุณภาพ เสมือนสร้างความรู้ติดอาวุธให้ครูมีความเข้มแข็งตามระบบแนะแนว ทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิตของผู้เรียน ไปสู่การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนและกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ตามศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคลที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้เรียนค้นหาศักยภาพของตนเองตามความพร้อม โดยการวางแผนอนาคต และกำหนดเป้าหมายชีวิตตามความถนัดและความสนใจ

ด้าน น.ส.เอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมกิจการการศึกษาและเครือข่าย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการแนะแนวมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บุคคลที่ได้รับบริการสามารถเข้าใจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทางการเรียนและอาชีพที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญระหว่างการเรียนกับเป้าหมายในอนาคต ส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียน และช่วยในการจัดการกับความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับการเรียนและอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมทั้งการพัฒนาทักษะที่จำเป็น การแนะแนวจึงไม่เพียงช่วยในเรื่องการเรียนรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยในการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ ดังนั้นการจัดทำกรอบหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู สกร. ด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษา เพื่อสร้างความพร้อมให้ครูสามารถแนะแนวจัดกิจกรรมและเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายชีวิตของผู้เรียน จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและมีการวางแผนชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป