สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง  ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ เสี่ยงพิการ รู้เร็ว รักษาได้

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว” นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร.02 034 0808

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านครั้งนี้ นับเป็นการกรีฑาทัพหลวงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงคราม “เวียดนาม” ซึ่งสหรัฐฯต้องทุ่มเทสรรพาวุธและค่าใช้จ่ายนับวันละหลายพันล้านเหรียญ อีกทั้งจำนวนทหาร พลีชีพจำนวนหลายหมื่นคน สำหรับครั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการจะแสดงแสนยานุภาพทั้งบก-เรือ-อากาศให้นานาชาติได้ประจักษ์ในเวลาที่สั้นที่สุด ประการแรกกองทัพเรือสหรัฐฯระดมใช้ทั้งโดรนใต้น้ำ, ปืนใหญ่เรือและสำคัญยิ่งจรวดอานุภาพสูง TOMAHAWK ทำลายกองทัพเรืออิหร่าน เริ่มปฏิบัติการเพียงครึ่งชั่วโมงก็สามารถถล่มกองบัญชาการทร. และสามารถจมเรือพิฆาตได้ถึง 9 ลำ และอีก 6 วันต่อมาทรัมป์ก็รายงานว่าสหรัฐฯได้ทำลายศักยภาพทางทะเลของอิหร่านลงพร้อมเรือพิฆาต 46 ลำ…สำหรับประการถัดมาน่าจะเป็นประเด็นที่ผู้ชำนาญการฝ่ายไทยน่าจะติดตามใกล้ชิด เพราะผลการรบทางน่านฟ้าก็ไม่แตกต่างกันอย่างใด เพราะอิหร่านรู้ดีว่าเครื่องบินที่มีในประจำการเป็นจุดอ่อนเพราะเป็นเครื่องขับไล่ตระกูล “SU” ซึ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ ก็พยายามแล้วโดยหลายปีนี้สั่งซื้อเครื่องขับไล่ GRIPEN ของสวีเดนมาเตรียมไว้ แต่พอแอ๊คชั่นจริงเหล่ากริพเพ้นกลายเป็นนกเขาให้นกอินทรีย์ F35 ขย้ำหมด แล้วสหรัฐฯยังติดตามไปบอมบ์โรงเก็บที่ซ่อนตัวของทัพอากาศอีกหลายรอบ…
  • บางพื้นที่ผู้คนเริ่มตื่นตัวเรื่องซัพพลายน้ำมันขาดแคลน แห่กันไปเข้าคิวเติมน้ำมันรถยาวเหยียด จนรัฐบาลต้องออกมาประกาศสร้างความมั่นใจว่าซัพพลายน้ำมันของประเทศยังมีหมุนเวียนปกติและสามารถสำรองได้ถึง 90 วัน…ภาพในอดีตปี 1976 จึงหวนกลับมาปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่สะพัดไปทั่วโลก แม้แต่ในสหรัฐฯเองการดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนชั่วข้ามคืน เมื่อไม่มีซัพพลายน้ำมันหมุนเวียนสู่ปั๊มน้ำมัน (GAS STATION) มาตรการปันส่วนน้ำมันทางอ้อมจึงถูกนำมาใช้ อาทิ ผู้อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรต้องมาจัดโปรแกรมเวรขับรถไปทำงานโดยมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนติดรถไปด้วย, จำกัดปริมาณการเติมน้ำมันและงดเว้นการนำถังมาซื้อน้ำมันกลับบ้าน, และป้ายทะเบียนรถวันคู่วันคี่จะแสดงถึงสิทธิที่จะเติมน้ำมันได้ตามวันที่เท่านั้น นอกจากนั้นเรายังควรระลึกถึงคุณูปการของท่านอดีตนายกฯผู้ล่วงลับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในยามที่ทั่วโลกเกิดความวุ่นวาย เพราะขาดแคลนน้ำมันในเมืองไทยกลับมีน้ำมันใช้ในสภาพเกือบปกติ ประเด็นสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะ ฯพณฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เชค ยามานี อดีต รมว.พลังงานประเทศซาอุดีอาระเบียบุรุษผู้กุมบังเหียนซับพลายน้ำมันโลกในวันนั้น…
  • เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา นพ.ศราวุธ เรืองสนาม ผอ.รพ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นพ.ธนพัฒน์ บุญรักษา นายแพทย์ชำนาญการ และคณะกรรมการบริหาร รพ.ไชยา รับมอบเงินบริจาค จำนวน 300,000.- บาท อุปกรณ์การแพทย์ เก้าอี้ห้องประชุม และพัดลม จากบุตร-หลาน และกัลยาณมิตร ของ คุณแม่กรองแก้ว(แม่เก็บ) ขุนพรหม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ คุณแม่ ตามเจตน์จำนงของท่านก่อนล่วงลับ…
  • พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จุลจิตต์ บุณยเกตุ จัด ณ อาคาร 150 ปี วัดมกุฏกษัตริยารามฯ วันที่ 14-18 มี.ค.18.30 น.และ วันที่ 19 มี.ค. ครอบครัว ญาติมิตร ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่ภิกษุสงฆ์ และมอบร่างผู้วายชนม์เพื่อการศึกษาตามเจตนารมณ์ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี…
  • คุณแม่กมลา มารดาของ อัมพร จักกะพาก เพิ่งฉลองวันเกิดวัยงาม106ปี กับลูกหลานเหลนโหลน…
  • ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่า ตนเองและญาติมิตรจะเป็น โรคพาร์กินสัน หรือไม่ รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา อ.แพทย์ด้านประสาทวิทยา รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยข้อมูลว่า โดยทั่วไป โรคพาร์กินสัน เกิดแก่ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันเราพบว่า คนไข้ที่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 40-50 ปีก็พบได้มากขึ้น ดังนั้น หากมีอาการ สั่น (มือสั่น) แข็ง ช้า(กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง)เป็นสัญญาณเตือนของโรคพาร์กินสัน โรคนี้ รู้เร็ว รักษาได้…รพ.ธรรมศาสตร์ฯ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างเหมาะสม !!…

บารอนเนส

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ‘การเลิกสูบ’ ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ 'การเลิกสูบ' ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ‘การเลิกสูบ’ ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด

ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง

การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%

ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

พลังผู้หญิง  ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ปูนซีเมนต์นครหลวง องค์กรแห่งโอกาส เปิดกว้าง เท่าเทียม และยั่งยืน สนับสนุนผู้หญิงทุกสายงานเติบโตในทุกบทบาท พร้อมเชิดชู ‘พลังผู้หญิง’ แรงบันดาลใจของการขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่  เฉลิมฉลองวันสตรีสากล International Women’s Day 2026 

“Give to Gain” แนวคิดหลักของวันสตรีสากลในปีนี้ ที่สื่อถึงพลังแห่งการแบ่งปัน ความร่วมมือ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างอย่างเสมอภาค และสนับสนุนให้ผู้หญิงได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในทุกสายงาน แม้กระทั่งในงานที่ท้าทายอย่างงานเหมืองหรือโรงโม่ ที่ในปัจจุบันมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการยอมรับจากการแสดงศักยภาพพิสูจน์ตัวเอง และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมที่มีความหลากหลาย 

 เสาวลักษณ์ ตันตระกูล

พลังผู้หญิง พลังองค์กร หัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในโลกยุคใหม่ที่ตัวชี้วัดความสำเร็จ ตัดสินกันที่ผลงานและความเป็นผู้นำ เสาวลักษณ์ ตันตระกูล Commercial Manager บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด ในกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไม่มีคำว่า…เป็นไปไม่ได้” สำหรับผู้หญิงในทุกสายงาน แม้แต่งานเหมืองแร่ที่หลายคนอาจไม่คุ้นชินว่าจะมีผู้หญิงใน  สายงานดังกล่าว แต่ก็สามารถท้าทายตัวเองจากวิศวกรเหมืองแร่สู่ผู้นำทีมหลักขององค์กรได้เป็นผลสำเร็จ

ประสบการณ์ 20 ปีในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “นครหลวงคอนกรีต” เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ในตำแหน่ง Mining and Reserve Management Manager ที่โรงโม่หินอินทรี สุพรรณบุรี ซึ่งหน้าที่หลักคือ วางแผนการผลิตหินสำหรับนำไปใช้ในธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ความรับผิดชอบหลัก เป็นงานวางแผน งานช่างรังวัด และควบคุมกำลังการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้

“เรามีความคุ้นชินกับการทำงานภาคปฏิบัติการที่มีความหลากหลาย และการเป็นผู้หญิงก็มองว่าเป็นข้อดี เพราะมีกลยุทธ์ในการพูดคุยเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หัวใจสำคัญคือการรับฟัง และพยายามหาจุดที่ลงตัวให้ได้ และทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน” 

ปัจจุบัน เสาวลักษณ์ ได้ท้าทายกับ “โอกาส” ครั้งใหม่ ในบทบาท Commercial Manager รับผิดชอบดูแลทีมขาย และเทคนิคอล ซัพพอร์ท โดยกล่าวว่า การเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายขาย เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่จากที่เคยทำงานอยู่

แต่ในเหมือง ไม่รู้ว่าธุรกิจต้องดำเนินการอย่างไร ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้มีโอกาสวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ควบคุมทีมงานที่มีความหลากหลาย ทั้งเรื่องของอายุ เพศ ประสบการณ์การทำงาน ทำให้ต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายของตัวเองและบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากเพราะต้องเรียนรู้งานและเรียนรู้ทีมงานใหม่ รวมไปถึงการทำงานร่วมกันระหว่างสายงาน (Cross Functional) โดยมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของการปรับตัว เพื่อให้เข้าใจธุรกิจ และการวางกลยุทธ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสจากบริษัทฯ ให้ดูแลส่วนขายของโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดชลบุรี ในฝั่งอีสเทิร์นซีบอร์ด

“การเดินทางในสายอาชีพมาจนถึงวันนี้ รู้สึกประทับใจผู้บริหารและบริษัทฯ ที่ให้ได้มีส่วนร่วมในการคิดและพัฒนากลยุทธ์ว่าธุรกิจจะโตแบบไหน ทีมเติบโตอย่างไร และแต่ละคนมีความก้าวหน้าในงานอย่างไร”

ส่วนในบทบาทของการเป็นหัวหน้างาน เน้นทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ไม่คิดว่าต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการตอบแทน สิ่งสำคัญคือ การให้โอกาสทีมงานได้พัฒนาตัวเองและเติบโต เช่นเดียวกับที่ตัวเองได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฯ ในส่วนของการเทรนนิ่ง และการโค้ชชิ่ง เป็นต้น

“แรงบันดาลใจที่อยากจะส่งต่อทุกคน คือ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายสามารถเติบโตในสายงานตัวเองได้อย่างเท่าเทียม แม้เราจะเป็นผู้หญิง แต่สามารถทุ่มเททำงานให้บริษัทอย่างเต็มที่ เพราะสุดท้ายความสามารถของตัวเองที่พัฒนาขึ้นมานี้จะนำพาเราไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จ และในจุดที่เราต้องการอยากจะไปได้” เสาวลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ งานวิจัยระดับสากลจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่มีความหลากหลายในระดับบริหารมีแนวโน้มสร้างผลประกอบการที่ดีกว่าองค์กรที่ขาดความหลากหลาย แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายของปูนอินทรีที่มีเป้าหมายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) เปิดกว้างให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยพนักงานทุกคนแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น และก้าวสู่ความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม และยังสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนกล้าแสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน 

องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ “ผู้หญิง” เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด

ดวงพร บุศราวงศ์ Chief Human Resources Officer บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงให้ความสำคัญในคุณค่าของบุคลากรที่หลากหลาย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้เป็นสถานที่ทำงานที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ วัฒนธรรมองค์กรที่ปูนซีเมนต์นครหลวงเปิดกว้าง ยอมรับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และให้คุณค่าบุคลากรด้วยการปฏิบัติอย่างเสมอภาค สะท้อนผ่านสภาพแวดล้อมการทำงานที่โอบรับความหลากหลายทางความคิด การสนับสนุนให้พนักงานทุกคนกล้าที่จะแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยพลังจากทุกคนที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการร่วมงานกับองค์กรในอนาคต 

ดวงพร บุศราวงศ์

“เราเชื่อมั่นว่า หากทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม การส่งเสริมให้ทุกคน ทุกเพศ มีโอกาสเรียนรู้และเติบโตในองค์กรได้โดยไม่มีการแบ่งแยก ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานภายในองค์กร แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขององค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

เส้นทางของผู้หญิงในแต่ละอุตสาหกรรมอาจไม่ง่าย แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่าง คือการมี “ระบบ” ที่เอื้อให้ความสามารถได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ซึ่งปูนอินทรี กำลังส่งสัญญาณว่า การสร้างองค์กรแห่งโอกาสไม่ได้หมายถึงการยกย่องความสำเร็จรายบุคคลเท่านั้น แต่ต้องออกแบบวัฒนธรรม โครงสร้าง และเส้นทางอาชีพที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนทุกเพศอย่างแท้จริง

ที่สำคัญความหลากหลายไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง โดยเฉพาะในปัจจุบัน “พลังผู้หญิง” สามารถเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญและมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจยุคใหม่

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ใน พศ 2569 ที่มีการสังหารผู้นำอิหร่าน   โจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือขนส่ง ส่งผลกระทบต่อ คนทั่วโลก จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
หากโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง คนไทยอาจต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตคล้ายในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 ยุครัตนโกสินทร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 400 ปีที่ผ่ทนมา    ซึ่งคนไทยเคยดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิมาแล้ว
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ขอเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประชาชน “อยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ” ในยามวิกฤต ดังนี้

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ในสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตระดับโลก ระบบสาธารณูปโภคและห่วงโซ่อุปทานอาจสะดุด ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
 • น้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันบางแห่งอาจไม่มีน้ำมันจำหน่าย
 • ไฟฟ้าอาจดับเป็นช่วง ๆ หรือมีการจำกัดการใช้พลังงาน
 • น้ำประปาหยุดไหล ไม่สะอาดหรือแรงดันน้ำไม่เพียงพอ
 • ระบบธนาคารหรือการโอนเงินขัดข้อง ไม่สามารถเบิกหรือโอนเงินผ่านโทรศัพทมือถือได้ชั่วคราว
 • อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์อาจขัดข้อง ทำให้การสื่อสารยากขึ้น
 • โรงพยาบาลและร้านขายยาขาดยา เนื่องจากการนำเข้าและการขนส่งสะดุด
 • ร้านค้าขนาดใหญ่หรือร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น แม็คโคร หรือโลตัส อาจมีสินค้าบางประเภทหมดสต็อกชั่วคราว

เหตุการณ์สมมติเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศเคยเผชิญในช่วงวิกฤต ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่รอบคอบและมีสติ

1. ด้านการสัญจรและพลังงาน

น้ำมันเชื้อเพลิง
หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังเสมอ และเผื่อปริมาณสำหรับการเดินทางกลับ ไม่ให้น้ำมันหมดกลางทาง

ทางเลือกสำรอง
เตรียมจักรยาน หรือฝึกการเดินเท้าไว้ เผื่อกรณีรถยนต์หรือรถไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้จากการขาดพลังงาน

ไฟฟ้าสำรอง
ควรมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก กล่องพลังงานสำรอง (Power Box) วิทยุสื่อสาร และไฟฉายแบบมือหมุน เพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับ

รถไฟฟ้า อาจต้องรอคิวเครื่องชารจนาน หรือ ไฟฟ้าที่บ้าน/ที่ปั๊ม ดับ

2. การสำรองปัจจัยสี่ (อาหารและยา)

เสบียงอาหาร
ควรสำรองข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องแกงสำเร็จรูป  และน้ำดื่ม ให้เพียงพออย่างน้อย 3–6 เดือน

ยารักษาโรค
ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอประมาณ 6 เดือน และอาจปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร สเลดพังพอน หรือสะเดา

เงินสดสำรอง
ควรมีเงินสดสำรองไว้บางส่วน เผื่อกรณีระบบธนาคารหรือระบบออนไลน์ขัดข้อง และควรใช้จ่ายอย่างประหยัด

3. การสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือน (การพึ่งพาตนเอง)

กสิกรรมครัวเรือน
ทยอยปลูกผักสวนครัวและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง คะน้า แตงกวา พริก มะละกอ มะม่วง เป็นต้น ปลูกหมุนเวียนทุกเดือนเพื่อให้มีอาหารกินต่อเนื่อง

การเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงไก่ไข่หรือปลานิลในบ่อเล็ก ๆ จะช่วยให้ครอบครัวมีแหล่งอาหารที่มั่นคง และควรฝึกการถนอมอาหาร เช่น ปลาแห้ง ปลาร้า กุ้งดอง  ผักดอง เพื่อเก็บไว้บริโภคได้นาน

4. การจัดการสุขอนามัยและอุปกรณ์ยังชีพ

การจัดการขยะ
ควรแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ลดปัญหาสุขอนามัย ซื้อถุงชนิดย่อยสลายได้ เอาไว้ใส่เศษอาหาร และอุจจาระเอาไปฝังดินทำปุ๋ย

อุปกรณ์ยังชีพพื้นฐาน
ควรมีเตาถ่าน ตะเกียงน้ำมันพืช เทียนไข และไฟแช็ก เผื่อกรณีต้องใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต

บทสรุป

การเตรียมพร้อม ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการใช้สติและความรอบคอบ เหมือนที่คนไทยเคยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ น้ำท่วมใหญ่ หรือโรคระบาด

หากเรารู้จักเตรียมตัว พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือกันในชุมชน เราก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่มั่นคงยั่งยืนได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต
“กู้ชีวิตคนยากลำบาก”
บทการแสดงรอบกองไฟ ลูกเสือ (Campfire Drama) ที่เน้นความสนุกสนานแต่แฝงด้วยสาระตามแบบฉบับ “นิทานแห่งความดี” โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลูกเสือ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการร้องเพลง

บทการแสดงรอบกองไฟลูกเสือ:
เรื่อง: คนไทยเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ตัวละคร
1. ผู้นำกิจกรรม: (ผู้ดำเนินเรื่อง/พิธีกร)
2. ลุงมั่น: (ลูกเสืออาวุโส/ชาวบ้านผู้รอบคอบ แต่งกายแบบชาวสวน มีอุปกรณ์ครบมือ)
3. เจ้าเปี๊ยก: (ลูกเสือจอมประมาท ติดสมาร์ทโฟน ชอบความสบาย)
4. กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (3-4 คน เป็นตัวแทนคนไทยยุคต่าง ๆ)
ฉากที่ 1: ข่าวร้ายสายด่วน
(เปิดฉากด้วยเสียงระเบิดจำลอง “ตูม!” และเสียงไซเรน กลุ่มลูกเสือวิ่งวุ่นไปมา)

เจ้าเปี๊ยก: (ตะโกน) “แย่แล้วครับลุงมั่น! ข่าวใน ติ๊กตอกบอกว่าตะวันออกกลางรบกันหนัก น้ำมันจะหมดโลก ไฟฟ้าจะดับ เซเว่นจะปิด ผมจะสั่ง แกรปได้ยังไงเนี่ย!”

ลุงมั่น: (เดินออกมาอย่างใจเย็น) “เจ้าเปี๊ยกเอ๊ย… ตื่นตูมเป็นกระต่ายตกใจ ไปได้ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจำไม่ได้รึ? วิกฤตมันมาได้ แต่มันก็ทำอะไรคนที่มี ‘ความเตรียมพร้อม’ (Be Prepared) ไม่ได้หรอก”

ผู้นำกิจกรรม: “ใช่แล้วครับพี่น้องลูกเสือ ในยามที่โลกปั่นป่วน เราต้องย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์จนถึงอยุธยา ท่านอยู่กันมาได้อย่างมีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”

ฉากที่ 2: จำลองวิกฤต 
(ไฟกองไฟหรี่ลง หรือทำท่าไฟดับ)

เจ้าเปี๊ยก: “โอ๊ย    ไฟดับ มือถือแบตหมด เงินในแอปฯ ก็โอนไม่ได้ หิวข้าวด้วย ทำไงดี!”

ลุงมั่น: “นี่ไงล่ะ! (หยิบ ไฟฉายมือหมุน และ วิทยุสื่อสาร ออกมา) ในยามวิกฤต เทคโนโลยีไฮเทคอาจสู้ ‘High Touch’ แบบลูกเสือไม่ได้ เราต้องมีพลังงานสำรอง มีโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ และที่สำคัญ… มีสติ!”

กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (เดินออกมาพร้อมถือ เตาถ่าน และ ตะเกียงน้ำมันพืช) 

“น้ำมันแพงเราไม่กลัว เรามีจักรยานปั่นไปนา ข้าวสารเรามีเต็มยุ้ง น้ำดื่มเรามีเต็มตุ่ม อยู่ได้เป็นปี!”

ฉากที่ 3: เพลง “เตรียมพร้อมรับมือ”
(ทุกคนล้อมวงเต้นท่าประกอบการทำกสิกรรม)
(เนื้อเพลง)
“ตะวันออกกลางเขารบกัน… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
น้ำมันขาดแคลนอย่าไปหวั่น… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
ปลูกผักสวนครัว มีพริกมีขิง… เลี้ยงไก่ไข่จริง มีกินทุกวัน
เงินสดต้องมี ยาดีต้องพร้อม… ไม่ต้องออดอ้อน พึ่งตนเองเอย!”

ฉากที่ 4: การจัดการขยะและสุขอนามัย

เจ้าเปี๊ยก: “แล้วถ้าส้วมกดไม่ลง ขยะล้นเมืองล่ะครับลุง?”
ลุงมั่น: “ลูกเสือเราสอนเรื่องสุขาภิบาลมานานแล้ว ขยะอินทรีย์ก็ทำปุ๋ยหมัก ส่วนของเสียก็ใช้ถุงย่อยสลายฝังดินคืนสู่ธรรมชาติ เป็นปุ๋ยให้ต้นมะม่วงต้นมะละกอที่เราปลูกไว้ไงล่ะ อยู่อย่างสะอาด อยู่อย่างมีเกียรติ”

บทสรุป: คติสอนใจ
ผู้นำกิจกรรม: “พี่น้องลูกเสือครับ การเตรียมพร้อมไม่ใช่การกลัวจนขี้ขลาด แต่คือการมีสติรับมือกับความไม่แน่นอน เหมือนคำขวัญลูกเสือที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ และเราจะรักษาสัตย์ที่จะดูแลตัวเองและประเทศชาติให้รอดพ้นจากทุกวิกฤต”
ทุกคน: (ยืนตรง ทำวันทยหัตถ์) “เตรียมพร้อม! เพื่ออยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ!”

(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “ตื่นเถิดไทย” ร่วมกัน) ลองดูวิดีโอนี้ “ตื่นเถิดไทย ขับร้อง” https://share.google/NGSz2BgwmbuNBmTTa

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้แสดง:
• ควรมีอุปกรณ์ประกอบฉากจริง เช่น จักรยาน, พลั่วขุดดิน, ไข่ไก่จำลอง (เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ “ใครขายไข่ไก่”) เพื่อให้เห็นภาพการพึ่งพาตนเองที่ชัดเจน
• เน้นการแสดงที่กระฉับกระเฉง


เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคม เป็นวันไตโลก หรือ World Kidney Day ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของไต ซึ่งหลายท่านทราบว่าเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดของเสียของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไตทำหน้าที่อีกหลายอย่าง ทั้งควบคุมสมดุลของน้ำ และรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย  ควบคุมสมดุลระดับความเป็นกรดด่างในเลือด และที่หลายท่านอาจจะไม่ค่อยทราบคือ ไตยังผลิตฮอร์โมนเพื่อรักษาระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ รวมถึงฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และยังทำหน้าที่หลักในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นวิตามินดีที่ร่างกายนำไปใช้ได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อไตมีปัญหาทำงานได้ลดลงจนถึงทำงานไม่ได้เลย หรือที่เรียกว่าไตวาย ก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่างทั้งของเสียคั่ง เลือดเป็นกรด ระดับเกลือแร่ผิดปกติ ความดันเลือดสูง โลหิตจาง กรณีที่เป็นมากๆ และแก้ไขไม่ทันคนไข้ก็อาจเสียชีวิตได้

ภาวะไตวายมี 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลัน ก็คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นหลักวัน สาเหตุหลักที่พบบ่อยคือขาดน้ำ หรือได้รับสารเคมี หรือได้รับยาบางชนิด ยาสมุนไพรบางชนิด  หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไต อีกแบบคือไตวายเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงการที่การทำงานของไตค่อยๆ เสื่อมลงทีละน้อย จนในที่สุดก็ถึงระดับที่กรองของเสียต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไม่ล้างหรือไม่เปลี่ยนไต ผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องล้างไต หรืออาจต้องทำการปลูกถ่ายไตซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยต้อง กินยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตที่ปลูกถ่ายใหม่ เราจึงต้องพยายามรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้ตลอดอายุขัยของเรา

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะไตวายคือ การกินเค็มหรือเกลือมากไป การไม่ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้ดี และการใช้ยาหรือสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไตอย่างไม่ระมัดระวัง  ซึ่งหลายคนไว้ใจสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป คิดว่าสิ่งเหล่านี้ปลอดภัย

สำหรับยาที่ทำร้ายไตมากที่สุดก็คือ ยาบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด ในกลุ่มที่เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือที่เรียกว่า ยาเอ็นเสด, NSAIDs)  เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน  เป็นต้น ยากลุ่มนี้มีผล ไปมีผลทำให้หลอดเลือดในไต หดตัว เลือดจึงไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจนำไปสู่ภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้ โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว

ดังนี้เราควรดูแลการใช้ยาให้ดี เพื่อจะรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้นานๆ ไม่ทำให้ไตพังก่อนวัยอันควร เราควรปรับพฤติกรรมดังนี้

  • เลี่ยงการซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดกินเองติดต่อกันนานๆ หากมีอาการปวดควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องทานยา เพื่อช่วยให้ไตขับสารเคมีตกค้างออกมาได้สะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงไตวายจากภาวะขาดน้ำ
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงต้องทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะหากคุมโรคไม่ได้ ไตจะเสื่อมสภาพลงทีละน้อยจนกลายเป็น ไตวายเรื้อรัง ในที่สุด
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีประวัติโรคไต เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดความแรงของยาให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการทำงานของไตที่เหลืออยู่

เนื่องจาก “ไต” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขับปัสสาวะ แต่ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดัน และปรับสมดุลวิตามินดีให้กระดูกแข็งแรง การถนอมไตให้ทำงานได้ตลอดอายุขัยด้วยการ “ลดเค็ม คุมโรค และใช้ยาอย่างระมัดระวัง” จึงเป็นกำไรชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

คุณแหน : 16 มีนาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

  • พรหเมศ พหลพลพยุหเสนา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ฝากข่าวมายังนักลงทุนไทยว่า ประเทศฮังการียังเปิดโอกาสต้อนรับนักลงทุนไทยในหลายกิจการ ดังนั้น หากนักลงทุนไทยต้องการเข้าไปแสวงหาช่องทางการลงทุน ขอให้ประสานงานกับสถานทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ได้ตลอดเวลา และที่ขอย้ำคือชาวฮังกาเรียนจำนวนไม่น้อยต่างบอกว่าไทยคือดินแดนในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้
  • ศิระ สว่างศิลป์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ย้ำว่าโปแลนด์มีศักยภาพโดดเด่นด้านการลงทุนในเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านไอที เทคโนโลยี และการแพทย์ นักลงทุนไทยที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในดินแดนยุโรปตะวันออก โปรดอย่ามองข้ามศักยภาพของโปแลนด์ และที่สำคัญคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์น่าจับตามองมาก
  • ในขณะที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ พยายามให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจโปแลนด์กับนักลงทุนไทย แต่คนไทยที่ขอทำวีซาเข้าประเทศโปแลนด์ต่างบ่นตรงกันว่าขอวีซาได้ลำบากยากเย็นมาก ๆ ๆ แถมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรับเอกสารเพื่อขอวีซาโปแลนด์ก็ไม่แสดงความเป็นมิตรกับผู้ไปขอวีซา เมื่อคนไทยเจอปัญหาแบบนี้ ก็ต้องถอยแล้วถอดใจไม่อยากไปโปแลนด์
  • พัศ กิตติขจร หลานชาย คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี เป็นตัวแทนหนึ่งในนักเรียนไทย 13 คน ที่ได้ไปแสดงปาฐกถาเรื่องศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาไทย ที่สำนักงาน UNRSCO กรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 
  • สงครามที่อิสราเอลร่วมมือกับสหรัฐอเมริการุมถล่มอิหร่านดำเนินมาแล้วกว่าสองสัปดาห์ แล้วยังไม่มีท่าทีจะยุติลง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนหนัก ราคาแก๊สและน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคากระฉูด ต้องย้ำว่ามูลเหตุของวิกฤตการณ์โลกครั้งนี้มาจากความบ้าระห่ำของอิสราเอลกับสหรัฐฯ เป็นสำคัญ แล้วก็ไม่ต้องหวังว่าอิหร่านจะยอมจำนนต่อศัตรูผู้รุกรานอย่างแน่นอน
  • วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้จะบานปลายเกิน 1 เดือนหรือไม่ นี่คือคำถามที่นักธุรกิจทั่วโลกตั้งคำถามตรงกัน แต่ที่หวังตรงกันคืออยากให้สงครามจบลง เพราะถ้าวิกฤตนี้ไม่ยุติภายในหนึ่งเดือน โลกอาจเผชิญกับปัญหา oil chock คล้ายกับยุค 1973 @ 

Victor Lee

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

‘The CrestHaus’ เปิดเวทีเสวนาสุดยอดผู้นำหญิงแห่งเอเชีย สนับสนุนให้ผู้หญิง ‘กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง’

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

The CrestHaus เปิดประสบการณ์กับสุดยอดเวทีเสวนาเพื่อผู้นำหญิงครั้งยิ่งใหญ่ในเอเชีย เวทีรวมผู้หญิงเก่งแนวหน้าระดับบอร์ดและผู้บริหารองค์กรจากองค์กรระดับชาติและเอเชียไว้มากที่สุด  ในงานเสวนา“EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026” ภายใต้แนวคิด “Write Your Next Chapter” สนับสนุนให้คุณ “กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง” พร้อมผลักดันให้ผู้หญิงก้าวข้ามขีดจำกัด กล้าคิดกล้าทำ และมีจุดยืนที่ชัดเจนด้วยการออกแบบกรอบความคิดใหม่ๆ  ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลาย จากผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จจากหลายองค์กร  เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทางในอนาคตทั้งระดับองค์กรและสังคม  

งานในครั้งนี้จัดโดย The CrestHaus แพลตฟอร์มและพื้นที่เพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำแบบองค์รวมสำหรับ ผูหญิงที่ต้องการยกระดับศักยภาพของตนเองให้ครอบคลุมครบทุกด้าน และได้รับการสนับสนุนจาก Cartier Women’s Initiative (CWI), บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทจัดหางาน โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ ไมเนอร์ โฮเทลส์

ภายในงานแบ่งหัวข้อการเสวนา 3 หมวด ได้แก่ INSPIRE การจุดประกายวิสัยทัศน์ให้คุณกล้าคิดกล้าทำและกำหนดบทใหม่ตามเป้าหมายชีวิต, EQUIP เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำที่พร้อมรับโลกยุค AI และ UPLIFT การให้คำปรึกษา และความร่วมมือ เพื่อเติบโตร่วมกันผ่านพลังของเครือข่าย เพื่อให้เวทีการเสวนามีเนื้อหาครอบคลุมทักษะต่างๆ ครบทุกด้าน ผ่านประสบการณ์จากผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรระดับแนวหน้าของไทยมาร่วมแชร์องค์ความรู้ผ่านหัวข้อการเสวนาต่างๆ เริ่มต้นเวทีเสวนา ด้วย

สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ และ แชนนอน กัลยาณมิตร

“The First Page: Claiming Your New Chapter” เปิดงาน EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026 จาก ผู้บริหารหญิงเก่ง The CrestHaus  ในฐานะผู้จัดงาน นำโดย สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานบริหาร The CrestHaus ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Novituz (โนวีทัซส์) และ EmpowerHer Asia, อดีตผู้บริหารบริษัทไมโครซอฟท์ประเทศไทย กล่าวว่า  “ในฐานะผู้จัดงาน EmpowerHer Asia Leadership Forum  จัดต่อเนื่องปีที่สองแล้ว ถูกออกแบบให้เป็นเวทีที่ผู้หญิงสามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าเราทุกคนกำลังยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแตกต่างกันไป  ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ EmpowerHer Asia Leadership Forum ในปีนี้ ภายใต้ธีม “Write Your Next Chapter” หรือ ‘การเขียนบทต่อไปของชีวิต’ ที่ไม่ได้เกิดจากการรอความพร้อม แต่เป็นเปิดโอกาศให้ตัวเองเอง โดยการเชื้อเชิญให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวบทใหม่ของตนเอง และก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป็นผู้นำในอนาคต”  ร่วมด้วย แชนนอน กัลยาณมิตร ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด The CrestHaus กล่าวว่า “The CrestHaus ในฐานะผู้จัดงานมุ่งสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเรียนรู้จากกันและกัน โดยไม่ต้องเดินบนเส้นทางการเติบโตเพียงลำพัง EmpowerHer Asia Leadership Forum จึงถูกออกแบบให้เป็นเวทีที่ผู้หญิงสามารถเรียนรู้ เติบโต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ผ่านบทสนทนากับผู้นำหญิงจากองค์กรระดับประเทศ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ เพราะบทต่อไปของชีวิตอาจเริ่มต้นจากหน้ากระดาษหน้าแรก และเรื่องราวของผู้คนรอบตัวเรา”

มุกดา ไพรัชเวทย์

The Power of the Rewrite: Reinventing Leadership with Purpose”  โดยตัวแทนจาก UN WOMEN  Sara D’anzeo, UN Women Sustainable Finance Consultant กล่าวว่า  “การรวมตัวกันของผู้นำผู้หญิงในเวที EmpowerHer Asia 2026 ไม่ได้สะท้อนเพียงเส้นทางความสำเร็จของผู้บริหารหญิงในองค์กรต่างๆ แต่ยังเป็นการรวมพลังของผู้นำที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมายและความตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ UN Women ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน ผลักดันในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านแนวทาง Women’s Empowerment Principles (WEPs) ซึ่งในปัจจุบันความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกได้ถึง 342 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050”

หัวข้อ “Chapters of Change: Rewriting Tomorrow Leading AI Through a Human‑Centric Future in a Geopolitical and Economic Shift” โดย เอียน ดิ ทูลลิโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท ไมเนอร์โฮเทลส์ จำกัด กล่าวว่า  “AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กร ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร วิธีการทำงาน ไปจนถึงบทบาทของบุคลากร ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียง “การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี” แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารและภาวะผู้นำ องค์กรจึงต้องปรับแนวคิดจาก ‘Human in the Loop’ หรือการให้มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ มาเป็น ‘Human in the Lead’  ซึ่งหมายถึง การที่ผู้นำและบุคลากรต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการใช้เทคโนโลยี

 กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

หัวข้อ “Our Voices, Our Power: Women Shaping Thailand’s Future Through Strategic Presence on Boards” โดย  กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า “การทำงานร่วมกันนั้น ควรมีสติในการมองทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนทีมพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกัน ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นในการประชุมควรมีลักษณะ right to the point คือ การพูดคุยสรุปที่ตรงประเด็นในแบบฉบับของตัวเราเอง เพื่อสร้างความคุ้ยเคยในการกล้าคิดและกล้าแสดงออกในการประชุม”

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด กล่าวถึง  ประสบการณ์จากเวทีระดับโลก เช่น Davos และงานประชุมผู้นำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของ AI และเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่การทดลองใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการนำ AI จาก โครงการทดลอง (pilot project) ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร โดยองค์กรจำนวนมากสามารถพัฒนา AI prototype ได้ แต่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจน หรือวัดผลตอบแทนจากการลงทุนได้ ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ AI จึงต้องเริ่มจาก กลยุทธ์ทางธุรกิจและ การผสาน AI เข้ากับการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดไอเดียและสามารถตรวจสอบเรื่องต่างๆ ได้ รวมถึงการแบ่งปันความรู้เรื่อง AI เพื่อเกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีแนวทางดังนี้  วินัยของผู้นำเพื่อปรับมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับ AI เพื่อปรับใช้ในธรรมาภิบาลขององค์กร, ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น, การเพิ่มคุณค่าในการตัดสินใจ และเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ความท้าทายขององค์กรในวันนี้ไม่ใช่การทดลองใช้ AI แต่คือการนำ AI จากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริง และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้”

ปิยดา ตันไสว

ปิยดา ตันไสว Data and AI Portfolio Lead บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT) ชี้ให้เห็นว่า “ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ ความไม่พร้อมของบุคลากรในการทำงานร่วมกับ AI  หลายองค์กรลงทุนในเครื่องมือ AI ที่ทรงพลัง แต่ยังคงใช้วิธีการทำงานแบบเดิม ซึ่งทำให้เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นองค์กรจึงต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานให้บุคลากรมีทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับธุรกิจ นอกจากนี้ ภาวะผู้นำในยุค AI ยังต้องมี “Humble Leadership” หรือภาวะผู้นำที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้จากทีมงาน และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขององค์กร ภาวะผู้นำ และโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยองค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุค AI จะไม่ใช่เพียงองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาใช้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันในการสร้างคุณค่าใหม่

หัวข้อ “Leading the Next Chapter: Lessons from the C‑Suite” โดย มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การทำงานควรมีการปรับเปลี่ยน growth mindset ตลอดเวลา เพื่อปรับตัวตามกระแสต่างๆ รอบตัว (Flow with the wind) และปัจจุบันการเข้ามาของ AI มีส่วนช่วยเรื่องการลดต้นทุนสำหรับองค์กร ทั้ง internal และ external ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันทางด้านธุรกิจ โดยยังมีสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความไว้วางใจ (Trust) ในการทำงาน และ การเชื่อมโยงองค์กรกับธุรกิจ (Reconnect)  สำหรับการประสบความสำเร็จในธุรกิจจะมีหลักการคือ Performance with purpose ต้องมีเป้าหมายเพื่อเกิดความแข็งแกร่งในการที่จะบรรลุเป้าหมาย และความเชื่อที่ว่า I can do it ที่เราจะต้องทำให้ได้”

กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ

กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และการเงิน  บจก.เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า “การมีจุดมุ่งหมายในการทำงานร่วมกับทีม จะต้องมี mindset ที่ชัดเจน และสำหรับผู้บริหาร C-suit มีหลักการ 3 ข้อคือ Title don’t leave your behavior does การมีพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่อยู่รอบตัว Don’t be trapped in yesterday success playbook การไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา You’re not always right การเรียนรู้และถ่อมตนในทุกวัน

นอกจากนี้ การเข้ามาของ AI ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้าน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลเท่านั้น แต่จะมีสิ่งที่ทำให้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นไปพร้อมกันด้วยคือ Trust หรือความไว้วางใจ และการใช้ระยะเวลาเพื่อพิจารณาในสิ่งเหมาะสมที่สุด

สำหรับการจัดการกับความขัดแย้งในองค์กร คือ การมองที่ทัศนคติในทีมว่ามีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ รวมถึงการรับฟัง การปรับตัว และการถอยเพื่อตั้งรับในบางครั้ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร”

หัวข้อ “Reset & Rise: A Guided Meditation for Goal Manifestation and Healing” โดย  นาตาลี เกลโบวา นางงามจักรวาลปี 2548 และประธาน บริษัท Natalie Glebova Inc. กล่าวว่า “การสร้างและรักษาเป้าหมายควรมีแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ และการสร้างสมาธิเพื่อให้มีสติและมีเวลาให้กับตัวเองเพื่อปรับสมดุลความคิด รวมถึงการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ และขอบคุณตัวคุณเองในแบบที่คุณเป็น”

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูล “EmpowerHER Asia Leadership Forum” ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/EmpowerHERAsia เพื่อเตรียมความพร้อมและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำหญิงอย่างมั่นใจ

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์ ประจำปี ๒๕๖๙” เทศกาลวัฒนธรรมสำคัญประจำจังหวัดนนทบุรีที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิถีชีวิตท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด

งานจัดขึ้นในวันที่ ๒๗  มีนาคม – ๒  เมษายน ๒๕๖๙

สถานที่จัดงาน: ณ บริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และบริเวณท่าน้ำนนทบุรี

ภายในงานตลอด ๗ วัน ๗ คืนจะได้พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ

●             คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

●             การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง สุดตระการตา

●             การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่นย้อนยุค

●             งานแฟร์สินค้า ของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี

●             อาหารพื้นถิ่น ขนมโบราณ และสินค้า OTOP

●             โซนถ่ายภาพและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอแนวคิดการจัดงานที่สะท้อน อัตลักษณ์ “นนทบุรีสองฝั่งเจ้าพระยา” โดยเน้นบรรยากาศย้อนยุค การแต่งกายชุดไทยย้อนยุค และชุดไทยร่วมสมัย อาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ และวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเทศกาลวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศการจัดงานทั้ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณ อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก และฝั่งท่าน้ำนนทบุรี ที่มีการจำลองบรรยากาศงานวัดย้อนยุค ร้านค้า อาหาร การแสดง และกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วมสนุกตลอดการจัดงาน

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองนนท์ และเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Highlight กิจกรรมภายในงาน

– ศิลปินชื่อดังมากมายตลอด ๗  วัน ๗  คืน

– การแสดง แสง สี เสียง สุดตระกาลตา

– การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ การแสดงโขน, ลิเก, ลำตัด, ละครพันทาง

– การแสดงวงดนตรีเยาวชน, การแสดง TO BE NUMBER ONE

– นิทรรศการ และบูธจำหน่วยสินค้าของกิน ของใช้มากมาย จากจังหวัดนนทบุรี

– จุดถ่ายรูป Check in สวยๆ ภายในบริเวณงาน และประดับไฟทั่วงาน

-และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

#นนทบุรี #เที่ยวนนทบุรี #สองฝั่งเจ้าพระยา #งานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์2569 #สะพานเจษฎาบดินทร์

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลวันสตรีสากล ระดมทุนสนับสนุนการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ส่งต่อให้กับผู้หญิงที่ขาดโอกาส

นพ. กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านมและมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมงาน “International Women’s Day Charity Gala Raises Funds for the Queen Sirikit Centre for Breast Cancer to Support Underprivileged Women” ส่งต่อให้กับผู้หญิงที่ขาดโอกาส จัดโดย ดร. โมนิกา ดมอฮอฟสกา (Dr. Monika Dmochowska)  ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรระดับโลกและกิจการทางการทูต

ภายในงาน นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ได้พูดคุยถึงโครงการภายใต้การทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม อาทิ โครงการภูมิคุ้มกันบำบัดระดับเซลล์ โครงการบ้านพิงพัก โครงการสลัม พร้อมด้วยคุณหญิงฟิโนล่า จาฏามระ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ร่วมแชร์ประสบการณ์การทำงานและลงพื้นที่ในชุมชนแออัด เพื่อให้ผู้หญิงที่ขาดโอกาสในชุมชนแออัดได้รับการคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก  โดยมี เอกอัครราชทูต, ผู้นำทางธุรกิจ และศิลปินร่วมประมูลของเพื่อหารายได้สนับสนุนการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ณ The Bangkok Club เมื่อวันที่ 10 มีนาคม  2569 ที่ผ่านมา

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม สามารถติดตามและร่วมสนับสนุนได้ที่ https://www.qscbc.org/