ททท. ผุดแคมเปญ “LOVE Season” ชวนคนโสดเช็กอินทริปหน้าฝนสุดฟิน

ททท. ผุดแคมเปญ “LOVE Season” ชวนคนโสดเช็กอินทริปหน้าฝนสุดฟิน

ททท. ผุดแคมเปญ “LOVE Season” ชวนคนโสดเช็กอินทริปหน้าฝนสุดฟิน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.10 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “LOVE Season เที่ยวไทย หัวใจชุ่มฉ่ำ” เชิญชวนคนโสดออกมา “เช็กอิน” และเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในช่วง Green Season ฤดูกาลที่ธรรมชาติสวยงามที่สุดของปี ทั้งผืนป่าเขียวชอุ่ม สายหมอก ฝนโปรย และบรรยากาศแสนโรแมนติกที่ช่วยเติมเต็มทุกความรู้สึก พร้อมเตรียมปล่อยโปรโมชันสุดพิเศษรับหน้าฝน และกิจกรรมสุดฮอตท้าฝน เปิดรับสมัครคนโสดทั่วประเทศ ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อออกไปพบปะผู้คนใหม่ ๆ และสร้างความทรงจำดี ๆ ท่ามกลางเสน่ห์ของฤดูฝน เปลี่ยนภาพจำของช่วง Low Season ให้กลายเป็น “Love Season” ฤดูกาลแห่งการเดินทาง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดี ๆ และโอกาสในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ ๆ

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางเพื่อเติมเต็มประสบการณ์และความรู้สึกมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Coolcation และ Solo Travel ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้คนเริ่มมองหาธรรมชาติ บรรยากาศใหม่ๆ ความสงบ และช่วงเวลาที่ได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ ททท. ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Value is the New Volume’ ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและความหมายของการเดินทาง ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์และความรู้สึกของนักท่องเที่ยว โดยโครงการ ‘LOVE Season’นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ ททท. มุ่งหวังช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับการท่องเที่ยวหน้าฝน พร้อมกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์สำคัญของโครงการคือทริป “ปักหมุดรัก คึกคักฤดูฝน” ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 3 วัน 2 คืน ที่จะชวนคนโสดออกไปเปิดโหมดมีใจกลางธรรมชาติหน้าฝน กับกิจกรรมสุดฟินทั้ง Adventure, Speed Dating, และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในบรรยากาศแสนอบอุ่น ท่ามกลางเสน่ห์ของ Green Season ณ จังหวัดสระบุรี–เขาใหญ่ ระหว่างวันที่ 18–20 มิถุนายน 2569 พร้อมเปิดรับสมัครคนโสดจากทั่วประเทศ จำนวนจำกัดเพียง 24 คนเท่านั้น เพื่อร่วมออกเดินทาง เปิดประสบการณ์ใหม่ และสร้างโมเมนต์ดี ๆ ที่อาจทำให้หน้าฝนปีนี้พิเศษกว่าที่เคย นอกจากนี้ ภายในโครงการยังรวบรวมโปรโมชันและสิทธิพิเศษจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศ ทั้งที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อร่วมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางในช่วง Green Season นี้

ททท. คาดหวังว่าโครงการ “LOVE Season เที่ยวไทย หัวใจชุ่มฉ่ำ” จะช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับการท่องเที่ยวหน้าฝนของไทย ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสุข และประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกภูมิภาคอย่างยั่งยืน

เปิดรับสมัครคนโสดร่วมทริป ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2569 จำกัดเพียง 24 คน เท่านั้น ติดตารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Love Season เที่ยวไทย หัวใจชุ่มฉ่ำ

“แบรนด์ซุปไก่สกัด” ขยายเวลา “แบรนด์คนละครึ่ง” ถึง 31 ก.ค.ศกนี้ ตอกย้ำบทบาท “ตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคได้ทุกวัน”

“แบรนด์ซุปไก่สกัด” ขยายเวลา “แบรนด์คนละครึ่ง” ถึง 31 ก.ค.ศกนี้  ตอกย้ำบทบาท “ตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคได้ทุกวัน”

“แบรนด์ซุปไก่สกัด” ขยายเวลา “แบรนด์คนละครึ่ง” ถึง 31 ก.ค.ศกนี้ ตอกย้ำบทบาท “ตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคได้ทุกวัน”

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด(ประเทศไทย) จำกัด ขยายระยะเวลาแคมเปญ “แบรนด์คนละครึ่ง” โครงการภายใต้ลอยัลตี้แพลตฟอร์ม ‘ดื่มแบรนด์ สแกนเลขในขวด’ ออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จากเดิม 19 มกราคม – 30 เมษายน 2569 หลังได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านสิทธิ์เงินคืนทันที 50% สำหรับ 3 ขวดแรก พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 200 บาท เมื่อสแกนครบ 7 ขวด และสิทธิ์เงินคืนต่อเนื่องสูงสุด 360 บาทต่อเดือน เมื่อสแกนครบ 28 ขวด ตลอดจนกิจกรรมชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรมและลองดื่มแบรนด์ รับทันที 10 BRAND’S Points เพื่อส่งต่อทั้งสิทธิประโยชน์เงินคืนและคุณประโยชน์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดให้กับคนรอบตัว พร้อมตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ซุปไก่สกัดในฐานะตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคได้ทุกวัน

นางสาวจตุรพร ธนาพรสังสุทธิ์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) กล่าวว่า “โครงการ ‘แบรนด์คนละครึ่ง’ ได้เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นโครงการภายใต้ลอยัลตี้แพลตฟอร์ม ‘ดื่มแบรนด์ สแกนเลขในขวด’ ผ่านสิทธิ์เงินคืนทันที 50% สำหรับ 3 ขวดแรก และรับเงินคืนสูงสุด 200 บาท เมื่อสแกนครบ 7 ขวด รวมถึงสิทธิ์เงินคืนต่อเนื่องสูงสุด 360 บาทต่อเดือน เมื่อสแกนครบ 28 ขวด โดยหลังการเปิดตัวแคมเปญ ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคทั่วประเทศที่มองหาตัวช่วยเตรียมความพร้อมในชีวิตประจำวัน สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง มีผู้ร่วมสแกนจริงกว่า 250,000 คน และยอดสแกนสะสมกว่า 2.5 ล้านขวด จากกระแสตอบรับที่ดีนี้ แบรนด์จึงขยายระยะเวลาแคมเปญจากเดิม 19 มกราคม – 30 เมษายน 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้เข้าร่วม และตอบแทนผู้บริโภคปัจจุบันที่ไว้วางใจให้แบรนด์ซุปไก่สกัดเป็นตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างทุกเช้าในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดพฤติกรรมการดื่มให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อรับคุณประโยชน์จากคาร์โนซีนและวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง

ผู้บริโภคสามารถเข้าร่วมได้ง่ายๆ เพียงลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account @brandsworld และสแกนรหัสในขวด โดยมอบสิทธิ์เงินคืนสำหรับการดื่มแบรนด์ซุปไก่สกัด 3 ขวดแรก รับเงินคืนทันที 50% ผ่าน TrueMoney Wallet ระบบเติมเงินมือถือ และ BRAND’S Point ที่สามารถนำไปแลกเป็นบัตรของขวัญกว่า 60 รางวัล พร้อมสิทธิ์รับเงินคืนสูงสุดถึง 200 บาท เมื่อสแกนครบ 7 ขวด โดยเมื่อซื้อแบรนด์ซุปไก่สกัดขนาด 39 มล. ราคาขายปลีก 37 บาท, 42 มล. ราคาขายปลีก 39 บาท, 70 มล. ราคาขายปลีก 60 บาท และ 100 มล. ราคาขายปลีก 79 บาท ผู้บริโภคจะได้รับเงินคืนขวดละ 20 บาท สำหรับขนาด 39 และ 42 มล. รับเงินคืน 30 บาทสำหรับขนาด 70 มล. และรับเงินคืน 40 บาทสำหรับขนาด 100 มล. จำกัดสิทธิ์สำหรับ 3 ขวดแรก และ 1 สิทธิ์ต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมสิทธิพิเศษอย่างต่อเนื่อง ด้วยสิทธิ์เงินคืนสำหรับทุกขวดที่สแกนรวมสูงสุดถึง 360 บาทต่อเดือน เมื่อสแกนครบ 28 ขวด

พร้อมกันนี้ แบรนด์ต่อยอดความพิเศษให้กับแคมเปญ ผ่านกิจกรรมและรางวัลใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ดังนี้

แบรนด์ยังชวนผู้บริโภคส่งต่อสิ่งดี ๆ ทั้งสิทธิ์เงินคืนและคุณประโยชน์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดให้กับคนรอบตัว เมื่อชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรมและลองดื่มแบรนด์ซุปไก่สกัด พร้อมสแกนขวดแรก รับทันที 10 BRAND’S Points มูลค่า 10 บาท

ร่วมฉลองการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แฟนฟุตบอลทั่วไทยตั้งตารอ ด้วยรางวัลพิเศษสำหรับแฟนฟุตบอลโลกโดยเฉพาะ เพียงสะสมครบ 4 BRAND’S Points รับสิทธิ์ลุ้นเสื้อฟุตบอลทีมชาติพร้อมลายเซ็นนักฟุตบอลระดับโลก จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 745,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับแบรนด์ซุปไก่สกัดขนาด 100 มล. รับคะแนนสะสม X3 ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

เอาใจผู้บริโภคที่ต้องเดินทางสัญจรด้วยรถยนต์ มอบสิทธิ์ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 84 รางวัล รวมมูลค่า 84,000 บาท สำหรับซุปไก่สกัดรสซุปไก่และซุปผัก เพียงสแกนเลขในขวด โดยขนาด 42 มล. รับ 1 สิทธิ์และขนาด 70 มล.รับ 2 สิทธิ

แคมเปญส่งเสริมการขายในร้านค้าปลีกรูปแบบดั้งเดิม ที่ผู้บริโภคสามารถนำยอดเงินที่ได้รับจากการสแกนมาแปลงเป็นคูปองส่วนลดร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อใช้กับร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศกว่า 600 ร้านค้า เพื่อช่วยผู้บริโภคเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในชุมชนไปพร้อมกัน

“แคมเปญนี้ไม่ใช่เพียงโปรโมชัน แต่เป็นความตั้งใจของแบรนด์ในการสนับสนุนศักยภาพของคนไทยในทุกวัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ซุปไก่สกัดในฐานะ ‘ตัวช่วยในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคได้ทุกวัน’ เพื่อให้คนไทยพร้อมลุยทุก การเริ่มต้นวันใหม่และใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน”

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมภายใต้แคมเปญฯ สามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account @brandsworld

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และ มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และ มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และ มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติและการศึกษาของเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ เป็นประธานในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ อารยา อรุณานนท์ชัย รองประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ  พร้อมด้วยคณะกรรมการทั้ง 2 มูลนิธิฯ ได้แก่ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก, ดร.ประวิช รัตนเพียร, จิณณารัชต์  สัมพันธรักษ์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย  อัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรม ฯ รวมทั้งผู้แทนกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเทพมหานคร กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมแม่บ้านเหล่าทัพ ฯลฯ หน่วยราชการ – องค์การเอกชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อถวายความอาลัย ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณทรงรับมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2526 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิ และประธานกรรมการดำเนินงานคนแรก เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงพระชนม์ชีพ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรร่วมกับคณะต่าง ๆ เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา และได้ไปลงนามถวายพระพร ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง เป็นประจำทุกปี และมูลนิธิฯ ถวายความจงรักภักดี และถวายความกตัญญูกตเวทีแด่องค์พระบรมราชินูปถัมภ์แด่พระองค์ท่านโดย จัดกิจกรรมทางศาสนาถวายพระราชกุศลตั้งแต่ปี 2547 เป็นประจำทุกปี อาทิ 

จัดผู้แทนเยาวชนผู้รับทุนมูลนิธิฯ ทั่วประเทศ ครั้งละประมาณ ๑๐๐ คน จากทุกจังหวัด บรรพชาอุปสมบทหมู่ เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม ณ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ด้วยความสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย จังหวัดนครปฐมและวัดพระปฐมเจดีย์ โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธี

จัดพิธีเจริญพระปริตรมหากุศลเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธี  ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมราชวัง ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา  ๘๐ พรรษา

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานโครงการ และประธานในพิธี นิมนต์พระสงฆ์ ครั้งละ ๙๙ รูป ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมราชวัง และพระอารามหลวง ประจำรัชกาลในสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ เดือนละ ๑ แห่ง เป็นเวลา ๑๓ เดือน ด้วยความสนับสนุนของสำนักพระราชวัง กระทรวงมหาดไทย กองทัพอากาศ และพระอารามหลวงทุกแห่ง

จัดบรรพชาอุปสมบทหมู่ จำนวนมากถึง ๑๕๐ รูป จาก ๒๗ จังหวัด ณ วัดเทพประทานอธิพร อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมาด้วยความสนับสนุนของ กระทรวงมหาดไทย กองทัพอากาศ กรมระชาสัมพันธ์ จังหวัดจันทบุรี  และวัดเทพประทานอธิพร โดยมีพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานโครงการ และประธานในพิธี

วว. ก้าวสู่ปีที่ 63 สานพลัง “Partner of Your Success” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม

วว. ก้าวสู่ปีที่ 63 สานพลัง “Partner of Your Success” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม

วว. ก้าวสู่ปีที่ 63 สานพลัง “Partner of Your Success” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 63 ปี  ภายใต้แนวคิด “Partner of Your Success” ประกาศความพร้อมเดินหน้านำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกลไก “TISTR Total Solution” ตอบโจทย์ภาคธุรกิจยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในวันที่  25 พฤษภาคม 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ในฐานะประธานกรรมการบริหารสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (กวท.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดยมี ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ร่วมประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถาบัน และถวายราชสักการะ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 10 เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคาร Admin

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าการ วว. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณประจำปี 2569 เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรและประเทศชาติ ประกอบด้วย ผู้มีอุปการคุณภายนอก 2 ราย พนักงานทำคุณประโยชน์ 26 ราย พร้อมทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานเพื่อองค์กรมาอย่างยาวนาน โดยแบ่งเป็น ผู้ปฏิบัติงานครบ 30 ปี จำนวน 18 ราย และครบ 20 ปี จำนวน 7 ราย ตามลำดับ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการร่วมกันนำพาสถาบันฯ เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมให้ยั่งยืนต่อไป

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว และ ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว.  

ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว.  กล่าวถึงการดำเนินงานในปัจจุบันและภาพอนาคตสู่ความยั่งยืนว่า วว. มุ่งเน้นบูรณาการงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์และสังคมผ่านกลไก “Total Solution” บ่มเพาะผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ ผ่านแผนงานเชิงรุกที่ตอบโจทย์กระแสโลก อาทิ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) การส่งเสริมนวัตกรรมปุ๋ยและเกษตรอัจฉริยะ (Net Zero Agriculture) รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการไทยเพื่อควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ เช่น นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาทุเรียน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย

สำหรับในส่วนของภาพอนาคตนั้น ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  กล่าวว่า  วว. ปักหมุดหมายเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีสากล มุ่งสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงชั้นนำในภูมิภาค ที่ขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมเคียงข้างเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จ และเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในทุกมิติอย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการและผู้สนใจที่ต้องการรับบริการด้าน วทน. หรือร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยี สามารถเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อความสำเร็จไปกับ วว. ได้ที่ call center  โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” หรือติดตามข้อมูลข่าวสารนวัตกรรมที่ทันสมัยเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tistr.or.th

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

เมื่อพูดถึงคำว่า “เมตาบอลิซึม” หลายคนมักจะนึกถึงการเผาผลาญแคลอรีหรือการลดน้ำหนัก ซึ่งแม้ว่าการลดน้ำหนักจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเมตาบอลิซึมที่สมดุลคือสิ่งที่สำคัญ เพราะเมตาบอลิซึมคือรากฐานการทำงานของร่างกายทั้งหมด มีผลต่อความรู้สึกของเรา รวมถึงการชะลอวัยในระยะยาว

ดร. ลุยจิ แกรตตัน รองประธานสำนักงานสุขภาพและสุขภาวะ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ รวมทั้งยังเป็นแพทย์ที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั่วโลก จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการดูแลเมตาบอลิซึมให้กับทุกคน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตแบบคนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด อาหารแปรรูป และการเคลื่อนไหวที่น้อยเกินไป สามารถทำให้ระบบเผาผลาญของเราเสียสมดุลได้ ความเครียดเรื้อรังจะเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอลและกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมัน อาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลสูง ไฟเบอร์ต่ำ และขาดสารอาหารสำคัญจะทำให้การควบคุมความอยากอาหาร ระบบทางเดินอาหาร และความไวของอินซูลินบกพร่อง และการนั่งทำงานหรือนั่งรถนานๆ ก็จะลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้การเผาผลาญช้าลงและเกิดความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกาย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เมื่อเราเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เราจะสามารถฟื้นฟูระบบการเผาผลาญตามธรรมชาติของร่างกายและมีสุขภาพดีได้ในระยะยาว

เคล็ดลับ แค่ปรับก็เปลี่ยนเมตาบาลิซึมให้กลับมาเป๊ะ

ปรับสมดุลอาหารในจาน : สิ่งที่เรากินคือรากฐานสำคัญของสุขภาพการเผาผลาญ และโภชนาการเองก็มีอิทธิพลต่อกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการเผาผลาญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเผาผลาญไขมัน การทำงานของลำไส้ การควบคุมฮอร์โมน และการอักเสบ  การกินโปรตีนไม่ติดมันจะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญขณะพักที่สูงขึ้น รวมทั้งอาหารที่มีไฟเบอร์และสารอาหารจะช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดี อิ่มนานขึ้น และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลนอกจากนี้ยังมีผักผลไม้บางชนิดที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น เช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ที่พบในส้ม เลมอน และเกรปฟรุต และสารแคปซิคัม (capsicum) ที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าและพริกหวาน

ดังนั้น การจัดจานอาหารให้สมดุลไม่ได้หมายถึงการจำกัดอาหาร แต่มันคือการเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการเผาผลาญของเรา

เคลื่อนไหวให้มากขึ้น : การเคลื่อนไหวคือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดี การออกกำลังกายช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการใช้พลังงาน เพิ่มความไวของอินซูลิน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบจริงจังหรือแค่เดินเร็วๆ ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอจะเป็นตัวช่วยดูแลร่างกายได้ในระยะยาว เพราะทุกก้าวที่เดินจะช่วยส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญของเราในวันข้างหน้า

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว    :  การนอนหลับมักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญต่อการควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึม เพราะในช่วงเวลาที่เราหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ น้ำหนัก พลังงาน และความอยากอาหาร ทำให้การนอนแบบมีคุณภาพช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ควบคุมฮอร์โมนความหิว เช่น เลปติน (บ่งบอกความอิ่ม) และ เกรลิน (กระตุ้นความหิว) รวมถึงช่วยลดคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดที่บั่นทอนเมตาบอลิซึม ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพ เช่น ลดเวลาอยู่หน้าจอก่อนนอน รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ (7–9 ชั่วโมงต่อคืน) และมีกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน จะช่วยให้การพักผ่อนเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

สุขภาพเมตาบอลิซึมคือรากฐานของการมีชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัย และสร้างได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอและรอบด้าน ทั้งการดูแลเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อนอย่างสมดุล

สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีดูแลตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์  รับชมเคล็ดลับดีๆ จากเฮอร์บาไลฟ์ได้ทาง YouTube The Breakdown Mini-Series  หากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม หรือติดตามเคล็ดลับด้านสุขภาพ สามารถติดตามได้ที่ Facebook/HerbalifeThailandOfficial หรือ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก 'SITE 2026' ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

NIA เปิดฉาก SITE 2026 ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก ชูแนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment”  เปิดเวทีเชื่อมสตาร์ตอัป นักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ

25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า งาน SITE 2026 ในปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยง สู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

NIA วางบทบาทของงาน SITE 2026 ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ผลกระทบระดับโลก ผ่าน 5 แกนหลัก ได้แก่ Frontier Tech & Future Industries, Investment-Ready Innovation, Global Connectivity, Multiplier Effect และ Strategic Alliances เพื่อเชื่อมประเทศไทยกับเครือข่ายเมืองนวัตกรรมสำคัญทั่วโลก และเปิดทางให้สตาร์ตอัปไทยปักหมุดในเวทีโลกชัดเจนยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ NIA ยังมุ่งให้ SITE 2026 สร้างผลกระทบเชิงระบบนวัตกรรมใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านระบบนิเวศนวัตกรรม และด้านความร่วมมือระดับโลก ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง AI, Deep Tech, Sustainability และ Wellness Economy ควบคู่กับนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจและสังคม

“เหตุผลสำคัญที่ปีนี้ SITE 2026 ใช้คำว่า “The Year of Investment” เพราะการลงทุนคือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นการเติบโตจริง โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าในปี 2025 มูลค่าการลงทุนในสตาร์ตอัปไทยอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินพร้อมลงทุนในระบบนวัตกรรมไทยมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 32,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปี 2026 คือจังหวะสำคัญของการเชื่อมนวัตกรรมกับแหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กริชผกา ระบุ

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก  การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง  เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดแสดงผลงานจาก 8 สตาร์ตอัปชั้นนำ ที่สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยและผลลัพธ์จากการต่อยอดผ่านกลไกสนับสนุนของ NIA อาทิ BOTNOI, Family Deaf, Happenn, MUI Robotics, Heal and Soul, Techcare, Zengrowth และ Brain Dynamic

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่เชื่อมนวัตกรรมไทยสู่การลงทุน พันธมิตรและความร่วมมือระดับโลก ได้ที่ SITE 2026 ระหว่างวันที่ 25–27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนได้ที่ site.nia.or.th

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย  แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก และหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) ซึ่งหลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เป็นปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้อายุไม่ถึง 40 ปี ก็อาจมีความเสี่ยงได้เช่นกัน

แพทย์หญิงทรายด้า บรูณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดหัวใจมีการสะสมของคราบไขมัน (Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเวลาออกแรงหรือเครียด ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขนซ้าย คอ หรือกราม หายใจลำบาก หอบง่าย เหนื่อยผิดปกติ  หรือในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป การนั่งทำงานนาน ๆ ความเครียด การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด และการออกกำลังกายน้อย ต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดโรคนี้เร็วขึ้น แม้ในคนอายุยังไม่ถึง 40 ปีก็สามารถมีความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากกระบวนการที่ซับซ้อน แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่

คอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง: ไขมันเลว (LDL) สามารถไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด / ความดันโลหิตสูง: ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและตีบเร็วขึ้น /  เบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า / การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและทำให้เกล็ดเลือดจับตัวง่าย / ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ / กรรมพันธุ์: หากในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ย่อมเพิ่มความเสี่ยง

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการซักประวัติหาความเสี่ยงของโรค การตรวจสุขภาพประจำปี แต่สำหรับผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการแน่นหน้าอกเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือหน้ามืด แพทย์จะใช้การอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram : ECHO) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และการเดินสายพาน (EST-Exercise Stress Test) บางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีการทำ CT Scan (CTA Coronary Artery) เพื่อหาอาการผิดปกติประกอบการวินิจฉัยโรคร่วมด้วย

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

สำหรับแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่มีอาการเรื้อรังหรือคงที่ คือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เป็นๆ หาย ๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แพทย์จะวางแผนการรักษาด้วยการใช้ยา แนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูน หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค, กลุ่มที่มีอาการแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการ เจ็บแน่นหน้าอกร่วมกับเหนื่อยหอบ หน้ามืด เป็นลม หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น แพทย์จะรักษาด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจทันที

การป้องกันสำคัญที่สุด

แม้การแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าเพียงใด แต่การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ลดอาหารมัน เค็ม และหวาน การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

เริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง และหันมาดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ใช่โรคที่เลือกอายุ มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือผู้สูงวัย

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เพราะ ‘แม่’ คือผู้ให้ความสุข – รอยยิ้ม ตราบนิจนิรันดร์ ด้วยความอาลัยรัก “คุณแม่จำลอง อินทรชิต”

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถาน วัดลาดเป็ด ตำบล ท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสุกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางจำลอง อินทรชิต (เป็นกรณีพิเศษ) โดยมีบุตรและธิดา ได้แก่ 1.นายสุรจิตต์ อินทรชิต (อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  2.นางจงกล ขันพิจิตร  3.นายสุรวุฒิ อินทรชิต 4.นายจิรวัฒน์ อินทรชิต    5.นางเบญจมาศ อินทรชิต พร้อมด้วย นายวิทยา ฉายสุวรรณ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยวน พันธ์สกุล อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนู มีแสงเงิน อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย อดีตอธิบดีกรมหม่อนไหมและอดีตรองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางสาววรรณพร ดอกจำปา อดีตผู้ตรวจราชการกรม ส.ป.ก. นางสาวจิราทิตย์ โรจน์อุ่นวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน   นายอุกฤษฏ์ อินทาภรณ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน    นายบัณฑิต สุคนธบัณฑิต อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย นางสุกันตา ศรีกำพล อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี นางศิรประภา สุคนธบัณฑิต ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวเปรม ตู้ดำ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอ่างทอง   นางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม อดีตผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ส.ป.ก. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

“คุณแม่จำลอง อินทรชิต เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร โอบอ้อมอารี เป็นมิตรกับทุกคน  ชอบทำบุญทำทานและบริจาคทรัพย์เป็นสาธารณกุศลอยู่เป็นเนืองนิจ”

แม้ว่าเราจะสูญเสียท่านไป แต่ความทรงจำและคุณความดีที่ท่านได้อุทิศตนเพื่อทะนุบำรุงพุทธศาสนา จะยังคงอยู่ และระลึกถึงความประทับใจไปตลอดกาล คุณแม่จำลอง อินทรชิต ได้ล้มป่วยด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต โดยเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรีและได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.55 น. รวมสิริอายุ 86 ปี การจากไปของคุณแม่จำลอง อินทรชิตในครั้งนี้ สร้างความ เศร้าโศกแก่ บุตร – ธิดา และญาติมิตรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวอินทรชิตเป็นอย่างยิ่งเฉกเช่นคำกล่าวนี้ อันมีความหมายลึกซึ้งที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างตอนหนึ่ง  ซึ่งกล่าวไว้อย่างจับใจในพิธีฌาปนกิจฯของท่านว่า “ความตายไม่มีขอบเขตเรื่องศาสนา ความตายไม่กำหนดวันและเวลา  ความตายไม่นำพาเรื่องของวัย ความตายไม่มีแบบอย่างตายอย่างไร? ความตายไซร้เท่านั้น!! นิรันดร”

สุดท้ายนี้ คณะเจ้าภาพ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้เกียรติร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมฯ  และร่วมพิธีฌาปนกิจฯ “คุณแม่จำลอง อินทรชิต” ตลอดจนร่วมนำพวงหรีดแสดงความไว้อาลัยและร่วมสมทบปัจจัยทำบุญในครั้งนี้ ด้วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ต้อนรับความชุ่มฉ่ำของฤดูฝนด้วย คู่ข้าวใหม่ปลามันที่จูงมือกันเข้าสู่พิธีมงคลสมรสอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรัก ระหว่างเจ้าบ่าว ภัทริน บุราวาศ บุตรชาย ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ และเจ้าสาว ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย -พรเทพ อ่วมแย้ม  ณ ห้องไดมอนด์โดม โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

เจ้าสาวคนสวย ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย จบการศึกษาระดับปริญญาโท M.Sc Marketing and International management, University of Reading สหราชอาณาจักร ประกอบธุรกิจส่วนตัวหลายด้าน ส่วนเจ้าบ่าว ภัทริน บุราวาศ จบการศึกษาระดับปริญญาโท M.Sc. Real Estate, University of Reading สหราชอาณาจักร ปัจจุบันเป็นสถาปนิกอิสระ แม้จะเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ทั้งคู่รู้จักกันได้เพราะมีเพื่อนเป็นพ่อสื่อแม่สื่อให้ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน สิ่งที่ทำให้ความรักเติบโตคือความธรรมดาที่ทำให้วันธรรมดาๆ ของทุกวันเป็นวันที่พิเศษ ที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันแล้วเหมือนเป็นบ้านของกันและกัน จากคนรักจึงได้มาเปลี่ยนสถานะเป็นคู่ชีวิตร่วมสร้างครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น

++++++++++++

บ่าวสาว ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาฬ์ บุญช่วย พร้อมด้วยมารดาบิดาเจ้าบ่าว ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ มารดาบิดาเจ้าสาว วรรณี บุญช่วย – พรเทพ อ่วมแย้ม (แถวยืน) พี่ชายเจ้าบ่าว ภารัฐ-ภัทระ บุราวาศ และ น้องชายเจ้าสาว พรรณพงศ์ อ่วมแย้ม

บ่าวสาวแลกแหวนเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคู่

บิดาเจ้าบ่าว พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ ต้อนรับ อดีต รมว.ต่างประเทศ กษิต-จิตนาภิรมย์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, อารสา เตมิยาจล, ธิดา สมะลาภา และ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

มารดาเจ้าบ่าว ภาวิไล บุราวาศ ต้อนรับเพื่อนๆ (นั่ง)ทัศนาลักษณ์ สันติกุล, ดวงพร พาณยง, ศิริพันธุ์ มณีรัตน์, สมศรี ลัทธพิพัฒน์, ศศินี ภัททิยกุล (ยืน) พล.อ.วิชิต ยาทิพย์, พล.ร.ต.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่, ภัทราดา ยมนาค และ พล.ท.อิสสระ วัชรประทีป

 เพื่อนๆ ภาวิไล บุราวาศ ร่วมยินดีกับหลานชาย-หลานสะใภ้

พล.อ.วิชิต – พล.ท.หญิง จุไรภัทร์ ยาทิพย์ และ มนต์ฤดี – พล.ท.อิสสระ วัชรประทีป

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง, ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (ราชบัณฑิต), สุมิดา พันธุ์กระวี และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ภารัฐ บุราวาศ, นิศากร – ม.ล.วรุตม์ วรวรรณ,ภัทระ บุราวาศ, ณัฐธินีย์ บุณยเกียรติ และ อนุรัชช สุวตะพันธุ์

ภาวิไล บุราวาศ ต้อนรับ ปรางทิพย์ – ธีรพล นพรัมภา

(นั่ง) สีวิกา เมฆธวัชชัยกุล, เนตรนฤมล ศิริมณฑล, ยศวดี บุณยเกียรติ, คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ (ยืน) ธวัชชัย ตั้งสง่า, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, ธัชชัย อัมพรายณ์, พิชัย คณิวิชาภรณ์ และ ธีราพร วิรุฬห์รักษ์

ต่อตระกูล ยมนาค, ธีราพร วิรุฬห์รักษ์ กับคุณพ่อเจ้าบ่าว พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ และผาณิต พูนศิริวงศ์

อิทธิอร บุนนาค (ซ้ายสุด) ร่วมแสดงความยินดี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ นีรนุช ปัทมสูต

เพชร – ภิพัชรา แก้วจินดา เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ขึ้นกล่าวอวยพรบ่าวสาว

บ่าวสาวท่ามกลางเพื่อนๆ ที่มาร่วมยินดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

หัวใจเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มหัศจรรย์ที่สุดชิ้นของมนุษย์และสัตว์ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้มาโดยเฉพาะ มันทำงานประสานเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดพัก ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

กลไกสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นได้แม่นยำคือ ระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวและคลายตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสไฟฟ้าเกิดลัดวงจร เดินผิดเส้นทาง หรือถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้เกิดสภาวะ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน และมีความรุนแรงหลายระดับ

หนึ่งในประเภทที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มาก คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า AF (Atrial Fibrillation) คือภาวะที่หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ เต้นสั่นพริ้วไม่เป็นระบบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลงและค้างอยู่ในห้องหัวใจ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะเลือดที่ตกค้างจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนลิ่มเลือด และหากลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตจนไปอุดตันเส้นเลือดที่สมอง ผู้ป่วยจะเผชิญกับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่รู้สึกว่าผิดปกติอะไร แต่บางรายอาจมีอาการแตกต่างกันตามประเภทของความผิดปกติ หลายคนมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวแรง เต้นสะดุด หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนใจวูบหายไปชั่วขณะ หากหัวใจเต้นเร็วเกินไป ร่างกายจะเริ่มอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก หายใจไม่อิ่ม และอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย แต่ถ้าหากหัวใจเต้นช้าเกินไป เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด มึนงงเหมือนจะเป็นลม หรืออาจหมดสติได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการใจสั่น และความรู้สึกไม่สบายในช่องอก ซึ่งเป็นอาการที่อธิบายได้ยาก

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลัก เมื่ออายุเรามากขึ้นก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงมีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มมีคาเฟอีนปริมาณมากเกินไป หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง จึงเป็นเหตุให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในที่สุด

การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายหลักคือ การจัดการระบบไฟฟ้าหัวใจให้กลับมาคงที่ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

ยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มแรก คือ ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จนหัวใจล้าและล้มเหลว

กลุ่มที่สอง คือ ยาปรับจังหวะหัวใจ เพื่อเปลี่ยนจังหวะที่ปั่นป่วนให้กลับมาเต้นตามธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้าย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย AF คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเหล่านี้ต้องเน้นวินัยของผู้ใช้ยาเป็นสำคัญ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาสม่ำเสมอและ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือเรื่องของปฏิกิริยาระหว่างยา หรือยาตีกัน โดยเฉพาะผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Warfarin ยาตัวนี้มีความไวสูงต่ออาหารและยาอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้ Warfarin ต้องระวังการบริโภคผักใบเขียวเข้มที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักคะน้า ผักโขม บรอกโคลี ในปริมาณมากหรือน้อยเกินไปกว่าปกติที่เคยรับประทาน เพราะวิตามินเคจะไปต้านฤทธิ์ยา ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

ในทางตรงกันข้าม การรับประทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น แปะก๊วย โสม กระเทียมสกัด หรือน้ำมันปลา อาจไปเสริมฤทธิ์ยาจนทำให้เลือดออกไม่หยุด แม้แต่ยาแก้ปวด แก้อักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น Ibuprofen ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยกินยาละลายลิ่มเลือดต้องสังเกต คือ ภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันแล้วเลือดหยุดไหลยาก มีจ้ำเลือด หรือรอยช้ำตามผิวหนังโดยไม่ได้ถูกกระแทก หรือกรณีที่รุนแรง คืออุจจาระมีสีดำเหมือนน้ำมันดิน ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แต่ข่าวดีคือ ถึงแม้จะมีปัญหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมกับวินัยในการรับประทานยา ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดการความเครียด การออกกำลังกายเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทุกชนิด และทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค โดยเฉพาะอันตรายของ AF จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ประมาท และร่วมมือในการรักษาอย่างใกล้ชิด เหล่านี้จะทำให้พ้นอันตราย

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการรักษาโรคนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันอัมพาต การทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่มีคุณภาพ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย