ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754433

ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน  ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า” จัดแข่งขันทำอาหาร “SHARP COOKING CONTEST 2023” ในระดับอุดมศึกษา ภายใต้โจทย์การแสดงความคิดสร้างสรรค์ในเมนู “เค้กโรลแฟนซี” จากเตาอบไฟฟ้าชาร์ป ความจุขนาดใหญ่พิเศษ 70 ลิตร และเครื่องผสมอาหารชาร์ป โดยมีตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมแข่งขัน ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ เอเทรียม

นายวิโรจน์ ทานัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีโครงการมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนชาร์ป ให้กับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน รวมทั้ง
มีการจัด SHARP COOKING CLASS โดยทีมโภชนากรชาร์ป เข้าไปสาธิตให้ความรู้ เน้นการปฏิบัติให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เป็นการส่งเสริมให้นำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมระหว่างการศึกษาและในภายภาคหน้า และต่อยอดจากโครงการฯ ดังกล่าวโดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะในการประกอบอาหาร และเสริมทักษะการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอย่างมืออาชีพ

สำหรับ มหาวิทยาลัยที่คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ รองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754434

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

นายพัน ยี่สิ้น นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ นักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า นักวิจัย ม.อ. โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี สำรวจร่วมกับ ศ.ดร.ปีเตอร์ อึง แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Lee Kong Chian มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ค้นพบปูแสมบกโต๊ะแดง ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกจากระบบนิเวศของป่าพรุ บริเวณตามต้นหลุมพี พรรณไม้ป่าพรุในวงศ์ปาล์ม ที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีลักษณะกระดองเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านบนกระดองครึ่งส่วนหน้าและก้ามมีสีเหลืองหรือส้ม ส่วนครึ่งส่วนหลังและขาเดินมีสีเข้มเป็นสีดำ เทา หรือน้ำตาล ลูกตาสีดำ แซมด้วยลายจุดสีเทา เมื่อจำแนกจากลักษณะภายนอกของปูที่รยางค์ข้างปากที่ไม่มีแส้บนส่วนปลายขาเดินเรียวยาว และอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ที่เรียวยาวและส่วนปลายแบนยาว

ปูแสมบกโต๊ะแดง จัดอยู่ในกลุ่ม G. foxi species group มีแหล่งอาศัยเป็นพื้นที่สูง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป นับเป็นการค้นพบสมาชิกใน species group อาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำใกล้ระดับน้ำทะเลเป็นครั้งแรก ลักษณะของปูแสมบกโต๊ะแดงที่แตกต่างจากชนิดอื่นๆ ใน species group คือ มีกระดองโค้งนูนชัดเจนเมื่อมองไปทางด้านหน้าปู ส่วนท้องปล้องที่ 6 เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูและมีรายละเอียดของลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้บางส่วนที่ต่างไป การค้นพบในครั้งได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกว่า Geosesarma todaeng เพื่อสื่อความหมายถึงสถานที่พบปูชนิดนี้คือ บ้านโต๊ะแดง อ.สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

สส.’ก้าวไกล’ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754520

สส.'ก้าวไกล'ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

สส.’ก้าวไกล’ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.09 น.

คณะสส.“ก้าวไกล”ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ พระสงฆ์วอนช่วยสามเณร 81 รูปกำลังหลุดจากระบบ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา คณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล นำโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค นายปารมี ไวจงเจริญ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยในช่วงเข้า ได้ร่วมสัมมนาและพบปะกลุ่มสามเณรที่ไม่ได้รับสิทธิในการศึกษา ณ ห้องประชุมศรีปริยัติยานุรักษ์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ วัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และช่วงบ่ายลงพื้นที่ศูนย์มิตรภาพไร้พรมแดน Leadersship Hoom อ.เชียงดาว

ทั้งนี้ในเสวนาได้มีการอธิปรายถึงแนวทางและนโยบายการแก้ไขปัญหากลุ่มสามเณรตกหล่นจากระบบการศึกษาและสถานะทางกฎหมาย โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม  กล่าวว่า การมารับฟังความคิดเห็นในวันนี้ เนื่องจากต้องการศึกษาประเด็นปัญหาของเด็กไร้สถานทางทะเบียนที่ไม่สามารถลงรหัส G-Code ได้ แม้ในขณะนี้กำลังรอสภาผู้แทนฯบรรจุวาระตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) และวิสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีญัตติที่ค้างอยู่ 30 ฉบับ ทางพรรคก้าวไกลจึงต้องการศึกษาข้อมูลซึ่งมี 4 ประเด็นหลักที่ต้องการทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา คือ 1.ต้องการทราบสถานการณ์ของเด็ก 126 คนในจังหวัดอ่างทองที่ถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า 2.อยากทำความเข้าใจเมื่อเด็กเหล่านี้เข้ามาในประเทศ ระบบการลงรหัส G-code นั้น จะจัดทำโดยโรงเรียน หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพฐ.) ซึ่งมีการประสานงานกันแบบใดและมีการตกหล่นหรือไม่ 3.หากมีการลงรหัส G จะนำไปสู่การลงสถานะบุคคลให้ได้รับสัญชาติได้หรือไม่อย่างไร เป็นระบบรายปัจเจกหรือเหมารวม เช่น ในกรณีที่เขาเกิดที่ไทยควรจะได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ 4.ถ้าหากต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจังในเชิงระบบ จะต้องแก้อย่างไร แก้นโยบาย หรือกฎหมายต่างๆ

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า เรื่องการศึกษาในประเทศไทยสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสถานะของบุคคลยังไม่มีวิธีการที่เป็นระบบมากนัก นอกจากใช้เรื่องมนุษยธรรม เด็กทุกคนนั้นอยากมีโรงเรียนมีความฝันที่ต้องการไปโรงเรียน แต่ยังมีหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาไทย หากพูดถึงเรื่อง Education for all หรือการศึกษาเพื่อคนทุกคนแท้จริงแล้วนั้น รองรับเด็กที่เคลื่อนย้ายมาตามลำพังหรือตามพ่อแม่เข้ามาในประเทศไทยหรือไม่  กระทรวงการศึกษาได้พัฒนารองรับเด็กเหล่านี้เข้าไปสู่ระบบ G-Code ตั้งแต่ปี 2561 เช่น หากเด็กเข้าโรงเรียนจะต้องดูว่ามีสูติบัตร มีหลักฐานแสดงตัว ทะเบียนราษฎร์ หากไม่มีเอกสารจะต้องดูว่ามีหลักฐานอื่น ๆ ที่ข้าราชการออกให้หรือไม่ ต่อให้ไม่มีอะไรเลยเด็กเหล่านี้จะได้รับการบันทึกประวัติบุคคล เมื่อบันทึกเรียบร้อยแล้วจะนำไปสู่การขอรหัสตัว G แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นหลัก ๆ คือเด็กไม่ได้ผ่านระบบ G-Code นับเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา เด็ก 81,594 ราย ยังไม่สามารถลงรหัสตัว G ได้ และจะเกิดปัญหาใหญ่ในปีที่เด็กจบการศึกษาและต้องย้ายที่เรียนจะไม่สามารถพบข้อมูลของเด็กนักเรียน

“เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัตินักเรียนกลุ่ม G จัดการศึกษาที่เหมาสมสำหรับเด็กเคลื่อนย้ายและทุกคนโดยเฉพาะ การจัดการให้สามเณรที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยระยะถัดไปคือ 1. กระบวนการพิจารณาถอนข้อสงวนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 22 ซึ่งเหลือประเทศเดียวในโลกคือประเทศไทย 2.การจัดทำแผนระดับชาติว่าด้วยความคุ้มครองเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน 3.การติดตามกระบวนการยุติภาวะคนไร้รัฐให้หมดไปภายในปี 2567 ที่ได้กล่าวคำมั่นสัญญาต่อองค์กรสหประชาชาติ United Nation”สันติพงษ์ กล่าว

พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในช่วงหลัง ๆ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวัด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่รองรับโดยเฉพาะกลุ่มสามเณรที่เข้ามาหลักนั้นมี 3 กลุ่ม คือ 1.สามเณรเกิดในไทยที่ตกหล่นทางสถานะ 2.ลูกของแรงงานข้ามชาติ 3.กลุ่มสามเณรที่อพยพเข้ามา ซึ่งเด็กเหล่านี้เข้ามาพึ่งพาอาศัยวัดเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิตและเราจำเป็นที่จะต้องดูแล

พระมหาสมเกียรติ สิริอรุโน ผู้อำนวยการโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา กล่าวว่า สามเณรที่จบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เด็กในช่วงวัยนี้ไม่ได้มีปัญหามากนัก เพราะมีโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมศึกษา แผนกสามัญศึกษา ซึ่งมีทั้งหมด 406 โรงเรียนทั่วประเทศรองรับ แต่ปัญหาหลัก ๆ คือสามเณรที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนคือช่วงวัยประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งสำรวจเพียง 3 โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ คือ โรงเรียนวัดป่าเป้า โรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอแม่แตง โรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอดอยสะเก็ด พบว่าสามเณรอยู่ในช่วงระดับป.1-6 จำนวน 81 รูป และจากไม่มีโรงเรียนรองรับ ทั้งนี้ต้องการแก้ไขปัญหาและเร่งหาวิธีการให้กับสามเณรเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

ด้านสามเณร้อนแสง ชาวไทใหญ่ อายุ 15 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้อพยพตามพ่อกับแม่มาอยู่ในไทยเป็นเวลา 5 ปี จำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่ง และกำลังศึกษาที่โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โดยไปโรงเรียน 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะนี้บวชเรียนได้ประมาณ 3 พรรษา เนื่องจากไร้โอกาสทางการศึกษาในระบบปกติ ส่วนตัวสนใจเรียนวิชาภาษาไทย และหากมีความรู้ความเข้าใจในการพูด อ่าน เขียนได้  ในอนาคตอาจจะใช้ความสามารถเพื่อเป็นล่ามแปลภาษาช่วยเหลือคนชาวไทใหญ่ด้วยกันได้

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754194

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การล่มสลายของครอบครัวจะส่งผลกระทบโดยตรงไปที่ลูก ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา” ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาวะทางจิตใจ อารมณ์ รวมไปถึงพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายที่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว แตกแยก หย่าร้าง ล้มหายตายจาก ติดการพนัน ติดสารเสพติด ต้องกลายเป็นผู้ต้องขัง ไปจนถึงการมีปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรง และโรคติดเชื้อต่างๆ ฯลฯ

โดยพบร้อยละ 25 ในกลุ่มครอบครัวยากจนสภาวะด้อยเศรษฐานะซึ่งเกิดเช่นกันในต่างประเทศ เมื่อได้ติดตามอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 3 รุ่น (Generation) ก็จะยังคงพบปัญหาในลักษณะวงจรเดียวกัน หากเด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิด-6 ขวบ ซึ่งรอคอยการหยิบยื่นโอกาสที่จะเติบโตไปมีชีวิตที่ดีขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายจะเติบโตไปสู่การมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการยอมรับของสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ติดเชื้อHIV ที่ปัจจุบันสังคมเริ่มเกิดการยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ระหว่างตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ผ่านทางรกเข้าสู่ตัวเด็กได้ถึงร้อยละ 96 และแม้เด็กจะติดเชื้อ HIV ระหว่างการตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาเด็กหลังคลอดเพื่อไม่ให้พบการติดเชื้อในระยะยาว

หรือถ้าหากพบการติดเชื้อแล้วก็ยังสามารถที่จะประคับประคองอาการให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ต่อไปได้ และเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน หรือสู่ที่สาธารณะ จะไม่มีการเรียกร้องให้ตรวจหาเชื้อ HIV หรือแสดงผลการตรวจเชื้อ HIV แต่อย่างใด ในเมื่อที่ผ่านมาสังคมเราได้เรียนรู้กันมามากพอแล้วว่าจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่ไม่ให้เกิดการติดต่อเชื้อ

สำหรับเด็กที่หลุดออกมาจากครอบครัวล่มสลายด้วยสาเหตุต่างๆ ที่นำไปสู่ความต้องการ “ผู้ดูแลทดแทน” ในลำดับแรกให้พิจารณาจากญาติ ซึ่งจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนหาข้อตกลงร่วมเพื่อทำความเข้าใจในการจัดการอยู่อาศัยให้เหมาะสมสำหรับเด็ก โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ย้ำว่า การมอบโอกาสให้เด็กได้เติบโตในสภาวะที่ทำให้รู้จักความรักและความผูกพันแบบครอบครัว ย่อมดีกว่าการให้เด็กจะต้องไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งสมควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว พร้อมเป็นกำลังใจ และทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ มอบองค์ความรู้ หวัง“ตัดวงจร” ให้เด็กสามารถฟื้นจาก “สภาวะสิ้นหวัง” คืนสู่ “สังคมแห่งอนาคตที่ดีกว่า” พร้อมเป็น “พลัง” เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป!!!

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754195

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดโครงการ “มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่” ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม ชุมชนสามเหลี่ยม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้เกิดสังคมน่าอยู่ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน และเป็นการสร้างความยั่งยืน ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563-2566 ตามยุทธศาสตร์ที่ การปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ จากความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) สู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating shared value : CSV)

ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับชุมชนข้างเคียงมาโดยตลอด ซึ่งในโอกาสวาระพิเศษครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงจัดโครงการ มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเคียงมอ และส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคมที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ต่อชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ชุมชนสามเหลี่ยม นับเป็นชุมชนต้นแบบแห่งแรก ที่ได้เข้ามาส่งเสริมการสร้าง ต้นแบบการแยกขยะ

โดยมีโรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และปลูกฝังเยาวชน ในจัดการขยะอินทรีย์ หรือขยะเปียกในครัวเรือน
ด้วยวิธีการหมักปุ๋ย เพื่อลดปริมาณขยะลง ให้สามารถต่อยอดการแยกขยะเปียกระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ พี่น้องประชาชนจะสามารถนำความรู้เหล่านี้นำไปปฏิบัติที่บ้าน ซึ่งโครงการดีๆเช่นนี้มหาวิทยาลัยจะพยายามทำอย่างต่อเนื่อง

สมชาติ ชัยอยุทธ์ ประธานชุมชนสามเหลี่ยม 3 กล่าวถึงความต้องการของชุมชนและแนวทางการพัฒนาชุมชน ว่า ชุมชนสามเหลี่ยม 3 ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียน และมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด สำหรับปัญหาของชุมชนระยะหลัง เป็นปัญหาขยะมูลฝอยล้น ขณะเดียวกันรถจัดเก็บขนขยะทางเทศบาล ไม่สามารถมาเก็บตามกำหนดระยะเวลา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาโดยตลอด

แม้ว่าเทศบาลจะพยายามจัดซื้อรถขยะมาเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถจัดหามาได้เพียงพอ ทำให้ชุมชนต้องทบทวนถึงวิธีการกำจัดขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน จึงได้แลกเปลี่ยนปัญหาของชุมชนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทราบ หลังจากนั้นจึงได้รับความ ร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมาทำโครงการครั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนรู้จักวิธีแก้ไข ปัญหาขยะภายในครัวเรือนด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนในการกำจัดขยะให้กับชุมชนและนำไปสู่ปัญหาขยะที่ลดลงต่อไป

ผศ.ดร.ธนภัทร์สกรณ์ สุกิจประภานนท์ เปิดเผยว่า โดยทั่วไปขยะครัวเรือนจะมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศษพลาสติก โลหะ รวมไปถึงกลุ่มขยะอินทรีย์ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ใช้สำหรับปลูกผัก ใส่ต้นไม้ และยังเป็นการช่วยจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ลดต้นทุนด้านแรงงานไปด้วย โดยปกติเวลาเราทิ้งขยะ เทศบาลในแต่ละชุมชนจะมาจัดเก็บไป ต่อจากนั้นต้องมีการแยกขยะ การจัดการตรงจุดนี้จะมีต้นทุน

แต่ถ้าประชาชนแต่ละครัวเรือนมีการคัดแยกขยะเปียก เศษอินทรีย์ หากมองในภาพกว้าง เราจะสามารถลดต้นทุนและแรงงานในกระบวนการนี้ได้อย่างมาก ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าเป็นการใช้เองในระดับครัวเรือน จะไม่มีสูตรตายตัวขั้นตอนจะเริ่มที่ นำเศษอินทรีย์ ใบไม้ หรือเศษอาหารต่างๆ มาเทในที่ๆ จัดเตรียมไว้ต่อจากนั้นจะใส่ปุ๋ยคอก หรือมูลสัตว์เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย แต่บางครั้งมูลสัตว์เลี้ยงอาจจะใช้ไม่ได้เพราะว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่น และเติมน้ำเข้าไปเพื่อให้มีความชื้น

โดยสำหรับระยะในการย่อยสลาย ใบไม้แห้งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน เศษผักผลไม้สด ใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นกิ่งไม้จะต้องสับให้ชิ้นเล็กก่อน และ หมักทิ้งระยะเวลาไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถนำส่วนที่ย่อยสลายมาใช้เป็นปุ๋ยได้ จากการศึกษาวิจัยด้านการจัดการอินทรีย์วัตถุหลายชนิด พบว่า การทำปุ๋ยหมักที่มีการใส่ใบไม้แห้ง จะช่วยส่งผลให้สมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ ของดิน มีความร่วนซุยอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกดินทรายก็สามารถ ดูดซับปุ๋ยได้มากขึ้น

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754193

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารออมสิน ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ. หรือ DPU) จัดโครงการ “GSB Step & Boost up Program 2023” หรือโครงการอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการโดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sustainable Growth ให้ทุกธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน” มีผู้ประกอบการ SMEs OTOPs และ Startups ที่ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจอาหาร ธุรกิจสุขภาพ และธุรกิจการเกษตร สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 700 กว่าราย เพื่อชิงทุนพัฒนาธุรกิจพร้อมโล่รางวัลมูลค่ากว่า 360,000 บาท

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการ GSB Step & Boost up Program 2023 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยรอบแรกทุกคนได้ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตามหัวข้อที่กำหนด อาทิ เรื่องหลักการแนวคิดนักธุรกิจยุคใหม่ การพลิกโฉมธุรกิจด้วยการตลาดดิจิทัล

การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นต้น สำหรับความคืบหน้าล่าสุดหลังจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 80 ราย ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึก Biz Clinic จากผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายพัฒนาธุรกิจลูกค้า SMEs Start up ธนาคารออมสินและทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก CIBA DPU

สำหรับปีนี้ นอกจาก CIBA DPU ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการแล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมในโครงการฯพร้อมลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการด้วย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงพื้นที่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ภาคอีสาน มหาวิทยาลัยบูรพา ลงพื้นที่ภาคตะวันออก และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ลงพื้นที่ภาคใต้ ส่วน CIBA DPU รับผิดชอบดูพื้นที่ส่วนกลาง

โดยหลังจากนี้ประมาณ 2 เดือนคณะกรรมการจากธนาคารออมสินและ CIBA DPU จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและโดดเด่นจาก 80 รายให้เหลือเพียงจำนวน 10 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประกวดสุดยอด GSB Change Maker โดยผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้ Pitching แผนธุรกิจในวันที่3 พฤศจิกายน 2566 ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เพื่อชิงทุนนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคต พร้อมสิทธิพิเศษจากทางธนาคารและมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

ดร.รชฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นให้คำปรึกษาและแนะนำแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการพบว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการมีการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีการนำองค์ความรู้ทางการบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญให้มาพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมี 5 โจทย์หลัก คือ 1.การพัฒนาการวางแผนการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด Tiktok, Facebook, Shopee, Lazada เป็นต้น

2.การพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้แตกต่างกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด และการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เก็บได้นานขึ้น (เพื่อให้สามารถนำไปขายใน Marketplace ได้) 3.การพัฒนากระบวนการการผลิตให้ได้มาตรฐาน เช่น อย. หรือ GMP เป็นต้น 4.การพัฒนา Packaging ให้ดูดีขึ้น และสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากขึ้น และ 5.การนำวัสดุจากชุมชน หรือ วัสดุที่เหลือจากกระบวนการการผลิตมาใช้ใหม่ เพื่อลดต้นทุนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนต่อธุรกิจ

สำหรับปัญหาที่พบและทำให้ SMEs ไม่สามารถเติบโตไปได้ไกล คือ ผู้ประกอบการยังยึดหลักการทำธุรกิจแบบเดิมๆ คือ ผู้ประกอบการต้องทำงานเองทุกอย่าง ตั้งแต่ งานสั่งซื้อวัตถุดิบ งานผลิตสินค้า งานการตลาด งานจัดส่ง และการบัญชีการเงิน ทำให้ ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการพยายามทำงานทุกอย่าง จึงอยากให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความคิด (Mindset) ใหม่ อยากให้มองภาพให้กว้างมากขึ้น คือให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้คล่องตัว

“นั่นคือต้องมี Outsource ให้ Partner เข้ามาช่วยในด้านที่เราไม่ถนัด เช่น การทำการตลาด การทำบัญชี การจ้างผลิตผ่าน OEM เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการไปโฟกัสกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ นวัตกรรมตัวสินค้า เป็นต้น นั่นคือ หากยังดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยทุกอย่างทำเองหมด ธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตได้และกลายเป็นเพียงธุรกิจในครอบครัวหรือในชุมชนเท่านั้น” ดร.รชฏ กล่าว

ดร.รชฏ กล่าวด้วยว่า ปัญหาหลักของผู้ประกอบการ คือ เรื่องเงินทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรืออยู่ในรูปแบบของบริษัท หรือมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ดี ทำให้ธนาคารไม่สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อรวมถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของธนาคารได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องไม่สามารถจ้าง Partner ให้มาช่วยงานได้จึงทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการทำธุรกิจเองในทุกๆ ด้านที่กล่าวมาตอนต้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาถึงการจดทะเบียนหรือการทำบัญชีที่ดี เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจตัวเองให้มากยิ่งขึ้น โดยผู้ประกอบการอาจขอคำปรึกษากับที่ปรึกษาทางธุรกิจ ร่วมกับธนาคารผู้ให้สินเชื่อ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนธุรกิจในเชิงลึก หากธุรกิจมีศักยภาพ และมีคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่ดี จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยน้อยลงและธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้นและยั่งยืนเป็นอย่างมาก

หากผู้ประกอบการทั่วไป สนใจอยากได้ข้อมูลด้านการพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติม ทาง CIBA DPU ยินดีเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง ทั้งเรื่องสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารออมสิน และการการหาคู่ค้า (Partner) เข้ามาให้คำปรึกษาและ Support ธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของทุกท่านเติบโตอย่างยั่งยืน!!!

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754144

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.17 น.

วัดอาวุธวิกสิตารามจัดงานวันวางสังขาร‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ครบรอบปีที่59

3 กันยายน 2566 ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ซอยจรัญสนิทวงศ์ 72 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานวันวางสังขาร “คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม” ครบรอบปีที่59 โดยมีการบวงสรวงและสวดพระพุทธมนต์

เซอร์ไพรส์ประกาศผลประกวด ‘หนังสั้น–คลิปวิดีโอ’ในงาน 2 ทศวรรษ สกสค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754019

เซอร์ไพรส์ประกาศผลประกวด 'หนังสั้น–คลิปวิดีโอ'ในงาน 2 ทศวรรษ สกสค.

เซอร์ไพรส์ประกาศผลประกวด ‘หนังสั้น–คลิปวิดีโอ’ในงาน 2 ทศวรรษ สกสค.

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.05 น.

สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จัดเซอร์ไพรส์ไม่ประกาศผลการประกวดภาพยนตร์สั้นหรือ คลิปวิดีโอ ประจำปี 2566 ล่วงหน้า รอแจ้งผลการตัดสิน-ฉายโชว์-พร้อมมอบเงินรางวัลเงิน มูลค่ารวมกว่า 550,000 บาท วันที่ 7 กันยายนนี้ ที่หอประชุมคุรุสภา ในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบรอบ 20 ปี

2 ก.ย.66 นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการประกวดสื่อมัลติมีเดียในรูปแบบภาพยนตร์สั้นหรือคลิปวิดีโอ ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ประจำปี พ.ศ. 2566 เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้จัดการประกวดภาพยนตร์สั้นหรือคลิปวิดีโอขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดประกวดปีนี้ กำหนดให้มีตราสัญลักษณ์ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. พร้อมสโลแกน ‘สกสค. โปร่งใส ทันสมัย ใส่ใจบริการ บูรณาการความร่วมมือ’ มีความยาวไม่เกิน 5 นาที ไม่จำกัดรูปแบบ และวิธีการนำเสนอ สามารถตั้งชื่อเรื่องให้เหมาะสมได้

รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า การจัดประกวดฯแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. ประเภทนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่เกินมัธยมศึกษาตอนต้น 2.ประเภทนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา หรืออนุปริญญา 3. ประเภทนิสิต นักศึกษา ระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาตรีขึ้นไป 4.ประเภทครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 5.ประเภทประชาชนทั่วไป โดยส่งผลงานเข้าประกวดเป็นทีม ทีมละ 3 – 5 คน ซึ่งได้ดำเนินการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2566   ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าประกวด จำนวน 225 ผลงาน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือกโครงร่างภาพยนตร์สั้นหรือคลิปวิดีโอ จะได้รับเงินสนับสนุนการจัดทำล่วงหน้าจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 5,000 บาท และครั้งที่ 2 เมื่อผลิตผลงานและจัดส่งผลงานที่จัดทำเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วอีก 5,000 บาท โดยมีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก จำนวนทั้งสิ้น 46 ทีม

“ผลงานภาพยนตร์สั้นหรือคลิปวิดีโอที่ส่งเข้าประกวด โดยเฉพาะประเภทนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่เกินมัธยมศึกษาตอนต้น และประเภทนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา มีฝีมือดีมาก ผลงานสูสีใกล้เคียงกัน มีความคิดสร้างสรรค์ มีวิธีการนำเสนอ ภาพการ   ตัดต่อ มุมกล้องที่น่าสนใจ เสียงคมชัดสื่อสารได้ดี ซึ่งคณะกรรมการตัดสินรู้สึกทึ่งมาก ๆ กับผลงานของนักเรียน นักศึกษา และขณะนี้ได้ทำการตัดสินผลการประกวดทุกประเภทเสร็จสิ้นแล้ว แต่จะนำไปประกาศผลพร้อมฉายแสดงผลงาน และมอบรางวัลในแต่ละประเภทให้แก่ทีมที่ชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และรองชนะเลิศอันดับสอง ในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบรอบ 20 ปี หรือ 2 ทศวรรษ (9 กันยายน 2566) ในวันที่ 7 กันยายน 2566 ที่หอประชุมคุรุสภา โดยจะเชิญผู้ได้รับรางวัลมาร่วมงานแต่ไม่แจ้งล่วงหน้าว่าได้รับรางวัลอะไร จากนั้นจะนำผลงานที่ได้รับรางวัลไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและเข้าถึงการให้บริการของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. อย่างทั่วถึง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายและแพร่หลายต่อไป ” นายเฉลิมชนม์ กล่าว

ทั้งนี้ ทีมที่ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ,รองชนะเลิศ อันดับหนึ่งรับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ,รองชนะเลิศอันดับสองรับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ,รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รวมทั้งสิ้น  25 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 550,000 บาท

ร.ร.สามเสนฯ-ร.ร.โพธิสารพิทยากร คว้ารางวัลชนะเลิศแข่ง ‘CASIO Math Competition 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753992

ร.ร.สามเสนฯ-ร.ร.โพธิสารพิทยากร คว้ารางวัลชนะเลิศแข่ง 'CASIO Math Competition 2023'

ร.ร.สามเสนฯ-ร.ร.โพธิสารพิทยากร คว้ารางวัลชนะเลิศแข่ง ‘CASIO Math Competition 2023’

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566, 08.22 น.

ร.ร.สามเสนวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับม. ต้น – ร.ร. โพธิสารพิทยากร คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับ ม.ปลาย การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์คาสิโอ ครั้งที่ 4 “CASIO Math Competition 2023”

การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์คาสิโอ ครั้งที่ 4 “CASIO Math Competition 2023” ในวันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2566 8.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุมวิภาวดี บอลรูม A-B โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร  สำหรับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ในระดับมัธยมศึกษาต้น ได้แก่ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย  ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร 

วันที่ 2 กันยายน 2566 จบการแข่งขันสุดมันส์ไปแล้วกับเวทีศึกสังเวียนแห่งนักคำนวณ CASIO Math Competition “The Arena of Mathematics 2023” ในปีนี้การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ คาสิโอ ครั้งที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2566 ทางคาสิโอได้ปรับเปลี่ยนเวทีการแข่งขัน ให้เป็นเวทีศึกสังเวียนแห่งนักคำนวณเพื่อเปิดเวทีการแข่งขันท้าทายนักคำนวณในระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของทาง บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เพื่อส่งเสริมนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านคณิตศาสตร์ให้เกิดประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต

คุณนรากร สะสม Head of Casio Megabrand บริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “เป็นอีกหนึ่งปีที่มีนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาเข้ามาสมัครเพื่อร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าแข่งขันระดับการศึกษามัธยมตอนต้น จำนวน 74 คน จากโรงรียน 37 แห่ง และระดับการศึกษามัธยมตอนปลาย จำนวน 128 คน จากโรงเรียน 64 แห่ง รวมผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 202 คน เป็นที่น่าประทับใจที่ได้เห็นเด็กไทยมีความตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ตามวัตถุประสงค์ของทางคาสิโอที่อยากจะกระตุ้นให้นักเรียนได้ทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ทางคณิตศาสตร์ควบคู่กับการใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งส่งเสริมและกระตุ้นครู ให้ทราบถึงประโยชน์และใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้นักเรียนเตรียมความพร้อมสู่การเรียนระดับอุดมศึกษา ตลอดจนเข้าใจวิธีคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ปีนี้เวทีศึกสังเวียนแห่งนักคำนวณเป็นเวทีการแข่งขันที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา นอกจากมีกิจกรรมให้ร่วมลุ้นของรางวัลมากมาย โจทย์การแข่งขันในปีนี้ทั้งแบบปรนัยและอัตนัยมีความท้าทายในการคิดคำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์คาสิโอ fx-991EX Classwiz มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อได้ทีมผู้ชนะในแต่ละช่วงชั้น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ในระดับมัธยมศึกษาต้น ได้แก่ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย (เด็กชายธรรม์ภพ เลิศบุญยพันธ์ และเด็กชายอติณัส  ปัทมโยธิน) กล่าวว่า “การมาแข่งขันในครั้งนี้โรงเรียนได้ส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างมากที่ให้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มาเข้าร่วมการแข่งขัน ทำให้ได้พัฒนาศักยภาพการใช้งานเครื่องคิดเลขได้ดียิ่งขึ้น พร้อมที่จะลงสนามและต่อยอดได้ในอนาคตในระดับอุดมศึกษา” ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร (นายจีรภัทร อมตาริยกุล และนายกรุงเทพ พรหมมณี) กล่าวว่า “ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้รู้สึกดีใจมากครับ ได้นำความสามารถที่มีมาท้าทายทักษะด้านคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ครับ”

ในปีนี้นับได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและท้าทาย สมกับเป็นศึกสังเวียนแห่งนักคำนวณ อีกทั้งจะเป็นศึกสุดท้ายกับการแข่งขันโดยใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ คาสิโอ รุ่น fx-991EX เพราะปีหน้าเราจะพบกับการแข่งขันรูปแบบใหม่ สนุกกว่า ท้าทายกว่าเดิม และพบกันในศึกการแข่งขันหน้ากับ การแข่งขันคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์คาสิโอ ครั้งที่ 5

55 ปี มธบ. ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753885

55 ปี มธบ. ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง

55 ปี มธบ. ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.23 น.

55 ปี มธบ. ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง

1 กันยายน 2566 สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และองค์กรเครือข่ายกว่า 30 องค์กร ขอเชิญร่วมกิจกรรม “ TEA PARTY  55 ปี มธบ. ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง” ในวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2566  เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ. ห้องประชุม 5-2 (ห้องสมภพ โหตระกิตย์) อาคารสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพมหานคร

ภายในงานร่วมแลกเปลี่ยนนานาทัศนะดื่มน้ำชาและสนทนายามบ่าย “ 55 ปี มธบ.ความดียิ่งบอกเล่ายิ่งมีพลัง” นำโดย รองศาตราจารย์ ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ  อุปนายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA)  อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  นายสัตวแพทย์ ดร. อลงกรณ์ มหรรณพ  กรรมการมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทยและกรรมการราชบัณฑิตยสภา ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ซันซื่อ ประธานมูลนิธิเอิร์ธ อะเจนด้า ประธานที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเครือข่าย นักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   ดำเนินการสนทนา โดย  คุณพรอัปสร  นิลจินดา อดีตผู้อำนวยการส่วนจัดและควบคุมรายการสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (NBT)

โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมแลกเปลี่ยนนานาทัศนะ Special Guest  เช่น คุณเฉิดโฉม  จันทราทิพย์ ทายาทผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ดร.ประศาสน์  จันทราทิพย์ กรรมการอำนวยการ มธบ. ผศ.ดร.พงษ์ภิญโญ  แม้นโกศล คณบดีวิทยาลัยครุศาสตร์ มธบ. ดร.กิตติคุณ สารคล่อง  ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสมุทรปราการ ประธานกรรมการ Victory Property Management ดร.สุระพันธ์ สวัสดิพรรค  ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสมุทรปราการ ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิ เบค เทค จำกัด ผศ. ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ  คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มธบ. ผศ.ศิริพร  พงศ์ศรีโรจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมเขตหลักสี่ คุณลัลน์ลลิตฤดี วิเศษศิริ นายกสมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) คุณวรพล เพชรสุทธิ์  กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นายสัตวแพทย์ยันต์ สุขวงศ์  นายกสมาคมสงเคราะห์สัตว์  ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง คุณแสงเดือน ชัยเลิศ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ดร.มัทนา ศรีกระจ่าง  ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักช้างป่า ดร.วิไลวรรณ เพชรโสภณสกุล ผู้ก่อตั้งล้านนาด็อกเวลแฟร์

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย คุณเกียรติสกุล ชลคงคา กรรมการ มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  คุณคริส บูรณะดิษ ชมรมปลาทะเลไทย รองศาสตราจารย์ น.สพ. ดร.ศิวะพงษ์ สังข์ประดิษฐ์  คณะสัตวแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล คุณสุริยัน ผาฟองยุน เลขาธิการสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์  นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คุณทศวิณหุ์  เกียรติทัตต์ วิทยากรชำนาญการพิเศษ สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ดร.สุคนธา อรุณภู่  เลขาธิการชมรมข้าราชการและครูอาวุโส กระทรวงศึกษาธิการ คุณสุภัคพร     พงษ์พันธุ์ มูลนิธิอาจารย์เกษม ปังศรีวงศ์ คุณภณเอก ฤทธิ์ณประภา ประธานมูลนิธิจราจร ดร.ภมรชัย อภิชาตประคัลภ์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ภมรชัย ซัพพลาย คุณกุลยา  รัตนกิจรุ่งเรือง สมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย)  คุณเสาร์แก้ว คำพิวงค์  รองผอ.ฝ่ายข่าวในประเทศ หนังสือพิมพ์ ไทยโพลิส พลัส      คุณชัยศิลป์ คนคล่อง คุณสุกัญญา สว่างศานติสกุล สวท.กรมประชาสัมพันธ์ คุณชัญญา  ผาสุพงษ์ อดีตผู้ดำเนินรายการสถานนีวิทยุจราจรเพื่อสังคม 99.5 คุณสุชัญญา  แสงสว่าง มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม คุณฐากร  ยงใจยุทธ คุณธัญยธรณ์ พัฒนาวงศ์โภคิน คุณพุฒิพร จีวิพันธ์พงษ์ คุณนุชา  สถิตย์พงษ์ ผศ.ดร.วันวร จะนู  ผศ. ดร.วาสนา วิฤตาภา ดร.ประยุทธ ฤทธิเดช นายกสมาคมนักศึกษาเก่า มธบ. เป็นต้น

เครือข่ายร่วมจัดงาน ประกอบด้วย สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะอนุกรรมการเครือข่ายนักศึกษาเก่า ประจำภูมิภาคและจังหวัด วิทยาลัยครุศาสตร์ มธบ. สภาวัฒนธรรมเขต หลักสี่ กรุงเทพมหานคร  สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) มูลนิธิเอิร์ธ อะเจนด้า มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย สมาคมสงเคราะห์สัตว์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  มูลนิธิเพื่อนช้าง  มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ชมรมคนรักช้างป่า  ล้านนาด็อกเวลแฟร์  ชมรมปลาทะเลไทย สโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ มูลนิธิเพื่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาส มูลนิธิจราจร  แทรฟฟิคซาแนลทีวีออนไลน์ หนังสือพิมพ์ ไทยโพลิส พลัสข่าวเป็นข่าวดอทคอม  เสียงสัมพันธ์ มุมมองข่าว YUKYUR ART By POLDEJ  ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภมรชัย ซัพพลาย บริษัทภูมิสยาม จำกัด  บริษัทดิจิ เมท เทค จำกัด Victory Property Management  บริษัทไคเต้ ลอว์ เฟิร์ม จำกัด  ศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย  สัญชาติและสถานะ  บริษัทการบัญชีไทย จำกัด  ร้านครัวไทย (ปักษ์ใต้)

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดกิจกรรม ได้ที่สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพมหานคร “ ความดียิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง”