DPU ปรับหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ให้ทันสมัย หลังนักเรียนยุคใหม่ สนใจทำงานราชการมากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594245

DPU ปรับหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ให้ทันสมัย หลังนักเรียนยุคใหม่ สนใจทำงานราชการมากขึ้น

DPU ปรับหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ให้ทันสมัย หลังนักเรียนยุคใหม่ สนใจทำงานราชการมากขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.)หรือ DPU เปิดเผยว่า  หลังวิกฤตโควิด-19  นักเรียนหันมาสนใจเรียนสาขาที่สามารถทำงานราชการได้มากขึ้น จากยอดผู้สมัครเรียนปีการศึกษา2564 มีนักเรียนให้ความสนใจสมัครเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ เพิ่มขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากคำแนะนำของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกหลานเข้ารับราชการ เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงในทุกสถานการณ์  

ผศ.ดร.วลัยพร  กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรระดับปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์  จะเป็นเรียนเกี่ยวกับการบริหารภาครัฐทั้งหมด เรียนแก่นสาระวิชาโครงสร้างการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค  และส่วนท้องถิ่น   ฯลฯ  เมื่อเรียนจบ สามารถสมัครรับราชการในหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร  ในส่วนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เช่น การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค  ไปรษณีย์ไทย ส่วนบริษัทเอกชน เช่น ธนาคาร  งานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resources : HR) และงานด้านบริหารจัดการทั่วไป  ในบริษัทต่างๆ

ผศ.ดร.วลัยพร  กล่าวด้วยว่า  ในส่วนของหลักสูตร รปศ.DPU ออกแบบมา โดยเน้นการเรียนแบบ Project-Based Learning หรือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง ซึ่งนักศึกษาต้องลงไปศึกษาชุมชนหรือหมู่บ้าน รวบรวมข้อมูลของในพื้นที่มาศึกษาวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาและเสนอกิจกรรมแก้ปัญหา ทำงานจิตอาสาไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้การให้ ความเสียสละ และรู้จักตัวเองมากขึ้น เพื่อให้คุ้นชินกับการทำงานราชการ และเป็นข้าราชการที่ดีในอนาคต นอกจากนี้ที่ DPU  จะมีการเสริม 6 ทักษะให้แก่นักศึกษา ได้แก่ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ,ทักษะทางเทคโนโลยี,ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา,ทักษะการสื่อสาร,ทักษะการทำงานเป็นทีม,ทักษะด้านการมีความคิดสร้างสรรค์เป็นต้น

ผศ.ดร.วลัยพร  กล่าวอีกว่า ในปีการศึกษา 2565  นอกจากแก่นสาระวิชาหลักของสาขาแล้ว ภายในหลักสูตรจะสอดแทรกเนื้อหาของการบริหารงานภาครัฐยุคดิจิทัล เช่น สาระวิชาการนำรูปแบบองค์กรเสมือนจริงมาใช้กับการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home  การจัดการประชุมออนไลน์ การสร้างนวัตกรรมชุมชนผ่านออนไลน์  การออกแบบการบริการประชาชนในมิติต่างๆผ่านโลกออนไลน์ การรู้เท่าทันข้อมูลออนไลน์ ฯลฯ ขณะเดียวกันยังเพิ่มการเรียนการสอนเป็นแบบโมดูล พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกหรือข้าราชการเข้ามาเรียน Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะในการทำงาน ส่วนผู้เรียนสามารถเก็บสะสมหน่วยกิตไปใช้ในการเรียนต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทได้

คุณหญิงกัลยา เร่งหน่วยอาสาอาชีวเกษตรและประมง ลงพื้นช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงโค กระบือ โรคลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594244

คุณหญิงกัลยา เร่งหน่วยอาสาอาชีวเกษตรและประมง ลงพื้นช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงโค กระบือ โรคลัมปีสกิน

คุณหญิงกัลยา เร่งหน่วยอาสาอาชีวเกษตรและประมง ลงพื้นช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงโค กระบือ โรคลัมปีสกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)และประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2564 หน่วยอาสาของวิทยาลัยเกษตรและประมง ร่วมกับกลุ่มสัตวบาลอาสาในหลายจังหวัด ออกช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ เพื่อให้การรักษาพร้อมทั้งฉีดวัคซีน รวมถึงให้ความรู้เรื่องโรคลัมปิสกินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกร ตามที่ได้รับมอบหมายนโยบายเร่งด่วนจาก ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้จัดหน่วยอาสาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปีสกินอย่างเร่งด่วน

ดร.ศุภชัย กล่าวต่อว่า หน่วยอาสาของวิทยาลัยเกษตรและประมงที่เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในครั้งนี้ ออกให้บริการชุมชน ในหลายพื้นที่จำนวนหลายพันตัว อาทิ คณะครูและนักเรียนนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรีร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพัฒนานิคม ดำเนินกิจกรรมคลินิกเทคโนโลยีเกษตรบริการด้านสัตวบาลและประมง ออกให้บริการชุมชน โดยมีการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน ฉีดยาถ่ายพยาธิ ฉีดยาบำรุง ฉีดวิตามิน  และฉีดพ่นยากำจัดแมลงในคอกสัตว์ให้กับพื้นที่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม รวมถึงวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี เป็นต้น

‘อนุทิน’ เผยไทยสั่งซื้อไฟเซอร์อีก 10 ล้านโดส ถึงช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594348

'อนุทิน'เผยไทยสั่งซื้อไฟเซอร์อีก 10 ล้านโดส ถึงช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

‘อนุทิน’เผยไทยสั่งซื้อไฟเซอร์อีก 10 ล้านโดส ถึงช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.54 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  สำหรับการวางแผนการฉีดวัคซีนโควิด19 ก็มีการปรับให้เป็นไปตามสถานการณ์ตลอดเวลา การปรับสูตร การไขว้วัคซีน ทำงานโดยมีคณะทำงานวิชาการ 3-4 คณะ เข้าที่ประชุม ไม่ใช่ปลัดสธ.มาบอกว่าลองใช้แบบนั้น ลองใช้แบบนี้ ขอย้ำว่าการฉีดวัคซีนไขว้เพราะมีการกลายพันธุ์ ไม่ใช่ว่าเพราะวัคซีนไม่พอ และมีการศึกษาวิจัยทั้งหมด

ส่วนการจัดหาวัคซีนมีก็มีการพยายามจัดหาให้ได้มากตามเป้าหมาย เช่น โนวาแวกซ์มีการเจรจราแต่เป็นของปีหน้า ขณะที่ไฟเซอร์มีการสั่งซื้อแล้ว 20 ล้านโดส และจะซื้อเพิ่มอีก 10 ล้านโดส เป็นจัดซื้อทั้งหมด 30 ล้านโดสเข้ามาในไตรมาส 4 ของปี 2564 เมื่อบวกกับที่ได้รับบริจาค เท่ากับประเทศไทยจะมีไฟเซอร์ประมาณ 32.5 ล้านโดส

“เดิมไฟเซอร์จัดโควตาให้เรา 20 ล้านโดสในปีนี้ แต่จากการเจรจาเพื่อขอให้จัดส่งประเทศไทยเพิ่มขึ้น ไฟเซอร์ ก็จัดให้ประเทศไทยได้อีก 10 ล้านโดส เมื่อรวมกับที่บริจาค 1.5 ล้านโดส และจะบริจาคเพิ่มอีก 1 ล้านโดส ก็จะรวมเป็น 32.5 ล้านโดส”นายอนุทินกล่าว

‘เอนก’ เผยผู้หายป่วยโควิดกลับบ้าน 3 วันติด รวม 4,153 คน -ฉีดวัคซีนกว่า 22 ล้านโดสทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594286

'เอนก'เผยผู้หายป่วยโควิดกลับบ้าน 3 วันติด รวม 4,153 คน -ฉีดวัคซีนกว่า 22 ล้านโดสทั่วประเทศ

‘เอนก’เผยผู้หายป่วยโควิดกลับบ้าน 3 วันติด รวม 4,153 คน -ฉีดวัคซีนกว่า 22 ล้านโดสทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.19 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ส.ค.) ถือเป็นอีกครั้งที่จำนวนผู้หายป่วยจากโควิด -19 ได้กลับบ้านมากกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ และนับเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 9  – 11 ส.ค.2564 โดยในวันที่ 9 ส.ค.มีผู้หายป่วยกลับบ้านมากกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ 216 ราย วันที่ 10 ส.ค.จำนวน 2,963 ราย และวันที่ 11 ส.ค.จำนวน 974 รายตามลำดับ รวมกัน 3 วัน หายป่วยกลับบ้านถึง 4,153 คน อย่างไรก็ตามแน่นอนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง คือ ประมาณ 2 หมื่นรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ผู้หายป่วยกลับบ้านเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จะสังเกตได้จากในวันที่ 3 ส.ค.2564 จำนวนผู้หายป่วยกลับบ้านเกือบสูงเท่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ ต่างกันเพียง 311 ราย ต่อมาในวันที่ 6 ส.ค.2564 เป็นครั้งแรกตั้งแต่ประกาศล็อคดาวน์เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 ที่จำนวนผู้หายป่วยกลับบ้านมากกว่าผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 800 ราย อีกทั้งผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่นั้นเริ่มค่อยๆ ลดลงจากจำนวนสูงสุดเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2564 มีถึง 214,786 ราย แต่ในวันนี้เหลือผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัว 210,042 ราย จะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้หายป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งย่อมจะทำให้มีเตียงรองรับผู้ป่วยรายใหม่มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามควบคุมจำ นวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ให้มากกว่านี้ และพยายามรักษาผู้ป่วยหนักให้ดีเพื่อจะส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเรื่อย ๆ

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการล็อคดาวน์ และมีการระดมฉีดวัคซีนอย่างเห็นได้ชัด โดยฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 22 ล้านโดสทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 10 ส.ค.วันเดียวฉีดทั่วประเทศได้ถึง 491,388 โดส อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาทและควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานสถานการณ์น่าจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ
 

‘สมเด็จพระสังฆราช’ มีพระดำรัสถวายพระพร ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594211

'สมเด็จพระสังฆราช'มีพระดำรัสถวายพระพร'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘สมเด็จพระสังฆราช’มีพระดำรัสถวายพระพร’สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 12.49 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”มีพระดำรัสถวายพระพร”สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ความว่า

อภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิต สำแดงความปีติโสมนัสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษามาโดยสวัสดี นับถึงบัดนี้ได้ ๘๙ พรรษาบริบูรณ์

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อเกื้อกูลสรรพชีวิตทั้งมนุษย์ สัตว์ตลอดจนพฤกษ์ไพร ให้ดำรงคงความผาสุกร่มเย็น เป็นนิพัทธราชจริยามาเนิ่นนานหลายทศวรรษ พระราชจริยวัตรอันอ่อนโยนละมุนละม่อม น้อมนำดวงจิตของพสกนิกรให้คลายความรุ่มร้อนแห้งแล้งกลับชุ่มเย็น ทรงแผ่พระเมตตาการุณยจิตอย่างอเนกอนันต์ ทรงสร้างสรรค์พลังแห่งความเป็นมารดาผู้รักและปรารถนาดีต่อบุตรอย่างจริงใจ พระเมตตาบารมีประการนี้ ย่อมบังเกิดแต่พระราชธรรมอันเป็นเหตุเชื่อมโยงให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเมตตาธรรม กล่าวคือ “ขันติธรรม” เพราะความอดทนอดกลั้น ย่อมจะทำให้บุคคลผู้ประสบโลกธรรมอันไม่น่าพึงใจ สามารถยับยั้งไม่ปฏิบัติตอบโต้ความรุนแรงที่ได้รับ โดยอาศัยความอดทนอยู่ได้ สงบอยู่ได้  ฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยเมตตาและขันติ ทั้งสองประการ ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของมหาชนทั่วไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “มนาโป โหติ ขนฺติโก.” แปลความว่า “ผู้มีความอดทนย่อมเป็นที่ชอบใจ” ในทุกสถาน

อุดมมงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา จึงขอประชาราษฎร จงสมัครสมานปรองดองกันสนองพระมหากรุณาธิคุณด้วยการประพฤติตนเสมือนลูกที่ดี เป็นผู้คิดดี พูดดี และทำดี มีความอดทนอดกลั้น และมีไมตรีจิตแผ่เผื่อเอื้อเฟื้อต่อกันอย่างไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง เพื่อ “แม่แห่งชาติ” จักได้ทรงพระเกษมสำราญเบิกบานด้วยพระกำลังอันเข้มแข็ง และทรงเบาพระราชหฤทัยว่าลูกไทยของพระองค์ ล้วนมีสติสำนึกรู้อยู่ในคุณธรรม พร้อมเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองสืบไป

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระราชกุศลธรรมจริยา โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นกำลังพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญของประเทศชาติ ตราบจิรัฏฐิติกาล เทอญ.

‘คุณวุฒิวิชาชีพ’ การพัฒนากำลังคน ‘โลจิสติกส์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594008

‘คุณวุฒิวิชาชีพ’ การพัฒนากำลังคน‘โลจิสติกส์’

‘คุณวุฒิวิชาชีพ’ การพัฒนากำลังคน‘โลจิสติกส์’

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. 2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์ได้ร่วมประชุมกับทาง “สคช.” สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) โดยได้นำเสนอ “รายงานวิเคราะห์แนวหน้าอุตสาหกรรมและการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์” ซึ่งสามารถสรุปตามประเภทของงานได้ดังนี้ 1.การขนส่งสินค้าภายในประเทศ และให้บริการพัสดุด่วน (เฉพาะการให้บริการขนส่งสินค้าทางถนน) ซึ่งมีทักษะสำคัญคือ ทักษะด้านการบริการ การขาย จิตบริการ มารยาท ทัศนคติที่ดี คุณภาพการให้บริการ ทักษะการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานสามารถปรับตัวได้ดีในการใช้เทคโนโลยีด้านการขนส่ง และบริษัทเองก็มีการวางแผนพัฒนาพนักงานให้ใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารงานขนส่งสินค้าทางถนนเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลน เช่นเดียวกับจำนวนผู้ขับขี่พาหนะหลายประเภทยังไม่เพียงพอต่อปริมาณงาน เช่น รถบรรทุกขนาดเล็ก รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุกลากจูง และรถบรรทุกวัตถุอันตราย ส่วนอาชีพผู้ให้บริการจัดส่งเอกสารและพัสดุด่วนภายในประเทศ จะพบปัญหาขาดแคลนในองค์กรขนาดเล็ก

2.ด้านการบริหารและการจัดเก็บสินค้า ดูแลและบริการคลังสินค้า สำหรับความต้องการกำลังคนมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากการนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ มาใช้แทน ขณะที่งานวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เป็นอาชีพที่มีความต้องการมากขึ้นเพราะต้องการแรงงานมีฝีมือมาช่วยจัดการเทคโนโลยีต่างๆ อนึ่งผู้ปฏิบัติงานคลังสินค้า ผู้ควบคุมคลังสินค้าอันตราย ผู้ควบคุมคลังสินค้าไซโล และผู้ควบคุมคลังสินค้าห้องเย็น อาจเป็นอาชีพที่ความต้องการไม่ลดลงหรือแม้แต่เพิ่มขึ้นก็ได้ หากการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นไปตามแผน

3.ด้านการบริการด้านพิธีการส่งออกและนำเข้าสินค้า ด้วยความที่งานด้านนี้ต้องประสานงานกับกรมศุลกากรเป็นหลัก การพัฒนาเทคโนโลยีนั้นขึ้นอยู่กับว่าทางกรมศุลกากรมีการพัฒนาไปมากน้อยเพียงใด สำหรับตำแหน่งงานที่น่าจะลดความต้องการลงคือ ผู้ปฏิบัติงานถ่ายลำและผ่านแดนระดับ ผู้ปฏิบัติพิธีการและตรวจปล่อยสินค้า เพราะกรมศุลกากรพัฒนาระบบ E-PaperlessE-payment และ E-tracking ในขณะที่งานดังกล่าวเป็นงานเอกสาร

อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานสินค้าควบคุมการส่งออกและนำเข้าผู้ผ่านพิธีการศุลกากร และผู้ชำนาญการศุลกากร เป็นงานมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น อนึ่ง เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน 10 จังหวัด ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดในการเชื่อมต่อของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วย โดยหากต้องการให้ประสบความสำเร็จก็จะต้องผลักดันผ่านแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity 2021- MPAC (2025) ฉบับสมบูรณ์ (ค.ศ.2016-2025)

และ 4.ด้านการขนส่งสินค้าและให้บริการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ ด้วยความที่เน้นการปฏิบัติงานที่พื้นที่ขนส่งสินค้าเป็นหลัก ทำให้เทคโนโลยีที่เข้ามาไม่มี
ผลกระทบต่อกำลังคนในอาชีพ จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันผู้ประกอบการใช้วิธีการจ้างพนักงานผ่านผู้ให้บริการ (Outsource) แทนการจ้างงานประจำ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ กรณีนี้ไม่มีผลกระทบต่อจำนวนแรงงานในธุรกิจ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอาจไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการกำลังคน เนื่องจากเมื่อเกิดการขยายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเพิ่มศูนย์กระจายสินค้า วิธีการเคลื่อนย้ายกำลังคน คือย้ายแรงงานจากส่วนงานปัจจุบัน ไปยังส่วนที่เพิ่มเติมใหม่ทดแทนการจ้างงาน ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผู้ปฏิบัติงานการกระจายสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล ทางอากาศ และทางบก มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของภาคธุรกิจ E-Commerce และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสินค้า ส่วนผู้ปฏิบัติการพิธีการศุลกากรสินค้าเร่งด่วน ผู้ปฏิบัติการพิธีศุลกากรสินค้าเร่งด่วนระหว่างประเทศ เป็นอาชีพที่ขาดแคลนแรงงานสูง

สำหรับผลการกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ มี 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.การเทียบเคียงหลักสูตรฝึกอบรมกับมาตรฐานอาชีพ โดยนำหน่วยสมรรถนะเทียบกับรายวิชาของหลักสูตรฝึกอบรม หากเห็นว่าสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สคช. จะดำเนินการขึ้นทะเบียนหลักสูตรดังกล่าว และเมื่อผู้ผ่านการฝึกอบรมเข้าสู่กระบวนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ จะได้รับประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อแสดงว่าได้ผ่านการฝึกอบรมและการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพต่อไป

2.การขับเคลื่อนการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเพื่อให้การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ การขับเคลื่อนการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพโดยวิธีการเทียบโอนประสบการณ์ทำงานเพื่อการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ที่มีประสบการณ์การทำงาน โดยนำหลักฐานความสามารถที่ได้จากการทำงาน เข้าสู่การประเมินสมรรถนะ

3.การขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ได้แก่ 3.1 กลุ่มสาขาอาชีพด้านโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน(Logistic Infrastructure) กับ 3.2 กลุ่มสาขาอาชีพโลจิสติกส์และซัพพลายเชน(Logistics and Supply Chain) และ 4.การนำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและหลักสูตรระยะสั้น การจัดการเรียนรู้
ฐานสมรรถนะในสถานศึกษา พร้อมส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ

เพื่อให้ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพควบคู่ไปกับการได้รับวุฒิการศึกษา!!!

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ดร.ชำเรือง วิเชียรเขตต์’ ประติมากรนามธรรมของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594120

สิ้นศิลปินแห่งชาติ 'ดร.ชำเรือง วิเชียรเขตต์' ประติมากรนามธรรมของไทย

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ดร.ชำเรือง วิเชียรเขตต์’ ประติมากรนามธรรมของไทย

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.52 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ดร.ชำเรือง วิเชียรเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ ถึงแก่กรรม วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2564 เวลา 05.45 น. ที่บ้านเลขที่ 34/15 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากโรคชรา สิริรวมอายุ 90 ปี โดยทางญาติแจ้งว่า ได้กำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 18.30 น. ณ วัดเวฬุวัน ตำบลนิคม อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และได้กำหนดพิธีประชุมเพลิงศพ ในวันพุธที่ 11 สิงหาคม 2564 เวลา 13.30 น. ณ ฌาปนสถานวัดเวฬุวัน

อธิบดี สวธ.เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

สำหรับประวัติของ ดร.ชําเรือง วิเชียรเขตต์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2474 ที่จังหวัดกาฬสินธุ เป็นศิลป์นอาวุโสคนสําคัญด้านประติมากรรม ซึ่งมีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะและศิลปศึกษาโดยทั่วไป ได้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจํานวนมาก และอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน มีผลงานแสดงในนิทรรศการศิลปะและสถาบันศิลปะทั้งในและนอกประเทศ และมีผลงานติดตั้งในสาธารณสถานหลายแห่ง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทประติมากรรมจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และได้รับเลือกเป็นผู้แทนไทยในการประชุมปฏิบัติการประติมากรรมอาเซียน 

ดร.ชําเรือง วิเชียรเขตต์เป็นผู้บุกเบิกและยืนหยัดการสร้างสรรค์ประติมากรรม เป็นเวลามากกว่า 40 ปี ผลงานจากประติมากรรมแบบจริงไปสู่แบบนามธรรม เป็นประติมากรนามธรรมคนแรก ๆของไทย ผลงานประติมากรรมของ ดร.ชําเรือง วิเชียรเขตต์ อยู่ในแนวสร้างสรรค์และสุนทรีย์ ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมเป็นอย่างยิ่ง  นอกจากงานสร้างสรรค์ศิลปะแล้ว ได้ทําหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ โดยเป็น อาจารย์สอนวิชาศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป์และมหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาบันอื่นอีกหลายแห่ง ในด้านการให้บริการแก่ชุมชนนั้น ดร.ชําเรือง วิเชียรเขตต์ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปะเพื่อสังคม และให้บริการทางวิชาการเมื่อได้รับการขอความร่วมมือโดยตลอดมา 

อาจจะกล่าวได้ว่า ดร.ชําเรือง วิเชียรเขตต์ เป็นหลักสําคัญในด้านประติมากรรมของวงการศิลปะและศิลปศึกษาของไทยเรา ท่านยังดํารงชีวิตและสร้างสรรค์ศิลปะอย่างเรียบง่ายด้วยคุณธรรมและจริยธรรม อุทิศตนให้กับศิลปะและสังคมมาเป็นเวลาอันยาวนาน เป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังเป็นอย่างดียิ่ง ดร.ชําเรือง  วิเชียรเขตต์จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2539

นักวิจัย มวล.พัฒนา “กล้าเชื้อผงปลาส้ม” ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478261

นักวิจัย มวล.พัฒนา “กล้าเชื้อผงปลาส้ม” ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

10 สิงหาคม 2564 – 22:08 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คิดค้นกล้าเชื้อผงปลาส้ม เพื่อผลิตปลาส้มที่มีคุณภาพคงที่ ลดระยะเวลาการผลิต ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และช่วยผู้ประกอบการสามารถผลิตปลาส้มได้ในทุกฤดูกาล

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล เลิศคณาวนิชกุล นักวิจัยและอาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ปลาส้มเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทผลิตภัณฑ์อาหารหมักที่ประชาชนนิยมบริโภคในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ฉีดวัคซีน” AstraZeneca ให้แก่บุคลากรม.วลัยลักษณ์ เริ่มลอตแรก 950 โดส

นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์คิดค้นสูตรอาหารเลี้ยงด้วงสาคู ให้มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงกว่าน้ำมันปลา

‘ม.วลัยลักษณ์’วิจัยยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง

แต่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ปลาส้มยังใช้การหมักแบบพื้นบ้าน (TraditionFermented) จึงมักพบปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเกิดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมีที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค รวมถึงระยะเวลาการหมักผลิตภัณฑ์ และรสชาติยังไม่คงที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถขอการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้

ดังนั้นเพื่อหาแนวทางการรักษาคุณภาพของการผลิตปลาส้มให้คงที่สม่ำเสมอ ทีมนักวิจัยของสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ จึงได้ร่วมกันคิดค้นกล้าเชื้อผงสำหรับผลิตปลาส้มขึ้น ด้วยการใช้กล้าเชื้อผงของแบคทีเรียแลคติก แทนการคัดเลือกจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีปะปนมากับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตปลาส้ม

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

เพื่อทำให้เกิดปลาส้มที่มีคุณภาพคงที่ ลดระยะเวลาการผลิต ลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เกิดความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคัญเพื่อให้สามารถยกระดับไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าวถึงวิธีการผลิตผงกล้าเชื้อปลาส้มว่า เริ่มจากการเลี้ยงแบคทีเรียแลคติก ซึ่งแยกได้จากปลาส้ม คือ แลคโตบาซิลลัส ซาลิวาเรียส (Lactobacillus salivarius) หรือ ลิวโคนอสต็อค มีเซ็นเทอรอยเดส (Leuconostoc mesenterodies) ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว ดีแมน-โรโกซ่า-ชาร์ป (de Mann-Rogosa-Sharpe) ที่อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 4-6 วัน

กระตุ้นให้เชื้อมีการเจริญเติบโตคงที่ และปั่นแยกเอาส่วนของตะกอนเชื้อมาใช้เตรียมเป็นกล้าเชื้อผงบนวัสดุยึดเกาะ 2 ชนิด คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว และได้เป็นกล้าเชื้อผงปลาส้มออกมา

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าวต่อไปอีกว่า กล้าเชื้อที่ผลิตออกมาสามารถผลิตได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบผง ของเหลว หรือแบบเม็ด แต่ที่นิยมใช้เป็นกล้าเชื้อผง เนื่องจากสะดวกในการขนส่งและง่ายต่อการใช้งาน สามารถนำมาใช้เป็นกล้าเชื้อการหมักเพื่อควบคุมกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้

ซึ่งกล้าเชื้อผงนอกเหนือจะนำไปใช้ผลิตปลาส้มแล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหัวเชื้อตั้งต้นในกระบวนการหมักเพื่อถนอมอาหารชนิดอื่นได้ เช่น น้ำนมหมัก น้ำผลไม้โพรไบโอติก เป็นต้น ที่สำคัญยังช่วยผู้ประกอบการสามารถผลิตปลาส้มได้ตลอดทั้งปี สามารถยกระดับไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

“มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมผลิตสินค้าภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการผลิต OTOP นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายศักยภาพทางการค้า รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้าเชื้อผงปลาส้ม 

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

กล้าเชื้อผงปลาส้ม

นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้ว ยังทำให้เกิดการบูรณาการการวิจัย การเรียนการสอน การบริการวิชาการ และยังใช้เป็นตัวอย่างให้กับนักศึกษาในการเรียนการสอน และได้ฝึกปฎิบัติจริงกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในชุมชนได้อีกช่องทางหนึ่งที่สำคัญคือสามารถพัฒนาให้เกิดกลุ่มนักวิจัยขึ้นได้ในชุมชนแบบยั่งยืน” รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าว

“องค์กรครู” เรียกร้องผ่าน “รมว.ศธ.” เร่งช่วยเหลือ “ครูเตรียมตกงาน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478255

“องค์กรครู” เรียกร้องผ่าน “รมว.ศธ.” เร่งช่วยเหลือ “ครูเตรียมตกงาน”

10 สิงหาคม 2564 – 21:05 น.

กระทรวงศึกษาฯอย่าเป็นต้นเหตุสร้างปัญหาให้สังคม ในภาวะวิกฤติโควิด19  แนะเกลี่ยงบที่ไม่จำเป็นอุ้ม “ครูเตรียมตกงาน” ระบุการปรับเกณฑ์ใหม่ กระทบจำนวนครูมัธยมลด 20-30 คนต่อแห่ง อนาคตเสี่ยงครูขาดแคลน

คืบหน้า “ครูเตรียมตกงาน” อันเนื่องมาจากหนังสือคำสั่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทราบและปฏิบัติ ตาม หนังสือ ที่ ศธ 04010/ว39 เรื่อง การดำเนินการ การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ครูเตรียมตกงาน” เมื่อสพฐ. เห็นชอบให้สิ้นสุดโครงการ   

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิตครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์”ช่วงโควิด19

เนื้อหาในหนังสือราชการดังกล่าว ใจความว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดกลางและเล็ก ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

 ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จะไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อีกต่อไป

นั่นหมายถึง ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 นี้ เนื่องในสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี ทำให้ ลูกจ้างที่เคยปฏิบัติงานในฐานะ ครู มายาวนานกว่า 8 ปี ต้อง ตกงานทันที

เกี่ยวกับเรื่องนี้  ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา  และอดีตนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศสมัยที่ 23-24 ให้สัมภาษณ์กับ “คมชัดลึกออนไลน์” ว่า เป็นข่าวร้ายที่มาพร้อมกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งตนได้ติตตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้เป็นครูอัตราจ้าง เป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นครูวิทย์-คณิต

ครูเหล่านี้ได้รับเงินเดือนไม่ตรง ครูเหล่านี้ไม่ได้รับเงินเดือนตรงตามวุฒิการศึกษา ครูเหล่านี้รับเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิการศึกษา

“ที่สำคัญครูอัตราจ้างเหล่านี้  ทำงานเท่ากับข้าราชการครู หรือบางคนทำงานหนักกว่าข้าราชการครู  สวัสดิการด้อยกว่าข้าราชการครูเป็น กลุ่มบุคคลที่ทรงคุณค่า มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนที่เห็นใจ เป็นคุณครูคนหนึ่ง ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนหนังสือ รักและผูกพันเด็กนักเเรียน เหล่านี้คือภาพที่ผมเห็น ทั้งในอดีตที่เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและปัจจุบันภาพจำเหล่านี้ยังคงอยู่” ดร.รัชชัยย์ ระบุ

ดร.รัชชัยย์ ถามกลับสิ้นสุดโครงการเพราะบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ขอเรียกร้องให้เลขาธิการกพฐ.ชี้แจงเรื่องนี้กับสาธาราณะ อย่านำเเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างเท่านั้น นับเป็นข่าวร้ายกว่าที่มากับข่าวร้ายในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คนที่มีงานทำยังตกงาน และหางานยาก

“ผมจะทำหนังสือเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดูแลเอาใจครูให้มากกว่านี้ อย่าให้สังคมมองว่ากระทรวงศึกษาฯ กำลังกระทำซ้ำเติมปัญหาในสังคมในภาวะที่ยากลำบาก ครูจะไปหางานที่ไหนทำ เมื่อเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ โรงเรียนไม่เปิด แต่กระทรวงศึกษาฯ สามารถเกลี่ยเงินงบประมาณครุภัณฑ์จัดซื้อจัดจ้างที่ไม่จำเป็นเหล่านี้มาจ้างครูเตรียมตกงาน อย่างน้อยครูเหล่านี้มีทักษะในการสอน ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่” ดร.รัชชัยย์ กล่าว

ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา  ตั้งข้อสังเกตว่าการที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) กำหนดปรับเกณฑ์ใหม่

ส่งผลให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ขาดอัตรากำลัง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่อัตราครูจะหายไป 20-30 อัตรา เพราะถูกตัดออกเพราะเกณฑ์ใหม่ทำให้โรงเรียนมีครูเกิน แต่เกณฑ์เดิมครูไม่เกิน แต่โรงเรียนขนาดเล็กจะได้เปรียบ

“โควิดมาประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบแน่นอน ทุกคนเดือดร้อน แต่รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการไม่ควรเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนของครู การเลิกจ้างครูวิทย์-คณิต ครูจะเอาอะไรกิน หากเลิกจ้างในภาวะปกติ ยังหางานได้

แต่ตอนนี้จะหางานที่ไหน ศธ.และ สพฐ. กำลังสร้างปัญหาสังคมขึ้นมาใม่ ผมขอถามทั้งรมว.ศธ. และเลขาธิการกพฐ. ได้เตรียมมาตรการเยียวยามารองรับครูเตรียมตกงาน ที่จะถูกเลิกจ้างมี่มากกว่า 2,000 คน เอาไว้หรือยัง” ดร.รัชชัยย์ กล่าวทิ้งท้าย

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว “ใส่ใจ” แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478181

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว “ใส่ใจ” แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

10 สิงหาคม 2564 – 16:55 น.

บริการ “ใส่ใจ” แชทบอททางสุขภาพจิตได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเฟซบุ๊กทั้งในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คนไทยและทั่วโลก กำลังเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระกระทบที่รุมเร้าทั้งทางสุขภาพกายและใจ วิถีการดำเนินชีวิตในสังคม การทำงาน การเรียน และเศรษฐกิจ

อีกทั้งอิทธิพลของกระแสข่าวสารที่ถาโถมหลั่งไหลในยุคโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า ความเครียด ความกังวล หรืออาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

คณะวิศวะมหิดล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผนึกความร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวนวัตกรรมแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ที่สามารถพูดคุยกับทุกเพศวัย ก้าวล้ำด้วยเอ.ไอ.ช่วยประเมินสภาวะจิตใจและอารมณ์เบื้องต้น บรรเทาความเครียดด้วยหลักจิตวิทยา เปิดบริการแล้ววันนี้ให้เข้าถึงได้ง่ายในทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ช.ม.

​ดร. กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเครียดวิตกกังวลได้หลายๆ ด้าน ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งความเครียดอาจแสดง ออกมาเป็นรูปแบบของการนอนไม่หลับ ไม่สามารถหาความสุขจากกิจกรรมในวันธรรมดาๆ ได้ ท้อแท้ รู้สึกว่าไม่สามารถเอาชนะความยากลำบากของตัวเองได้

รวมถึงความรู้สึกทุกข์ใจและซึมเศร้า รวมถึงการเสียความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เป็นต้น ทีมวิจัย จึงได้พัฒนา นวัตกรรมแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ที่เป็นเสมือนเพื่อนคนหนึ่งที่มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา สามารถพูดคุยกับผู้ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา และใช้งานง่าย

โดยทีมวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการดูแลคนไทยให้มีสุขภาพจิตที่ดี ผู้ใช้งานสามารถตระหนักรู้ถึงสภาวะอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่การจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความยากลำบากของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตในช่วงโควิด-19 ทั้งที่เป็นผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ประเด็นปัญหาทั่วไป ช่วยให้คนไทยทุกเพศวัยสามารถดูแลสุขภาพจิตตนเองได้ทันท่วงที ป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้พัฒนาความรุนแรงขึ้น

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว "ใส่ใจ" แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

แชทบอท ใส่ใจ (Psyjai) นี้ให้บริการผ่านทางเฟสบุค โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) วิเคราะห์อารมณ์จากเนื้อหาการพูดคุย และมีระบบจัดการการสนทนา (Dialogue Management) สำหรับส่งข้อความโต้ตอบให้สอดคล้องกับอารมณ์และประเด็นปัญหาที่ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์หรือตรวจจับได้

แชทบอท “ใส่ใจ” ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 

1.ประเมินสภาวะอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์เศร้า เครียด และวิตกกังวล ที่มีต่อภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ข่าวสารโซเชียลมีเดีย หรือจากผลกระทบต่ออาชีพการงาน การศึกษา การปรับตัวทางสังคม ภาระการดูแลสมาชิกในครอบครัว ทั้งนี้เพื่อสร้างภาวะตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงของภาวะสุขภาพจิตในระยะเริ่มแรกที่สามารถให้การดูแลได้ง่าย

 2. ให้การดูแลประคับประคองอารมณ์ในระดับเบื้องต้น (Emotional Support) โดยอ้างอิงหลักการให้การดูแลจิตใจตามหลักจิตวิทยา โดยผู้ใช้งานสามารถพูดคุยกับแชทบอทได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีการบ้านหรือแบบฝึกหัด (Homework) เพื่อกระตุ้นให้นำเนื้อหาที่พูดคุยไปปรับใช้จริง และผู้ใช้งานสามารถติดตามความก้าวหน้าของตนเองได้บนหน้าแสดงข้อมูล (Dashboard)

ส่วนวิธีใช้งาน สามารถเข้าไปใช้งานโดยเสิร์ชหาคำว่า “Psyjai” ในช่องค้นหา ของแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก หรือ http://www.facebook.com/psyjaibot/ หลังจากเข้ามาที่หน้าเฟซบุ๊กเพจใส่ใจแล้ว ก็สามารถกดปุ่ม “ส่งข้อความ” เพื่อเริ่มพูดคุยได้ทันที 

นอกจากนี้แชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ยังมีระบบให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ใช้งานที่มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตนเอง หรือมีภาวะอารมณ์ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง โดยเราให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาความลับของผู้ใช้งานตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านคะแนนการประเมินสุขภาพจิต และเนื้อหาที่พูดคุย

รศ.พญ. สุดสบาย จุลกทัพพะ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในปัจจุบันปัญหาด้านสุขภาพจิตมีความรุนแรงมากขึ้น พบได้ในคนทุกกลุ่มอายุ ในขณะที่ความสามารถในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตที่เป็นมาตรฐานนั้นมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างกำลังเจอวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19

จากสถิติของกรมสุขภาพจิต รายงานว่า เฉพาะช่วง ม.ค.2564 เดือนเดียว มีผู้ขอรับบริการโทรปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เกี่ยวกับความเครียดจากโควิด-19 มีจำนวนสูงลิ่วถึง 1.8 แสนคน เปรียบเทียบกับทั้งปี 2563 มีจำนวนการโทรขอคำปรึกษาอยู่ที่ราว 7 แสนคน

ดังนั้น “ใส่ใจ” แชทบอทบริการทางสุขภาพจิต จึงตอบโจทย์ด้วยข้อดี คือเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วในการประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างถูกต้อง และสามารถรองรับผู้ใช้บริการได้เป็นจำนวนมาก สะดวกมากขึ้น ลดการเดินทางและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกด้วย

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว "ใส่ใจ" แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

​พณิดา โยมะบุตร นักจิตวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางจิตใจ แบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยทางด้านกายภาพ เช่น พันธุกรรม เพศ อายุ 2. ปัจจัยทางด้านจิตสังคม เช่น พื้นฐานทางจิตใจ อารมณ์ ทักษะการแก้ปัญหา สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระทบการดำเนินชีวิตของคนในหลายๆ ด้าน ถือเป็นภาวะวิกฤติที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต 

วิธีป้องกันสุขภาพจิตที่ดีที่สุดคือ หมั่นสำรวจภาวะอารมณ์และความคิดของตนเอง เรียนรู้และจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการดูแลที่เหมาะสม แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรและการเข้าถึง ทำให้มีประชากรไทยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตจนปัญหารุนแรงขึ้นจนถึงระดับที่แก้ไขได้ยาก

ทีมวิจัยพัฒนาแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) โดยบูรณาการองค์ความรู้ทางจิตวิทยาคลินิกและจิตเวช ผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างเครื่องมือเป็นบริการเพื่อสังคมที่เข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่ายและลดช่องว่างดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของคนไทยแล้ว ยังเป็นการยกระดับการให้บริการสุขภาพจิตในประเทศไทยให้ก้าวไปกับโลกและไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอีกด้วย

ดังนั้น หากรู้สึกไม่สบายใจ เครียด หรือสงสัยว่าตนมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ ก็สามารถเข้าถึงบริการ “ใส่ใจ” แชทบอททางสุขภาพจิตได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเฟซบุ๊กทั้งในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป