ศธ.เตือนประชาชนดูแลสุขภาพจากโรคฮีทสโตรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799291

ศธ.เตือนประชาชนดูแลสุขภาพจากโรคฮีทสโตรก

ศธ.เตือนประชาชนดูแลสุขภาพจากโรคฮีทสโตรก

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ฝากข้อห่วงใยถึงการระวังโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกให้แก่ประชาชน เน้นย้ำให้ดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นพิเศษ โดยผู้ปกครองควรกำชับไม่ให้เด็กออกไปเล่นกลางแจ้งในช่วงแดดร้อนจัด เนื่องจากสภาวะอากาศที่อาจทำให้ร่างกายได้รับความร้อนเกินไป จนทำให้เกิดอาการของโรคได้

โรคฮีทสโตรกสามารถทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส เกิดอาการเหงื่อออกน้อย หรือไม่มีเหงื่อออก ผิวหนังร้อนและแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย หายใจเร็ว ชัก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เราสามารถป้องกันโรคลมแดดได้โดยดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชื้นในร่างกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ และเลี่ยงใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มที่จะสะสมความร้อนในร่างกาย หลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้งในช่วงเวลาที่แดดร้อน หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้ง ควรเลือกเวลาในช่วงเช้าหรือตอนบ่ายที่แดดไม่ร้อนจัด กางร่ม ทาครีมกันแดด ใช้ผ้าคลุมหน้าหรือหมวกป้องกันแดด และพักผ่อนให้เพียงพอ

“ขอให้ระวังเด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคฮีทสโตรกมากกว่า ซึ่งในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้ อุณหภูมิประเทศไทยสูงขึ้นมาก เด็กๆ อาจจะเพลิดเพลินกับการออกไปเล่นนอกบ้าน เล่นกลางแจ้ง ออกกำลังกาย กระทรวงศึกษาธิการ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ปกครองดูแลเด็กๆ ตามข้อแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานเราเอง รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีโอกาสเดินทางกลับภูมิลำเนาไปพบญาติผู้ใหญ่ ก็ขอให้กำชับผู้สูงอายุให้ดูแลตัวเองให้มาก ดื่มน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันก็จะช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ร้อนจนเกินไปได้” รมว.ศธ. กล่าว

นอกจากนี้ หลายจังหวัดยังต้องเผชิญปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 อยู่อย่างหนัก การหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการรับฝุ่นพิษ PM2.5 ได้ด้วย และควรหมั่นสังเกตอาการเด็กๆ และคนในครอบครัว หากมีอาการผิดปกติ เช่น เคืองตา คันตา ตาแดง ให้ใช้น้ำสะอาดล้างดวงตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากมีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์ทันที

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799123

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“เทศกาลสงกรานต์” 13-15 เมษายน ของทุกปี นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำ หนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้ในทุกปีแล้ว 2 ใน 3 วันของเทศกาลสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ ได้แก่ “13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุ” โดยรัฐบาลไทยริเริ่มให้มีวันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2525 และ “14 เมษายน เป็นวันครอบครัว” ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2532

โดยทั้ง 2 วันดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและสถาบันครอบครัว ซึ่งก็สอดคล้องกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาว เป็นโอกาสที่ประชากรวัยทำงานซึ่งออกไปหารายได้ตามเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ได้เดินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุในภูมิลำเนา รวมถึงไปอยู่กับลูกที่ฝากไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ในสภาวะ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่เป็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

แต่เมื่อเอ่ยคำว่าครอบครัวแหว่งกลาง ก็ทำให้นึกถึงคดีสะเทือนขวัญเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2567 ที่ประเทศจีน กรณีเด็กชาย 3 คน รุมรังแกเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนเสียชีวิต อาทิ นสพ.Shanghai Daily สื่อท้องถิ่นในเมืองเซี่ยงไฮ้ รายงานข่าว Schoolboys arrested over alleged murder of classmate เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 ระบุว่า ที่เมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย ตำรวจจับกุมเด็กชาย 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังก่อเหตุทำร้ายเด็กชายวัย 13 ปี ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปฝังในเรือนเกษตรร้างเพื่ออำพรางคดี

นสพ.Global Times สื่อจีนอีกฉบับหนึ่งรายงานข่าว 13-year-old boy in N. China’s Hebei bullied and killed by three classmates วันที่ 14 มี.ค. 2567 เช่นกัน ระบุว่า เหตุเด็กชาย 3 คน รุมทำร้ายเพื่อนร่วมโรงเรียนจนเสียชีวิตแล้วนำศพไปฝังอำพราง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2567 ซึ่งเมื่อสืบสวนต่อไป ยังพบด้วยว่า เด็กชายที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง เคยถูกกลุ่มเพื่อนร่วมกันก่อเหตุ “กลั่นแกล้งรังแก (Bully)” มาแล้วหลายครั้ง

คดีนี้ได้รับความสนใจทั่วโลกไม่เฉพาะในแดนมังกรเท่านั้น โดยมีสื่อต่างชาติหลายสำนักนำไปเสนอข่าวต่อ อาทิ นสพ.The Guardian ของอังกฤษ รายงานข่าว Killing of teenager in China sparks debate about “left behind” children เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 โดยระบุว่า คดีเด็กชายอายุ 13 ปี ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรุมกลั่นแกล้งรังแกจนเสียชีวิต ยังนำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องครอบครัวแหว่งกลางในสังคมจีนด้วย

“สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ต้องสงสัยลงมือก่อเหตุล้วนเป็นเด็กที่เติบโตในครัวเรือนแหว่งกลาง หมายถึงครัวเรือนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเพราะต้องออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ และทิ้งให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายในชนบท หรือ Left Behind Children ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในจีนเมื่อปี 2563 พบเด็กที่อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมากถึงเกือบ 67 ล้านคน ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่า เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต ตกเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย” รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุ

มองจีนแล้วย้อนดูไทย..เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ไล่เลียงทีละประเด็น ตั้งแต่ 1.ทำความเข้าใจระบบสมองของมนุษย์ โดยมนุษย์นั้นมีสมอง 3 ส่วน เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ศัพท์วิชาการ คือ 1.1 สมองสัตว์เลื้อยคลาน หรือสมองส่วนสัญชาตญาณ 1.2 สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสมองส่วนอารมณ์ และ 1.3 สมองมนุษย์ หรือสมองส่วนเหตุผลและจิตสำนึก

ซึ่ง “สมองส่วนมนุษย์นี่เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ” อย่างไรก็ตาม “ภายใต้ภาวะกดดันหรือวิกฤต สมองส่วนมนุษย์จะหยุดการทำงาน ในขณะที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานกับสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังคงทำงานต่อไป” ดังจะเห็นว่าหลายคนยามปกติดูมีเหตุมีผลดี แต่พอในบางสถานการณ์การใช้เหตุผลกลับหายไป เหลือแต่การใช้อารมณ์และสัญชาตญาณที่แสดงออกมาไม่ค่อยดีนัก อาทิ พฤติกรรมประเภท “หัวร้อน-กร่าง” ถึงกระนั้น “อารมณ์และสัญชาตญาณสามารถฝึกฝนให้แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรได้”โดยฝึกฝนแบบวันต่อวันอย่างสม่ำเสมอ

“หลายคนบอกไร้สาระ ระเบิดอารมณ์ออกมาเลย ชีวิตใช้ซะ ขอโทษนะ! มันกำลังฝังเข้าสัญชาตญาณ ถ้าภาษาง่ายๆ บ้านๆ เรียกว่าสันดาน ซึ่งมีทั้งสันดานดีและสันดานเลว มันไม่ได้มีแต่เลวนะ มันมีสันดานดีด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่มันเจอวิกฤตขึ้นมาปุ๊บ มันเหลือแต่ตัวสันดานทำงานกับตัวอารมณ์ล้วนๆ ฉะนั้นถ้าสันดานดี ถูกฝึกมาดี จิตสำนึกมันไปแล้วไง อารมณ์มัน Shut Down (ปิด) ตัวจิตสำนึกไปแล้ว แต่ด้วยความที่ฝึกจนมาเป็นพฤตินิสัยจนกระทั่งเข้าสู่สมองส่วนสันดาน ก็จะไม่ก่อการร้าย” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ประการต่อมา 2.ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแหว่งกลางกับการเติบโตของเด็ก ในความเป็นจริง แม้กระทั่งพ่อแม่กับลูกก็ยังมีความแตกต่างระหว่างช่วงวัยอยู่แล้ว เช่นคนเจนซี (Gen Z) ที่เป็นวัยเริ่มชีวิตการทำงาน ณ ปัจจุบัน ก็เป็นลูกของเจนเอ็กซ์ (Gen X) ปลายๆ-เจนวาย (Gen Y) ต้นๆ แต่หากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง เด็กเจนซีก็จะเติบโตมากับปู่ย่าตายายที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)หรือบางครอบครัวอาจโตมากับคนรุ่นทวดซึ่งเป็นรุ่นก่อนเบบี้บูมเมอร์ โดยคน 2 รุ่นนี้ว่านี้ จะมีความคิดประมาณมีลูกเยอะๆ และไม่ต้องอะไรมาก เลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด

ซึ่ง “เมื่อบวกกับอายุที่เข้าขั้นแก่ชรา จะคาดหวังให้ไปไล่ตามคนรุ่นหลานทันก็คงได้ไม่มากนัก” ท้ายที่สุดก็เข้าทำนอง “ปล่อยเลยตามเลย” หลานอยากทำอะไรก็ทำ โดยจะดูแลเพียงการหาข้าวปลาอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ ครอบครัวแหว่งกลางอาจแบ่งการเลี้ยงดูหลานของผู้สูงอายุได้ 4 แบบ คือ 2.1 เลี้ยงด้วยลำแข้งเน้นกำราบควบคุมอย่างเข้มงวด จนบางครั้ง “ปากว่ามือถึง” ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย 2.2 เลี้ยงด้วยการเป็นที่ปรึกษา พร้อมรับฟังและพยายามทำความเข้าใจแม้ช่วงวัยจะห่างกันมากก็ตาม แต่ทั้ง 2 แบบแรกนี้พบได้น้อย

ในขณะที่อีก 2 แบบหลัง ที่พบได้มากกว่าคือ 2.3 เลี้ยงแบบตามใจ หรือเข้าขั้น “สำลักความรัก” ซึ่งอาจมาจากเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงตามวัย ไม่สามารถเคี่ยวเข็ญกับหลานได้เต็มที่เหมือนตอนที่เลี้ยงลูกของตนเอง หรืออำนาจปกครองไม่ได้อยู่กับตนเองเต็มที่ หรือเป็นความรู้สึกผิดที่ตอนเลี้ยงลูกนั้นเข้มงวดแบบตึงเกินไป พอเลี้ยงหลานเลยปล่อยให้หย่อนบ้าง แต่กลายเป็นหย่อนมากเกินไปอีกจนหลุดไปในที่สุด และ 2.4 เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ไม่มีขอบเขตกฎกติกา หลานจะไปทำอะไรก็ไม่รู้-ไม่สนใจ

รศ.นพ.สุริยเดว อธิบายความเชื่อมโยงนี้ ว่า “หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนเพื่อควบคุมสัญชาตญาณและอารมณ์” เช่น อยู่ในครอบครัวแหว่งกลางประเภทตามใจถึงขั้นสำลักความรักหรือประเภทปล่อยปละละเลย “เพื่อนจะมีบทบาทอย่างมากต่อเส้นทางชีวิตของคนเด็กคนนั้น” หากเจอเพื่อนดีก็ดีไป แต่หากเจอเพื่อนที่พาไปในทางไม่ดี เช่น ชวนไปเข้าร่วมแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปเป็นนักเลงอันธพาลมีเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วใช้ชีวิตแบบนี้วันต่อวันจนกลายเป็นพฤตินิสัย ก็พร้อมที่จะแสดงออกมาเมื่อเจอเหตุการณ์ที่สมองส่วนอารมณ์ไปปิดการทำงานของสมองส่วนจิตสำนึก

3.ระบบการศึกษาที่ไม่ได้โอบรับเด็กทุกคน ทั้งการยึดแนวคิด “แพ้คัดออก” สร้างความเครียดให้กับคนตั้งแต่อายุน้อยๆ ด้วยการสอบแข่งขันที่พบได้แม้กระทั่งในชั้นอนุบาล และแม้จะเห็นบทเรียนจาก “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ที่แนวคิดแบบนี้ทำให้ทั้ง 2 ชาติ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มานานหลายสิบปี แต่ประเทศไทยก็ยังคงยึดแนวทางนี้ต่อไป “ในเมื่อระบบการศึกษาเน้นอัดวิชาการแบบจัดหนัก-จัดเต็ม ก็ไม่มีเวลาให้มาปลูกฝังกันเรื่องวิชาชีวิต” ซึ่งก็จะไปบวกกับปัจจัยเรื่องปู่ย่าตายายที่ตามหลานไม่ทัน

นอกจากนั้น “ระบบห้องเรียนก็ไม่ได้ตอบโจทย์เด็กทุกคน” เช่น หากมีเด็ก 100 คนแน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง)เป็นเด็กเลี้ยงง่ายหรือเรียบร้อย แต่ที่เหลือจากนั้น จะมีผสมกันตั้งแต่ “กลุ่มเลี้ยงยาก” ประเภทชอบทำอะไรสวนกับคำสั่งตลอด “กลุ่มอ่อนไหว” เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เครียดหรือซึมเศร้ารุนแรงได้ “กลุ่มบ้าพลัง” อยู่นิ่งไม่ได้อยากทำนั่นนี่ตลอดเวลา “กลุ่มผีเข้า-ผีออก” บางวันเลี้ยงง่าย-บางวันเลี้ยงยาก แต่ระบบห้องเรียนนั้นออกแบบมาเพื่อเด็กกลุ่มเลี้ยงง่ายสามารถนั่งเรียบร้อยตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เท่านั้น

จึงทำให้เด็กอื่นๆ ที่เหลือกลายเป็น “เด็กหลังห้อง” และเมื่อเด็กหลังห้อง (โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงยาก) ไม่ได้สนใจเรียนหรือเรียนไม่รู้เรื่อง ก็จะแทนที่ด้วยพฤติกรรม “กลั่นแกล้งรังแกเด็กหน้าห้อง” ยิ่งเป็นพวก “เนิร์ด-ติ๋ม” ไม่สู้คน ก็จะยิ่งตกเป็นเป้าหมายการรังแกมากขึ้น จากนั้นครูหรือโรงเรียนก็จะพยายามกันเด็กหลังห้องเหล่านี้ออกไปเพราะรบกวนการเรียน แต่เด็กก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้น เข้าทำนอง “ดีไม่ได้ก็เลวมันเสียเลย” ไล่ตั้งแต่โดดเรียน ลาออกจากโรงเรียน หลุดจากระบบการศึกษา (Drop Out) และกลายเป็นกลุ่มแก๊งมีพฤติกรรมเกะกะเกเร

“อันนี้หมอพูดมาตลอดเลยว่ามันเป็นวิธีการรับมือผิดวิธีหมดเลย คือเราทำ Pattern (รูปแบบ) เดียว ทำอย่างกับกองทหารทุกคนให้มาซ้ายหัน-ขวาหัน มันไม่ใช่! มันก็เลยเกิดการ Bully กัน มันมีทั้งผู้กระทำ เพราะย้อนกลับไปดูครอบครัวของเขาก็เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ครอบครัวแหว่งกลางบวกทั้งใช้ความรุนแรงในบ้าน เขาก็เอามาใช้ความรุนแรงกับเพื่อนเขา สภาพมันก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่” รศ.นพ.สุริยเดว ระบุ

และ 4.สภาพสังคมที่อ่อนแอลง รศ.นพ.สุริยเดว ชี้ว่า “ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนมีจำนวนมากขึ้นหรือทำงานเสนอข่าวกันหนักขึ้น” นั่นเป็นเพราะ “ชีวิตที่เร่งรีบ (Fast Life) ทำให้คนหัวร้อนกันมากขึ้น”ขับรถก็ต้องเร็ว กินข้าวก็ต้องไว “ยุคนี้ไม่มีเวลาให้ใช้ชีวิตช้าๆ (Slow Life)” จะหาเวลาสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าบ้าง พ่อแม่จะคุยกับลูกตอนเย็นบ้าง ก็ยังทำไม่ได้เพราะต้องรีบออกไปทำมาหากินแต่เช้า กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ซึ่งเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแหว่งกลางหรือไม่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน “ชุมชนรอบบ้านก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิง” ในอดีตภาพของชุมชนคือคนในละแวกนั้นรู้จักกัน พูดจาทักทายโอภาปราศรัยกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงเด็กที่อาจจะไม่กล้าปรึกษาผู้ใหญ่ในครอบครัวของตนเอง บางครั้งก็ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้านคอยรับฟังปัญหาและให้คำแนะนำ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ชุมชนไทยวิกฤตทั้งประเทศ” ตามการเปลี่ยนแปลงที่ “สังคมกลายเป็นเมืองมากขึ้น” ในพื้นที่อำเภอเมืองไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม ชุมชนที่เคยเข้มแข็งได้กลายสภาพไปหมดแล้ว

ในทางตรงข้าม..การมาของ “อินเตอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ได้กลายเป็น “ปัจจัยยั่วยุ” ไม่ว่าเรื่องเพศหรือความรุนแรง เช่น เข้าไปชมภาพยนตร์หรือคลิปวีดีโอลามกอนาจาร หรือเล่นเกมออนไลน์ซึ่งสามารถเล่นร่วมกับชาวต่างชาติที่อยู่ไกลกันคนละประเทศได้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจภูมิใจที่เห็นลูกหลานใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็อาจตามไม่ทันเรื่องเด็กซึมซับศัพท์แสลง (Slang) หรือรับเอาค่านิยมที่ไม่ดีของต่างชาติมาด้วย

จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น รศ.นพ.สุริยเดว เล่าถึงการทำงานของศูนย์คุณธรรม ในการสร้าง “พี่เลี้ยงในชุมชน” ที่เชื่อว่าจะเป็น“ทางออก” ของปัญหานี้ โดยการนำ “ผู้ใหญ่ใจดี”มีใจต้องการเป็นหลักให้กับเด็กๆ ในชุมชนมา “เพิ่มทักษะ” ผ่านการฝึกอบรม เช่น การเฝ้าระวังการส่งต่อ-ขอความช่วยเหลือ การพัฒนากิจกรรมในหมู่บ้าน การเป็นที่ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยา มีโครงการนำร่องแล้ว 12 จังหวัดซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต อธิบายเพิ่มเติมเรื่องของ “ช่องว่างระหว่างวัยกับความเข้าใจปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก (Bully)” ว่า ลำพังคนรุ่นกลางๆ ทั้งเจนเอ็กซ์และเจนวาย ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้เรียกร้องเรื่องต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแกกันมากนัก และหากย้อนไปมากกว่านั้นอย่างในคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึงเลยเสียด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ความเข้าใจเรื่องการ Bully ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างมาก

กล่าวคือ “ในขณะที่คนรุ่นก่อนๆ จะมองว่าการแกล้งกันเป็นเรื่องปกติสามารถทำได้ และเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่อ่อนแอลงกว่ารุ่นพวกตน แต่คนรุ่นก่อนๆ ก็หารู้ไม่ว่าชีวิตยุคปัจจุบันอยู่ยากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสมัยก่อนไม่มีปัจจัยกระตุ้นเร้าหรือไม่มีปัญหามากเท่ายุคปัจจุบัน” ทำให้เด็กเมื่อถูกรังแกก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จะปรึกษาคนรุ่นกลางๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ครั้นจะไปปรึกษาผู้สูงอายุ ก็มักได้รับคำแนะนำให้อดทน อันเป็นค่านิยมของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์

ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็จะไม่เล่าอะไรให้ผู้ปกครอง (ที่เป็นผู้สูงอายุ) ฟังอีกต่อไป เพราะเล่าไปก็ไม่เข้าใจกัน เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกก็ยังคงถูกกระทำเช่นนั้นต่อไปเพราะไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปช่วยแก้ไข ขณะที่ฝ่ายผู้กระทำ เมื่อไม่มีคนรุ่นตรงกลางคอยสอนหรือคอยสังเกตความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง “ความรุนแรงใหญ่ๆ ที่ทำให้เสียชีวิตไม่ว่ากับตนเองหรือผู้อื่น มักมีความรุนแรงเล็กๆ เป็นสัญญาณบอกเหตุมาก่อนหน้านั้นเสมอ” แต่หากความรุนแรงเล็กๆ ที่ว่านั้นไม่ถูกมองเห็นและไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถขยายตัวเป็นความรุนแรงในระดับใหญ่ขึ้นได้

โฆษกกรมสุขภาพจิต ย้ำว่า “ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่มีทางที่จะย้อนให้รูปแบบครอบครัวกลับไปเป็นอย่างเดิมในอดีต”อย่างไรก็ตาม “เราสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นได้” เช่น ผู้สูงวัยสามารถใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กยุคปัจจุบัน ว่าต้องประสบพบเจออะไรบ้าง และวิธีการจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างมากนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง หรือคนรุ่นตรงกลางก็สามารถ “ทำให้ครอบครัวยังมีสายใยแม้จะอยู่ไกลกัน” ใช้เทคโนโลยีพูดคุยกับทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างสม่ำเสมอ

อนึ่ง ยังมีคำถามว่า “พ่อแม่หมดรักกันแล้ว อยู่ต่อไปมีแต่จะระหองระแหงกัน ควรทนอยู่เพื่อลูกหรือแยกทางกันดี?” ซึ่ง นพ.วรตม์ อธิบายประเด็นนี้ด้วยแนวคิด “เวลาคุณภาพ” ที่หมายถึง “เวลาของการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ” ว่า คนเราแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่หากหมั่นใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างช่วงเวลาคุณภาพก็จะเกิดประโยชน์และลดความรุนแรงของปัญหาให้น้อยลงได้ เมื่อเทียบกับการได้เจอหน้ากันแต่มีบรรยากาศที่ไม่ดี เช่นกลับบ้านไปเจอกันในช่วงสงกรานต์แล้วทะเลาะกันซึ่งแบบนี้ถือว่าเสียเวลาและไม่มีประโยชน์

“สมมุติพ่อแม่ทะเลาะแยกทางกันหรือเลิกกันแล้ว ถ้าเกิดอยากจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมจะต้องระมัดระวังการทะเลาะกันมากที่สุด เพราะว่าลูกเองเขาก็รับรู้ได้นะ ยิ่งลูกโตแล้ว มันก็จะเป็นแบบอย่างความรุนแรง เขาเรียนรู้ เห็นคู่ของพ่อแม่ทะเลาะกัน โอกาสที่อนาคตเขาจะมีครอบครัวแล้วทะเลาะแบบนี้ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นถ้าเกิดเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุขได้ เราแยกย้ายกันไปในฐานะสามี-ภรรยาแต่ละคนก็ยังทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีที่มีต่อลูกอยู่ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่จำเป็น” นพ.วรตม์ ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ : เรียบเรียง

‘เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี’ประทานน้ำสรง’พระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799097

'เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี'ประทานน้ำสรง'พระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา'

‘เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี’ประทานน้ำสรง’พระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา’

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.28 น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ประทานน้ำสรง พระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา เป็นพุทธบูชา อัญเชิญไปสรงถวายเป็นปฐมฤกษ์ ณ วิหารมูลนิธิพุทธานุสรณ์ ในเทศกาลมหาสงกรานต์ 2567

ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เนื่องในเทศกาลมหาสงกรานต์ 2567 เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ( ธงชัย ธัมมธัชโช มหาเถระ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร ประทาน น้ำสรงพระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา เป็นพุทธบูชา เพื่ออัญเชิญไปสรงถวายเป็นปฐมฤกษ์ ในเทศกาลมหาสงกรานต์ 2567 ณ วิหารมูลนิธิพุทธานุสรณ์ อ.บ้านโป้ง จังหวัดราชบุรี

โดยมี นายชัยพัชญ์ โชติชัยธนเสฐ ประธานคณะทำงานรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานอัญเชิญ พร้อมด้วย นายสมไทย ขวัญชัยเกษมสุข นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเบิก ไพร อ.บ้านโป้ง จ.ราชบุรี ในฐานะ ประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.ราชบุรี และคณะเข้าร่วมพิธีฯ

ในเวลาต่อมา นายชัยพัชญ์ โชติชัยธนเสฐ พร้อมคณะ ได้อัญเชิญน้ำสรงพระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา พร้อมออกเดินทางจากวัดไตรมิตรวิทยาราม ไปสู่วิหารพุทธานุสรณ์ อ.บ้านโป้ง จ.ราชบุรี พร้อมทำพิธี อัญเชิญวางน้ำสรง ไว้บนแท่น และจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยฯ จากนั้นประธานอัญเชิญ นำน้ำสรง พระบรมสรีริกธาตุ สรงน้ำถวายเป็นพุทธบูชาแค่องค์พระบรมสารีริกธาตุศรีลังกา เป็นปฐมฤกษ์ พร้อมคณะได้ร่วมทำพิธีสรงน้ำถวายเป็นพุทธบูชาแค่องค์พระบรมสารีริกธาตุ ในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์  2567 เพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป

ลูกศิษย์อาลัย! ‘มิสเตอร์หม่า’ ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยชื่อดังเสียชีวิตแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798913

ลูกศิษย์อาลัย! 'มิสเตอร์หม่า' ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยชื่อดังเสียชีวิตแล้ว

ลูกศิษย์อาลัย! ‘มิสเตอร์หม่า’ ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยชื่อดังเสียชีวิตแล้ว

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.27 น.

วันที่ 12 เมษายน 2567 เฟซบุ๊กแฟนเพจ ฮวงจุ้ยอาจารย์หม่า ได้ออกมาเปิดเผยข่าวเศร้าว่า “ด้วยอาลัยรักยิ่ง ท่านอาจารย์หม่าได้จากไปอย่างสงบ ในวันที่ 11 เม.ย. 2567 เวลา 19.02 น. กำหนดการบำเพ็ญกุศลจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

สำหรับ “มิสเตอร์หม่า” หรือ อาจารย์วรธนัท (ณรงค์) อัศกุลโกวิท นั้น โด่งดังจากการเป็นที่ปรึกษาและทำฮวงจุ้ยให้แก่บริษัท ห้าง ร้าน ธนาคาร และสถานที่ราชการในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อังกฤษ และ แคนาดา กระทั่งได้รับการยกย่องเป็น ปรมาจารย์แห่งวิชาฮวงจุ้ย อีกด้วย

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ของไทย การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS WUR by Subject 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798712

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ของไทย การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS WUR by Subject 2024

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ของไทย การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS WUR by Subject 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 17.27 น.

วันที่ 11 เม.ย. 2567 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลการได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย รวมทั้งสิ้น 32 สาขา จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในสาขาวิชาต่าง ๆ โดย QS World University Rankings by Subject 2024 ซึ่งประกาศผลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองอันดับ 1 ของไทยใน 32 สาขา จากกลุ่มสาขาต่างๆ ดังนี้

กลุ่มสาขา Art & Humanities  8 สาขา ได้แก่
– Architecture & Built Environment
– Art & Design
– English Language & Literature
– History
– Linguistics
– Modern Languages
– Performing Arts
– Theology, Divinity & Religious Studies  

กลุ่มสาขา Engineering & Technology 7 สาขา ได้แก่
– Computer Science & Information Systems  
– Engineering – Chemical
– Engineering – Civil & Structural  
– Engineering – Electrical & Electronic
– Engineering – Mechanical
– Engineering – Mineral & Mining  
– Engineering – Petroleum

กลุ่มสาขา Natural Sciences  6 สาขา ได้แก่
– Chemistry
– Earth Sciences
– Environmental Sciences
– Geography
– Materials Sciences
– Physics & Astronomy
 

กลุ่มสาขา Social Sciences & Management 10 สาขา ได้แก่
– Accounting & Finance
– Anthropology
– Business & Management Studies
– Economics & Econometrics
– Education & Training
– Law & Legal Studies
– Politics  
– Social Policy & Administration
– Sociology
– Sports-Related Subjects
 

กลุ่มสาขา Life Sciences & Medicine 1 สาขา
– Dentistry
 

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับโลกถึง 53 สาขาเฉพาะ ในจำนวนนี้ได้รับการประกาศขึ้นหน้าเว็บไซต์ของ QS จำนวน 38 สาขา โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีสาขาเฉพาะที่โดดเด่นระดับโลก (Top 200 in Global) จำนวน 30 สาขา การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2024 พิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ ชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) ชื่อเสียงจากผู้จ้างงาน (Employer Reputation) จำนวนการอ้างอิงต่อจำนวนผลงานวิจัย (Citations per Paper) ดัชนีการประเมินคุณภาพผลงานตีพิมพ์ในวารสาร (H-index) และเครือข่ายความร่วมมือวิจัยนานาชาติ (International Research Network) ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจำแนกต่างกันตามสาขาวิชา
ติดตามข้อมูลผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2024 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/subject-rankings
 

สมเด็จพระสังฆราช โปรดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้ารับผ้าไตรประทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798671

สมเด็จพระสังฆราช โปรดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้ารับผ้าไตรประทาน

สมเด็จพระสังฆราช โปรดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้ารับผ้าไตรประทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 16.41 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระวโรกาสให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้ารับผ้าไตรประทาน เพื่ออัญเชิญไปประกอบพิธีบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิติมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระวโรกาสให้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการปกครอง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้าถวายสักการะเพื่อรับผ้าไตรประทาน เพื่ออัญเชิญไปประกอบพิธีบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้วกราบทูลถวายรายงาน ความโดยสังเขปว่า “กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครอง และพุทธศาสนิกชน ได้มีส่วนร่วมบำเพ็ญกุศล เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้มีโอกาสปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และสามารถนำมาปรับใช้และปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดการประพฤติดี ส่งผลดีแก่สังคมโดยส่วนรวม รู้จักใช้เวลาว่างระหว่างปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น มีจิตสำนึกเคารพเทิดทูนสถาบันหลักของชาติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี รวมทั้งได้พัฒนาจิตใจ รักษาศลี ให้เกิดสติ สมาธิ และปัญญา เกิดความรักความผูกพัน ความใกล้ชิด กับวัดและศาสนา และสามารถนำหลักธรรมตามพระพุทธศาสนามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้”

“สำหรับกลุ่มเป้าหมายการบรรพชาสามเณรฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายจังหวัดละไม่น้อยกว่า 73 รูป ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ณ วัดที่จังหวัดกำหนด และในส่วนกลาง จำนวน 77 รูป กำหนดจัดพิธีบรรพชา ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 รวมเป็นเวลา 17 วัน จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรสามเณรภาคฤดูร้อนในห้วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดโครงการฯ ได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ โทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน ศูนย์ดำรงธรรม 1567” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

รัฐบาลขอปชช.ร่วมรณรงค์เล่นสงกรานต์ปลอดภัย หยุดฉวยโอกาสคุกคามทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798595

รัฐบาลขอปชช.ร่วมรณรงค์เล่นสงกรานต์ปลอดภัย หยุดฉวยโอกาสคุกคามทางเพศ

รัฐบาลขอปชช.ร่วมรณรงค์เล่นสงกรานต์ปลอดภัย หยุดฉวยโอกาสคุกคามทางเพศ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 09.42 น.

รัฐบาลขอปชช.ร่วมรณรงค์เล่นสงกรานต์ปลอดภัย หยุดฉวยโอกาสคุกคามทางเพศ

11 เมษายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ สงกรานต์ในประเทศไทย เป็นรายการในบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดกิจกรรมสงกรานต์ “ Maha Songkran World Water Festival เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567” นั้น

นายคารม กล่าวว่า  เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว และเป็นที่ทราบกันว่าเทศกาลสงกรานต์ของไทยเป็นเทศกาลที่เน้นความสนุกสนาน และมักจะมีการสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ตามมา รวมถึงปัญหาการคุกคามทางเพศ ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเทศกาลสงกรานต์ 2567 พบว่า กลุ่มที่เคยเล่นสงกรานต์ส่วนใหญ่เคยเจอสถานการณ์ถูกประแป้งที่ใบหน้า ร้อยละ 57.79 ถูกฉวยโอกาสแต๊ะอั๋ง/ลวนลาม ร้อยละ 32.43 และเด็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปี เคยถูกประแป้งที่ใบหน้ามากที่สุด ร้อยละ 76.77 โดยพฤติกรรมการฉวยโอกาสแต๊ะอั๋ง/ลวนลามที่พบมากที่สุด คือ ถูกจับมือ/แขน/เบียดเสียด ร้อยละ 61.45 และกลุ่มตัวอย่าง รับรู้ ว่าการถูกลวนลาม/คุกคามทางเพศถือว่าเป็นการกระทําความผิดตามกฎหมายอาญา ร้อยละ 92.10 สำหรับสงกรานต์ ปี 2567 สิ่งที่กังวลหรือห่วงใยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คือ ภัยอันตราย/อุบัติเหตุมากที่สุด ร้อยละ 85.06 การดื่มสุรา/น้ำกระท่อมทำให้ขาดสติ แล้วเกิดการทะเลาะวิวาท ร้อยละ 40.22 และการล่วงละเมิดทางเพศ ร้อยละ 34.13

“รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนทุกคน ร่วมรณรงค์เล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัย ช่วยกันสอดส่องดูแล และมีจิตสำนึกที่ดีในการเล่นน้ำสงกรานต์ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์แบบขนบธรรมเนียมประเพณีไทยดั้งเดิม เพื่อสืบสานวัฒนธรรมที่ดีไว้อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมประเพณีสงกรานต์จำนวนมาก ซึ่งเรื่องของการให้เกียรติ ความเท่าเทียม รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้เคารพ ให้เกียรติ ในสิทธิเนื้อตัวร่างกายความยินยอมพร้อมใจของผู้อื่น ไม่ฉวยโอกาสลวนลาม หรือคุกคามทางเพศ และไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ” นายคารม ย้ำ

‘เพิ่มพูน’มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798560

'เพิ่มพูน'มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

‘เพิ่มพูน’มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.06 น.

“เพิ่มพูน”ห่วงใยประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์ ดูแลทั่วประเทศ มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะช่วยเหลือสังคม และป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดอาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดร.อารักษ์ พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด คุณวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คุณมิตรชัย ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด คุณณชานนท์ ผังรักษ์ Country Manager บริษัท TECH INTERNATIONAL Co.Ltd และผู้บริหารระดับสูงศธ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วม ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน http://www.vec.go.th

พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในทุกระดับเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง Active Learning โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ภายใต้แคมเปญ “ส่งความสุข มอบความปลอดภัยในการเดินทาง” ให้กับประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ อาทิ สาขาช่างยนต์ สาขาไฟฟ้า สาขาอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการบูรณาการการเรียนการสอนกับสถานการณ์จริง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้มาปรับใช้จริงให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นผู้เสียสละ มีจิตอาสาบริการและช่วยเหลือสังคมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังสร้างจิตสำนึกการใช้รถด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตราย ตามนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน จัดขึ้น 104 ศูนย์ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน  2567 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.30 น.บนถนนสายหลักไม่ต่ำกว่า 5 สาย และถนนสายรอง ไม่ต่ำกว่า 200 สาย โดยประชาชนที่ต้องเดินทางทั่วประเทศมั่นใจได้ว่ามีศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน คอยให้บริการ “พักรถ” บริการตรวจเช็คซ่อมบำรุงยานพาหนะ ซ่อมฉุกเฉินนอกสถานที่ ให้คำปรึกษาและนำวิธีแก้ปัญหา “พักคน” บริการนวดผ่อนคลาย ผ้าเย็น น้ำดื่ม กาแฟ และข้อมูลเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว พร้อมแนะนำรายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ (ในกรณีรถเสียต้องซ่อมอู่) และมีจุดให้บริการรถยนต์เครื่องยนต์ EV จำนวน 50 ศูนย์ เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้รถยนต์ EV ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้าน นายยศพล เวณณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ สอศ.พร้อมบริการประชาชน จัดศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ.และเตรียมความพร้อมไปยังสถานศึกษาที่จัดตั้งศูนย์ฯ ทั่วประเทศ แล้ว ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถค้นหาจุดบริการจากช่องทาง ต่างๆ ดังนี้ 1.ค้นหาที่ google พิมพ์ อาชีวะอาสา เลือกตำแหน่งของศูนย์ให้บริการอาชีวะ และกดนำทาง 2.เว็บไซต์ vecrsa.vec.go.th กดเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ให้บริการและกดนำทาง 3.Google map พิมพ์ ศูนย์อาชีวะอาสา จะขึ้นศูนย์อาชีวะอาสา ที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของท่านหรือเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ต้องการ 4.แอปพลิเคชั่น “อาชีวะอาสา” บน play store 5.QR Code บนว็บไซต์ สอศ. (www.vec.go.th) และเฟสบุ๊ค : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 6.สายด่วนการศึกษา 1579 ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ หรือเว็บไซต์ 1579.moe.go.th

– 006

‘เพิ่มพูน’ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798574

'เพิ่มพูน'ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

‘เพิ่มพูน’ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.06 น.

“เพิ่มพูน” ห่วงใยประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์ ดูแลทั่วประเทศ  มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะช่วยเหลือสังคม และป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 10 เมษายน 2567 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เป็นประธานแถลงข่าวเปิดอาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดร.อารักษ์  พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด คุณวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คุณมิตรชัย ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด คุณณชานนท์  ผังรักษ์ Country Manager บริษัท TECH INTERNATIONAL Co.Ltd และผู้บริหารระดับสูงศธ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วม ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน http://www.vec.go.th

พล.ต.อ. เพิ่มพูน เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในทุกระดับเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง Active Learning โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้  จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ภายใต้แคมเปญ “ส่งความสุข มอบความปลอดภัยในการเดินทาง” ให้กับประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ อาทิ สาขาช่างยนต์ สาขาไฟฟ้า สาขาอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการบูรณาการการเรียนการสอนกับสถานการณ์จริง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้มาปรับใช้จริงให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นผู้เสียสละ มีจิตอาสาบริการและช่วยเหลือสังคมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังสร้างจิตสำนึกการใช้รถด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตราย ตามนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน จัดขึ้น 104 ศูนย์ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน  2567 ตั้งแต่เวลา 8.30 น.- 20.30 น. บนถนนสายหลักไม่ต่ำกว่า 5 สาย และถนนสายรอง ไม่ต่ำกว่า 200 สาย โดยประชาชนที่ต้องเดินทางทั่วประเทศมั่นใจได้ว่ามีศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน คอยให้บริการ “พักรถ” บริการตรวจเช็คซ่อมบำรุงยานพาหนะ ซ่อมฉุกเฉินนอกสถานที่ ให้คำปรึกษาและนำวิธีแก้ปัญหา “พักคน” บริการนวดผ่อนคลาย  ผ้าเย็น น้ำดื่ม กาแฟ และข้อมูลเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว พร้อมแนะนำรายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ (ในกรณีรถเสียต้องซ่อมอู่) และมีจุดให้บริการรถยนต์เครื่องยนต์ EV จำนวน 50 ศูนย์ เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้รถยนต์ EV ในปัจจุบัน  ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้านนายยศพล เวณณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ สอศ. พร้อมบริการประชาชน จัดศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ และเตรียมความพร้อมไปยังสถานศึกษาที่จัดตั้งศูนย์ฯ ทั่วประเทศ แล้ว ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถค้นหาจุดบริการจากช่องทาง ต่างๆ ดังนี้ 1. ค้นหาที่ google พิมพ์ อาชีวะอาสา เลือกตำแหน่งของศูนย์ให้บริการอาชีวะ และกดนำทาง 2. เว็บไซต์ vecrsa.vec.go.th กดเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ให้บริการและกดนำทาง 3. Google map พิมพ์ ศูนย์อาชีวะอาสา จะขึ้นศูนย์อาชีวะอาสา ที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของท่านหรือเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ต้องการ 4. แอปพลิเคชั่น “อาชีวะอาสา” บน play store 5. QR Code บนว็บไซต์ สอศ. (www.vec.go.th) และเฟสบุ๊ค : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 6. สายด่วนการศึกษา 1579 ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ หรือเว็บไซต์ 1579.moe.go.th

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798494

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.36 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธี “ประเพณีสงกรานต์ ศึกษาธิการสืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักศธ. ผู้อาวุโส ข้าราชการ และเจ่าหน้าที่ ศธ. เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก   

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวอำอวยพรแก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมในพิธี ว่า ขอชื่นชมพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังคงรักษาและสืบทอดประเพณีอันดีงามเกี่ยวกับวันสงกรานต์ ซึ่งเราถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราญ มีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนความเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง 

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประกอบไปด้วยวันสงกราต์ วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันครอบครัวนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า เป็นเทศกาลสำคัญต่อการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่มีมาอย่างยาวนาน จึงขอให้ช่วยกันรักษาประเพณีในการเล่นน้ำเทศกาลสงกรานต์อย่างมีวัฒนธรรม  ช่วยกันประหยัดและตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทยเราไว้ 

ขอให้โอกาสเทศกาลสงกรานต์นี้ เป็นนห้วงเวลาแห่งการเสริมสร้างความสุข ความรัก ความสามัคคี และอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ  อีกทั้งพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุข ความเจริญ ประสบแต่สิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

ต่อจากนั้น ข้าราชการอาวุโสได้รดน้ำขอพรรัฐมนตรี จากนั้น คณะผู้บริหารพร้อมข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมในพิธีได้รดน้ำขอพรรัฐมนตรีและข้าราชการอาวุโส  โดยบรรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น