“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478192

“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

10 สิงหาคม 2564 – 16:48 น.

“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด ประเดิมชุมชนชาวบางกอกน้อย ประชาชนสามารถมารับแจกอาหารคุณภาพได้แล้ว ที่ศูนย์พักคอย “รร.สุวรรณารามวิทยาคม”

เริ่มแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โรงพยาบาลศิริราช กองทัพเรือ โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม ร่วมกับจิตอาสา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดตัวโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม เป็นต้นไป

โดยประเดิมลงพื้นที่เขตบางกอกน้อย นำอาหารอุ่นร้อนพร้อมรับประทานเมนูกะเพรากุ้ง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กาแฟ ขนม และหน้ากากอนามัย ไปแจกจ่ายให้กับชาวชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยที่กักตัวที่กักตัวในชุมชน (Community Isolation) และในศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

เพื่อแบ่งเบาภาระการจัดเตรียมอาหารของชุมชนและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะวิกฤต-19 โดยมี นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม พร้อมด้วยผู้นำและตัวแทนจากชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาราม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม ร่วมรับมอบ

โครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงความดี สู้ภัยโควิด-19” เป็นการผนึกกำลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กร ทั้งมูลนิธิ กลุ่มจิตอาสา ภาคประชาสังคม และองค์กรเอกชน เพื่อแจกข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน 2 ล้านกล่องสู่ชุมชนใน 40 จุดทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเขตบางกอกน้อย ได้แก่ ชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ซีพีเอฟ ร่วมกับ พันธมิตร ดูแลรับผิดชอบ

นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการ โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอยฯ แห่งนี้ โดยเฉพาะเครือซีพี-ซีพีเอฟ ที่ช่วยเหลือสังคมในทุกวิกฤต โดยนำอาหารคุณภาพปลอดภัย น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ในโครงการ “ครัวปันอิ่ม” มามอบให้ และยังแบ่งปันความอิ่มอร่อยต่อไปถึงพี่น้องที่ติดเชื้อและกักตัวอยู่ที่บ้านด้วย

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

ด้าน นายทองสุข วิสัยแสง รองประธานชุมชนวัดสุวรรณาราม (บ้านบุ)​ กล่าวว่า ชุมชนนี้มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น จำนวน 800 ครัวเรือน กว่า 2,000 คน และเป็นชุมชนที่มีตลาดสด จึงมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ รู้สึกดีใจที่ได้รับการดูแลและมีกองหนุนจาก “ครัวปันอิ่ม”​ส่งตรงถึงชุมชน ให้ทั้งผู้ป่วยโควิดที่กักตัวที่บ้านได้เข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ นายประพัฒน์ จันทร์ทอง ประธานชุมชนวัดพระยาทำ อรุณอัมรินทร์ 5 กล่าวว่า ชุมชนมีผู้ติดเชื้อที่ในชุมชน 11 คน เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน และอีก 8 คนกักตัวในศูนย์พักคอยวัดพระยาทำ ซึ่งดัดแปลงจากศาลาการเปรียญมาเป็นที่กักตัวแบบ Community Isolation การได้รับอาหารจากครัวปันอิ่ม ช่วยลดภาระการจัดหาข้าวปลาอาหารให้ชาวชุมชนได้อิ่มท้องทุกมื้อ

นางเพยาว์ ไชยพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ถ.จรัลสนิทวงศ์ 33 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในชุมชนระดมเงินและสรรพกำลังจัดหาอาหารการกิน รวมทั้งสมุนไพรให้กับผู้ติดเชื้อทุกวันอยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่มีผู้ใหญ่ใจดี ทำโครงการ “ครัวปันอิ่ม”​ เข้ามาช่วยเหลือผู้กักตัว และคนตกงานไม่มีรายได้ ช่วยบรรเทาความยากลำบากในภาวะวิกฤตได้มาก

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

ก่อนหน้านี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช กองทัพเรือ และนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้มาเยี่ยมชมการจัดตั้งศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เขตบางกอกน้อย ที่เปิดรองรับผู้ติดเชื้อในชุมชนโดยรอบ จำนวน 120 เตียง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดในกรุงเทพฯ และเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิดไปด้วยกัน

กว่า 600 อปท.”ตั้งชุมชน” ดูแลผู้ป่วยโควิดเปิดโฮมสเตย์-วัดเป็นที่กักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478076

กว่า 600 อปท.”ตั้งชุมชน” ดูแลผู้ป่วยโควิดเปิดโฮมสเตย์-วัดเป็นที่กักตัว

9 สิงหาคม 2564 – 21:25 น.

ท้องถิ่นตื่นตัวกว่า 600 อปท. มีมาตรการรองรับผ่านเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ “ตั้งชุมชน”ดูแลเพื่อจำกัดวงการระบาดเชื้อโควิด-19 ทั้งส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19ร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)เข้าร่วมกว่า 600 แห่ง รวม 2,268 คน ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19

เนื่องจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤต ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรองรับ ที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่รวดเร็ว สามารถปรับแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับวิกฤตการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้ แผนสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.) ได้ออกแบบชุดกิจกรรมเพื่อการควบคุมโควิด-19ใน5ประเด็นคือ

1.ติดตามข้อมูลคนเข้าออก/ผู้ติดเชื้อ/กลุ่มเสี่ยง2.การสื่อสารกระบวนการ ได้แก่ การรายงานตัว และการรับวัคซีน 3.การดูแลตนเองในระบบชุมชนให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation)ซึ่งประกอบไปด้วย

สถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine / Home Quarantine)และระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation) 4.การสนับสนุน รับ-ส่งตัว และ5.การฟื้นฟูด้านต่างๆ ในทุกมิติ

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้ท้องถิ่นมีประสบการณ์การรับมือกับการระบาดที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่มีการระบาดค่อนข้างกว้างขว้างและเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ท้องถิ่นจึงต้องวางมาตรการจำกัดวงการระบาด

ทั้งการคัดกรองคนเข้าออกพื้นที่อย่างเข้มงวด มีการเตรียมสถานที่สำหรับกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ 

แต่ที่มีเหมือนกันทุกพื้นที่ คือความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาผ่านความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทุกพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อจำกัดวงการระบาดทั้งในส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

“ม.มหิดล” แนะวิธีใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478071

“ม.มหิดล” แนะวิธีใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง

9 สิงหาคม 2564 – 20:30 น.

ม.มหิดล แนะวิธีใช้ชุดตรวจ COVID-19 พร้อมเรียนรุ้วิธีการแปลผลตรวจ เบื้องต้นด้วยตัวเอง ข้อควรระวังต้องตรวจซ้ำ เป็นระยะอาจจะทุก 3 – 5 วัน จนครบเวลากักตัว

ตามที่ได้มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ให้ประชาชนสามารถใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถวินิจฉัย รักษา และป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว ทำให้เกิดความต้องการอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ทดสอบด้วยตัวเองอย่างแพร่หลายนั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเสวนาออนไลน์แนะวิธีใช้ชุดตรวจ COVID-19 เบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสต่อโรค ย้ำให้กำจัดชุดตรวจที่ใช้แล้วด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ อาจารย์นักเทคนิคการแพทย์ ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงวิธีการตรวจยืนยันการติดโรค COVID-19 ในปัจจุบันว่า ยังคงเป็นวิธี RT-PCR ซึ่งข้อดีของการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ตรวจคัดกรอง COVID-19 ที่ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อมาตรวจได้ด้วยตัวเองนั้น คือ จะช่วยในการแยก หรือคัดกรองผู้ที่มีผลบวกเบื้องต้น หรือกลุ่มเสี่ยงให้เข้ารับการรักษา หรือดูแลในระบบสาธารณสุขให้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้ตรวจมีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานการตรวจที่รับรองโดยแพทย์ จะต้องไปตรวจในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเสี่ยงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจ และหากจำเป็นต้องตรวจเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยง

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และซื้อจากสถานพยาบาล คลินิกเวชกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านยาที่มีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อเองผ่านทางออนไลน์ ตลาดนัด หรือผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์

ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 6 ที่ว่าด้วยน้ำและระบบสุขาภิบาลสะอาด (Clean Water and Sanitation) ควรใช้ชุดตรวจ COVID-19 ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19

โดยผู้ตรวจจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การเลือกชุดตรวจที่ผ่านการรับรองคุณภาพ การเก็บและเตรียมตัวอย่างตรวจ การใช้งานชุดตรวจ การอ่านและแปลผล รวมถึงการกำจัดชุดตรวจที่ใช้งานแล้ว

ซึ่งการเก็บตัวอย่างตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการแหย่จมูก (swab) โดยใช้ก้านสำลีที่ให้มากับชุดตรวจ สอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อเก็บตัวอย่าง หรือการเก็บตัวอย่างตรวจโดยใช้น้ำลาย รวมถึงการดำเนินการตรวจนั้น ควรทำด้วยตัวเอง ในพื้นที่ที่แยกจากบริเวณอื่น และควรทำตามขั้นตอน

หรือคำแนะนำในเอกสารประกอบชุดตรวจ หรือ VDO Clip ของชุดตรวจแต่ละยี่ห้อ ซึ่งสามารถสแกนได้จาก QR Code ที่แนบมากับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ซึ่งการเพิ่มหรือลดขั้นตอนเอง อาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้ ภายหลังการตรวจและอ่านผลแล้วให้ทิ้งชุดตรวจ รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมดในถุงพลาสติกที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ

โดยควรซ้อนถุง 2 ชั้น และรัดปากถุงให้แน่นก่อนทิ้ง รวมถึงเขียนข้อความติดไว้ด้วยว่า “ชุดตรวจ COVID-19 ใส่น้ำยาแล้ว” จากนั้น จึงนำไปทิ้งในถังขยะติดเชื้อ (ถังสีแดง) เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่ถ้าไม่มี สามารถอนุโลมให้ใส่ถังขยะทั่วไปได้

ส่วนวิธีการแปลผลตรวจนั้นก็สามารถศึกษาจาก VDO Clip ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผลการตรวจที่เป็นบวกจะมีแถบสีขึ้นทั้งที่ C และ T ในขณะที่ผลการตรวจที่เป็นลบจะมีแถบสีขึ้นที่ C ด้านเดียว

นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงหากตรวจแล้วได้ผลลบ ให้เว้นช่วงและรักษาระยะห่าง รวมถึงกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน นับจากวันที่มีความเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ติดเชื้อ 

นอกจากนี้ จะต้องตรวจซ้ำเป็นระยะๆ เช่น ทุก 3 – 5 วัน จนครบเวลากักตัว อย่างไรก็ตามหากผลตรวจขึ้นแถบสีที่ T ด้านเดียว หรือไม่มีแถบสีใดขึ้นเลย จะไม่สามารถอ่านและแปลผลได้ ต้องตรวจซ้ำ หรือเปลี่ยนชุดตรวจใหม่

ชุดตรวจ ATK สำหรับตรวจคัดกรองด้วยตัวเองมีจำหน่ายที่ สถานปฏิบัติการเภสัชชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.0-2644-4609

“วิศวะจุฬาฯ” คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478045

“วิศวะจุฬาฯ” คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

9 สิงหาคม 2564 – 19:20 น.

เครื่องแบ่งและบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ดูดและบรรจุ “วัคซีนแอสตราเซเนกา” ลงเข็มฉีดยาได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว ปลอดภัย ทีมวิจัย “วิศวะจุฬาฯ” เผย ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ได้รับวัคซีนอีก 20 %

การกระจายวัคซีนสู่ประชาชนจำนวนมากอย่างทั่วถึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้เร็วที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทั้งรูปแบบของวัคซีนแอสตรา เซเนกา ที่ต้องมีการแบ่งใส่เข็มฉีดวัคซีนให้แต่ละคนในปริมาณเท่าๆ กัน

อีกทั้งบุคลากรการแพทย์ที่ต้องรับหน้าที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ขบคิดหาทางออกและได้พัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ (Automated Vaccine) ที่มีความแม่นยำ ในการแบ่งวัคซีน ช่วยเพิ่มปริมาณผู้รับวัคซีนได้อีก 20 % และแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของบุคลากรการแพทย์

“นี่เป็นนวัตกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ความจำเป็นและนโยบายเร่งด่วน ในโครงการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด นวัตกรรมนี้ช่วยลดการสูญเสียวัคซีน ซึ่งนำไปฉีดให้คนได้เพิ่มขึ้น ช่วยทำให้การใช้วัคซีนของประเทศไทยมีความคุ้มค่าและมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง”

ศาสตราจารย์ นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล  รองอธิการบดี ด้านการติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ แผนการงบประมาณ และสุขภาวะ และประธานโครงการจัดบริการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU VP) กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมนี้ต่อสถานการณ์ปัจจุบันกำเนิดแนวคิดเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ (Automated Vaccine)

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ “แอสตราเซเนกา” เป็นวัคซีนหลักของประเทศ ซึ่งจะมีการนำมาใช้ฉีดประชาชนชาวไทยจำนวน 61 ล้านโดส โดยบุคลากรการแพทย์เป็นผู้ฉีด แอสตราเซนเนกาเป็นวัคซีนประเภท multiple dose คือหนึ่งขวดบรรจุ 10 โดส หรือฉีดได้ 10 คน

แต่ทางบริษัทผู้ผลิตวัคซีน เติมปริมาตรวัคซีนให้เป็น 13 โดสในแต่ละขวด เนื่องจากแต่ละรอบที่บุคลากรการแพทย์ดูดวัคซีนขึ้นมาจะมีการสูญเสียวัคซีน จึงทำให้ใส่ส่วนเกินมา ซึ่งปริมาณส่วนที่เพิ่มเข้ามานี้เป็นโอกาสในการกระจายวัคซีนเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการจัดฝึกบุคลากรการแพทย์จากสถาบันบำราศนราดูรให้ดูดวัคซีนออกจากขวดให้ได้มากกว่า 10 โดส ซึ่งบางครั้งก็ได้ 11-12 โดส ไม่แน่นอน

“ในฐานะที่เราอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอยู่แล้ว เราเห็นว่าเรื่องนี้เครื่องจักรกลสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ เราจึงประดิษฐ์เครื่องที่ดึงวัคซีนออกมาจากขวดได้เป็นจำนวน 12 โดสอย่างเม่นยำ ทำให้แต่ละขวด สามารถฉีดวัคซีนได้ 12 คน นอกจากนี้ ในแต่ละเข็มจะมีปริมาณวัคซีนที่ถูกต้องเท่ากันด้วย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้พัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ร่วมกับอาจารย์ศรันย์ กีรติหัตถยากร สำนักบริหารหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

“ปัจจุบันวัคซีนมีจำนวนจำกัด การที่เราสามารถเพิ่มการฉีดวัคซีนได้ 20 % ตรงนี้มีคุณประโยชน์กับประเทศชาติมาก” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวเน้นหลักการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชนหลายแห่ง ผลิตและพัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนด้วยระบบอัตโนมัติ ให้มีความปลอดภัย ปลอดการปนเปื้อน และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญใช้งานง่ายโดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องเพียงคนเดียวเท่านั้นและไม่จำเป็นต้องเป็นการแพทย์

“เจ้าหน้าที่จะเตรียมเข็มฉีดยาวางไว้บนแท่นจำนวน 12 หลอด จากนั้นนำขวดวัคซีนวางไว้ในจุดที่กำหนดบนสายพานหัวดูดสุญญากาศของเครื่องแบ่งจะดูดวัคซีนจำนวน 6.5 มิลลิลิตรออกจากขวดจนหมด มาใส่ไว้ในกระบอกไซริงค์ฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตร

ด้วยหลักการดูดของเหลวโดย Air Cushion วัคซีนจะไม่สัมผัสกับหัวดูดโดยตรงจึงหมดห่วงเรื่องการปนเปื้อน จากนั้นเครื่องจะแบ่งบรรจุวัคซีนลงเข็มฉีดยาตามจำนวนที่กำหนดไว้ คือ 0.5 มิลลิลิตรเท่ากันทั้ง 12 หลอด และมีการเปลี่ยน ตัวเข็มและกระบอกไซริงค์ทุกครั้ง ปลอดภัยไม่ปนเปื้อนแน่นอน” ผศ.ดร.จุฑามาศ อธิบายกระบวนการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ

“เครื่องทำงานแบบระบบสายพาน ทำให้แบ่งบรรจุวัคซีนลงหลอดฉีดยาได้อย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 4 นาที จากนั้นปิดหลอดด้วยเข็มฉีดยา และนำมาเก็บใส่ถาดบรรจุวัคซีนเพื่อนำไปฉีดได้ทันที ซึ่งตรงนี้ช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าในการดูดวัคซีนออกจากขวดได้มาก ลดเวลาทำงานในส่วนนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้รับฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น 20% ในหนึ่งวันสามารถเพิ่มการฉีดได้ถึง 1,700 โดส”

ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่าหลักการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติสามารถนำไปประยุกต์ ตั้งค่าใช้กับการแบ่งบรรจุวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ที่มาในรูปแบบ multiple dose ได้เช่นเดียวกัน

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

ปัจจุบัน เครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติต้นแบบมีการนำร่องใช้งานจริงแล้วที่ศูนย์บริการวัคซีน จุฬาฯ ซึ่งขั้นต่อไป ผศ.ดร.จุฑามาศ เผยว่าได้เตรียมแผนการผลิตอีกจำนวน 100 เครื่องเพื่อจัดสรรกระจายไปยังจุดฉีดวัคซีนใหญ่ๆ ที่มีปริมาณการฉีดวัคซีนมากกว่า 1,000 โดสต่อวัน เช่น จุดฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเล็งโอกาสการส่งออกนวัตกรรม ไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีการใช้วัคซีนคล้ายๆ กันกับประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างหารือและรอความชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติยังสามารถต่อยอดใช้การวัคซีนชนิด mRNA ชนิดอื่น เช่น วัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้หลักการเดียวกันโดยมีการปรับเปลี่ยนในบางชิ้นส่วนเท่านั้น

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478022

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง

9 สิงหาคม 2564 – 16:40 น.

ตามสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี เมื่อสพฐ.ออกหนังสือถึงเขตพื้นที่การศึกษา สั่งสัญาณให้ “ครูเตรียมตกงาน” ได้ทันทีเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ข่าวร้ายไม่แพ้โควิด-19 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทราบและปฏิบัติ ตาม หนังสือ ที่ ศธ 04010/ว39

เรื่อง การดำเนินการ การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง เนื้อหาในหนังสือราชการดังกล่าว ใจความว่า..

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดกลางและเล็ก ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ครู วิทย์-คณิต)

ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จะไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อีกต่อไป

นับเป็นข่าวร้ายกว่าที่มากับข่าวร้าย ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าเสียงเรียกร้องจะถูกส่งต่อกันไปมากขนาดไหน เสียงเล็กๆ นี้ก็คงไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

มีเพียงความเงียบ และความว่างเปล่า ไร้ตำตอบ มีแต่คำถาม เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รอวันสิ้นสุดสัญญาเลิกจ้าง”ครูวิทย์-คณิต”

แต่ในความเป็นจริง ทราบหรือไม่ว่า ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 นี้ เนื่องในสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี

ทำให้ ครู วิทย์-คณิต ลูกจ้างที่เคยปฏิบัติงานในฐานะ ครู มายาวนานกว่า 8 ปี ต้อง ตกงานทันที นับจากวันนี้ เหลือ เวลา เพียง 20 วันเท่านั้น

ในขณะที่ ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนอย่างเข้มแข็ง แม้จะท้อแท้และสิ้นหวัง เนื่องจากในทุกๆ วันของการปฏิบัติงานต้องมีบันทึกรายงาน ต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อเบิกจ่ายเงินเดือน ดังนั้นแม้จะสิ้นหวังอย่างไร ก็ยังคงต้องทำงาน เพื่อเงินเดือนๆ สุดท้าย ของระยะเวลา 8 ปี ที่ยาวนาน

ครูหลายคนมีครอบครัว บางคนใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมา สร้างครอบครัว ลงหลักปักฐาน ในพื้นที่ที่ตนเองปฏิบัติงาน มีเพื่อนรวมงานที่ใกล้ชิด มีความคุ้นเคยกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนาน สิ่งเหล่านั้นคงต้องสิ้นสุดลง

ลาก่อน สำหรับตำแหน่ง ‘ครู’ แม้จะต้องจากไปอย่างไร้คนเหลียวแล แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา 8 ปี มันเลิกไม่ได้แล้ว สำหรับความเป็น ‘ครู’ แม้จะเป็นครูไร้ตำแหน่งก็ยอม

สาธิตจุฬาฯ เผยเคล็ดลับปั้น “นวัตกร” รุ่นเยาว์หลังคว้า 9 รางวัลระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478017

สาธิตจุฬาฯ เผยเคล็ดลับปั้น “นวัตกร” รุ่นเยาว์หลังคว้า 9 รางวัลระดับโลก

9 สิงหาคม 2564 – 16:15 น.

แจ้งเกิด “นวัตกร” สาธิตจุฬาฯ คว้า 6 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน จากงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ที่สาธารณรัฐโปแลนด์ บทพิสูจน์ทิศทางการพัฒนาคนแห่งอนาคต

เด็กเป็น “นวัตกร” โดยธรรมชาติ หากได้รับการปลูกฝังอุปนิสัยและส่งเสริมความคิดเชิงนวัตกรรม พวกเขาจะเปล่งศักยภาพสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้ ดังที่นักเรียนระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำให้ประเทศไทยภาคภูมิใจมาแล้วจากการคว้ารางวัล 6 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน จากงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ E-NNOVATE 2021 International Innovation Show ณ สาธารณรัฐโปแลนด์ ที่จะแข่งแบบออนไลน์เมื่อเดือนมิถุนายน 2564

ชิ้นงานแห่งความสำเร็จที่ทำให้หลายคนต้องทึ่ง อาทิ ปากกาต่อต้านโรคระบาด ระบบห้องน้ำอัจฉริยะระเบิดความสนุกสำหรับชีวิตวิถีใหม่ ชุดหมอนลดการนอนกรนเพื่อปรับสมดุลให้การนอนหลับมีคุณภาพและปลอดภัยที่สุด ชุดอุปกรณ์ช่วยออกกำลังกายในผู้ป่วยติดเตียง ชุดฝึกสมองและกระตุ้นพัฒนากล้ามเนื้อมือสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและเด็กออทิสติก ฯลฯ (คลิกดูเพิ่มเติมที่ https://www.chula.ac.th/news/48422/ )

กว่า 7 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมศึกษา นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้นำเสนอนวัตกรรมเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลกหลายประเทศและได้รับรางวัลกลับมาทุกปี

โดยเฉพาะปีนี้นับเป็นปีที่ส่งผลงานของนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด ทั้งๆ ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์

“แต่ปัญหานี่เองคือโอกาส นักเรียนมีเวลาในการบ่มความคิดและพัฒนานวัตกรรมซึ่งหลายชิ้นก็ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกในปัจจุบัน” อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ ประธานศูนย์นวัตกรรมแห่งโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมศึกษา ผู้เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรุ่นเยาว์ทั้งหลายเผยเคล็ดลับการสร้างนวัตกร ที่ครูและผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ดูแลเด็กๆ และนักเรียนของตนเองได้

โรงเรียนสาธิตแห่งศตวรรษที่ 21

อาจารย์จีระศักดิ์ เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์นวัตกรรมขึ้นในโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ว่า “เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความรู้และทักษะใหม่ๆ หรือวิชาชีพที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งส่งเสริมทัศนะเชิงบวกต่อโลกและชีวิต ความคิดอ่านก้าวหน้าที่มองหาทางออกเป็นนิสัยและความเป็นไปได้อยู่เสมอ”

หัวใจสำคัญของการปั้นนวัตกรคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนและครู และตระหนักถึงความ ต่างระหว่างนักเรียนแต่ละคน โดยศูนย์ฯ มีหน้าที่เสริมส่งความฝันของนักเรียนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งรางวัลครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าศูนย์ฯ และโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มาถูกทางแล้ว

“นวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเป็นผลจากการปฏิรูปวิธีการเรียนรู้ โดยครูจะปล่อยให้นักเรียนเป็นคนเริ่ม ‘คิด’ กำหนดโจทย์เอง ครูเพียงคอย ‘ร่วมมือ’ ฟังการ ‘แก้’ โจทย์และแนะนักเรียนหาวิธีแก้โจทย์เองตามแต่จินตนาการของแต่ละคน

ซึ่งครูจะย้ำเสมอให้นักเรียนค้นหาวิธีการแก้โจทย์มากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ ที่เหลือคือการ ‘สร้าง’ ชุดความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะต้องสำรวจ รวบรวมข้อมูลที่มีเดิมมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกับวิธีที่ตัวเองพบโดยระวังการละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น” อาจารย์จีระศักดิ์ กล่าวถึงกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ

กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนใหม่จะเป็นไปตามขั้นตอน “คิด-ร่วมมือ-แก้-สร้าง” โดยพ่อแม่ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์คอยทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรแวดล้อม เช่น การประสานองค์กรเครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมที่นักเรียนกำลังศึกษา ดังที่ศูนย์ฯ เคยประสานไปยังคณะวิศวกรรมฯ จุฬาฯ เพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมของนักเรียน

3 เทคนิค หรือ3ทริก ปั้นนวัตกรแห่งศตวรรษที่ 21

1.เชื่อ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูต้อง “เชื่อ” ศักยภาพในตัวเด็กแม้ยังไม่เห็นวี่แววแห่งความสำเร็จก็ตาม โดยจำเป็นต้องอำนวยพื้นที่อิสระทางความคิดและเคารพการตัดสินใจของนักเรียน ยอมให้เด็กกล้าเริ่มต้นวิเคราะห์ปัญหาในแบบของตน และทดลองแก้โจทย์ด้วยตัวเอง เทคนิคนี้จะบ่มเพาะเด็ก ๆ ให้เริ่มมีนิสัยของนักวิเคราะห์ตั้งแต่ยังเยาว์

2.สนับสนุน  เปลี่ยนการสั่งและพร่ำสอนเป็นการหนุนเสริมโดยไม่ปล่อยนักเรียนต่อสู้ตามลำพัง เนื่องจากการคิดค้นนวัตกรรมต้องทำงานเป็นหมู่คณะ ครูและผู้ปกครอง ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกใน “ทีม” ที่จะต้องร่วมกันสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการลองผิดลองถูกจนกว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วง

3.ผลักดัน  หลายเรื่องที่นักเรียนสนใจแต่ผู้ปกครองและครูไม่ถนัด ก็ต้องออกไปหา เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ หากนักเรียนได้รับแรงผลักดันจากมืออาชีพในเรื่องที่ตนกำลังศึกษา นวัตกรรมของเด็กก็จะยิ่งมีความเป็นไปได้ มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และความสลับซับซ้อนของกลไกการทำงานเทียบชั้นมาตรฐานมืออาชีพเลยทีเดียว

เตรียมขยายผล ให้คำปรึกษาฟรี

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ศูนย์นวัตกรรมพร้อมขยายแนวคิดและเพิ่มเพื่อนร่วมทางในการพัฒนาคนคุณภาพเพื่ออนาคตของชาติ

“ศูนย์ได้เตรียมให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนที่สนใจปฏิรูปการเรียนรู้ตามแนวทางเดียวกัน ผู้สนใจติดต่อมายังศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ เรายินดีให้คำปรึกษาหรือประสานความช่วยเหลืออื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ” อ.จีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

เตรียมตัวให้พร้อม! พรุ่งนี้ ‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ เปิดจองซิโนฟาร์ม สำหรับบุคคลธรรมดา รอบ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593968

เตรียมตัวให้พร้อม! พรุ่งนี้ ‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ เปิดจองซิโนฟาร์ม สำหรับบุคคลธรรมดา รอบ 3

เตรียมตัวให้พร้อม! พรุ่งนี้ ‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ เปิดจองซิโนฟาร์ม สำหรับบุคคลธรรมดา รอบ 3

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.10 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2564 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แจ้งกำหนดการ เปิดลงทะเบียนขอรับการจัดสรรวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” สำหรับ “บุคคลธรรมดา” รอบ 3 จำนวน 100,000 ราย ในวันพุธที่ 11 สิงหาคม 2564 โดยจะเปิดระบบลงทะเบียนในเวลา 08.18 น. และจะเปิดระบบการจองวัคซีนสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จในเวลา 14.00 น.

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จในรอบที่ 3 สามารถเข้ามาดำเนินการจองวัคซีน เลือกโรงพยาบาล เลือกวันนัดฉีดและโอนเงินให้เสร็จสิ้นได้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 เวลา 18.00 น.

หากไม่ได้เข้ามาดำเนินการตามวันที่กำหนดระบบจะลบข้อมูลท่านออกจากการลงทะเบียนโดยอัตโนมัติ และท่านต้องลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง หากประสงค์ขอรับการจัดสรรในครั้งต่อไป

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มสำหรับบุคคลธรรมดาได้ 2 ช่องทาง

1) เว็บไซต์ https://sinopharm.cra.ac.th

2) แอพพลิเคชั่น CRA SINOP ทั้งระบบ iOS และ Android ทั้งนี้ อย่าลืมอัพเดตแอพพ์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

เงื่อนไขการลงทะเบียนจองวัคซีน

– ขอสงวนสิทธิเฉพาะสำหรับประชาชนที่ยังไม่เคยรับวัคซีนเข็มแรกและพร้อมเข้าฉีดวัคซีนได้ทันทีเท่านั้น

– ลงทะเบียนจองวัคซีนด้วยเลขที่บัตรประชาชนของผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเท่านั้น คนต่างชาติ ใช้เลขที่หนังสือเดินทาง หรือเลขที่บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย

– อัตราค่าวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 โดสต่อคน 1,554 บาท (โดสละ 777 บาท) โดยทุกๆ 2 โดส ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะบริจาคสมทบครึ่งโดสให้กับผู้ด้อยโอกาส

– ภายหลังจากชำระเงินค่าวัคซีนเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนสิทธิให้ผู้อื่นได้ทุกกรณี

– เลือกวันเข้ารับการฉีดในโรงพยาบาลที่กำหนดได้ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.-5 ก.ย.2564

โรงพยาบาลที่เข้าร่วมให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มสำหรับบุคคลธรรมดาตามภาคต่างๆ ดังนี้

กรุงเทพฯและปริมณฑล

• โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
• โรงพยาบาลปิยะเวท
• โรงพยาบาลพญาไท 3
• โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
• โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์
• โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต
• โรงพยาบาลอินเตอร์เมด
• โรงพยาบาลกรุงเทพ
• โรงพยาบาลวิชัยเวช แยกไฟฉาย
• โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม
• โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ
• โรงพยาบาลเทพธารินทร์
• โรงพยาบาลบางปะกอก 1
• โรงพยาบาลเวชธานี
• โรงพยาบาลมิชชั่น
• โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ
• โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ปทุมธานี
• โรงพยาบาลเอกชัย สมุทรสาคร
• โรงพยาบาล อินเตอร์กำแพงแสน นครปฐม
• โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ นครปฐม
• โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ นนทบุรี
• โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สมุทรปราการ

ภาคกลาง

• โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์
• โรงพยาบาลมิตรภาพเมโมเรียล จ.สระบุรี
• โรงพยาบาลเอกชนเมืองกำแพง จ.กำแพงเพชร
• โรงพยาบาลพริ้นซ์ จ.อุทัยธานี
• โรงพยาบาลพิษณุเวช จ.พิจิตร
• โรงพยาบาลเพชรรัตน์ จ.เพชรบูรณ์
• โรงพยาบาลศรีสุโข จ.พิจิตร
• โรงพยาบาลศรีสวรรค์ จ.นครสวรรค์
• โรงพยาบาลเมืองนารายณ์ จ.ลพบุรี
• โรงพยาบาลมหาชัยแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม
• โรงพยาบาลศุภมิตร จ.สุพรรณบุรี
• โรงพยาบาลพิษณุเวช จ.พิษณุโลก
• โรงพยาบาลรวมแพทย์ จ.พิษณุโลก

ภาคใต้

• โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ จ.สงขลา
• โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส
• โรงพยาบาลสงขลา
• โรงพยาบาลสิโรรส จ.ยะลา
• โรงพยาบาลรวมแพทย์ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
• โรงพยาบาลนครินทร์ จ.นครศรีธรรมราช
• โรงพยาบาลนครคริสเตียน จ.นครศรีธรรมราช
• โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จ.ชุมพร
• โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี หาดใหญ่ จ.สงขลา
• โรงพยาบาลวัฒนแพทย์อ่าวนาง จ.กระบี่
• โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ จ.ตรัง
• โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จ.ตรัง
• โรงพยาบาลสิโรรส จ.ปัตตานี
• โรงพยาบาลควนขนุน จ.พัทลุง

ภาคอีสาน

• โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร จ.อุดรธานี
• โรงพยาบาลนอร์ทอีสเทอร์น-วัฒนา จ.อุดรธานี
• โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
• โรงพยาบาลปากช่องนานา จ.นครราชสีมา
• โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี
• โรงพยาบาลโขงเจียม อุบลราชธานี
• โรงพยาบาลขอนแก่น ราม จ.ขอนแก่น
• โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
• โรงพยาบาลเมืองเลยราม จ.เลย
• โรงพยาบาลพริ้นซ์ จ.ศรีสะเกษ
• โรงพยาบาลชัยภูมิ
• โรงพยาบาลสุรินทร์รวมแพทย์ จ.สุรินทร์
• โรงพยาบาลรวมแพทย์ (หมออนันต์) จ.สุรินทร์
• โรงพยาบาลหนองคาย-วัฒนา จ.หนองคาย
• โรงพยาบาลบุรีรัมย์ราม จ.บุรีรัมย์
• โรงพยาบาลรักษ์สกล จ.สกลนคร
• โรงพยาบาลรวมแพทย์ จ.หนองคาย
• โรงพยาบาลนาแก จ.นครพนม
• โรงพยาบาลร้อยเอ็ดธนบุรี จ.ร้อยเอ็ด
• โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จ.มุกดาหาร
• โรงพยาบาลกาฬสินธุ์-ธนบุรี จ.กาฬสินธุ์

ภาคตะวันออก 

• โรงพยาบาลชลบุรี
• โรงพยาบาลปิยะเวชช์ บ่อวิน จ.ชลบุรี
• โรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยอง
• โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี
• โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 จ.ฉะเชิงเทรา
• โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี

ภาคเหนือ

• โรงพยาบาลเชียงใหม่ใกล้หมอ จ.เชียงใหม่
• โรงพยาบาลลานนา จ.เชียงใหม่
• โรงพยาบาลเชียงใหม่เมดิคอลเซ็นเตอร์
• โรงพยาบาลพริ้นซ์ จ.ลำพูน
• โรงพยาบาลลำพูนใกล้หมอ จ.ลำพูน
• โรงพยาบาลพิษณุเวช จ.อุตรดิตถ์
• โรงพยาบาลเขลางค์นคร-ราม จ.ลำปาง
• โรงพยาบาลแพร่-ราม จ.แพร่
• โรงพยาบาลพะเยา ราม จ.พะเยา
• โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ จ.เชียงราย

ภาคตะวันตก

• โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์
• โรงพยาบาลมหาชัยเพชรรัชต์ จ.เพชรบุรี
• โรงพยาบาลกรุงเทพเมืองราช จ.ราชบุรี
• โรงพยาบาลสินแพทย์กาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี
• โรงพยาบาลนครแม่สอด อินเตอร์เนชั่นแนล จ.ตาก

สพฐ. จัดงาน นวัตกรรม Active Learning โรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 349 โรงเรียนเข้าร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593750

สพฐ. จัดงาน นวัตกรรม Active Learning  โรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 349 โรงเรียนเข้าร่วม

สพฐ. จัดงาน นวัตกรรม Active Learning โรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 349 โรงเรียนเข้าร่วม

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดกิจกรรม “12 สัปดาห์ พัฒนานวัตกรรม Acive Learning AL วิถีใหม่ วิถีคุณภาพ”โดยดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้เปิดงาน และมีหน่วยงานเกี่ยวข้องอาทิ สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนในสังกัดเข้าร่วมจำนวน 349 โรงเรียน ในรูปแบบออนไลน์ ในวันเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 7สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ การจัดสวนสนุกแห่งการเรียนรู้ 5 ห้องด้วยกัน ประกอบด้วย ห้องที่หนึ่ง “ครูขอบอก” ห้องที่สอง“Tips Tricks Tools ห้องที่ 3 “ปั้นครูเป็นYoutuber” ห้องที่สี่ “Fab Lab นวัตกรน้อย” และห้องที่ห้า “ห้องเรียนเชิงบวก” และจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องแบบเข้มข้นต่อเนื่องไปอีก 12 สัปดาห์

คณะเภสัชฯ ม.อ.ได้รับคัดเลือกเป็น ‘สถาบันตัวอย่าง’ มีมาตรฐานการเรียนการสอนใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593749

คณะเภสัชฯ ม.อ.ได้รับคัดเลือกเป็น ‘สถาบันตัวอย่าง’  มีมาตรฐานการเรียนการสอนใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล

คณะเภสัชฯ ม.อ.ได้รับคัดเลือกเป็น ‘สถาบันตัวอย่าง’ มีมาตรฐานการเรียนการสอนใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ณัฐาศิริ ฐานะวุฑฒ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ล่าสุด คณะเภสัชศาสตร์ ม.อ. จึงได้รับเลือกเป็นสถาบันตัวอย่างดีเด่นที่มีการสอนการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลจากเครือข่ายด้านการศึกษา 5 วิชาชีพได้แก่ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์สัตวแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ จัดโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข โดยผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถาบันการศึกษาตัวอย่าง 5 ด้าน ได้แก่ 1.นโยบาย ที่มีแนวทางปฏิบัติและการติดตามการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 2.การกำหนดให้การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล3 ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้น Active Learning และลักษณะของ Problem-based pharmacotherapy ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในลักษณะของสหวิชาชีพ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล 4.การพัฒนาอาจารย์เกี่ยวกับการสอนการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง และ 5.การประเมินสมรรถนะด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุ สมผลของนักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษา โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักสูตรและความปลอดภัยของผู้ป่วยในสถาบันการศึกษาเภสัชศาสตร์ ประเมินภาพรวมของคณะเภสัชศาสตร์ 19 สถาบัน

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593744

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ กับ ‘พลังบวร’ ที่หลอมรวมคนไทย

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“บวร” ตามความหมายจากพจนานุกรม แปลว่า ประเสริฐ ลํ้าเลิศ แต่ “บวร” ในความหมายที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในวันนี้ คือการรวมสิ่งที่หล่อหลอมอบรมคนในสังคมไทยมาช้านาน ได้แก่ บ้าน วัดโรงเรียน ซึ่ง ๓ สิ่งนี้ สร้างพลังให้สังคมและผู้คนในชุมชนได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นสงบสุข พึ่งพาช่วยเหลือแบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย เด็ก เยาวชน เคารพผู้อาวุโส กล่อมเกลาให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้องดีงาม มีคุณธรม จริยธรรม โดยมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ด้วยพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงเห็นความสำคัญของ “บวร” อย่างละเอียดลึกซึ้ง และทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยด้วย “พลังบวร” จีงทรงสนับสนุนให้ บ้าน วัด โรงเรียน ประสานการพัฒนาร่วมกัน เพื่อก่อประโยชน์สูงสุดในลักษณะที่มีการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ตลอดทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้กับประชาชนทุกระดับ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง มีความพอเพียงอย่างสมดุลและยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศษฐกิจพอเพียง นำพลังบวรขับเคลื่อนสังคมไทย ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๙ เกิดเป็นชุนชนระดับต่างๆ รวมกว่า ๒๕,๐๐๐ ชุมชนทั่วประเทศ และในจำนวนนี้มีชุมชนคุณธรรม ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจำนวน ๑,๐๐๐ ชุมชนหรือที่เรียกว่า “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ “พลังบวร”เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยนำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึกผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทย มาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคุณธรรม เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วประเทศ

และเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เอกชน เครือข่ายด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งภาคประชาชนในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”นำอัตลักษณ์วิถีชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนมาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชมและศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะนำร่องโครงการดังกล่าวโดยคัดเลือกชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัด เพื่อรับรางวัล ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

สำหรับการคัดเลือก ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” จะคัดเลือกจากชุมชนคุณธรรมฯที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัด ๗๖ จังหวัด รวม ๒๒๘ ชุมชน ให้เหลือ ๑๐ ชุมชนเพื่อรับรางวัล ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก เช่น อัตลักษณ์ความโดดเด่นของชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) เมื่อคัดเลือกชุมชนได้แล้ว กระทรวงวัฒนธรรมจะขับเคลื่อนโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) คลี่คลาย

และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุมชนคุณธรรม ที่ดำเนินการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชนในทุกมิติอย่างเข้มแข็ง โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นภูมิทางสังคม ภูมิปัญญา และภูมิทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่า นำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตของชุมชน มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง สร้างโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชากร ช่วยฟื้นฟูชุมชนและสังคมจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) และเกิดการอนุรักษ์ สืบสานรักษา ต่อยอด มรกดทางวัฒนธรรมของชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กระทรวงวัฒนธรรม จึงเห็นควรให้ทั้ง ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” รับมอบโล่ห์รางวัลจากนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่าคนไทยในยามนี้ต่างเฝ้ารอให้วิกฤติโรคระบาดซาลง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนเดิม เมื่อถึงเวลานั้นผู้เขียนเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของผู้คนที่จะออกไปปลดปล่อย หลังจากที่เก็บตัวตึงเครียดอยู่กับบ้านมานาน

เมื่อผู้คนคึกคัก การท่องเที่ยวและรายได้หมุนเวียนคึกคัก นั่นย่อมหมายถึงความสุข ความหวัง และรอยยิ้มของคนไทยในชุมชนจะกลับมาอีกครั้ง โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ภายใต้รากแห่ง “พลังบวร” นี้ จึงถือเป็นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งของชาติในอันที่จะสร้างความพร้อมรองรับผู้คนทันทีที่กุญแจประตูอิสรภาพแห่งการท่องโลกกว้างถูกปลดออก โดยระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” อยู่ในช่วงระหว่างวันที่ ๒ กรกฎาคม-๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดได้รายงานข้อมูลด้านต่างๆ นำเสนอแล้ว แต่ละพื้นที่ต่างชูสถานที่ท่องเที่ยว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอื่นๆ ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน