นศ.คณะมนุษย์ มรภ.สงขลา คว้า 10 รางวัล ประกวดทักษะวิชาการ ‘CSD สัมพันธ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593748

นศ.คณะมนุษย์ มรภ.สงขลา คว้า 10 รางวัล ประกวดทักษะวิชาการ ‘CSD สัมพันธ์’

นศ.คณะมนุษย์ มรภ.สงขลา คว้า 10 รางวัล ประกวดทักษะวิชาการ ‘CSD สัมพันธ์’

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.รัชชพงษ์ ชัชวาลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สงขลา เปิดเผยว่านักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสวัสดิการสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ได้รับรางวัลการประกวดทักษะวิชาการ ในการประชุมวิชาการการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคม (CSD สัมพันธ์) ครั้งที่ 20 รวม 10 รางวัล ได้แก่ รางวัล “ระดับดีมาก” การประกวด CSD Young Talks หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านศาสตร์พระราชาสู่จิตอาสาเพื่อสังคม” รางวัล “ระดับดี”การประกวด Best PracticeAwards ผลงานเรื่อง ฝายชะลอน้ำจากพลังความร่วมมือ รางวัล“ระดับดี” การประกวดการแข่งขันแผนที่ความคิด จำนวน 2 รางวัลการนำเสนอผลงานแบบบรรยาย “ระดับดี” จำนวน 4 รางวัล รางวัลการนำเสนอผลงานแบบบรรยาย“ระดับชมเชย” อีกจำนวน2 รางวัล

สพฐ.เลื่อนสอบ ‘ครูผู้ช่วย’ ไม่มีกำหนด เหตุโควิดยังระบาดอย่างหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593747

สพฐ.เลื่อนสอบ'ครูผู้ช่วย'ไม่มีกำหนด เหตุโควิดยังระบาดอย่างหนัก

สพฐ.เลื่อนสอบ’ครูผู้ช่วย’ไม่มีกำหนด เหตุโควิดยังระบาดอย่างหนัก

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.00 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2564 ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 หลายจังหวัดถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม เนื่องจากพบการแพร่ระบาดเป็นบริเวณกว้างและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องประกาศเลื่อนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กลุ่มทั่วไป ประจำปี 2564 ที่มีผู้สมัครสอบไว้แล้วจำนวน 175,403 รายออกไป จากเดิมกำหนดจัดสอบภาค ก ในช่วงกลางเดือน กรกฎาคมออกไปเป็นวันที่ 28 สิงหาคม นั้น

 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ยังคงระบาดอย่างหนัก ประกอบกับศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ประกาศห้ามจัดประชุม สัมมนา และรวมกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จึงทำให้การจัดสอบครูผู้ช่วยดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นจึงต้องมีการเลื่อนการสอบออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีกครั้ง 
           
ว่าที่ร.ต.ธนุ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เสนอให้จัดสอบครูผู้ช่วยรูปแบบออนไลน์แทนนั้น ส่วนตัวตนเห็นว่าก็เป็นแนวคิดที่ดี แต่ถ้าจะทำจริงคงต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะคนออกหลักเกณฑ์ สพฐ.คนจัดสอบ มีการจ้างมหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบและจัดทำโปรแกรมการสอบในระบบออนไลน์ รวมถึงศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่เป็นคนกำกับดูแลการสอบในแต่ละจังหวัดมาหารือร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่

 และเป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องรอบคอบ เพราะการสอบครูผู้ช่วยแบบออนไลน์นั้นคงไม่ใช่การเรียนออนไลน์แบบทั่ว ๆ ไปแน่ ยิ่งเรามีผู้สมัครสอบเป็นจำนวนมากยิ่งต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย เช่น หากจะให้สอบแบบออนไลน์ที่บ้านแล้วจะออกแบบอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในการสอบเกิดขึ้น เป็นต้น ดังนั้นหากจะดำเนินการก็ต้องมาพูดคุย เซ็ตและออกแบบระบบ รวมถึงโปรแกรมที่จะใช้เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคนให้ได้ อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ ณ ขณะนี้ตนคิดว่าการสอบออนไลน์ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และ ศบค.จะอนุญาตให้จัดสอบแบบออนไซต์ได้เมื่อไหร่

‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593724

'ในหลวง'ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย

‘ในหลวง’ทรงห่วงใยพระสงฆ์ชราภาพ โปรดเกล้าฯให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.26 น.

8 สิงหาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา กับทรงสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” และทรงห่วงใยพระสงฆ์ที่ชราภาพปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญรถไฟฟ้าพระราชทานไปถวาย แด่พระครูอมรธรรโมภาส (หลวงปู่ชม โอภาโส) จังหวัดหนองคาย

เมื่อเวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันตำรวจเอก ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม รองเลขาธิการพระราชวัง เชิญรถไฟฟ้าพระราชทาน ไปถวายแด่พระครูอมรธรรโมภาส (หลวงปู่ชม โอภาโส) อายุ 106 ปี พรรษา 56 เจ้าอาวาสวัดสามัคคี (วัดธาตุ) อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจเผยแพร่หลักธรรมคำสอนและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

‘ม.ขอนแก่น’ จัดงาน ‘IP DAY 2021’ จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593540

‘ม.ขอนแก่น’จัดงาน‘IP DAY 2021’  จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม

‘ม.ขอนแก่น’จัดงาน‘IP DAY 2021’ จับมือเอกชนเปลี่ยนงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจโดย ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา โดย กองบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงานภายใต้โครงการIP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” โดยมี ศ.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานการจัดงาน รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีนักวิชาการ ผู้สนใจจากภาคเอกชน ร่วมกิจกรรมผ่านทาง ระบบออนไลน์ เป็นจำนวนมาก

โดย ศ.ธิดารัตน์ กล่าวว่า การจัดงานภายใต้โครงการ IP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้นักวิจัยนำโจทย์วิจัยจากภาคเอกชนมาพัฒนาผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ตอบโจทย์ภาคเอกชนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีรายได้ที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยนวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์มากกว่า 3 ล้านบาท โดยคิดเป็น Impact value ที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ภาคเอกชนมากกว่า 30 ล้านบาท แต่ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอแนะว่าผลงานส่วนใหญ่เกิดจากโจทย์วิจัยที่ทีมนักวิจัยมีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ขาดการสำรวจความต้องการจากภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

“การจัดงาน IP Day 20-21 ในวันนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้รวบรวมตัวแทนนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆ มาร่วมงานเพื่อที่จะรับข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมและนำไปพัฒนาผลงานวิจัยต่อไป ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความร่วมมือ โครงการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมกับภาคเอกชนในอนาคต สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้” ศ.ธิดารัตน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ชาญชัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินงานวิจัย และพัฒนาผลงานวิจัยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา มีความพร้อมในการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ อุปกรณ์ ซึ่งผลงานบางส่วนมีประโยชน์ต่อภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ผลงานบางส่วนยังไม่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้จริง

“เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้นักลงทุนภาคเอกชนนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พร้อมๆ กับตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในการนำไปต่อยอดธุรกิจได้ในอนาคต มหาวิทยาลัยจึงจัดโครงการ IP Day 2021 ขึ้น การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน เข้ามาร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมร่วมกันจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมได้ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและนำไปสู่ความร่วมมือการวิจัย และ พัฒนาผลงานระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อไป” รศ.ชาญชัย กล่าว

สำหรับการจัดงานโครงการ IP DAY 2021 “ผู้ประกอบการพบนักวิจัยร่วมค้นหาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทย” ประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรม ด้านการแพทย์ ด้านพลังงาน ด้านวัสดุการแพทย์ ด้านเครื่องสำอาง อาหารเสริม และอาหาร เสวนาโจทย์วิจัยและสร้างนวัตกรรมพิเศษจากหอการค้าจังหวัดขอนแก่น และการพูดคุยเพื่อหาแนวทางการสนับสนุน post doctoral researcher ให้กับโครงการวิจัยเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’ ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593541

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’  ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ

‘นวัตกรรมป้องกันนํ้าท่วมอัตโนมัติ’ ผลงานเยาวชนไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เยาวชนไทยสร้างความฮือฮาผงาดบนเวทีระดับนานาชาติ เดลต้าคัพ 2021 (Delta Cup) เมื่อทีม คาลามารี (Calamari) นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize ด้วยผลงานนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ที่น่าทึ่ง ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันจากนานาประเทศ 546 ทีม จาก 200 มหาวิทยาลัย ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ทีม “คาลามารี (Calamari)” จากประเทศไทย นำโดย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ผศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมด้วย ทีมนักศึกษามหิดล 22 คน ได้แก่ สุเมธ กล่อมจิตเจริญ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์

ชอน กัลอัพ จิน ตั้งกิจงามวงศ์ ภัครมัย คูหาชัยสกุล ธัญชนก ตั้งวัฒนศิริกุล พัฒน์ งามเดชากิจ ธัญธร สุกสอาด สาริน นิพัทธ์วรสกุล ธนารีย์ ไหนาค วิทวัส สุดทวี ธัญพล มาประดิษฐ์ สพล มาสุข ศศินิภา สุขโชติ นพวุฒิ ละออง พิสิฐชัยเตชะวิเศษ อภิชญา จินพล เบญจมาศ จิระปัญญาเลิศ อะบิคยัด ไปรสัย วิศรุต อนรรฆมงคล สุทธิศักดิ์ จันทร์อารักษ์ และซาฮัน ชนุกา บันดารา

รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกวันนี้และอนาคต ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในชีวิตประจำวัน การทำงาน การแพทย์และสุขภาพ คมนาคมขนส่ง จนถึงการบริหารจัดการเมือง สำหรับงานแข่งขัน เดลต้าคัพ 2021 จัดโดย เดลต้า อิเล็กโทรนิคส์

ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศจีน และสมาคมเทคโนโลยีอัตโนมัติแห่งประเทศจีน (CAA) ภายใต้ธีม Seeking Smart Industrial Internet of Things (IIoT) Talents ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่และความคิดสร้างสรรค์ด้านพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติโซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะและแอปพลิเคชั่นเทคโนโลยีสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการแข่งขันมี 3 ประเภทคือ Innovative Machines, Smart Factory และ Better Future Living

“แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติจากโควิด-19 แต่ เดลต้าคัพ 2021 ปีนี้ยิ่งใหญ่คึกคักด้วยการประชันผลงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติของนวัตกรคนรุ่นใหม่จาก 200 มหาวิทยาลัย ผลการแข่งขันนำความภาคภูมิใจสู่คนไทยทุกคนโดยนับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize โดยทีม Calamari จากผลงาน Flood Prevention Protocol ที่ออกแบบจากแนวคิด Smart IIoT For Better Future Living” รศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ชอน กัลอัพ หัวหน้าทีมคาลามารี (Calamari) นักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวถึงที่มาและนวัตกรรมว่า ที่ผ่านมาความเสียหายจากภัยธรรมชาติในประเทศไทยนั้น อุทกภัยได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และในบางพื้นที่ เช่น รามคำแหง บางกะปิ สุขุมวิท อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2 เมตร

ทำให้กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมมาทุกปี ถึงแม้จะมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมโดยการใช้ประตูน้ำ 100 แห่งทั่วเมือง แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการน้ำท่วมได้ เนื่องจากประตูน้ำแต่ละบานเปิด-ปิด โดยใช้คน ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงน้ำทุกส่วน วิธีการล่าช้า ขาดการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมดูแลระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดความแม่นยำด้วยข้อมูลที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย

ทีม คาลามารี (Calamari) จึงได้คิดค้นและออกแบบนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ซึ่งเป็นระบบระบายน้ำอัตโนมัติที่ผสานรวมกับเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ มี เครือข่ายระบบเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลน้ำจากประตูน้ำทั้ง 100 แห่ง และประมวลผลด้วยคลาวด์ คอมพิวติ้ง ระบบสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำ ความน่าจะเป็นใน 1 ชม. ข้างหน้า ทำ Flow Rate Mapping กำหนดเส้นทางการไหลของน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม จนถึงควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

อีกทั้งแสดงข้อมูลจากเครือข่ายเซ็นเซอร์ มอเตอร์ และการไหลของน้ำทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ศูนย์ควบคุม SCADA หรือระบบมอนิเตอร์แสดงสถานะของแต่ละประตูน้ำและเห็นภาพรวมได้อีกด้วย นับเป็นการรวมระบบการตัดสินใจการควบคุมประตูน้ำทั้ง 100 แห่งด้วย AI เข้าไป ซึ่งจะช่วยพัฒนายกระดับให้เป็นระบบเปิด-ปิดประตูน้ำอัจฉริยะ

ขณะที่สมาชิกทีมอีก 2 คนคือ สุเมธ กล่อมจิตเจริญ นักศึกษา ป.โท, ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของระบบนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมอัตโนมัติ Flood Prevention Protocol ก้าวหน้าด้วยความอัจฉริยะโดยเราทำ Machine Learning ฝึก AI ให้เรียนรู้การคำนวณ ประมวลวิเคราะห์จากข้อมูลน้ำทั้งหมดในพื้นที่ ประเมินผล และคาดการณ์อนาคต (Event Prediction) โดยจะใช้ข้อมูลจากระดับน้ำ อัตราการไหล และอื่นๆ

จากนั้นจึงเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำแต่ละบานโดยอัตโนมัติด้วยระบบอัจฉริยะ ทั้งนี้ โซลูชั่นที่นำมาใช้นี้จะช่วยประหยัดทรัพยากรมนุษย์ ประหยัดเวลา ทำให้มีความแม่นยำ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพน้ำในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เตือนภัยและสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ช่วยลดความเสียหายและการสูญเสียชีวิตของประชาชนตลอดจนเกษตรกรจะได้รับจากน้ำท่วม

ซึ่งการทำงานครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากพลังของทีมงานทุกคนที่ต่างก็เชี่ยวชาญในแต่ละด้านได้มาหลอมรวม ค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้าน Software และ Hardware การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงเทคนิค นำเสนอในการแข่งระดับโลกเป็นครั้งแรกในชีวิตและประสบผลสำเร็จสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทั้งเป็นโอกาสให้ทีมไทยได้เห็นไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมายของทีมต่างประเทศอีกด้วย

นับเป็นอีกพลังบวกของคนรุ่นใหม่ ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตไทย…ตอบโจทย์แก้ปัญหาในสังคม ให้เมืองน่าอยู่และโลกของเรายั่งยืน!!!

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้ ‘สุพัฒนพงษ์’ แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593509

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้'สุพัฒนพงษ์'แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน

ศธ.ส่งแนวทางแก้หนี้ครูให้’สุพัฒนพงษ์’แล้ว รอนัดประชุมขับเคลื่อนแผน

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จากนั้นตนและคณะทำงานก็ได้รวบรวมข้อมูลและเชิญกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน พร้อมนำแนวทางที่คณะทำงานศธ.ชุดก่อนเคยพิจารณาไว้ มาประกอบการพิจารณาและวิเคราะห์หาทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ครู เบื้องต้นได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ต้องหามาตรการลดเงินต้นให้ครู 2.ต้องหามาตรลดดอกเบี้ยให้กับครู 3.ทำอย่างไรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เสียดอกเบี้ยในการทำประกันชีวิตที่ผูกกับเงินกู้ลดน้อยลง เพราะที่ผ่านมาการทำประกันเงินกู้สร้างภาระให้ครูอย่างมาก ทั้งที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นลูกค้าชั้นดี ดังนั้นต้องหาทางช่วยลดภาระในส่วนนี้ให้ได้

และ 4.การวางแผนป้องกันระยะยาวให้ครูที่จะกู้เงิน โดยให้มีคณะทำงานหรือผู้รับรองเงินเดือนครู หรือผู้ที่มีส่วนให้ความคิดเห็น ว่าครูมีความสามารถและมีศักยภาพที่จะกู้เงินต่อได้หรือไม่ และสร้างหลักสูตรเพื่อให้ความรู้ สร้างทักษะชีวิตให้กับบุคลากรและครูที่บรรจุใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ครูที่เข้าที่เข้าบรรจุใหม่มีปัญหาหนี้สินในอนาคต โดย ศธ.ได้ส่ง 4 แนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ทางคณะกรรมการกำกับการแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐและประชาชนรายย่อย ที่มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ แล้ว ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ก็เห็นว่า ศธ.ได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว จึงให้นำแนวทางไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันจัดเตรียมแผนให้มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น

นายสุทธิชัย กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ก็ตนได้หาข้อมูลเพิ่มเติมโดยประชุมและสอบถามความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 6 แห่ง เพื่อรับทราบแนวทางและปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูก็ได้สะท้อนปัญหาส่วนใหญ่ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมๆคือความสามารถในการส่งเงินกู้ของสมาชิกผู้กู้ โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้จะมีผลกระทบมาก ซึ่งเราก็จะนำแนวทางและปัญหานี้มาประกอบในการจัดเตรียมแผนแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยจะเร่งจัดทำแผนให้เสร็จโดยเร็ว และเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาก่อน และรอนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับการแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐและประชาชนรายย่อยพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการฯจะนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็ว ๆนี้เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินครู

กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19 ปรับ “สถานศึกษา” เป็นรพ.สนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477864

กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด -19 ปรับ “สถานศึกษา” เป็นรพ.สนาม

8 สิงหาคม 2564 – 16:40 น.

เกิดขึ้นแล้วพร้อมกัน  ทั้งโรงพยาบาลสนาม-ศูนย์พักคอย รองรับผู้ป่วยได้ ถึง 2,197 เตียง “เลขาธิการ กศน.” เล็งใช้ “สถานศึกษา” ขยายเพิ่มหากผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โคโรนา2019 หรือโควิด- 19ที่กำลังวิกฤต และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่ง ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน กศน. ได้มอบหมายให้ กศน.เป็นหน่วยงานหลัก

ในการวางแนวทางมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19ทาง กศน.จึงได้ขับเคลื่อนกิจกรรม “กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด -19”ขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ ในสถานการณ์วิกฤตนี้

เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. ที่ได้รับการร้องขอจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน.เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย ให้บริการแก่ประชาชนที่เป็นผู้ป่วยกักตัวดูอาการ

“ซึ่งขณะนี้หน่วยงานของ กศน. ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุน โดยให้ใช้สถานที่ของ กศน. จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย ทั่วประเทศ”เลขาธิการ กศน. กล่าว

กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด -19 ปรับ "สถานศึกษา" เป็นรพ.สนาม

เลขาธิการ กศน. กล่าวอีกว่า โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2564 มีสถานศึกษาในสังกัด กศน.ที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย รวมทั้งสิ้น192แห่ง

กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด -19 ปรับ "สถานศึกษา" เป็นรพ.สนาม

ประกอบด้วย

1.โรงพยาบาลสนาม มี7จังหวัด10แห่ง จำนวน282เตียง

2.สถานที่กักตัว มี18จังหวัด106แห่ง จำนวน824เตียง

3.ศูนย์พักคอย มี17จังหวัด76แห่ง จำนวน1,091เตียง

รวมทั้งสิ้น มีเตียงที่สามารถรองรับได้ถึง2,197เตียง 

กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด -19 ปรับ "สถานศึกษา" เป็นรพ.สนาม

“ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง ก็อาจจะได้รับการร้องขอในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ”ดร.วรัท กล่าวในที่สุด

ตลาดต้องการอีก 5 ปีขาดแคลนบุคลากรด้าน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์” กว่าหมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477809

ตลาดต้องการอีก 5 ปีขาดแคลนบุคลากรด้าน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์”กว่าหมื่น

8 สิงหาคม 2564 – 08:25 น.

“ม.เอเชียอาคเนย์” จับมือPalo Alto Networks ปั้นคนสู่ตลาดงานด้าน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์” เพื่อร่วมพัฒนาบุคลากรเพื่อผลิตนักศึกษาด้านCybersecurity ออกไปทำงานได้จริง รองรับตลาดที่ขาดแคลน

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SAU)ลงนามความร่วมมือกับPalo Alto Networksผู้นำระบบNetwork Securityอันดับท็อปของโลกจากซิลิคอน วัลเลย์ มุ่งพัฒนานักศึกษาและบุคลากรสู่งานด้านCybersecurityระดับโลก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการบริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค ประเทศไทยและอินโดจีน กล่าวว่า การเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ ม.เอเชียอาคเนย์ ในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาศักยภาพให้กับนักศึกษาด้านCybersecurity หรือความมั่นคงหรือความปลอดภัยทางไซเบอร์ 

ลดความเสี่ยงจาการถูกโจมตีทางอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กร หรือการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีต้นสูง และบุคลากรทางด้านนี้กำลังขาดแคลนอย่างมากทั้งปัจจุบัน และอนาคตในอีก5ปีข้างหน้าถึงกว่า10,000ตำแหน่ง 

ดังนั้นจึงต้องร่วมกันจากหลายภาคส่วนที่จะพัฒนาบุคลากรเพื่อผลิตนักศึกษาด้านCybersecurityให้ได้ 1,000 คนต่อปี โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาศักยภาพแรงงานในด้านของดิจิทัลด้วย

ดร.ธัชพล กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้มีอยู่4ประเด็นหลักที่สำคัญ ได้แก่ (1)การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยอบรมคณาจารย์เพื่อสร้างTrainerที่มีศักยภาพ (2)การจัดกิจกรรมร่วมกันกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความตื่นตัว ตระหนักรู้และความสนใจของนักศึกษา

(3)การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเน้นทักษะการสร้างเครื่องมือปกป้องภัยด้านCybersecurityเช่นAI Machine Learning, IoT Securityสำหรับเซ็นเซอร์ใหม่ ๆ หรือการพัฒนาSmart Manufacturing Industry 4.0หรือCloud Securityรวมถึงงานวิจัยกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างPlatformใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย 

(4)การสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยCyberโดยจัดWorkshopในเชิงเทคนิคให้กับนักศึกษา บุคลากร รวมถึงการจัดส่งนักศึกษาไปร่วมBootcampหรือHackatronกับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของไทยและระดับโลก

โดยทั้งพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์ค และมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์มีความตั้งใจร่วมกันอย่างยิ่งในการร่วมมือสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสู่สังคมและสู่ตลาดแรงงานของประเทศ

ด้านดร.ฉัททวุฒิ  พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับPalo Alto Networksผู้นำด้านระบบCyber Securityในครั้งนี้ถือเป็นการนำหลักสูตรมาพัฒนาร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เรื่องCybersecurityที่กำลังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะผลิตบุคลากรด้านCybersecurityที่ออกไปทำงานได้จริงซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นว่าเราจะต้องพัฒนาและทำให้ได้

ตลาดต้องการอีก 5 ปีขาดแคลนบุคลากรด้าน "ความปลอดภัยทางไซเบอร์"กว่าหมื่น

เซ็นสัญญาออนไลน์

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกันสร้างบุคลากรด้านCybersecurityที่มีคุณภาพ มีความสามารถ ทำงานได้จริง มีคุณธรรม และก้าวสู่งานที่มั่นคงต่อไปในอนาคต”ดร.ฉัททวุฒิ กล่าว

“ลดค่าเล่าเรียน” 2,000 บาท รอสำนักงบฯจัดสรร “รมว.ศธ.” คาดได้ 31 ส.ค. นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477597

“ลดค่าเล่าเรียน” 2,000 บาท รอสำนักงบฯจัดสรร “รมว.ศธ.”คาดได้31ส.ค.นี้

6 สิงหาคม 2564 – 20:05 น.

“ครูเหน่ง” ตั้งปลัดศธ. เร่งเดินหน้าจ่ายเงินเยียวยา “ลดค่าเล่าเรียน” นักเรียนและผู้ปกครอง  คาด 31 ส.ค.- ต้นก.ย.นี้ ผู้ปกครองและนักเรียน นักศึกษา ได้เงิน 2,000 บาท

มติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า “ครูเหน่ง” นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้ฐานคะแนนเสียงจากพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนไม่น้อย

เมื่อมติครม.เห็นชอบในหลักการ ด้วยการออกมาตรการเยียวยานักเรียน ลดค่าเล่าเรียน 2,000 บาทและเยียวยาผู้ปกครอง 2,000 บาท ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 

ล่าสุด มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ จากนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ว่า ครม.เห็นชอบให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา ลดภาระค่าเล่าเรียนของนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังเล่าเรียนทั้งสถานศึกษาของรัฐบาล และสถานศึกษาเอกชน 

ทั้งที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงม.6 และอาชีวศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 / 2564

“ลดค่าเล่าเรียนระดับขั้นพื้นฐาน  ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน กระทรวงศึกษาธิการ จะจ่ายผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มายังเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้นเขตพื้นที่การศึกษาจ่ายผ่านโรงเรียนหรือสถานศึกษา และให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ครอบคลุม 11 ล้านคน วงเงิน 21,600 ล้านบาท “นางสาวตรีนุช ระบุ

ส่วนความคืบหน้าว่าการลดค่าเล่าเรียน และเยียวยาผู้ปกครอง จะได้รับเมื่อไหร่นั้น น.ส.ตรีนุช  แจกแจงว่า  ขณะนี้สำนักงบประมาณอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพื่อทำการจัดสรรเงินให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งตนมอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ปลัด ศธ.) ไปดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

“หากสำนักงานงบประมาณ จัดทำรายละเอียดและจัดสรรเงินมาให้ ศธ.แล้ว จากนั้น ศธ.จะตรวจสอบข้อมูล เพื่อจัดสรรเงินงบประมาณลงไปที่สถานศึกษาต่อไป คาดว่าภายในวันที่ 31 สิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนนี้ สถานศึกษาจะได้รับเงิน และทำการโอนเงินเยียวยา 2,000 บาท ให้นักเรียนและผู้ปกครองต่อไป”รมว.ศธ.ระบุ

รมว.ศธ. กล่าวถึงการจ่ายเงินเพื่อลดค่าเล่าเรียนให้นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองนั้นว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับมาว่า ศธ.ต้องเร่งดำเนินการลดความเดือดร้อนของนักเรียน และผู้ปกครองให้เร็วที่สุด

“ดังนั้นการจ่ายเงิน จะต้องจะรวดเร็วด้วย ซึ่งศธ.ได้คิดหาวิธีการที่จัดส่งเงินให้รวดเร็วที่สุด โดยพบว่าหากจ่ายเงินตามฐานข้อมูลการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียนที่ ศธ. มีข้อมูลอยู่ จะสามารถนำส่งเงินให้สถานศึกษาได้เร็วที่สุด”รมว.ศธ.กล่าว

“ครูเตรียมตกงาน” เมื่อสพฐ. เห็นชอบให้สิ้นสุดโครงการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477438

“ครูเตรียมตกงาน” เมื่อสพฐ. เห็นชอบให้สิ้นสุดโครงการ

5 สิงหาคม 2564 – 18:10 น.

ช็อกยิ่งกว่าติดโควิด เมื่อสพฐ. เห็นชอบสิ้นสุดโครงการฯ 30 ก.ย.64 สำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง นั่นหมายถึง “ครูเตรียมตกงาน”

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา บุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการมีความเสี่ยง ในการปฏิบัติงาน ไม่น้อยกว่าข้าราชการอื่น จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา ปรับรูปแบบการเรียนการสอน ครูต้องเดินออกจากโรงเรียนไปสอนนักเรียนถึงบ้าน

แต่ในขณะนี้มีบุคลากรกลุ่มหนึ่งที่ร่วมฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน กำลังจะถูกให้ออกจากงาน หรือ เตรียมตกงาน เพราะสิ้นสุดโครงการ แต่ก็มีบุคลากรบางกระทรวงที่ถูกปรับเปลี่ยนสถานะให้บรรจุเป็นข้าราชการเพราะสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนหลายหมื่นคน มันยุติธรรมหรือไม่สำหรับบุคลากรเหล่านั้น

จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 ได้มีการแชร์หนังสือราชการจาก สพฐ. ถึง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยหนังสือ ศธ 04010/ว39 เรื่อง การดำเนินการ การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ครูวิทย์-คณิต)โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง

เนื้อหาในหนังสือราชการดังกล่าว ใจความว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดกลางและเล็ก ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือครูวิทย์-คณิต

ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องและมีรอบระยะเวลาการจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับ คุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ให้กับโรงเรียนที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาคัดเลือก 3 ปี/รอบ (รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2556-2558 รอบที่ 2 ปีงบประมาณ 2559 – 2563 รอบที่ 3 ปีงบประมาณ 2562 – 2564

ขณะนี้การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง จะสิ้นสุดการดำเนินโครงการและสิ้นสุดการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว ในรอบที่ 3 ปีงบประมาณ 2564 ในวันที่ 30 กันยายน 2564 นั้น

ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) พิจารณาแล้วว่า โครงการดังกล่าว บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการตามงบประมาณและระยะเวลาที่กำหนด จึงเห็นชอบให้สิ้นสุดโครงการ และสิ้นสุดการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์(ครูวิทย์-คณิต) โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง ในรอบที่ 3 ปีงบประมาณ 2564 ในวันที่ 30 กันยายน 2564 และขอให้แจ้งโรงเรียนและบุคลากรในโครงการดังกล่าวทราบการสิ้นสุดโครงการฯ ต่อไป

พร้อมกับการตั้งคำถามหลายข้อ เช่น มีจัดตั้งโครงการ รอบที่ 4 หรือไม่ ปีงบประมาณ 2565 มีการตั้งงบนี้ไหม บุคลากรรับทราบมาก่อนหรือไม่ ในสัญญาระบุอย่างไร กี่ปี หน่วยงานมีการเตรียมการ เยียวยาอะไรได้บ้างหรือไม่ เป็นต้น

นับเป็นข่าวร้ายกว่าที่มากับข่าวร้าย ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ทราบว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ทราบหรือไม่ว่า บุคลกรเหล่านี้รับใช้กระทรวงศึกษาธิการมานานกว่า 8 ปี โดยไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง ไม่มีสวัสดิการรัฐใดๆ

นอกจากเงินผู้ประกันตน จากประกันสังคม ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่กันดารและขาดแคลน และถูกย้ายเกือบทุกปีตามความเหมาะสม สุดท้ายสิ่งที่เขาได้รับกลับแตกต่างกับบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการเหลือเกิน ทั้งที่ปฏิบัติงานในช่วงเวลาเดียวกัน

หากไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขปัญหาใดๆ ค่อนข้างชัดเจนว่า “ครูเตรียมตกงาน” แม้ในสารบัญชีการบรรจุข้าราชการครู จะจัด “ครูวิทย์-คณิต” อยู่ในอันดับ4 ที่ต้องรับบรรจุเพราะขาดแคลน

แต่กระทรวงศึกษาธิการ ยุค “ตรีนุช เทียนทอง” ไม่มองแบบนั้น  เมื่อสพฐ.กำลังจะเลิกจ้างครูวิทย์-คณิต เกือบ 2,000 ราย ชนิดที่เรียกได้ว่าไร้การเยียวยา ไร้การดูแล ไม่แคร์ ไม่สนใจ