‘ศธ.’จับมือ’ยูนิเซฟ’ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768068

'ศธ.'จับมือ'ยูนิเซฟ'ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

‘ศธ.’จับมือ’ยูนิเซฟ’ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.29 น.

ศธ.จับมือยูนิเซฟ ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี สร้างโอกาสเด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดรับเป้าหมายเอสดีจีที่ 4 ของสหประชาชาติ

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อการศึกษา Master ICT in Education Plan และการทบทวนเชิงเทคนิค National Digital Learning Platforms (ภาคการศึกษา) เมื่อเร็วๆนี้ จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยมี คุณคยอง ซันคิม ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และ นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. ตลอดจนผู้บริหารจากสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารและนักวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โดยนายสุรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” และ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) เป็นการแสดงให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยได้นำ ICT เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และพร้อมเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านแหล่งเรียนรู้ แพลตฟอร์ม และช่องทางที่หลากหลาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อศึกษาและทบทวนแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อม ๆ กับการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพัฒนาเป็นแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา (Master ICT Plan in Education) ที่ผ่านการมีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูล องค์ความรู้ ตลอดจนสภาวะแวดล้อมและความเป็นไปได้ของการจัดการเรียนรู้ต่าง ๆของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนจะนำไปใช้พลิกโฉมทางดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 4 สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

“ขอเน้นย้ำว่า นอกจากผู้เรียนจะเข้าถึงการศึกษาที่ทั่วถึงและมีคุณภาพแล้ว จะต้องทำให้ผู้เรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้ และอยู่ในบริบทที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย เพราะถือว่าเป็นผู้มีความสำคัญในการนำภารกิจไปสู่ผู้เรียน และขอแสดงความขอบคุณ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่ได้สนับสนุนเรื่องการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมทั้งเอ็ดเทค ฮับ (EdTech Hub) และคุณเวอร์นา ลาบิฮารี ที่มาบรรยายข้อคิดเห็นและจุดประกายการทำงานด้านดิจิทัลการศึกษาจากประสบการณ์ระดับนานาชาติ  ท้ายสุด ขอให้ทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปประกอบการตัดสินใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ๆทุกคนในประเทศไทยต่อไป” รมช.ศธ. กล่าว  —017

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767822

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ  ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร ย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ สถาบันนวัตกรรมเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์ หรือ SynBio Consortium เปิดเวทีให้ 10 สตาร์ทอัพภายใต้โครงการ AgBioTech Incubation 2023 โปรแกรมการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อแก้โจทย์ปัญหาในภาคการเกษตรของประเทศมาจัดแสดง และมีการมอบรางวัลให้ผู้ชนะประกวดคือ ทีม MaxBoost ผู้ชนะรางวัล The Best Performance Award (ตัดสินจากคณะกรรมการ) และทีม SoMush รางวัล The Popular Vote Award (ตัดสินจากผลการโหวตของผู้เข้าร่วมงาน) และรางวัล The Best Engagement Award (ตัดสินจากทีมสตาร์ทอัพในโครงการทีม Facilitator และ ทีม Mentor จาก NIA ในงาน AgBioTech Incubation 2023 Demo Day) ที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ไทยเราเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับ 8ของโลก (อันดับ 3 ของอาเซียน)มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า 900 คน และมีผลงานวิจัยและพัฒนาในระยะ 5 ปี มากกว่า 2,500 ผลงานทุกวันนี้ต่างชาติมีการนำเทคโนโลยีเชิงลึกมาใช้ในภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยประยุกต์ใช้ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพการผลิตภาคเกษตรได้ดีขึ้นมากขึ้น แต่สำหรับไทยยังมีไม่ถึง 15 ราย ดังนั้น จึงได้ริเริ่มโครงการ “AgBioTech Incubation 2023” ขึ้น โดยมุ่งสร้างสตาร์ทอัพสายเกษตรรายใหม่ที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีเชิงลึกและเทคโนโลยีชีวภาพเข้าสู่ระบบนิเวศให้มากขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ให้เกิดแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพลทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า 10 ทีมสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกมานำเสนอรูปแบบธุรกิจของผลิตภัณฑ์และบริการ มีได้แก่ So Mushการผลิตเชื้อเห็ดบริสุทธิ์แบบน้ำ, MYCOGARDEN HOME สารเสริมการเติบโตในพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงและไม้ดอกไม้ประดับจากอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า, MaxBoost สารป้องกันเชื้อวิบริโอและเชื้อไวรัสหัวเหลืองจากกลุ่มแอนไทเซนส์เสถียร, Pure Plus หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยลำแสงไอออนพลังงานต่ำเพื่อยับยั้งและป้องกันเชื้อโรคเหี่ยวเน่าในพืชเศรษฐกิจ, Sentech Plus สารชีวภัณฑ์ป้องกันการติดเชื้อแบบองค์รวมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจาก Bacteriophages, Bio Solution ควบคุมศัตรูพืชด้วยศัตรูธรรมชาติ, Gen-A-Tech ระบบตรวจสอบเพศของพืชและลักษณะพิเศษด้านการเกษตรด้วย DNA Maker, PLANTBIO การผลิตสาระสำคัญเชิงหน้าที่เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์พืช, EverFresh ผลิตภัณฑ์ไบโอโมเลกุลเปปไทด์สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าเกษตร และ Happy Plant ไมคอร์ไรซ่าที่มีความบริสุทธิ์สูงจากระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มอัตราการรอดเมื่อปลูกลงดิน

นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตรกล่าวสนับสนุนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพระดับแนวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 13 ของโลก มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น สตาร์ทอัพสายเกษตรจึงมีความสำคัญกับประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในภาคเกษตร ทั้งในประเทศและขยายการใช้งานไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยโครงการนี้ได้สนับสนุนการเชื่อมต่อกับองค์กรที่มีเครือข่ายครอบคลุมอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มะม่วง การเพาะเลี้ยงกุ้งทำให้สตาร์ทอัพเกิดการความเข้าใจที่แท้จริงในการประยุกต์นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหาทางการเกษตร และเกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพสามารถขยายตลาดและเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้น

ม.วลัยลักษณ์ ชูกระบี่โมเดล2 เน้นให้ชุมชนดูแลพึ่งพาตนเองได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767823

ม.วลัยลักษณ์ ชูกระบี่โมเดล2  เน้นให้ชุมชนดูแลพึ่งพาตนเองได้

ม.วลัยลักษณ์ ชูกระบี่โมเดล2 เน้นให้ชุมชนดูแลพึ่งพาตนเองได้

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เตรียมขับเคลื่อนโครงการกระบี่โมเดล ปี 2โครงการวิจัยที่ดำเนินตามนโยบายด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย ใช้องค์ความรู้วิทยาการการวิจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้งบประมาณ 2.9 ล้านบาทโดยหน่วยงานต่างๆ จะนำไปขับเคลื่อนโครงการกระบี่โมเดล และมีการติดตามถึงการจัดทำงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2568 ต่อไป

รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์รองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกระบี่โมเดลปี 2 เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนักวิจัยได้เข้าประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการในจังหวัดกระบี่และแกนนำเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ และนำเสนอผลงานวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ไปจัดแสดง โดยครั้งนี้ นายสมชายหาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มาร่วมงานและส่งมอบงบประมาณ 2.9 ล้านบาท ในการดำเนินงานในปีที่ 2 พร้อมเยี่ยมชมร้านค้า

“กระบี่โมเดลปีที่ 2 จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 6 ด้าน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน แพะ สาหร่าย ขนนก ผ้าบาติก และการตลาด โดยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนและพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในพื้นที่ ให้มีความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ภายนอก หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อวิถีชีวิตชุมชน ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เครือข่ายดูแลตนเองได้โดยไม่รอ ไม่ขอ และลงมือทำ โดยมีนักวิจัยและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา ช่วยพัฒนานวัตกรที่เป็นผู้รู้ภายในชุมชน เพื่อให้สามารถพัฒนาและต่อยอดกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน ผลสำเร็จของโครงการต้องสามารถวัดจากตัวเลขของเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้น ชุมชนเรียนรู้ที่จะคิดต่อยอดและพัฒนาได้ด้วยตนเอง

“ในการนี้ หน่วยงานภาคเอกชนที่มาร่วมงานให้ความสนใจในการนำผลิตภัณฑ์จากโครงการกระบี่โมเดลไปวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้พัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน ที่สำคัญปัจจุบันเกษตรกร และผู้ประกอบการชุมชนมีการรวมตัวกันในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยน รวมถึงจับมือในการพัฒนาตัวเองภายใต้แนวคิด Think SMEs Act OTOP เน้นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดไม่รอ ไม่ขอลงมือทำด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าว

สกมช.-หัวเว่ย เร่งสร้างบุคลากร ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’สู่ตลาดแรงงานไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767825

สกมช.-หัวเว่ย เร่งสร้างบุคลากร  ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’สู่ตลาดแรงงานไทย

สกมช.-หัวเว่ย เร่งสร้างบุคลากร ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’สู่ตลาดแรงงานไทย

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัลและด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่จะต้องถูกป้อนเข้าตลาดแรงงานไทยให้เพียงพอ จึงร่วมมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด จัดการแข่งขัน Thailand Cyber Top Talent 2023 ขึ้น โดยมุ่งหวังพัฒนาทักษะให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลที่เหมาะสม จนสามารถเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ

ผลการแข่งขัน Thailand Cyber Top Talent 2023 ระดับอุดมศึกษา (SENIOR )ได้แก่ ทีม Rebooster แชมป์เก่าตัวแทนจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คว้ารางวัลชนะเลิศเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน อันดับ 2 ทีม 1234 จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 3 ทีม Stargazers จาก มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี

ผลการแข่งขัน ระดับมัธยมศึกษา (JUNIOR) รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ทีม vtwi:t จาก โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนอันดับ 2 ทีม Surrender จาก โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) มัธยมวัดสุทธิวรารามอันดับ 3 ทีม IDKWHATIMDOING จากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 สามเสนวิทยาลัย เตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน

เครือโรงเรียน‘เอไอเอสแอล ฮาร์โรว์’ มอบทุนนักเรียนปีการศึกษา 2567-2569

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767826

เครือโรงเรียน‘เอไอเอสแอล ฮาร์โรว์’  มอบทุนนักเรียนปีการศึกษา 2567-2569

เครือโรงเรียน‘เอไอเอสแอล ฮาร์โรว์’ มอบทุนนักเรียนปีการศึกษา 2567-2569

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิทุนการศึกษาเอไอเอสแอล ฮาร์โรว์ (AISL Harrow Scholarships Foundation) เปิดรับสมัครนักเรียนไทย เข้ารับทุนในโครงการทุนการศึกษาเอไอเอสแอล ฮาร์โรว์ (AISL Harrow Scholarships Programme) ประจำปีการศึกษา 2567-2569 ในหลักสูตรเอ-เลเวล (A-Level) พร้อมกับโรงเรียนอีก 9 แห่งทั่วเอเชีย ทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 20 ทุน ประเทศละ 2 ทุน ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน รวมทั้งได้รับการยกเว้นค่าหอพักและค่าธรรมเนียมการสอบ เพื่อปูทางสู่การศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ต่อไป

ผู้สมัครส่งแบบฟอร์มแสดงความจำนงได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ธันวาคม 2566 รายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ทางเว็บไซต์ aislharrow.com/apply-for-aisl-harrow-scholarships-2024/ นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถติดตามเอไอเอสแอลฮาร์โรว์ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อรับข้อมูลข่าวสารล่าสุด

‘หุ่นจำลองหนูขาวใหญ่’จากวัสดุเหลือใช้ ของจุฬาฯ คว้าสองรางวัลใหญ่ ที่เยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767827

‘หุ่นจำลองหนูขาวใหญ่’จากวัสดุเหลือใช้  ของจุฬาฯ คว้าสองรางวัลใหญ่ ที่เยอรมนี

‘หุ่นจำลองหนูขาวใหญ่’จากวัสดุเหลือใช้ ของจุฬาฯ คว้าสองรางวัลใหญ่ ที่เยอรมนี

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นวัตกรรม “หุ่นจำลองหนูขาวใหญ่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ในรูปแบบที่มีปฏิสัมพันธ์เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง”(White rat organs (Rattus norvegicus) made from waste materials is an interactive model for self-learning)ผลงานของอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้ารางวัลเหรียญเงิน(Silver medal) จากเวทีการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ iENA 2023 (The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products) และได้รับโล่รางวัลพิเศษ Special award on stage จากสาธารณรัฐโปแลนด์ (Association of Polish Inventors and Rationalizers) จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2566 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

นวัตกรรมนี้เป็น 1 ใน 26 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเป็นทีมเดียวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการประกวดในด้าน Teaching and Research, Pedagogical itemsผู้พัฒนาผลงานนวัตกรรม ประกอบด้วยผศ.สพ.ญ.ภาวนา เชื้อศิริ นายภักดี สุดถนอม นางจันทิมา อินทรปัญญา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และนายกฤตยชญ์ เชื้อศิริ นักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม

หุ่นจำลองหนูขาวใหญ่ฯ เป็นนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนกายวิภาคทางสัตวแพทย์ที่นำมาใช้แทนการใช้ร่างกายของสัตว์จริง ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนในรูปแบบสามมิติมากขึ้น โดยมีการขยายให้มีขนาดใหญ่กว่าอวัยวะของหนูจริงถึงสามเท่าตัวเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและก้าวข้ามความกลัว ส่งเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอน เพิ่มพูนทักษะความแม่นยำในการผ่าชำแหละเพื่อศึกษาเรียนรู้ ลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมีที่มีผลต่อสุขภาพ ภายในหุ่นจำลองมีการฝังวงจรไฟฟ้าและการฝังแม่เหล็ก ช่วยทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ตอบโต้กับผู้เรียนได้ 360 องศานอกจากนี้ในการผลิตหุ่นจำลองหนูขาวใหญ่ใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น เม็ดโฟมฝาพลาสติก ซึ่งเป็นของเหลือใช้ที่ถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์

ศธ. แนะครูใช้คาบโฮมรูมสร้างภูมิคุ้มกัน HIV แนะ พกถุงยาง หลังยอดติดเชื้อ พุ่ง 22.4%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767711

ศธ. แนะครูใช้คาบโฮมรูมสร้างภูมิคุ้มกัน HIV  แนะ พกถุงยาง หลังยอดติดเชื้อ พุ่ง 22.4%

ศธ. แนะครูใช้คาบโฮมรูมสร้างภูมิคุ้มกัน HIV แนะ พกถุงยาง หลังยอดติดเชื้อ พุ่ง 22.4%

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.16 น.

ศธ. แนะครูใช้คาบโฮมรูมสร้างภูมิคุ้มกัน HIV ตั้งเป้าลดจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มเยาวชน สกัดคุณแม่วัยใสตั้งครรภ์ไม่พร้อม

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานยอดผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี จากร้อยละ 9.5 พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 22.4 ทั้งยังพบว่ามีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยครั้งล่าสุดเพียงร้อยละ 80 ทำให้พบการติดเชื้อซิฟิลิส และหนองในเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยสุขภาพของเยาวชนไทย จึงมอบหมายให้สถานศึกษาทุกสังกัด ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ กับนักเรียน โดยใช้เวลาคาบโฮมรูมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างทัศนคติที่ดีในการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ให้เยาวชนเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะพกและใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยป้องกันทั้งการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น รวมถึงการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมอีกด้วย

“ครูควรชี้แจงความแตกต่างระหว่างเอชไอวีและเอดส์ มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจมากกว่าการปลูกฝังความกลัว สิ่งสำคัญคือเด็กต้องตระหนักถึงความเสี่ยงส่วนบุคคลของตนเอง โดยสามารถส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดเชิงวิเคราะห์ ด้วยการถามคำถามแทนที่จะพูดคุยเพียงอย่างเดียว เช่น ความเสี่ยงที่อาจทำให้ติดเชื้อมีอะไรบ้าง การมีความสัมพันธ์กับแฟนจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือไม่ จะทราบได้อย่างไรว่าแฟนของเราติดเชื้อหรือไม่ เป็นต้น” รมช.ศธ. กล่าว

ขณะเดียวกันวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day) จึงเป็นโอกาสดีที่สถานศึกษาทุกแห่งจะส่งเสริมการจัดกิจกรรมรณรงค์ สร้างความรู้ความเข้าใจถึงการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี วิธีการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หากจะมีเพศสัมพันธ์ต้องรู้จักวิธีป้องกันการตั้งครรภ์และการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือใช้แนวทางของกรมอนามัยในการสร้างความรอบรู้ด้านเพศสำหรับเยาวชน “รักเป็น ปลอดภัย” ได้แก่ 

1) Safe Virgin มีเพศสัมพันธ์เมื่อพร้อม 

2) Safe Sex หากจะมีเพศสัมพันธ์ ตนเองต้องปลอดภัย ใส่ถุงยางอนามัยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

3) Safe Abortion หากพลาดตั้งครรภ์ไม่พร้อม ปรึกษาหน่วยบริการฯ เพื่อรับคำปรึกษา 

4) Safe Mom ฝากครรภ์คุณภาพ เพื่อลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย

รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการให้ความตระหนักรู้จากครูในโรงเรียนอย่างเข้มข้นแล้ว ขอฝากถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรเป็นที่พึ่งให้กับลูกหลาน ส่งเสริมให้เด็ก ๆ รู้ว่าพวกเขาสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง แสดงให้เห็นว่าครอบครัวอยู่เคียงข้างพวกเขา และพร้อมหาทางออกให้กับทุกปัญหาเสมอ เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงบริการป้องกัน ดูแลรักษาได้เร็ว ครอบคลุม มุ่งลดการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนต่อไป

ศธ. ขับเคลื่อนการดำเนินงานสุขภาพจิตในสถานศึกษา ใช้สื่อออนไลน์สร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767710

ศธ. ขับเคลื่อนการดำเนินงานสุขภาพจิตในสถานศึกษา ใช้สื่อออนไลน์สร้างสรรค์

ศธ. ขับเคลื่อนการดำเนินงานสุขภาพจิตในสถานศึกษา ใช้สื่อออนไลน์สร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.11 น.

ศธ. ขับเคลื่อนการดำเนินงานสุขภาพจิตในสถานศึกษา ใช้สื่อออนไลน์สร้างสรรค์ พร้อมหาแนวทางลดภาระงานครูอย่างยั่งยืน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการศึกษา “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) จัดทำแพลตฟอร์ม และพัฒนาระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต ซึ่งมีการหารือการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพจิตของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 4/2566 เมื่อเร็วๆนี้ โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายสมใจ วิเศษทักษิณ รักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการ ศธ. และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ  กระทรวงศึกษาธิการ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รมว.ศธ. ได้ให้หลักการและแนวคิดในการสร้าง Tiktok โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลิตสื่อและเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางแอปพลิเคชัน Tiktok และได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีแนวคิดที่จะดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Coaching การแนะแนวการเรียน เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิต เป็นต้น

ดังนั้นหากหน่วยงานใดมีโครงการที่จะผลิตสื่อหรือหนังสั้น ขอให้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาและวิธีการสื่อสารที่มีความทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งอยากให้ทุกหน่วยงานมีการจัดประกวด Tiktok ของสถานศึกษาในสังกัดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยสามารถคิดแฮชแท็ก (#) ที่สามารถสื่อสารได้อย่างกว้างขวางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อาจจะไม่เกิน 3 แฮชแท็ก เช่น #เรียนดีมีความสุข #สุขภาพจิตดี #(ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน)

ในส่วนของการผลิตอินโฟกราฟิกที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต อยากให้ทุกหน่วยงานสื่อสารข้อมูลด้วยเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย มีความน่าสนใจ สามารถสื่อสารกับบุคคลภายนอกได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินการอยู่แล้ว ก็สามารถลดความเป็นทางการ เพื่อเพิ่มการสื่อสารกับคนภายนอก และสร้างความรู้สึกว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นมิตรกับทุกคน

นอกจากนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด หาแนวทางในการลดภาระงานครู ทั้งเรื่องการอยู่เวรตอนกลางคืน งานเอกสารนอกเหนือจากการเรียนการสอน การโยกย้ายครู หรือแม้แต่การเพิ่มอัตรากำลัง รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่ครูคิดว่าเป็นภาระ อาทิ การชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงนักเรียน ที่ไม่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ถ้าหน่วยงานอื่น ๆ ขอมาก็ต้องชั่งวัดใหม่ หรือการขึ้นเงินเดือน 3% ที่น่าจะเปลี่ยนการคิดเงินเดือนจากเดิมใช้ฐานของโรงเรียน มาเป็นภาพรวมฐานของเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะช่วยให้การขึ้นเงินเดือนครูโรงเรียนเล็กเพิ่มมากขึ้น เพราะในโรงเรียนเล็กภาระงานครูจะหนักมาก 

“หากแต่ละหน่วยงานมีแนวทางแก้ไขภาระงานครูเหล่านี้ก็จะเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอเป็นหลักการต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาที่มี รมว.ศธ. เป็นประธาน ซึ่งถ้ากระทรวงศึกษาธิการสามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นของขวัญ ช่วยเพิ่มกำลังใจ รวมทั้งสร้างความสุขให้แก่ครู เพื่อมุ่งมั่นพัฒนายกระดับเด็กนักเรียนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการรับฟังการนำเสนอรายละเอียดแผนการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตของหน่วยงานในสังกัด ซึ่งมีแผนงานที่เด่นชัด อาทิ การจัดการศึกษาในเขตจังหวัดของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ให้เด็กได้รับการศึกษาตลอดชีวิต ที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มเป้าหมาย และความต้องการพิเศษ, การพัฒนาสร้างครูแนะแนวและศึกษานิเทศก์แกนนำ 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาพื้นที่ในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนพร้อมขยายผลจนครบทุกโรงเรียน, โครงการ 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย ให้ความรู้ ดูแล ช่วยเหลือ เพื่อส่งต่อผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างมีคุณภาพ, School Health HERO ระบบสุขภาพจิตโรงเรียนวิถีใหม่ เพื่อเฝ้าระวัง เรียนรู้ รับคำปรึกษา เพื่อดูแลนักเรียนที่เสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และทักษะการเข้าสังคม ซึ่ง สช. จะนำระบบฯ ต้นแบบของ สพฐ. ไปทดลองใช้ในโรงเรียนเอกชนผ่านแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพจิตนักเรียนโรงเรียนเอกชน โดยจะมีการประชุมครั้งถัดไป (ครั้งที่ 5/2566) ในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2566

ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767576

ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.20 น.

การเผชิญความ “ผิดหวัง” เหตุการณ์เหล่านี้สำหรับผู้ใหญ่อาจแค่เซ็งในหัวใจ แต่สำหรับเด็กแล้วส่งผลต่อจิตใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ ทุกข์ใจที่เกิดขึ้นในเด็ก นำสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายอย่างมากมายในทุกวันนี้

แพทย์หญิงกิติมา ยุทธวงศ์ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (Pediatric Nutrition Manufacturer Association : PNMA) ได้แนะนำว่าควรสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจให้กับเด็กตั้งแต่ช่วงวัย 1-3 ขวบ ด้วยวิธีการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ หรือ สร้างความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของพวกเขา ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ เช่นการแสดงมารยาททางสังคมที่ดี การหยิบจับใช้สิ่งของต่างๆ อย่างปลอดภัยถูกวิธี ในระหว่างที่เด็กๆ กำลังเลียนแบบ หรือขอลองทำสิ่งต่างๆ ไม่ควรห้าม และควรใช้โอกาสนี้สอนให้ใช้งานสิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน การเรียนรู้การเข้าสังคม และมารยาทนอกบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อเด็กมีความเข้าใจในสิ่งรอบข้าง ได้เคยลองลงมือทำพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่มาแล้ว จะทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยประสบการณ์ของเขาเอง และแยกแยะบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ดี และเอาตัวออกห่างจากบุคคลเหล่านั้นได้ในอนาคต

กล่าวคำชมทุกครั้งที่เด็กทำได้ การกล่าวคำชมจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองเด็กได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ทำตามที่สอนได้ควรกล่าวคำชม เพื่อให้เด็กมั่นใจว่าทำสิ่งถูกต้อง และอยากทำซ้ำเพื่อให้ได้รับคำชมหรือยอมรับจากผู้ใหญ่ ควรชมมากขึ้นในกรณีที่ช่วยเหลืองานบ้านด้วยความสมัครใจ ซึ่งจะทำให้เด็กมีนิสัยรักความสะอาด ช่วยเหลืองานบ้าน และควรระวังเรื่องการให้รางวัล หากมากเกินไปจะส่งผลให้เด็กเฝ้ารอหรือผิดหวังได้ การให้ของรางวัลควรให้เฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญ หรืออาจเลือกวิธีเลี้ยงฉลองด้วยกันทั้งครอบครัว เพื่อให้เห็นว่าการทำเรื่องที่ดี ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากกว่าสิ่งของที่ได้รับเพียงคนเดียว

เลี่ยงการดุด้วยถ้อยคำและการใช้กำลังลงโทษ การดุลูกด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่รุนแรงส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเอง กลัวทำพลาดแล้วจะถูกดุ ถูกลงโทษ และยังส่งผลถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคมเมื่อถูกต่อว่าข่มขู่จากผู้อื่นโดยจะหวาดกลัวจนยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ การลงโทษเด็กควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการใช้เหตุผลพูดคุยว่าพวกเขาทำผิดอะไร และผลเสียที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อตัวเขาและสิ่งต่างๆ รอบข้างอย่างไรบ้าง

ดูแลโภชนาการและพัฒนาการให้เติบโตสมวัย เด็กในช่วงวัยนี้ มีพัฒนาการด้านร่างกายและสมองเติบโตรวดเร็วที่สุด หากได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอสมวัย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีส่วนสูงมากกว่าหรือเท่ากับเพื่อนๆ ไม่ได้เป็นเด็กที่ตัวเล็กสุดในห้อง อ้วนหรือผอมเกินไปจนถูกล้อเลียน จะมีพัฒนาการด้านร่างกาย และสติปัญญาที่พร้อมรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆ ได้ดีไม่แพ้เพื่อนคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

สอนเด็กให้รู้จักอารมณ์ตัวเองเด็กในช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะช่วง 2 ขวบ มักจะถูกเรียกว่าวัยทอง 2 ขวบ ผู้ใหญ่สามารถสอนให้พวกเขารู้จักอารมณ์ต่างๆ เช่น หัวเราะ ร้องไห้ โกรธไม่พอใจ ร่าเริง โศกเศร้า ว่าเป็นอย่างไร เด็กๆ ก็จะได้รู้จักอารมณ์ด้านต่างๆ การควบคุมอารมณ์ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝน ต้องค่อยๆ สอนอย่างใจเย็นและอดทนเพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นเด็กที่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ขี้โมโห และเอาแต่ใจ

ให้เด็กทดลองเล่นให้มีความหลากหลาย เพื่อค้นหาความชอบ เด็กที่ค้นพบความถนัดของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก มีส่วนช่วยทำให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องถึงความฉลาดทางอารมณ์ทางอ้อม เมื่ออนาคตเขาได้รับคำวิจารณ์ด้านลบอย่างรุนแรง ก็จะสามารถรับมือกับผลกระทบตรงนั้นได้ เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเก่งด้านไหนและอยากทำอาชีพอะไรในอนาคต เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่รู้ตัวว่ามีความถนัดอะไร เมื่อได้รับความวิจารณ์ด้านลบ จะคิดว่าเขาไม่เก่ง จนกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ท้อแท้ ผิดหวัง และรับมือกับอารมณ์ของตัวเองได้ยากกว่า

ให้เด็กพบกับความล้มเหลว และเรียนรู้ที่จะแก้ไขด้วยตัวเอง เด็กหลายคนถูกเลี้ยงดูมาด้วยผู้ใหญ่ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่างตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง การจัดการความผิดหวังจะยากกว่าเด็กที่เคยผิดพลาดล้มเหลวเป็นประจำ จนรู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่พลาดแล้วต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ควรปล่อยให้เด็กลงมือทำและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกจากปัญหาที่พบจะทำให้เด็กรู้จักเรียนรู้ความผิดพลาด ปรับตัวยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ผู้ใหญ่ควรเข้าไปช่วยเมื่อเด็กร้องขอเท่านั้น เมื่อแนะนำทำเป็นตัวอย่างให้ดูแล้ว ก็ปล่อยให้เด็กทำต่อด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการความผิดหวัง และรู้วิธีแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

พญ.กิติมา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากเด็กๆ ได้รับภูมิคุ้มกันด้วยการความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นคงทางอารมณ์ และฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาอันล้ำค่าที่เกิดจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าลืมสอนพวกเขาให้รู้ว่า อย่าให้ความผิดพลาดของเราในวันนี้เป็นสิ่งกำหนดความสามารถเราทั้งชีวิต วันนี้เราทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะทำไม่ได้ อย่าให้ความผิดหวังเพียงเล็กน้อยเป็นตัวตัดสินเราทั้งชีวิต

สจล. หัวรถจักร 100 ปี ที่แลนด์มาร์คแห่งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767580

สจล. หัวรถจักร 100 ปี ที่แลนด์มาร์คแห่งใหม่

สจล. หัวรถจักร 100 ปี ที่แลนด์มาร์คแห่งใหม่

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) รับมอบหัวรถจักรไอน้ำ รุ่น “เท็นวิลเลอร์” รุ่นเลขที่ 177 ประเทศอังกฤษ อายุกว่า 100 ปี จาก รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี รักษาการคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สจล. และติดตั้งที่บริเวณแหล่งเรียนรู้ และเป็นสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ของสจล. เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2566 ณ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.