สพป.พิษณุโลก เขต 2 ส่งเสริมเรียนรู้ปฐมวัย จัดเทศกาล ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750012

สพป.พิษณุโลก เขต 2 ส่งเสริมเรียนรู้ปฐมวัย  จัดเทศกาล ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’

สพป.พิษณุโลก เขต 2 ส่งเสริมเรียนรู้ปฐมวัย จัดเทศกาล ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางนุชสรา ทองดอนคำ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 เป็นประธานเปิดกิจกรรมเทศกาลบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปีการศึกษา 2566 เครือข่ายพัฒนาการศึกษาวังทอง 4 โดย นายพิเชษฐ ทรัพย์สิน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีธรรม กล่าวรายงาน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ ฝึกการสังเกต คิด วิเคราะห์ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยมี 12 โรงเรียนในสังกัด นำนักเรียนปฐมวัย เข้าร่วมกิจกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงเรียนสามัคคีธรรม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

ม.ศรีปทุมรายงานความก้าวหน้า โครงการฯพัฒนาบรรจุภัณฑ์เบเกอรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750013

ม.ศรีปทุมรายงานความก้าวหน้า  โครงการฯพัฒนาบรรจุภัณฑ์เบเกอรี่

ม.ศรีปทุมรายงานความก้าวหน้า โครงการฯพัฒนาบรรจุภัณฑ์เบเกอรี่

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์เสริมสิน ไพรินทร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะดิจิทัลมีเดีย และอาจารย์วีรภัทร สุธีรางกูร หัวหน้าสาขาวิชาการออกแบบกราฟิก คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นผู้แทนนำเสนอความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ นางสาวนัดดาเจ๊ะยอเด ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนและพัฒนา อววน. ๑ สป.อว. สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) พร้อมด้วยผู้แทน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้แทนเครือข่ายอุดมศึกษาภูมิภาค เข้าร่วมรับทราบความคืบหน้าโครงการฯ ณ ห้องประชุมสารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันก่อน

โครงการนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และเครือข่ายเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษา ภาคกลางตอนบนดำเนินงาน โดยมี โรงเรียนบางบัว (เพ่งตั้งตรงจิตรวิทยาคาร) ร่วมจัดโครงการ เป็นเวลาต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

‘สมศ.’เผย รร.พอใจผู้ประเมินฯกว่า 95% เตรียมพัฒนาเป็น‘Best Quality Consultant’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750007

‘สมศ.’เผย รร.พอใจผู้ประเมินฯกว่า 95% เตรียมพัฒนาเป็น‘Best Quality Consultant’

‘สมศ.’เผย รร.พอใจผู้ประเมินฯกว่า 95% เตรียมพัฒนาเป็น‘Best Quality Consultant’

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“โครงการติดตามผลการปฏิบัติงานของผู้ประเมินภายนอก” ของ สมศ. ถือว่าสำเร็จ พบสถานศึกษาพึงพอใจการทำงานของผู้ประเมินภายนอกกว่าร้อยละ 95 พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานผู้ประเมินภายนอก ภายใต้ 3 บทบาทหน้าที่หลัก “ประเมินแม่นยำ – ก้าวทันเทคโนโลยี – ไม่สร้างภาระสถานศึกษา” เพื่อพัฒนาให้ผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. เป็น Best Quality Consultant รองรับการประเมินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่าเพื่อให้การพัฒนาผู้ประเมินภายนอกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สมศ. จึงมี “โครงการการติดตามผลการปฏิบัติงานของผู้ประเมินภายนอก (QC100)” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้สถานศึกษาซึ่งเป็นผู้รับบริการโดยตรงประเมินผลการปฏิบัติงานผ่านระบบสารสนเทศเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. (AQA) จากผลการประเมินพบว่า สถานศึกษามีความพึงพอใจต่อผลการปฏิบัติงานของผู้ประเมินภายนอก โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

สถานศึกษาพอใจในด้านทักษะผู้ประเมินภายนอก สมศ. กว่าร้อยละ 95 ประกอบด้วย 1)ทักษะการเขียนรายงานการประกันคุณภาพภายนอก, ทักษะการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีเหตุมีผล และทักษะการรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอก 2) พอใจในด้านคุณลักษณะ กว่าร้อยละ 94 ด้านการประสานงานและการสื่อสารระหว่างสถานศึกษาและผู้ประเมินภายนอก 3) สถานศึกษาพอใจในด้านความรู้ความสามารถ ผู้ประเมินภายนอก สมศ. กว่าร้อยละ 94

“ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ. ยังคงจะเดินหน้าแผนยกระดับมาตรฐานผู้ประเมินภายนอกเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยพัฒนาหลักสูตรและอบรมผู้ประเมินภายนอกเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของผู้ประเมินภายนอกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประเมินภายนอกเป็น Best Quality Consultantให้กับสถานศึกษา ผู้ประเมินภายนอกจะต้องมีความสามารถและทักษะการใช้เทคโนโลยีที่ดี เป็นการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และสอดรับกับนโยบายของ สมศ. ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Organization)” ดร.นันทากล่าว

ทั้งนี้ สมศ. ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการประเมินในทุกขั้นตอน เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก (AQA) ระบบจัดเก็บรายงานประเมินตนเอง (e-SAR) การพัฒนาระบบ Mobile Application (ONESQA-V) สำหรับผู้ประเมินภายนอกในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Onsite สถานศึกษาทุกระดับ เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการประเมิน และนับได้ว่ามีความทันสมัยเท่าเทียมกับระบบการประเมินสถานศึกษาของนานาประเทศ

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา มอบทุนทายาท เครือสหพัฒน์ ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750008

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา มอบทุนทายาท เครือสหพัฒน์ ปี 2566

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา มอบทุนทายาท เครือสหพัฒน์ ปี 2566

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร-ธิดาพนักงานภายในเครือสหพัฒน์ประจำปี 2566 เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของพนักงาน และสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยในปีนี้มีผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 508 ทุน จำนวน 3,564,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา องค์กรเพื่อการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นโดยลูกหลานตระกูล “โชควัฒนา” และพนักงานบริษัทในเครือสหพัฒน์ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ ของอดีตประธาน ดร.เทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งและวางรากฐานกิจการในเครือสหพัฒน์ในการ “มุ่งสร้างประโยชน์ด้านการศึกษาและสาธารณประโยชน์

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ดำเนินกิจกรรมที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรียน มอบทุนการศึกษา และสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนในชนบท การบริจาคเงินและเครื่องอุปโภค-บริโภคเพื่อสาธารณกุศล ผู้ยากไร้และผู้ประสบสาธารณภัย ตลอดจนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์สุขแก่สังคมและส่วนรวม

ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750009

ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นสำนักเรียนละครมรดกใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยทางสถาบันมุ่งเน้นการถ่ายทอดศาสตร์ด้านการแสดงเน้นการแสดงละครเวทีมาใช้สร้างสรรค์สังคม ประสานสังคมและเพาะบ่มเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ

“ผมต้องการฟื้นฟูระบบสำนักซึ่งสมัยก่อนเรามีสำนักต่างๆ เยอะมาก เจ้าของสำนักต้องเจ๋งจริง เด็กก็จะเข้ามาสืบทอดวิชาจากเจ้าของสำนักเพื่อเรียนรู้กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ สถาบันแบบนี้คือสถาบันที่มีคุณค่าและทำให้ศิลปะเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และสำนักจะไม่ไล่ใครออก ไม่เหมือนโรงเรียน เรียนจบก็ออกไป แต่เรียนในสำนักไม่ต้องออกไปไหน เรียนให้ลึกซึ้งอยู่ที่นี่ล่ะ ผมเองก็เติบโตมาในสำนักดนตรีไทยบ้านบาตรของครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) หลักสูตรที่สอนที่นี่ ก็จะเกิดจากภาพจำของผมในอดีต” อาจารย์ชนประคัลป์กล่าว

ปัจจุบันบ้านเรียนละครมรดกใหม่สอนลูกศิษย์ตั้งแต่การทำหัวโขน การปักสะดึงและงานจักสานไปจนกระทั่งการเขียนบทละครเวทีและการแสดงที่เป็นการเรียนรู้แบบครบวงจรเพื่อใช้ในการแสดงละครทั้งหมดผลงานที่ผ่านมาของบ้านเรียนละครมรดกใหม่มีทั้งภายในประเทศเริ่มตั้งแต่ละครเวทีเรื่อง “สารพัด สาระเพ” จัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติไปจนถึงการแสดงทัวร์ละครเร่ที่ต่างประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา โดยผสมผสานการเล่าเรื่องรูปแบบไทยและสากล นี่คือสาเหตุที่บางส่วนของละครจะมีบทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษและนำเครื่องดนตรีสากลกับเครื่องดนตรีไทยมาประยุกต์ใช้ในบทละคร

น้องๆ เยาวชนและผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมหรือสมัครเข้าเรียนได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเรียนละครมรดกใหม่ ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750010

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และภาคีเครือข่ายรวม 13 หน่วยงาน จัดนิทรรศการ โครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ระหว่างวันที่ 10–15 สิงหาคม 2566 ภายในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ประจำปี 2566 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานคร

การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดและขยายผลโครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราช
สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2566 โดยนำผลงานที่มีความโดดเด่นในระดับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจากตัวแทนจาก 32 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงครูวิทยากร ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมาจัดแสดง

นอกจากนี้เด็กนักเรียนตัวแทนได้ไปศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้สถานที่ต่างๆ อาทิ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย (Museum of Thai Education) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749851

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เป็นที่น่ายินดีว่า “สังคมไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลบุพการี” โดยทาง ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่สำรวจในหัวข้อ “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่” ที่สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2566 โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุพการีในปี 2566 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.2ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 24.4 เพิ่มขึ้นและร้อยละ 8.4 ลดลง ซึ่งเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.4 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 14.9 ลดลง และร้อยละ 11.7 เพิ่มขึ้น

ชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุพการีในครัวเรือนไทยในปี 2566 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.4 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลบุพการี ต่ำกว่า 5,000 บาท รองลงมา ร้อยละ 31.4 อยู่ที่ 5,000-10,000 บาท และมีบุพการีต้องดูแล 1-2 คน แต่ค่าเฉลี่ยความเต็มใจในการดูแลบุพการี ในการสำรวจนี้อยู่ที่ 6.7 (จาก 0 คือไม่เต็มใจอย่างยิ่ง-10 คือเต็มใจอย่างยิ่ง) ขณะที่ค่าเฉลี่ยการมองบุพการีเป็นภาระ อยู่ที่เพียง 0.51 (จาก 0 คือไม่เป็นภาระ-10 คือเป็นภาระอย่างยิ่ง) โดยสรุปแล้วแม้จะมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ในฐานะลูกก็ยังพร้อมดูแลพ่อแม่นั่นเอง

แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยข้อมูลจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ณ สิ้นปี 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ 12,519,926 คน แบ่งเป็นชาย 5,512,223 คน หญิง 7,007,703 คน คิดเป็นร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งประเทศ 66,090,475 คน ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหล่านี้ส่งผลต่อ “รายจ่ายในการดูแล” ทั้งในระดับครัวเรือนรวมไปถึงการจัดสวัสดิการของรัฐ

จึงมีแนวคิด “สูงวัยยังไหว” ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการเสริมศักยภาพในการทำงานอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีเพราะมีรายได้ในการเลี้ยงตนเองไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือรัฐเพียงอย่างเดียว อาทิ เมื่อเดือน ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้นำรายงาน “ข้อเสนอเชิงวิชาการ การพัฒนาทักษะการทำงาน (RE-SKILL and UP-SKILL) เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ” ที่เคยจัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564มาย้ำกันอีกครั้ง ดังนี้

1.การพัฒนาแผนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยจัดตั้ง “คณะทำงานบูรณาการเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ” ซึ่งอาจจะมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน หรือคณะอนุกรรมการส่งเสริมการขยายโอกาสด้านอาชีพ และการทำงานสำหรับผู้สูงอายุภายใต้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

หรือจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาทักษะของแรงงานสูงอายุโดยตรง เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนกองทุนต่างๆ (กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน) ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทักษะของประเทศ และสามารถ เชื่อมโยงความต้องการของนายจ้างกับลูกจ้างไปในทิศทางเดียวกัน

2.การสร้างแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ (Integrated platform) และระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานสูงอายุแบบครบวงจร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับทักษะการทำงานของผู้สูงอายุไทย โดยเน้นการออกแบบโครงการ/กิจกรรมบนแพลตฟอร์ม และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงวัยในตลาดแรงงาน เช่น ระบบแนะนำการวางแผนอาชีพหลังเกษียณ (Post-retirement career counselling) ระบบจับคู่หลักสูตรการฝึกอบรมกับความต้องการ ของผู้สูงอายุ

ระบบจับคู่งานที่ตรงตามทักษะและความสามารถของผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรมีระบบการคัดกรองและประเมินกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานอย่างเร่งด่วน เช่น กลุ่มเสี่ยงถูกเลิกจ้างเนื่องจากทักษะที่มีอยู่นั้นเริ่มล้าหลังไปแล้ว เป็นต้น 3.การสร้างเครือข่าย/กลุ่มวิจัยเฉพาะ เพื่อผลิตงานวิจัยเป็นฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ โดยเป็นงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือใหม่ในการศึกษา

เช่น การวิจัยอนาคต (Futures research) การวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data analytics) การวิจัยโดยเก็บข้อมูลในระยะยาว (Longitudinal study) เป็นต้น ส่วนงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยแบบถอดบทเรียน ความสำเร็จการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุก็ยังคงต้องมีอยู่ โดยการผลิตงานวิจัยเหล่านี้รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตจะถูกรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มกลางที่สร้างขึ้น 4.การกำหนดมาตรการสนับสนุน/อุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ แบ่งเป็น

4.1 มาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังให้ผู้ประกอบการ มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ยังมีปัญหาไม่มีแรงจูงใจพอในภาคปฏิบัติควรต้องปรับปรุงให้การสนับสนุนอย่างจริงจังโดยให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่านี้ 4.2 การจ่ายเงินชดเชยแรงงานแบบซ้ำซ้อน กล่าวคือเมื่อเกษียณอายุในสถานประกอบการและได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว กลับเข้ามาทำงานในสถานประกอบการเดิมก็ยังสามารถได้รับเงินชดเชยใหม่ได้อีกหากออกจากงานควรมีการแก้ไขเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการรับผู้เกษียณอายุแล้วกลับเข้าทำงานใหม่

5.การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาแรงงาน พัฒนาหลักสูตรใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาเกิดความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนในห้องทำงานจริง เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Demand driven 6.พิจารณาปรับปรุงบทบาทของกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน และกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุจากการศึกษาพบว่า กองทุนต่างๆ มักมุ่งเน้นการให้เงินในรูปแบบกู้ยืมเป็นสำคัญ

ซึ่งการใช้ประโยชน์จากกองทุนในลักษณะนี้อาจยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานผู้สูงอายุในวงกว้าง และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ควรพิจารณาการให้เงินสนับสนุนกับผู้สูงอายุหรือโครงการพัฒนาทักษะต่างๆ โดยตรงได้ อาทิ 6.1 กองทุนผู้สูงอายุขยายบทบาทกองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถก้าวข้ามในเรื่องของอายุ 60 ปีขึ้นไป และการกระจายอำนาจให้กับกลไกระดับจังหวัด

ด้วยสถานการณ์ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเร็วมาก และการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงอายุต้องมีการเตรียมตัวก่อนวัยสูงอายุสามารถให้ทุนสนับสนุนกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ(Pre ageing) ในเรื่องการพัฒนาทักษะ ฝึกมือหรือฝึกอบรม 6.2 กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้ขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของการใช้เงินทุนให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ และ 6.3 กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งเน้นพัฒนาแรงงานทั้ง Reskill และ Upskill และการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนให้มากที่สุด เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในสถานประกอบการให้ได้นานที่สุด

และ 7.ส่งเสริมการเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุ ประกอบด้วย 7.1 การปรับบทบาทของกองทุนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ให้สามารถนำมาใช้จ่ายเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องกู้ยืม โดยมีการประเมินและคัดกรองแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะก่อน 7.2 การสร้างระบบให้คำปรึกษา แนะนำหลักสูตรฝึกอบรม รวมถึงวางแผนการพัฒนาทักษะและอาชีพหลังเกษียณให้ (Post-retirement career counseling) ให้กับแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่มีความต้องการพัฒนาทักษะหรือเปลี่ยนทักษะ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ว่างงานและกำลังหางานทำอยู่

7.3 การกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าและประโยชน์ของการพัฒนากำลังคนในกลุ่มแรงงานสูงอายุ เพื่อลดอคติด้านอายุ และปัญหา Age-based skill stereotypes ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกำหนด Skill requirement ของงานที่รับสมัครให้ผู้สูงอายุทำ 7.4 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมให้มีความหลากหลายและสอดรับกับเงื่อนไขและความต้องการที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม

เช่น กลุ่มผู้สูงอายุยากจนที่ทำงานนอกระบบและอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องจัดบริการฝึกอบรมทักษะอาชีพเชิงรุก และ 7.5 การสร้างวัฒนธรรมการฝึกอบรมและการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (Training and lifelong learning) สร้างให้กำลังคนทุกช่วงวัยเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ “Life long learners” รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้คนทำงานพร้อมที่เปิดรับความรู้และทักษะใหม่ๆ ตลอดเวลา

เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ (ปีนี้หยุดยาว เสาร์ที่ 12-จันทร์ที่ 14 ส.ค. 2566) และด้วยประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็ขอให้ถือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้วย ขณะที่ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=735018595088898&set=a.436369171620510

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749852

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่  สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นพลังสร้างสรรค์ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) เปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย ด้วยสโลแกน “3 ไม่” คือ 1.ไม่ขับตัดเลน 2.ไม่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ไม่แซง ไม่ปาด 3.ไม่ขับขี่ หรือซ้อนรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก ทั้งนี้เพื่อสร้างเสริมวินัยจราจรและความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชน พร้อมทั้งกำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว เตรียมนำเทคโนโลยีติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ส่งเสียงเตือนรถที่ขับตัดเลน ปาด หรือแซง

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล.ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมสังคมไทยที่มีความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งนี้ ลักษณะทางกายภาพของ สจล. เป็นพื้นที่เปิดมีถนนตัดผ่านกลางสถาบัน ทำให้มีระบบขนส่งสาธารณะหลายแบบที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ของ สจล. ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ รถเมล์รถสองแถว รถตู้สาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งรถส่วนบุคคล รถรับ-ส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เกิดปัญหารถติด และอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

จึงทำให้ สจล. ได้กำหนดรูปแบบที่มีชื่อว่า “3 ไม่” เป็นโมเดลแห่งการขับขี่ปลอดภัย สร้างวินัยจราจร พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการใช้ถนนร่วมกัน ประกอบด้วย 1.ไม่ขับตัดเลน เพราะลักษณะของถนนมีทางแยกจำนวนมาก ทั้งทางแยกเข้าโรงเรียน ทางแยกเข้าวัด ทางแยกเข้าชุมชน รวมทั้งประตูเข้า-ออก ของ สจล. ที่มีหลายประตู จึงทำให้ผู้ใช้รถมีการขับรถตัดเลน และทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

2.ไม่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ไม่แซง ไม่ปาด ด้วยปัญหารถติด มีทางแยกเยอะ ประตูเข้าออกเยอะ รวมทั้งมีนักศึกษาจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าผู้ขับขี่รถขับขี่ด้วยความเร็วสูงก็จะทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน และ 3.ไม่ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือซ้อนท้ายโดยไม่สวมหมวกกันน็อก เพื่อเป็นการป้องกัน ลดการบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้กับผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ของ สจล. ได้มีการเข้มงวดกวดขันอย่างจริงจัง

ผศ.สมเกียรติ ขวัญพฤกษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพ จราจร และความปลอดภัย สจล. กล่าวว่า เพื่อเป็นการวางรากฐาน และปรับปรุงเรื่องการจราจรนั้น ทาง สจล. ได้จัดทำแผนเรื่องการจราจรและความปลอดภัยไว้ 3 แผน คือ 1.แผนระยะสั้น เร่งประชาสัมพันธ์ ปลูกจิตสำนึกในความปลอดภัย สร้างความเข้าใจ และกวดขันด้านวินัยจราจรกับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในพื้นที่ 2.แผนระยะกลาง จะทาสีให้ชัดเจน ตีเส้นถนนภายใน ติดสัญญาณไฟจราจร เปิดให้มีการอบรมวินัยจราจร

รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ให้มากขึ้น เช่น ติดตั้งเซ็นเซอร์บริเวณทางแยกต่างๆ เมื่อมีคนขับรถตัดเลน ปาด แซงจะมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น และ 3.ระยะยาว จะมีการปรับเส้นทางการจราจรให้เหมาะสมและแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างบูรณาการ โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเขตลาดกระบัง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก สถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อย ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749853

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การฉีดวัคซีนป้องกันโรค”ถือเป็น “การลงทุนทางสุขภาพ” ที่สำคัญเนื่องจากไม่ได้ป้องกันเพียงการเกิดโรค แต่ยังช่วยลดเหตุสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลที่บานปลายจากการเกิดโรคที่ลุกลามเพราะไม่ได้ป้องกัน หนึ่งในวัคซีนที่เปิดบริการโดยทั่วไป ซึ่งยังคงมีข้อสงสัยในเรื่องความจำเป็นและขอบเขตในการป้องกันโรค ได้แก่ “HPV (Human Papilloma Virus)” ไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อก่อโรคบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก ก่อนลุกลามจนถึงขั้นกลายเป็นเนื้อร้าย ทั้งในหญิงและชาย

พญ.ธีรานันท์ นาคะบุตร รองหัวหน้าฝ่ายการแพทย์แผนกเวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์บูรณาการ และหัวหน้าศูนย์ตรวจสุขภาพ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ไขข้อข้องใจว่าเหตุใดวัคซีนป้องกัน HPV ถึงจำเป็นสำหรับทุกคน ในเกือบทุกช่วงวัย ยกเว้นสตรีมีครรภ์ เนื่องจากสามารถติดต่อกันได้ในลักษณะของการเป็นพาหะโดยไม่แสดงอาการ แม้ไม่ได้มีการสัมผัสโรคโดยตรง และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกสำหรับสตรีในระยะลุกลาม

ในประเทศไทยจัดให้วัคซีนป้องกัน HPV อยู่ในกลุ่ม “วัคซีนแนะนำ” สำหรับเพศหญิง อายุ 9-26 ปี และ “วัคซีนทางเลือก” สำหรับเพศชาย อายุ 9-26 ปีและยังสามารถพิจารณาฉีดวัคซีนในผู้เข้ารับบริการกลุ่มเสี่ยงที่อายุไม่เกิน 45 ปีโดยวัคซีน HPV จัดอยู่ในกลุ่มวัคซีนเชื้อตายผู้ที่มีอายุ 9-14 ปี จะได้รับการฉีดทั้งหมด2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน และฉีด 3 เข็มในช่วงวัยที่มากกว่า โดยเข็ม 2 ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน และกระตุ้นด้วยเข็มสุดท้ายอีกภายใน 6 เดือน นับจากเข็มแรก ป้องกันได้มากกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ดี วัคซีนในกลุ่มป้องกันโรคพื้นฐานยังคงมีความจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดตามช่วงวัยที่กำหนด ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงช่วงสูงวัย ซึ่งหากจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนมากกว่าชนิดเดียว สามารถฉีดได้มากกว่า 2 ชนิดพร้อมกัน แต่ต่างตำแหน่ง หากไม่ได้ฉีดพร้อมกัน โดยทั่วไปควรฉีดห่างกันอย่างน้อย 7 วัน สำหรับวัคซีนเชื้อตาย และ 28 วัน สำหรับวัคซีนเชื้อเป็น

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และวัคซีนในกลุ่มป้องกันโรคพื้นฐานทุกวันในเวลาราชการติดต่อขอคำปรึกษาก่อนเข้ารับบริการได้ที่โทร. 02-8496600

‘มทร.อีสาน’รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ รางวัล Platinum Award

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749825

'มทร.อีสาน'รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' รางวัล Platinum Award

‘มทร.อีสาน’รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ รางวัล Platinum Award

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

มทร.อีสาน รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023 ) ผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) โดย รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) ซึ่งจัดโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

มทร.อีสาน ขอแสดงความยินดีกับผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยมี คณะนักวิจัยประกอบด้วย อาจารย์ ดร.วิทยา ชำนาญไพร ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี อาจารย์บรรลุ เพียชิน อาจารย์พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ นางสาวปัทมเกสร์ ราชธานี นางทัศนีย์ เรืองวงศ์วิทยา โครงการ ฯได้รับความร่วมมือและบูรณาการจากคณาจารย์นักวิจัยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจฯ  และบุคลากร สำนักงานวิทยาเขตขอนแก่น

โครงการฯ ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุน บพท.ปีงบประมาณ 2563 และสามารถจัดสร้างโรงเรือนจำนวน 10 โรงเรือน จัดทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ทำการอบรมการปลูกผัก จำนวน 3 รุ่น อบรมการเตรียมดินและการปลูกกล้า การลงพื้นที่สาธิตการติดตั้งโรงเรือน และวางระบบสมาร์ทฟาร์ม การอบรมเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จนโครงการสำเร็จเรียบร้อยตามวัตถุประสงค์ และได้ส่งมอบพื้นที่ให้กำลังพลดูแลเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรระบบสมาร์ทฟาร์ม และการต่อยอดเพื่อดำเนินการทางธุรกิจการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดความยั่งยืนสืบไป

โอกาสนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.อีสาน ได้นำผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษฯ จัดแสดงนิทรรศการงานภายในงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) ได้รับเกียรติจากอธิการบดีเยี่ยมชมนิทรรศการและเป็นกำลังใจให้นักวิจัยทุกท่านในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่เป็นประโยชน์และพร้อมพัฒนาประเทศต่อไป

– 006