‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’ สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773032

‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’  สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’ สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2566 โดย รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้หารือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษร่วมกับสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทยและมีความเห็นร่วมกันที่จะยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมในหลายบริบทและประสานความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานเป็นไปด้วยความเกื้อกูล ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย

โดยอาศัยศักยภาพของทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ ภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมศักยภาพความเข้มแข็งทางวิชาการและความเป็นเลิศ โดยนำองค์ความรู้ด้านการศึกษาพิเศษไปประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ อีกทั้งเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิตและเปิดโอกาสให้คณาจารย์ได้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันอันจะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรให้ได้รับการพัฒนาทางด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“เชื่อมั่นว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกับสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทยในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันทั้งในด้านการส่งเสริมวิชาการและความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ยุวดี วิริยางกูร นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้พบเด็กพิเศษอยู่บ้าง และประทับใจที่เขาทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่เราคิดจึงตัดสินใจมาเรียนในสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มศว เพราะมีชื่อเสียงในด้านนี้มายาวนาน เมื่อได้เรียนไประยะหนึ่งก็อยากหาวิธีช่วยเด็กๆ ให้มากขึ้น จึงตัดสินใจไปศึกษาต่อด้านการศึกษาพิเศษที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

“หลังจากเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะชักชวนกัลยาณมิตรในวงการการศึกษาพิเศษมาร่วมกันก่อตั้งสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย เพราะอยากให้ความรู้กับครูที่ต้องสอนเด็กพิเศษหรือพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็กพิเศษ เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้เห็นว่าการสอนเด็กพิเศษนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ตอนนี้สมาคมฯ มีอายุ 3 ปีแล้ว เรามีโอกาสได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการสอนเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ” ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว

ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว อธิบายว่า “วิธีการสอนเด็กทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้สอนเด็กพิเศษได้ แต่วิธีการสอนเด็กพิเศษกลับนำมาใช้กับเด็กทั่วไปได้” ความรู้ด้านการศึกษาพิเศษ จึงเป็นวิชาที่มีประโยชน์สำหรับครูทุกคน และ “การศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับเด็กพิเศษ คือ การเรียนรวม” เพราะเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กทั่วไป ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เด็กพิเศษจะพัฒนาขึ้นมาก

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะสร้าง “ครูวิเศษ สอนเด็กพิเศษ” ทั่วประเทศไทย เพื่อให้ครูทุกคน(ไม่จำเป็นต้องเป็นครูการศึกษาพิเศษ) สามารถสอนนักเรียนที่มีความสามารถหลากหลายได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเด็กพิเศษมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานว่า โรงเรียนเรียนรวมทั่วประเทศมีเด็ก LD (Learning Disorder – โรคการเรียนรู้บกพร่อง) อยู่ 4 แสนกว่าคน และยังมีเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กเรียนรู้ช้า ฯลฯ อีกด้วย

“อันที่จริงความแตกต่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โลกนี้จึงมีทั้งคนเรียนเก่งและคนเรียนอ่อนปะปนกัน มนุษย์แต่ละคนก็มีความสามารถหลากหลาย ความต้องการพิเศษจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าครูและผู้ปกครองเข้าใจลักษณะของนักเรียนหรือบุตรหลาน และปรับการสอนให้สอดคล้องกับลักษณะของเด็ก การสอนเด็กพิเศษก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าผู้ใหญ่สอนเป็น เด็กพิเศษจะแสดงความสามารถออกมา แต่ถ้าเราไม่สอน เขาก็จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องพึ่งพาคนรอบข้างตลอดเวลา” ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว

นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย ยังกล่าวอีกว่า มศว มีชื่อเสียงมายาวนานในการเป็นโรงเรียนฝึกหัดวิชาชีพครูชั้นสูงแห่งแรกของประเทศไทย ที่ผลิตครูจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ การที่สมาคมฯ มีความร่วมมือกับ มศว ครั้งนี้จะเป็นการสร้างเสริมความเข้มแข็งในวงการการศึกษาพิเศษ และยังเป็นการขยายเครือข่ายให้คนทั่วไปได้รู้จักการศึกษาพิเศษมากขึ้นด้วย ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เด็กพิเศษได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773030

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ระดมเครือข่ายนักวิชาการนานาชาติ ผลักดันความร่วมมือในงาน “เนเธอร์แลนด์-ไทย : เทคโนโลยีอวกาศ 2023 เพื่อการเกษตรยั่งยืนและระบบอาหารที่มั่นคง (The Netherlands-Thailand Space Technology Forum 2023 : Space Technology for Resilient Agriculture and Food System)” เพื่อเป้าหมายยกระดับการทำเกษตรและระบบอาหารที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว พัฒนาเกษตรกรรมดาวเทียม

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ระบบการเกษตรและอาหารทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Climate Change) ความท้าทายของระบบเกษตรกรรมและอาหารของประเทศ ไม่เพียงต้องผลิตอาหารด้วยวิธีที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่จะต้องมุ่งเป้าประกันความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ได้อย่างเพียงพอสำหรับทุกคนด้วย

ซึ่งงานเนเธอร์แลนด์-ไทย : เทคโนโลยีอวกาศ 2023 เพื่อการเกษตรยั่งยืนและระบบอาหารที่มั่นคง ตอกย้ำความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) และเกษตรกรรมดาวเทียม (Satellite Agriculture) เพื่อการพัฒนาด้านเกษตรกรรม นับเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศ และผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย 140 คน ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ และกำหนดภูมิทัศน์ใหม่ของเทคโนโลยีอวกาศและเกษตรกรรมที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ

“อาทิ การใช้ข้อมูลและภาพจากดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์ดิน และการจัดการพืชผลแบบเรียลไทม์ได้ปฏิวัติการเกษตรกรรมสู่ยุคใหม่ เพิ่มขีดความสามารถสร้างมาตรฐานสากลเกษตรยืดหยุ่นและยั่งยืน ในการทำเกษตรอัจฉริยะผ่านปัญญาประดิษฐ์ IoT และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ SDG2-ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security), SDG3-ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ตลอดจน SDG11-ชุมชนและเมืองที่ยั่งยืน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ดร.นพดล สุกแสงปัญญา ผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการวิเคราะห์และติดตามสังเกตการณ์ “ภัยแล้ง” ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภัยแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา 2.ภัยแล้งเชิงอุทกภัย 3.ภัยแล้งเชิงเกษตรกรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลและภาพไปใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการภัยแล้งได้ดียิ่งขึ้น

โดยใช้องค์ประกอบต่างๆ อาทิ ระดับปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิของหน้าดิน สภาพอากาศความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืช ระบบชลประทาน และความชื้นของดิน เพื่อใช้ในการวางแผนทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ผลักดันเครือข่ายในประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ในการใช้ “เทคโนโลยีอวกาศ” มาช่วยทางด้าน “เกษตรแม่นยำ” และระบบอาหารที่มั่นคงเพียงพอ

“หากเกษตรกรสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพียงแต่ในปัจจุบันยังขาดการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ใช้ นอกจากนี้ควรออกมาตรการเพื่อความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ เสริมสร้างเกษตรกรที่ไม่ทำลายป่าและไม่ทำการเพาะปลูกมากเกินจนล้นความต้องการของผู้บริโภค” ผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. กล่าว

แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศ มีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา การวางแผนการเดินทาง พยากรณ์อากาศ และอื่นๆ ข้อมูลเชิงพื้นที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรรม การวางผังเมือง การจัดการทรัพยากร (ป่าไม้น้ำ แร่ธาตุ)

และเพื่อการออกแบบระบบที่จะลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และภัยพิบัติ อันเป็นความท้าทายของโลกปัจจุบัน เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วมการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลภาวะทางอากาศ ฯลฯ ล้วนเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และต้นกำเนิดและผลที่ตามมามักจะทับซ้อนกันทางภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยเราในการคิดค้นวิธีแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่ดีขึ้นเพื่อสังคมและโลกอีกด้วย

“การประชุมเทคโนโลยีอวกาศเนเธอร์แลนด์-ไทย 2023 ครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีอวกาศเข้ามามีส่วนในการทำระบบการเกษตรและอาหารที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัวและยั่งยืนมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้” เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ระบุ

ศ.ดร.วิคเตอร์ เจตเทน (Victor Jetten) คณะวิทยาศาสตร์สารสนเทศภูมิศาสตร์และการสังเกตการณ์โลก (ITC) มหาวิทยาลัยทเวนเต (University of Twente) เนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ความมั่นคงทางอาหารใน “สภาพอากาศสุดขั้ว” (Extreme Climatic Conditions) ด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ Remote Sensing จากดาวเทียม สามารถช่วยระบุปริมาณผลิตผลที่ชัดเจน ปัญหาการผลิตในเวลาและสถานที่ได้อย่างแน่นอน

“เราสามารถระบุพื้นที่มีปัญหาเพื่อวางแผนรับมือกับจุดอ่อนได้ทันท่วงทีและแม่นยำ ทั้งนี้ เราต้องเข้าใจความซับซ้อนของระบบการเกษตร ความยืดหยุ่น ความเป็นจริงและข้อจำกัดของเกษตรกร จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.เจตเทน กล่าว

งานครั้งนี้ ประกอบด้วยความร่วมมือของ 11 องค์กร ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), คณะวิทยาศาสตร์สารสนเทศภูมิศาสตร์และการสังเกตการณ์โลก (ITC) มหาวิทยาลัย Twente, สำนักงาน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก,

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ประเทศไทย (GISTDA), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมป่าไม้ ประเทศไทย, ศูนย์ภูมิสารสนเทศสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), คาดาสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เนเธอร์แลนด์, ปีเตอร์สัน เทคโนโลยี เนเธอร์แลนด์ และชมรมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773038

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.30 น.

สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center) ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย ในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ณ ชุมชนเขตพระราชฐานพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล และภูมิภาค

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมจัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานเนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (วันพ่อแห่งชาติ) 5 ธันวาคม 2566 โดยเปิดศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center) เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ซึ่งจะเปิดให้บริการ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 เวลา 08.00 – 16.00 น.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามภูมิภาค รวม 10 แห่ง ดังนี้

1.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณโรงเรียนเบญจมราชาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตพระนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี 2.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณวัดปากน้ำภาษีเจริญ  เขตภาษีเจริญ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ 3.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ เขตธนบุรี ให้บริการเฉพาะซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

4.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณวัดราชนัดดารามวรวิหาร เขตพระนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 5.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณวัดลาดสนุ่น อ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี  ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา 6.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝ่ายประถมศึกษา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณสำนักงานเทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสกลนคร

8.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกาญจนทักษิณพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนราธิวาส 9.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณลานจอดรถหน้าพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 10.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณลานประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่

สพฐ.ห่วง’เด็ก ม.ปลาย’เตรียมสอบ’TGAT-TPAT’ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773050

สพฐ.ห่วง'เด็ก ม.ปลาย'เตรียมสอบ'TGAT-TPAT'ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

สพฐ.ห่วง’เด็ก ม.ปลาย’เตรียมสอบ’TGAT-TPAT’ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.15 น.

สพฐ.รับลูกเสมา 1 ห่วงเด็ก ม.ปลาย เตรียมสอบ TGAT-TPAT ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค. เปิดโอกาสเรียนเสริมตามความถนัดอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวชื่นชม สพฐ.นำข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติรวดเร็ว โดยออกประกาศให้โรงเรียนสนับสนุนการเรียนเสริมตามความถนัดและต้องการในระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2566 (โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตามหลักสูตร) ซึ่งวันที่ 5 ธันวาคม ถือเป็นวันสำคัญ วันพ่อแห่งชาติ จึงให้นักเรียนหยุดต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนเตรียมสอบวัดความถนัด TGAT-TPAT ในวันที่ 9 – 11 ธันวคม 2566 ที่จะถึงนี้

“ด้วย รมว.ศธ.มีข้อห่วงใยถึงนักเรียนที่จะต้องแบ่งเวลาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนด โดยเฉพาะนักเรียนที่ขาดโอกาสจะไม่ได้ไปติวในที่ต่างๆ เหมือนเพื่อนคนอื่น จึงดำริให้ สพฐ.หาแนวทางเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและความมั่นใจในการเตรียมตัวสอบของนักเรียนทุกคน ซึ่ง สพฐ.ได้ออกประกาศ เรื่องการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนให้พร้อมสำหรับการทดสอบวัดความถนัด โดยให้สถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สนับสนุนการเรียนเสริมจากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาตามความถนัดและสนใจ โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และนับเป็นเวลาเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีความพร้อม สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนเสริมสำหรับนักเรียนในโรงเรียนและโรงเรียนใกล้เคียงฟรี พร้อมมอบให้มีมาตรการดูแลการเรียนเสริมอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยในการกำกับติดตามของ สพท.ในแต่ละพื้นที่

ในขณะเดียวกัน สพฐ.ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนให้มีความพร้อมสำหรับการทดสอบวัดความถนัด (TGAT-TPAT) “กล่องความรู้ สู่ความสุข” ระหว่างวันที่ 4 – 7 ธันวาคม 2566 จัดสอนเสริมโดยเชิญครูและอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มาให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสแก่นักเรียนทุกคน ตามนโยบายเรียนดีมีความสุข เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ในช่องทาง OBEC Chanel, Youtube และ Facebook ของ สพฐ.โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่อช่วยลดภาระผู้ปกครองด้วย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าว

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772705

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.35 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 6 – 8 ธันวาคม 2566

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772690

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.25 น.

วันดำรงราชานุภาพ! “มท.1″นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ สมาชิกราชสกุลดิศกุล และภาคีเครือข่าย วางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบรางวัลนายอำเภอแหวนเพชร ปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เมื่อเวลา 07.00 น.ที่บริเวณพิธีหน้ากระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2566 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิยม ช่างพินิจ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกราชสกุลดิศกุล คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการบำนาญมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานราชการต่างๆ เข้าร่วมพิธี

การนี้นายอนุทิน กล่าวสดุดีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีใจความว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่กระทรวงมหาดไทย และทำนุบำรุงแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่สยามประเทศ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูปการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานการปกครองแบบเทศาภิบาล และสุขาภิบาล อันเป็นรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร ทรงกำหนดความหมายของงานมหาดไทยให้ชัดเจนว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “กรมดำรงฯ มอบดวงใจให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ดูแลประเทศชาติชาวไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข” ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างสูง ปรากฏพระนามว่า ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษแก่มหาชนในทุกสมัย จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับ นานาชาติ ในปีพุทธศักราช 2505 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จึงถวายการสดุดีให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” พระองค์แรกของประเทศไทย พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2486 ณ วังวรดิศ สิริรวมพระชันษาได้ 81 พรรษา

จากนั้น ในเวลา 08.00 น.ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 กระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนผู้มีพระคุณ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยที่ล่วงลับไปแล้ว

และในเวลา 09.00 น.นายอนุทิน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณ โครงการนายอำเภอแหวนเพชร และโครงการปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้แทนมูลนิธิอนันต์ อนันตกูล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองได้จัดขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติ “นายอำเภอ” และ “ปลัดอำเภอ” ที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกพื้นที่ของประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพิจารณาคัดเลือกนายอำเภอ และปลัดอำเภอ ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้ารับการประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

1.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติ สัตย์ซื่อ นายอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ นายประจวบ รักแพทย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นางสาววรรณี วุฒิฤทธากุล นายอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี นายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร นายอับดุลการีม ยีดำ นายอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

2.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชมเชย) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติพงษ์ รองเดช นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายนิกร ยะกะจาย นายอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา นายสิทธิศักดิ์ แย้มพรายภิรมย์ นายอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอยะหา จังหวัดยะลา

3.ปลัดอำเภอแหวนทองคำ (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายณัฐวุฒิ แก้วบัวระพา ปลัดอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวธัญลักษณ์ ภาคย์ดิฐพงศ์ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ จังหวัดพิษณุโลก นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี พันจ่าอากาศโทอนุชิต นันทรัตน์ ปลัดอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นายประวิทย์ สุขสว่าง ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และรางวัลปลัดอำเภอดีเด่น (รางวัลชมเชย) จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายพลภัทร์ ประภัสระกูล ปลัดอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ว่าที่ร้อยตรี เพียงพอ นนท์ไพบูลย์ ปลัดอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก นางสาววรรณารัตน์ วรรณโพธิ์ ปลัดอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

– 006

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772664

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.48 น.

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

1 ธันวาคม 2566 ที่ห้องประชุมราชมงคลรังษี โรงเรียนวัดโสธรวราราม วรวิหาร พระครูโฆษิต ปิยะธรรม เจ้าคณะตำบลหน้าเมือง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร  เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมด้วย นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเทพบำรุง ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ประจำปี 2566  โดยมีนายแสวง โกมล ประธานมูลนิธิเทพบำรุง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการมูลนิธิ คณะครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

มูลนิธิเทพบำรุงได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประจำทุกปี สำหรับใน ปี พ.ศ.2566 เป็นจำนวนเงิน 360,000 บาท สำหรับการมอบทุนการศึกษาเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน ทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ขอให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาให้มากที่สุด และขอให้ผู้ที่ได้รับทุนพึงระลึกอยู่เสมอว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ตระหนักถึงความจำเป็นของการศึกษา และจงตั้งใจเล่าเรียนให้สมตามความมุ่งมั่นของบิดา มารดา ที่อยากจะเห็นบุตรทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772519

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

ศธ.เชิดชูเกียรติ ‘ครูธวัชชัย’ ผู้กล้าหาญปกป้อง ‘นักเรียน’ จากเหตุร้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.00 น.

ศธ.เชิดชูเกียรติ “ครูธวัชชัย” ผู้กล้าหาญปกป้องนักเรียนจากเหตุร้าย มอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ยกย่องเป็นผู้ผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ 

วันที่ 30 พฤษจิกายน 2566 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา มอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ ให้แก่ นายธวัชชัย ด้วงธรรม ครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ  โดยมีคณะกรรมการคุรุสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และผู้เกี่ยวข้องร่วมในพิธี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า จากเหตุการณ์ครูธวัชชัย ด้วงธรรม ได้ปกป้องเด็กนักเรียนและต่อสู้กับชายคลุ้มคลั่งที่บุกใช้อาวุธมีดไล่ฟันเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธงนั้น แสดงให้เห็นว่าครูธวัชชัยเป็นบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ และจิตวิญญาณในวิชาชีพ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัด คณะกรรมการคุรุสภาจึงมีมติเห็นชอบให้ประกาศเกียรติคุณยกย่อง ครูธวัชชัย ด้วงธรรม ให้เป็นผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” เป็นคนที่ 9 ของรางวัลนี้ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข จนเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยอมรับของสังคม 

“ครูธวัชชัย เป็นครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง มีความรักและห่วงใยผู้เรียนเสมือนลูกของตนเอง เมื่อเห็นผู้เรียนที่เป็นลูกศิษย์อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและอันตรายก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือ และปกป้องโดยไม่คิดถึงชีวิตตนเอง การกระทำของครูธวัชชัย ถือเป็นการเสียสละ และสะท้อนถึงจิตวิญญาณครูที่เต็มเปี่ยมและยิ่งใหญ่มาก เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้เรียน บุคคลในวิชาชีพครู และผู้คนในสังคมได้อย่างดียิ่ง ที่สำคัญคือเป็นการกระทำที่ช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทำดี ทำได้ ทำทันที ขอให้มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านอย่างเต็มความสามารถ เป็นไปตามอุดมการณ์ และจิตวิญญาณความเป็นครูตลอดไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงการพิจารณา “รางวัลครูถิรคุณ” ว่า คณะกรรมการคุรุสภาจะพิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก จาก 1) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์  2) เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน  3) เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ แก่เพื่อนครู และผู้เรียน  4) เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่อง ยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคม ว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ  5) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะเป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ 6) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตน หรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย 

“จากเหตุการณ์ที่ ชายคลุ้มคลั่งบุกใช้อาวุธมีดไล่ฟันเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธง แต่ครูธวัชชัยได้ต่อสู้กับชายคลุ้มคลั่ง ที่บุกเข้ามาทำร้าย จนตัวเองได้รับบาดเจ็บที่มือและแขนจากการถูกมีดฟัน เพื่อปกป้องเด็กนักเรียน นับได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บ และเสี่ยงชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ และที่สำคัญหากครูธวัชชัย ไม่เข้าต่อสู้หรือช่วยเหลือ เด็กนักเรียนทั้งหมดอาจได้รับอันตราย จนอาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้  ดังนั้น จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งแล้วที่ ครูธวัชชัย เป็นผู้ได้รับรางวัลครูถิรคุณ ในวันนี้” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

สำหรับ “รางวัลครูถิรคุณ” คุรุสภาได้เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ ปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีผู้ได้รับการประกาศเกียรติคุณไปแล้ว จำนวน 2 ครั้ง และมีผู้ได้รับรวมจำนวน 8 คน ดังนี้

ครั้งที่ 1 มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 1 คน คือ นางสาวกาญจณี ใจชื้น ครูอัตราจ้าง ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด จากกรณีเข้าช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน และถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนเสียชีวิต โดยมีคุณพ่อ (นายสำเริง ใจชื้น) น้องชาย (นายสุจริต ใจชื้น) และลูกชาย (เด็กชายวิสุทธิ์ ใจชื้น) เป็นตัวแทนเข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 6/2565  เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ครั้งที่ 2 มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 7 คน ได้แก่ นางสาวมะลิวัลย์ ลาโสภา  นางสาวสุภาภรณ์ ประมงมุข  นางนันทิชา พันธ์ชุม  นางสาวสุภาภรณ์ ตาราศี  นางสาธิตา บุญโสม  นางสาวเดือนเพ็ญ สนสุรัตน์  และนางสาวจรัสศรี เพชรนอก ครูและผู้ดูแลเด็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ จากกรณีคนร้ายก่อเหตุกราดยิงเด็กและครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีผู้ได้รับรางวัลและผู้แทนเข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในงานประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ  ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
 

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772517

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.56 น.

สช.-กยศ. นำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ การเรียนรู้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายนพ ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) สำหรับปีการศึกษา 2566 – 2567 ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

นายนพ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีความประสงค์จะศึกษาในลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม ในปีการศึกษา 2566 – 2567 ให้แก่โรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาล ในการกำกับดูแลของ สช. และเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนหรือนักศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ ที่มีความจำเป็นและเหมาะสมกับผู้เรียน เพื่อนำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม และการทำความตกลงในครั้งนี้ยังสอดรับกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีทักษะที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายนพ กล่าวต่อว่า ขอบเขตความร่วมมือในการดำเนินการในครั้งนี้ สช. และ กยศ. จะร่วมกันพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาลที่มีคุณภาพมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ กยศ. และ สช. กำหนด เพื่อให้เข้าร่วมดำเนินโครงการนำร่องฯ กับ กยศ. และกำกับให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องฯ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ร่วมกันกำหนดและคัดเลือกหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการนำร่องฯ ร่วมกัน 

ด้านนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ เนื่องจากความเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้การศึกษานอกระบบซึ่งเป็นการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้น เช่น หลักสูตรการบริบาล การท่องเที่ยว การนวดและสปาภาษาต่างประเทศ และการโรงแรม ซึ่งนับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทำความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นและนิมิตหมายอันดีของการส่งเสริมให้การศึกษาเอกชนนอกระบบมีศักยภาพในการผลิต และพัฒนากำลังคนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน และการพัฒนาประเทศ โดยเป็นการมุ่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ให้แก่ผู้เรียนหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ได้มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ในการยกระดับทักษะ สมรรถนะของตนเอง นำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดี มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงความต้องการอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของรัฐบาล

ขณะที่ นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) กล่าวว่า “ขณะนี้ กองทุนฯได้เตรียมความพร้อมสำหรับการให้กู้ยืมเงินในลักษณะที่ 5 ลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาที่หลากหลาย ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 กองทุนฯจึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการโครงการนำร่อง การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) เพื่อนำไปสู่โอกาสในการมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงเพื่อการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม โดยจะเริ่มจากหลักสูตรการดูแลเด็กเล็ก และดูแลผู้สูงอายุ ของโรงเรียนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาลที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งผู้เรียนจะมีงานทำแน่นอนหลังจากสำเร็จการศึกษา ซึ่งสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีผลการประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนนอกระบบ รายงานต่อ สช. โดยจะมีระยะเวลาการดำเนินการโครงการนำร่อง 2 ปี (ปีการศึกษา 2566-2567) ให้เงินกู้ยืมเป็นค่าเล่าเรียนไม่เกิน 50,000 บาท/หลักสูตร/คน/ครั้ง กำหนดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และให้ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี

สำหรับคุณสมบัติของนักเรียน นักศึกษาที่จะขอกู้ยืมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในลักษณะที่ 5 กำหนดให้มีอายุ 18 – 60 ปีบริบูรณ์ ศึกษาในหลักสูตร/สาขาวิชาตามประกาศที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ต้องทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนการยื่นขอกู้ยืม และต้องไม่กู้ยืมซ้ำซ้อนกับลักษณะอื่น ๆ ณ ปีการศึกษานั้น ๆ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถ พัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับประชาชนผู้ที่ต้องการพัฒนาหรือต่อยอดการเรียนรู้ สามารถประกอบอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามประกาศและรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772513

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

ตะมุตะมิ! ชมผลงาน ARTTOYS อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องผ่านโมเดลตัวละครอนิเมะ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.49 น.

ชมชิ้นงานศิลปะ ARTTOYS นำตัวละครในประวัติศาสตร์เมืองสองแควมาสร้างเป็นโมเดลกึ่งการ์ตูนอนิเมะ อาทิ ไก่เหลืองหางขาว ช้างศึกสมเด็จพระนเรศวร หุ่น อนิเมะสมเด็จพระนเรศวร และชิ้นงานล่าสุด Kookkai X’mas 2023 ที่กำลังได้รับความสนใจพรีออเดอร์เป็นของฝากของที่ระลึก ผีมืออาจารย์และลูกศิษย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ผู้สื่อข่าวพาไปดูการผลิตชิ้นงาน ARTTOYS ของ นายชวลิต ดวงอุทา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ สาขาออกแบบสื่อนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมอดีตลูกศิษย์คือนายธีรดนย์ ชูสงฆ์ ที่ผลิตชิ้นงานศิลปะ ARTTOYS ที่นำตัวละครในประวัติศาสตร์เมืองสองแควมาสร้างเป็นโมเดลกึ่งการ์ตูน อนิเมะ อาทิ ไก่เหลืองหางขาว ช้างศึกสมเด็จพระนเรศวร หุ่น อนิเมะสมเด็จพระนเรศวร และชิ้นงานล่าสุด Kookkai X’mas 2023 (กุ๊กไก่คริสต์มาส) ที่กำลังได้รับความสนใจ มีผู้สั่งพรีออเดอร์เป็นของฝากของที่ระลึกในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะถึงนี้

นายชวลิต กล่าวว่า จุดเริ่มต้นคือ ตนเองต้องการหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อที่จะนำไปสอนเด็ก เห็นกระแสของ ART TOY เป็นของเล่นของคนรุ่นใหม่เริ่มเป็นกระแสเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตนเริ่มต้นสอนด้วยการปั้นดินโพลิเมอร์ก่อน เพราะเรื่องของราคาและวิธีการเข้าถึงได้ พอเริ่มสักพักเครื่องปริ้น 3 มิติเริ่มมีราคาลดลง เราเข้าถึงได้ เด็กๆ เข้าถึงได้ ทำงานสะดวกขึ้น จากปั้นดินก็เพิ่มออฟชั่นเพิ่มเติม นอกจากปั้นดินได้แล้ว เราก็ปั้นจากคอมพิวเตอร์แล้วนำมาปริ้น เด็กๆได้เห็นผลงานของตนเองและจับต้องได้ หลังจากทำมาได้สักพักได้มีโอกาส เริ่มนำผลงานไปร่วมประกวดที่ กทม. ได้รับรางวัลกลับมา เลยเป็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เลยทำต่อๆ มา เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นมีการไปออกงานในเวทีต่างๆ ที่เด็กๆ สามารถเข้า กทม.แสดงผลงานของตนเองได้ เป็นโอกาสสร้างงานได้ด้วยตนเอง มีคนติดตามมีรายได้

นายชวลิต กล่าวต่อว่า ส่วนตัวชอบประวัติศาสตร์ จึงนำตัวละครในประวัติศาสตร์ ประยุกต์เข้ากับยุคสมัย อิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบของตัวการ์ตูน อนิเมะ อย่างไก่เหลืองหางขาวพระนเรศวร ช้างศึก พระนเรศวร ในรูปแบบ ART TOY  เพื่อดึงให้คนสนใจเพิ่มมากขึ้น วิธีการของเราคือการปั้นโมเดลจากโปรแกรม 3 มิติ ในคอมพิวเตอร์ ส่งปริ้นในเครื่องปริ้น 3 มิติ แล้วก็นำมาลงสีทั้งด้วยลงพู่กันด้วยมือ และการลงสีด้วยแอร์บรัช เพื่อให้ชิ้นงานนั้นละเอียด และนำมาประกอบร่าง โดยชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นผลงานเรซิ่น

“อยากให้รู้สึกเหมือนมีการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ ที่เด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้จากในวิธีการแบบนี้ ถ้าเป็นในเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ก็อาจจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งก็จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ดู ในรูปแบบของการ์ตูนอนิเมะสามารถเข้าถึงได้ทั้งรุ่นผู้ใหญ่และเด็กรุ่นใหม่ พอคนเริ่มติดและคนเข้าใจแล้ว คนจะเริ่มไปดูว่าเจ้าไก่เหลืองหางขาวมีประวัติศาสตร์ยังไง มันเหมือนทำให้รู้สึกว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ให้คนค่อยๆ เข้าถึงและเริ่มเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น”

นายชวลิต กล่าวต่อว่า อนาคตในเรื่องของการต่อยอด ตนอยากให้ขยายกลุ่มคนที่ชอบงาน ARTTOYS อยากให้รู้ว่าคนพิษณุโลกมีศิลปิน ART TOYS เหมือนกันนะ มีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหมือนกัน พอคนเริ่มรู้จักก็มีการจำหน่าย สั่งทำ หากมีการสนับสนุนเพิ่มเติมอาจจะได้ต่อยอดไปเป็นของประจำจังหวัด หรือของฝากต่างๆ โดยช่วงนี้ก็เริ่มมีผู้ที่สนใจสั่งพรีออเดอร์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ส่วนราคาต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบ การลงสี และขนาด ความยากง่ายของชิ้นงาน ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นที่ราคาชิ้นละ 200 บาท(ไก่น้อยสีเงิน/สีทอง) ไปจนถึงหลักพัน หลายพัน ไปจนถึงหลักหมื่น โดยผู้ที่สนใจเกี่ยวกับงานศิลปะ ARTTOYS สามารถติดต่อมาพูดคุยสั่งทำได้ทางเพจ Facebook : TWINS Studio หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 082-6415639

—017