จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750452

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับสามของโลก วัสดุเหลือหรือกากมันสำปะหลังจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังมีราว 12 ล้านตันต่อปี และยังมีกากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งหากไม่มีการจัดการให้ถูกวิธีก็จะก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร จึงได้ดำเนินการวิจัย “การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรผสม” ขึ้น

ศ.ดร.วรวุฒิ ชี้ว่ากากมันสำปะหลังจะมีสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่ก็ยังไม่เพียงพอจึงได้มีการเพิ่มธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับพืชเข้าไป แล้วนำมาคลุกด้วยจุลินทรีย์สูตรผสมและหมักเป็นเวลาสองเดือน จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีความปลอดภัยกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายสารตั้งต้นทั้งสองชนิด และเป็นแบคทีเรียที่สามารถตรึงไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โครงการวิจัยได้ทดลองนำปุ๋ยชีวภาพไปใช้ในการปลูกมันสำปะหลังที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแล้ว และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตมานั้นมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าสารไซยาไนด์ในกากมันสำปะหลังเมื่อผ่านการหมักจนเป็นปุ๋ยแล้ว มีระดับที่ต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ และในอนาคตจะมีการต่อยอดการวิจัยโดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่คิดค้นขึ้นนี้ไปทดลองผลิตปุ๋ยชีวภาพจากของเหลือทางการเกษตรชนิดอื่นๆ รวมทั้งของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

ปุ๋ยหมักชีวภาพจากกากมันสำปะหลังสามารถใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ทุกชนิด โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น มันสำปะหลังข้าว อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพดินในระยะยาว และลดมลพิษจากการจัดการของเสียด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเผา และบริษัทไทยวา จำกัด (มหาชน) ผู้ให้ทุนวิจัย มีแผนการผลิตปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเกษตรกรและผู้สนใจนวัตกรรมนี้สามารถติดต่อ ศ.ดร.วรวุฒิจุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-2185482

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750449

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้  นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกริก โดยสถาบันพัฒนาธุรกิจการค้า หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) จัดสัมมนา “โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน” เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยที่ต้องการค้าขายกับจีนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และรับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับประเทศจีนเป็นอย่างดี ณ หอประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

กิจกรรมครั้งนี้มี ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร นพธ.2 Mr. Li Shaoyun รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ดร.ธนชาติ ประทุมสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีฯ ร่วมงาน มีการบรรยายพิเศษจาก นางภาวินี รวยรื่นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในหัวข้อ บทบาทและภารกิจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมทั้งนางสาวภรภัทร พันธ์งอก นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มงานภูมิภาคจีน) บรรยายในหัวข้อ โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ผู้อำนวยการหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า รุ่นที่ 2 ถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคภาษาจีน และดำเนินกิจกรรมการจับคู่นักธุรกิจ ไทย-จีนโดยการแนะนำตัวและแลกนามบัตรเป็นรายบุคคล เพื่อการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจต่อไป

งานนี้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยกว่า 70 ราย จากธุรกิจหลายประเภท อาทิ ลูกประคบจากเชียงใหม่, ลูกบอลดับเพลิง, เครื่องดื่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, ยาหม่องนวดเพื่อสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอุตสาหกรรมและครัวเรือน และข้าวไทย ฯลฯ ได้เข้าร่วมงานพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองแก่นักธุรกิจจีนที่ดำเนินธุรกิจต่างๆ และเข้าร่วมงานในครั้งนี้

หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) กำลังรับสมัครผู้เข้าเรียน และจะมีการ Open House ในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกริกรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook : หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า-นพธ. หรือโทร.02-9705820 ต่อ 456 ได้ทุกวันในเวลาทำการ

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750445

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเฮอริเทจ (ประเทศไทย) ภายใต้เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จัดโครงการ “ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้” ครั้งที่ 4 นำโดย นางสาววลัยทิพย์ ซื่อตรงมั่นคง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เครือเฮอริเทจ และทีมงาน จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ การอ่านฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และอื่นๆณ โรงเรียนวัดเกษตราราม จังหวัดนครปฐม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750450

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.นฤมล มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และอาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า คณะวิจัย “ชุดโครงการการพัฒนาข้าวกล้องและผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียม” ได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวในโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนได้รับมาตรฐานการผลิตระดับสากล Good Manufacturing Practice (GMP) และขึ้นทะเบียน อย.ข้าวได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของนครศรีธรรมราช

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่มีอาชีพทำนา กว่า 50 ครัวเรือนในพื้นที่อำเภอปากพนัง โดยเน้นการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์และจัดตั้งเป็นโรงสีชุมชนขึ้นเพื่อลดต้นทุนการสีข้าวที่กระบวนการผลิตข้าวทุกขั้นตอนได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาข้าวเปลือกและข้าวกล้องให้ปลอดภัยจากเชื้อราโดยใช้บรรจุภัณฑ์ควบคุมความชื้น มีการกำจัดไข่มอดโดยใช้คลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ว่าจะได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยจากสารเคมี ลดการปนเปื้อนจากมอดแมลงและสารกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยขณะนี้ทางกลุ่มมีการผลิตข้าวที่พร้อมขึ้นทะเบียน อย.แล้ว ได้แก่ ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยดและข้าวไรซ์เบอร์รี่

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ปลอดสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน หมู่ที่ 7 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750383

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 11.17 น.

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

15 สิงหาคม 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย และ พระอาจารย์ธีรพัฒน์ กุลธีโร หัวหน้ากองประสานงานศูนย์ส่งเสริมศีลธรรม เป็นผู้แทนวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ส่งมอบถุงยังชีพ จำนวน 150 ชุด แก่ผู้แทนส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงเรียนวัดบางขวาก ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โรงเรียนวัดบางขวาก ได้รับรางวัลโรงเรียนดีศรีตำบลย่านยาว และเป็นโรงเรียนที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมอย่างต่อเนื่อง มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนในปีที่ผ่านมาด้วย ดังนั้น วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย จึงส่งมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่คณะครู และนักเรียน ตลอดจน บุคลากรทางการศึกษา และชุมชนในพื้นต่อไป

ผอ.รร.แจงเด็กอนุบาลเต้นเอวเด้ง ขออภัย ‘ครูรู้เท่าไม่ถึงการณ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750336

ผอ.รร.แจงเด็กอนุบาลเต้นเอวเด้ง ขออภัย 'ครูรู้เท่าไม่ถึงการณ์'

ผอ.รร.แจงเด็กอนุบาลเต้นเอวเด้ง ขออภัย ‘ครูรู้เท่าไม่ถึงการณ์’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 19.51 น.

15 ส.ค.66 ที่จ.อุดรธานี จากกรณีเด็กๆ อนุบาลเต้นกระเด้งเอวหลุด จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจากติ๊กต็อกของครูสอนอนุบาลรายหนึ่ง กำลังสอนท่าเต้นให้นักเรียนด้วยท่าทางย่อตัวโชว์เต้นกระเด้งเอว พร้อมแคปชั่นว่า “ซ้อมวันแรกยังจึ้ง เอวดีจริง” และหลังจากเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ ก็ทำให้กลายเป็นไวรัล คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทันที หลายคนที่เห็นก็มองว่าไม่เหมาะสม และคนเป็นครูไม่ควรสอนพฤติกรรมเช่นนี้ให้กับเด็ก โดยจะในคลิปมีลีลาการเต้นของเด็กๆประกอบเพลงสุดมัน แม่ฮ่างมหาเสน่ห์ โดยคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี

ต่อมาวันนี้ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านนาชุมแสง ต.นาชุมแสง อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี พบกับนายจิรพันธ์ ทวีทรัพย์ ผอ.โรงเรียนบ้านนาชุมแสง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นตนเองได้สอบถามจากครูอนุบาลคนเผยแพร่คลิปแล้ว ทราบว่าตอนนี้ลบออกไปแล้ว เพราะมีชาวโซเซียลแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ตนเองในฐานะผู้บริหารขอเรียนชี้แจงว่า เบื้องต้นได้เรียกคุณครูท่านนี้มาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น โดยทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกิจกรรมสันทนาการหรือรีแล็กให้แก่เด็กๆ ที่กำลังจะเลิกเรียนให้กับเด็กดอนุบาล 2 ในห้องเรียนซึ่งมีอยู่ประมาณ 18 คน เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว โดยวันนั้นทราบว่าจริงๆ แล้วคุณครูจะเปิดอีกเพลงให้ แต่เด็กๆ เป็นคนเลือกเพลงเองในยูทูบคือเพลง แม่ฮ่างมหาเสน่ห์ คุณครูก็ไม่ขัดใจนร.ก็เลยเลือกเพลงนี้ให้ ทีนี้คุณครูมองว่าเด็กๆเต้นสนุกสนานและ ด้วยความไร้เดียงสาเขาก็ปล่อยอารมณ์เต็มที่ ท่าเต้นของเด็กแต่ละคนเด็กๆ ออกท่าเต้นเอง ครูไม่ได้ออกแบบท่าเต้นให้ ครูอาจจะมองว่าเต้นน่ารักดี แต่ไม่คิดถึงอีกมุม จากนั้นก็เอาไปลงในติ๊กต๊อก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น  ครูอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ภาพที่ออกไปอาจจะดูแล้วไม่เหมาะสม ที่สำคัญเรื่องที่เกิดขึ้นตนเองได้กำชับคุณครูเกี่ยวกับการเรียนการสอนให้เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรแล้วก็ขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น จากนี้ไปจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน.-008

‘ดอน’ชื่นชม’สกสว.’ ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน’ลันตาโมเดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750228

'ดอน'ชื่นชม'สกสว.' ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน'ลันตาโมเดล'

‘ดอน’ชื่นชม’สกสว.’ ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน’ลันตาโมเดล’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.57 น.

รองนายกฯ “ดอน” ชื่นชม สกสว. ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน “ลันตาโมเดล” กิจรรมปลูกฝังค่านิยมรักษ์โลกแก่เยาวชนไทย

สกสว. ร่วมจัดนิทรรศการมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ยกชุดข้อมูลความรู้ “เกาะลันตา โมเดล” หรือ โครงการพัฒนาโมเดลความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การจัดการขยะและขยะพลาสติกด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะของประเทศไทย กรณีศึกษาพื้นที่เกาะลันตา มาจัดแสดง เพื่อปลูกฝังแนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจัดกิจกรรมให้น้อง ๆ เด็กและเยาวชน ได้มาเก็บเกี่ยวความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์กับการจัดการขยะและขยะพลาสติก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ่นความสนใจ เรื่องวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน 

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ประธานในพิธี “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566” เยี่ยมชมบูธ สกสว. พร้อมกล่าวชื่นชมถึงการนำผลงานวิจัยภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาจัดแสดง เพื่อให้เด็กเยาวชนและผู้เข้าร่วมงานได้เข้าร่วม Workshop ผ่าน 4 ฐานกิจกรรม ในการนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มอบหมายให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. เป็นผู้แทน สกสว. ให้การต้อนรับรองนายกรัฐมนตรี  

โอกาสนี้ ผศ.สุภาวดี กล่าวว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่จะช่วงส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผสานกับศิลปะ เพื่อการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง และน้อง ๆ นักเรียน ซึ่งในปีนี้ สกสว. ได้หยิบยกชุดโครงการพัฒนาโมเดลความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การจัดการขยะและขยะพลาสติกด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะของประเทศไทย กรณีศึกษาพื้นที่เกาะลันตา โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)

เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ประสบปัญหาขยะ เช่นเดียวกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอื่น ๆ ประกอบกับเกาะลันตาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวถึง 6,766,858 คน แม้การท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ก็มีขยะตกค้างมากกว่า 5 หมื่นตัน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม นอกจากนนี้ ยังพบว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ขาดข้อมูลการจัดการขยะที่เพียงพอต่อการสร้างความร่วมมือ วางระบบการบริหารขยะไม่ชัดเจน ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาขยะตกค้าง จากการจัดเก็บ คัดแยก แปรสภาพขยะเพื่อนำกลับมาใช้หรือการรีไซเคิล การแปรรูปขยะให้เป็นพลังงานหรือการจัดการกับขยะที่เป็นบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ก็มีอัตราที่ต่ำมาก รวมถึงมีปัญหาขยะมูลฝอยจากบนบกปะปนและตกค้างอยู่ในทะเล ได้ส่งผลให้ขยะบางส่วนกลายเป็นขยะทะเล บางส่วนรั่วไหลลงสู่ทะเล เช่น โฟม ทุ่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก หลอดกาแฟ รองเท้า เชือก อุปกรณ์ประมง ฯลฯ นับเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ การประมงและการท่องเที่ยว รวมถึงขยะพลาสติกและขยะจากอุปกรณ์ป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรคซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 

บพข. จึงได้สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ขึ้น เพื่อศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณขยะและมูลค่าพลาสติกประเภทต่าง ๆ และประเมินสัดส่วนการรีไซเคิล และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้เกิดการจัดการขยะและพลาสติกที่เหมาะสมและถูกวิธี รวมถึงพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการขยะและพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนพัฒนาโมเดลความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่าการจัดการขยะให้เกิดการขับเคลื่อนการจัดการขยะชุมชนและพลาสติก 

ผลการวิจัยดังกล่าว เกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีพร้อมยกระดับเป็นโมเดลความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การจัดการขยะในพื้นที่เกาะลันตา โดยขับเคลื่อนการปฏิบัติตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง สนับสนุนกลไกคณะทำงาน กลุ่มลันตารีไซเคิล Lanta Plas Center เล้าเป็ดไข่อารมณ์ดี และภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเหลือใช้ร้อยละ 20 ลดปริมาณขยะที่ต้องไปกำจัดหลุมฝังกลบร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการจัดการขยะและพลาสติกในอำเภอเกาะลันตา ยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมและเป็นรูปธรรม

ดังนั้น สกสว. จึงได้นำแนวคิดในการจัดนิทรรศการและกิจกรรมดังกล่าวภายใต้ธีม “การจัดการขยะและพลาสติกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-20 สิงหาคม 2566 ณ อาคาร 9 – 11 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ปลัด มท.จับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าวประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750219

ปลัด มท.จับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าวประกวดผ้าลายพระราชทาน'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

ปลัด มท.จับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าวประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.40 น.

ปลัด มท.จับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” มุ่งมั่นส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ทำให้ทุกชุมชนพึ่งพาตนเองได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

วันนี้ (15 ส.ค. 66) เวลา 10.30 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน การประกวดผ้าลายพระราชทาน ผ้าลายดอกรักราชกัญญา และงานหัตถกรรม โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ”ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ THEATRE นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE  นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรด์ WISHARAWISH ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นายเอกพจน์ วงศ์อารยะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางวาสนา นวลนุกูล รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายกัมปนาท จักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ข้าราชการ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน ร่วมในงาน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นความโชคดีของประชาชนคนไทย ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองค์ทรงมีความรักความเมตตาและความห่วงใย ทรงได้ทุ่มเทพระสติปัญญาและพระวรกายเพื่อที่จะ “สืบสาน รักษาและต่อยอด” พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทำให้ชีวิตของคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้สืบสานงานแบ่งเบาพระราชภาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสืบสานและอนุรักษ์ผ้าไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้ชุบชีวิตผ้าไทยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ครั้งที่พระองค์ทรงลงพื้นที่ไปช่วยเหลือพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยที่จังหวัดนครพนม ได้มีโอกาสช่วยเหลือกลุ่มทอผ้า นับตั้งแต่นั้นมาผ้าไทยเราก็กลับมามีชีวิต เกิดเป็นที่มาของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ต่อมาเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แสดงให้เห็นถึงวัฏจักรของผ้าไทยที่เคยเจริญรุ่งเรือง เห็นได้จากสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการสวมเสื้อคอลายพระราชทาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปแฟชั่นผ้าไทยก็เริ่มจางหายไป จนมาถึงเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงได้ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” รื้อฟื้นอนุรักษ์ผ้าไทยให้กลับมาอีกครั้ง โดยการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการผ้า ผู้ผลิตผ้า พัฒนาลายผ้าใหม่ ๆ ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับการสวมใส่ในทุกวัยและทุกโอกาส แสดงให้เห็นการฟื้นคืนชีพของผ้าไทยไปสู่ความรุ่งเรืองจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยสำคัญแห่งการขับเคลื่อนผ้าไทยที่พระองค์ได้พระราชทาน คือ “คน” ซึ่งประกอบไปด้วยข้าราชการ คณะทำงาน และพี่น้องประชาชน 

“ข้าราชการ คือ กลไกที่สำคัญที่สุดที่ต้องเป็นสะพานถ่ายทอดน้ำพระราชหฤทัยไปสู่ประชาชน ต้องช่วยกันขับเคลื่อนและส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาหาความรู้เรื่องผ้าไทยอย่างลึกซึ้งและเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนได้คือการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ผสมผสานกับการใช้องค์ความรู้เรื่องแฟชั่นสมัยใหม่ เพราะแฟชั่นคือความนิยมชมชอบของผู้คน เช่นเดียวกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ที่ได้ทำหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของคนมหาดไทย นับตั้งแต่การก่อตั้งกระทรวงมหาดไทย นานกว่า 131 ปี และแม้ว่าเราจะทำได้ดีแต่ยังคงไม่ดีที่สุด จึงต้องยังทำหน้าที่ของข้าราชการ เป็นสะพานเชื่อม น้อมนำองค์ความรู้และความปรารถนาดีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ไปสู่พี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ จึงเป็นความโชคดีว่า งานที่เรารักจากพระองค์หญิงท่าน จะส่งผลดีไปยังพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เกิดเป็นมรรคผล โดยเฉพาะตัวอย่างที่หมู่บ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งได้หมู่บ้านเป็นต้นแบบของการเป็นหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ซึ่งความสำเร็จมีหัวใจสำคัญ คือ คน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน OTOP ได้ใช้ทักษะความชำนาญที่มีติดตัว อันเกิดจากการถ่ายทอดของบรรพบุรุษผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าของความเป็นไทย และทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ทันสมัย เหมาะสมถูกใจคนรุ่นใหม่และอนาคต บนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการพึ่งพาตนเอง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้ประเทศไทยมีความยั่งยืน และเป็นความอยู่รอดของโลกอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงริเริ่มผลักดันผ้าไทยให้เกิดแฟชั่นใหม่ที่ยังคงภูมิปัญญาเดิมของคนไทย โดยการพระราชทานแบบลายผ้า “ลายขอสิริวัณณวรี” ให้ประชาชนคนไทยได้นำไปพัฒนาและออกแบบจนเกิดเป็นความนิยมเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในผ้า แต่ยังเกิดขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ จากนั้นต่อมาได้พระราชทาน “ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” “ลายดอกรักราชกัญญา” และลายบาติกพระราชทานอื่น ๆ อีกมากมาย ทรงแสดงให้เห็นว่าแฟชั่นลายใหม่นั้นทำให้เกิดเป็นที่นิยม เป็นที่ต้องการ สามารถสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเริ่มจากให้ผู้ผลิตผ้า ผู้ประกอบการผ้า ออกแบบใส่จินตนาการเพื่อให้เกิดชิ้นงานใหม่ ดังคำว่า “ต่อยอด” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการปลูกฝ้าย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ใช้สีธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) รวมถึงการสร้าง Story telling และอีกเป้าหมายที่สำคัญอีกประการของพระองค์ท่าน คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปยังคนในชุมชนและขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

“การจัดประกวดลายพระราชทาน มีจุดประสงค์หลัก คือ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการผ้าได้มีการฝึกฝนพัฒนาทักษะในการทอผ้าอีกทั้งเป็นเวทีให้แสดงความเป็นศิลปหัตถกรรม สร้างความใส่ใจในผลิตภัณฑ์ชุมชน ส่งเสริมการแข่งขันและความเป็นเลิศ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ดีขึ้นต่อไป ดังนั้นผู้ที่เป็นข้าราชการในฐานะข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทำหน้าที่เป็นคนเชื่อมโยงนำสิ่งที่ดีไปสู่พี่น้องประชาชน และช่วยผลักดันภารกิจหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เกิดความสำเร็จ ด้วยการช่วยกันทำสิ่งที่ดี ด้วยความแน่วแน่มุ่งมั่นตั้งใจ มีแรงปรารถนา (Passion) ช่วยกันและกันนำไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) พร้อมส่งเสริมผลักดันร่วมกับภาคีเครือข่าย ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการก้าวเดินร่วมกันต่อไปโดยเฉพาะงานหัตถศิลป์หัตถกรรม โครงการผ้าไทย เพราะเราอยากเห็นคนไทยทุกคนมีความสุข บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง พร้อมช่วยกันดูแลสังคมดูแลโลกใบนี้ ทำให้ประชาชนคนไทยได้อยู่ในชุมชนยั่งยืน เพื่อให้ 76 จังหวัด ในประเทศไทยทุกจังหวัดเป็นประเทศไทยที่ยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะสืบสานงานของสมเด็จย่าของพระองค์ท่าน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในวงการผ้าไทย เกิดมูลค่าหมุนเวียน กว่า 50,000 ล้านบาท ในเศรษฐกิจไทย ซึ่งมูลค่าเหล่านี้ได้หมุนกลับไปสู่ชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกก็คือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรูปแบบ (Pattern) ทั้งลายผ้าต่าง ๆ ที่พัฒนามาอย่างมากมายจนเกิดเป็นความนิยม ทุกคนสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ซึ่งเป็นเป้าหมายของแนวพระดำริของพระองค์ท่าน ตามโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่มีการ Mix and Match ทำให้วงการผ้าไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งพระองค์ยังพระราชทานแนวทางการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เกิดเป็น Earth Tone และ Pan Tone ที่ผู้ประกอบการผ้าทุกคนต้องรู้จักในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นการย้อมครามหลายน้ำของผ้าดอนกอย ที่กล่าวมาคือการชุบชีวิตกี่ทอผ้าที่เงียบ เช่นเดียวกับวงการผ้าไทย ให้กลับมามีเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง เกิดเป็นแนวโน้มความนิยม (Trend) การสวมใส่ผ้าไทยที่เข้ายุคเข้าสมัย จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมกันช่วยชาติบ้านเมือง สวมใส่ผ้าไทยแสดงความรักแผ่นดินสืบสานอนุรักษ์ประเพณีไทย “ผ้าไทย 1 ผืนบนร่างกายของเรา นอกจากจะช่วยเหลือครอบครัวและชุมชน ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในเครื่องนุ่งห่มได้อีกด้วย” 

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยมีเป้าหมายกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ร่วมโครงการฯ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน โดยดำเนินการพัฒนาผ่านการประกวด ผ้าลายพระราชทาน แบ่งเป็น 4 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้านผ้าไทย และงานหัตถกรรม (Coaching) “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” 2) กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม 3) กิจกรรมบันทึกและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานผ้าและงานหัตถกรรมที่ได้รับการคัดเลือก และ 4) กิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการพัฒนาผ้าและงานหัตถกรรม โดยจะดำเนินการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ 1) ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 2) ภาคกลาง จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 26 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรม ณ เวลา ตำบลดอนตะโก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 3) ภาคใต้ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 2 กันยายน 2566 ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา ตำบลพะวง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ 4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 10 – 11 กันยายน 2566 ณ มณฑาทิพย์ ฮอลล์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวว่า กฎเกณฑ์การประกวดในปีนี้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และปรับให้เหมาะสมกับการแข่งขัน ซึ่งปีนี้มีผู้ส่งเข้าประกวดกว่า 7,086 ชิ้น/ผืน เกิดจากการ Coaching ที่มีคุณภาพ ประกอบกับหัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัด ที่ให้ความสำคัญ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการผ้าในชุมชนในพื้นที่ได้ส่งผ้าเข้าประกวด ซึ่งผู้เข้าประกวดทุกคนจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ รับประกาศนียบัตรจากลายฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นอกจากนี้ทาง สมาคมแม่บ้านมหาดไทยยังสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่ Young OTOP ที่มีผลงานดีอีกด้วย

กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ /2566
วันที่ 15 ส.ค. 2566

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ ScIAM Meta Museum (Beta)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750111

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ ScIAM Meta Museum (Beta)

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ ScIAM Meta Museum (Beta)

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 10.59 น.

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ ScIAM Meta Museum (Beta) ชวนทุกคนมาสัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ “ScIAM Meta Museum (Beta)” โดยมี นายนิติ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมและการผลิตสื่อ อพวช. พร้อมด้วย ดร.กรชนก สุตะพาหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีบุณยานนท์ มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการ พัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือนรูปแบบใหม่ขึ้นมา และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้สำหรับการสอนในปัจจุบัน พร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านโลกเสมือน รองรับการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ ระบบเมตาเวิร์ส (Metaverse) ในอนาคต ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “NSM ได้มีแนวความคิดพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้สามารถเข้าถึงเด็ก ๆ เยาวชน และประชาชน ทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดสร้างโครงการพัฒนาระบบพิพิธภัณฑ์เสมือน ของ อพวช. (Virtual Museum) ขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รอบตัวเชิงรุกให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้ สนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยนำเสนอในรูปแบบโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ที่ สามารถเข้าใช้งานได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยสามารถตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้เนื้อหาด้าวิทยาศาสตร์ ในรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมที่สามารถเข้าใจได้ง่าย พร้อมจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เสมือนด้านวิทยาศาสตร์แห่ง แรกที่รองรับการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ระบบเมตาเวิร์ส (Metaverse) ได้ในอนาคต ซึ่งแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สเป็น เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ ซึ่ง NSM ก็เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริม เด็ก ๆ เยาวชน และประชาชนทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจต่อเมตาเวิร์สแพลตฟอร์มโลกเสมือนเพื่อการเรียนรู้ เนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคตด้วย จึงเป็นที่มาของการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือน ScIAM Meta Museum(Beta) ขึ้นมา”

นายนิติ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมและการผลิตสื่อ อพวช. กล่าวว่า “สำหรับ ScIAM Meta Museum (Beta) ได้ออกแบบเรื่องราวให้เป็นพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง (Virtual Museum) ที่อยู่ ภายใต้การดูแลของ NSM เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเกิดสถานการณ์วิกฤตของการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา 2019 (โควิด-19) ที่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของทุกคนบนโลกเปลี่ยนไป ผู้คนในเมืองต่างพากันเก็บตัวอยู่ใน บ้านของตัวเองไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เหมือนอย่างเคย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ทุก คนเข้ามาเรียนรู้ และทำการทดลองวิทยาศาสตร์ในแบบที่โลกจริงไม่สามารถทำได้ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ได้ ออกแบบห้องกิจกรรมเป็น 2 ห้อง (Pavilion) คือ ห้อง “กาลครั้งหนึ่งในอวกาศ” ซึ่งนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ อวกาศและระบบสุริยะ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงและเข้าใจเนื้อหาด้านอวกาศและดาราศาสตร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น และ ห้อง “โลกแห่งสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถจำลองบรรยากาศและเหตุการณ์ที่เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ ระบบ นิเวศวิทยา และการเอาตัวรอดเบื้องต้น ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่านหรือดูสื่อการสอนแต่เพียงอย่างเดียว มีการออกแบบโซนที่สามารถรองรับการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานไม่ว่าจะผ่านระบบถาม-ตอบแบบเวลาจริง (Realtime Chat) เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นเมตาเวิร์ส (Metaverse) พร้อมออกแบบระบบการสะสม คะแนนเพื่อนำมาแลกรับของรางวัลอีกด้วย”

ดร.กรชนก ตะพาหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีบุณยานนท์ กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีเสมือนถือ เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ซึ่งระบบการศึกษาในปัจจุบันเองได้มีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาประยุกต์ ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาในชั้นต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่มีในตำราวิชาการ สำหรับ ScIAM Meta Museum เอง ก็เป็นสื่อที่ใช้ เทคโนโลยี เสมือนในการเรียนรู้ ทำให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาทักษะ และเก็บประสบการณ์ความรู้ ที่มีเรื่องราว และกิจกรรม ที่หลากหลาย โดยสามารถเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับความสนใจตามแบบฉบับของตัวเอง มีส่วน ร่วม และลงมือศึกษาได้ทุกขั้นตอน จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง บนนวัตกรรมทันสมัย”

ผศ.ดร.รวินฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอเชิญชวนให้ทุกคนได้เข้าไปทดลองเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์เสมือน ScIAM Meta Museum (Beta) ที่สามารถเข้าชมได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมเปิดประสบการณ์เสริมสร้างการเรียนรู้ ของเยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านเว็บไซต์ sciam.nsm.or.th หรือ บนแอปพลิเคชัน ScIAM Meta Museum”

รร.สาธิตนานาชาติ ม.มหิดล จัด ‘MUIDS Open House 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750011

รร.สาธิตนานาชาติ ม.มหิดล จัด ‘MUIDS Open House 2023’

รร.สาธิตนานาชาติ ม.มหิดล จัด ‘MUIDS Open House 2023’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงเรียนหลักสูตรนานาชาติภายใต้สังกัดของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับ Grade 10-12 (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) ได้จัดกิจกรรม MUIDS Open House 2023 เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนที่กำลังวางแผนการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย-อุดมศึกษา ได้เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศโรงเรียน และฟังการบรรยายหลักสูตรการเรียนการสอน แสดงผลงานนักเรียน พบปะกับอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาต่างๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียน ฯลฯ โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 2 และ 3 กันยายน 2566

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เยี่ยมชมเว็บไซต์ของโรงเรียนได้ที่ https://muids.mahidol.ac.th/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-4088555, Facebook: @muidsonline และ Line Official: @muidsofficial