สายสุนีย์ จ๊ะนะ สู้เพื่อฝันบนวีลแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583549

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 09:09 น.

สายสุนีย์ จ๊ะนะ สู้เพื่อฝันบนวีลแชร์

เรื่อง: ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ภาพ: อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์นับถอยหลังรอคอยสนามพาราลิมปิกเกมส์ มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคือการได้เดินทางต่อไปให้สุดทางฝัน สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย วงการเรียกกันด้วยความนับถือในฝีไม้ลายมือ “พี่แวว” นักกีฬารุ่นใหญ่วัย 45 ปี คร่ำหวอดสะสมเกียรติประวัติ ประเดิมคว้าเหรียญทองจากสนามพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

ความสำเร็จต่อด้วย ปี 2008 คว้าเหรียญทองแดง ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และปี 2012 กลับมาคว้าเหรียญทองอีกครั้ง ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

หญิงสาวนักกีฬาบุคลิกคล่องแคล่ว ดวงตาเปี่ยมความเชื่อมั่นในตัวเอง “พี่แวว สายสุนีย์” เล่าย้อนไปถึงวันร้ายในอดีตที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากใจ เหตุการณ์สูญเสียจนต้องกลายเป็นคนพิการในวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น เด็กสาววัยแรกรุ่นเคยคิดมีฝันอยากเป็นครู หากทุกสิ่งทุกอย่างต้องจบสิ้นลง เพียงแค่ความประมาทของคนที่อยู่หลังพวงมาลัย ขับรถพุ่งมาชนมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ที่กำลังวิ่งไปสร้างอนาคตอย่างรุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลงบนพื้นถนนโหดร้าย

“แววเป็นคนเชียงใหม่หางานทำได้ที่ลำพูน เป็นวันไม่เคยลืมเลือนเลยค่ะ วันที่ 9 พ.ค. 2535 ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ลูกพี่ลูกน้องไปทำงานโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน แล้วรถก็พุ่งเข้ามาชนตอนติดไฟแดงตอน 7 โมงเช้า รถยนต์อะไรไม่รู้เลยค่ะ เพราะเราก็สลบญาติก็เจ็บกันไปไม่รู้เรื่องทั้งคู่ มาฟื้นอีกทีก็บนเตียงโรงพยาบาลแล้ว

ญาติที่เป็นคนขับไม่เป็นอะไรมาก แต่ดิฉันหนักหนา หัวแตกฟันหน้าหักยับเยิน กระดูกสันหลังหักจนนอนลงไม่ได้ต้องตัดกระดูกสะโพกไปต่อหลัง แข้งขาถลอกปอกเปิก

เจ็บปวดระบมไปทั้งตัว เพราะกระดูกแตกไปทิ่มแทงเส้นประสาท ทำให้เจ็บแบบร้าวไปทั้งร่างค่ะ แล้วพอ 1 เดือนเต็มๆ ที่นอนโรงพยาบาลก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติคือยกขาไม่ได้เลย คุณหมอจึงต้องบอกความจริงเราว่า …ทำใจนะ อาจจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ส่วนคนขับรถก็หลบหนีหายตัวไปตามระเบียบค่ะ” สายสุนีย์ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ เพลียๆ หัวใจกับความโชคร้ายของตัวเอง

ชีวิตนี้กลายเป็นสาวพิการ

ชีวิตประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจเกินจะทานทนไหว ปัญหามันใหญ่จนคิดปลิดชีพตัวเองไปเสียให้พ้นจากโลกโหดร้าย ความเจ็บปวดภายนอกยังพออดทนฟื้นฟูได้ แต่ความเจ็บปวดภายในจิตใจแทบทานทนไม่ไหวจริงๆ

สายสุนีย์ เล่าว่า คุณหมอบอกชัดเจนว่าเส้นประสาทขาด ไม่สามารถเดินได้อีกตลอดชีวิต สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือทำกายภาพให้ร่างกายฟื้นฟู เพื่อสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าทำได้แค่นั้นก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว

“ไม่มีใครโชคร้ายเท่าเราอีกแล้วค่ะ บ้านฐานะยากจนแล้วยังมาพิการอีก คิดฆ่าตัวตายทุกวิถีทาง แต่ขนาดจะถัดตัวปีนหน้าต่างทิ้งตัวลงมาจากตึกโรงพยาบาล เรายังไม่มีแรงไม่มีปัญญาทำได้เลย (หัวเราะเบาๆ) รู้สึกหมดอาลัยตายอยากตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล 11 เดือนไม่มีวันไหนที่ไม่ร้องไห้เลยนะคะ รู้สึกอย่างเดียวค่ะว่าความฝันเราจบชีวิตจบแล้ว เรารักคุณครูคนหนึ่งมากก็ใฝ่ฝันอยากเป็นครู อุตส่าห์เรียนจนจบ ม.3 เพื่อไปสมัครทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จะได้เก็บเงินเรียนต่อ แต่ไปทำงานได้ไม่กี่เดือน ก็โชคร้ายโดนคนขับรถพุ่งเข้ามาชน

ไม่แน่ใจค่ะว่าเขาเมาแล้วขับหรือเปล่า แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเช้าตรู่แบบนั้น แล้วขับรถเร็วแบบเหมือนไม่มีสติมาแบบนั้น อาจจะเมาหรือเปล่า? แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เพราะเขาขับหนีไปเลย!! ตำรวจก็จับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้ เราโชคร้ายจริงๆ ค่ะ”

ชีวิตช่วงวัยรุ่นเริ่มต้นก็หนักหนาแล้ว อนาคตดูไม่สดใสเอาเสียเลย แต่สิ่งที่กอบกู้ให้ชีวิตกลับมาได้ในครั้งนี้ก็คือคนที่มีค่าที่สุดของชีวิตทุกๆ คน พ่อ แม่ น้องสาว ครอบครัวคือสิ่งที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีสุด

“ร่างกายเข้มแข็งขึ้นมาได้คือวันที่เรากำลังคิดฆ่าตัวตาย คือพยายามทำซ้ำๆ หลายครั้งนะคะ แต่ไม่มีใครเห็น และทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีแรงขยับตัว แต่วันนั้นพอมีแรงถัดตัวไปที่หน้าต่างได้ กำลังจะกระโดด แม่เข้ามาเห็นพอดีก็รี่เข้ามาดึงคว้าเราไว้ได้ แม่ร้องไห้ไปด้วย ทั้งตีทั้งหยิกเราไปด้วย บอกว่าแม่เลี้ยงของแม่มา 17 ปี ไม่คิดว่าลูกจะจากไปแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าถึงพิกลพิการ เราก็ยังมีค่ากับแม่ แม่รักเรามากที่สุด เราจะทำแบบนี้อีกไม่ได้ เราต้องสู้

เคสเจ็บหนักอย่างนี้ต้องอยู่โรงพยาบาลอย่างน้อยๆ ก็ 2 ปี แต่เราพยายามทำกายภาพให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงช่วยตัวเองได้เร็วที่สุด เริ่มตั้งแต่ฝึกนั่งเหมือนเด็กเล็กๆ ฝึกใส่เสื้อผ้า ใช้เวลา 11 เดือนก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วค่ะ เราทนไม่ได้ที่พ่อแม่ต้องมานอนเฝ้าที่โรงพยาบาลยาวนานแบบนี้ พ่อแม่ทำงานรับจ้างมีรายได้รายวัน พอมาเฝ้าไข้เรา ฐานะครอบครัวก็ยิ่งวิกฤตหนักข้าไปใหญ่

หนักหนาถึงขึ้นครอบครัวแตกแยกไปคนละทิศละทางค่ะ แม่ไปทำมาหากินอีกทาง พ่อไปกับลูกสาวทั้งสองคน คือดิฉันกับน้องสาวที่ตอนนั้นอายุเพียง 7 ขวบ ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถช่วยพ่อทำงานหาเงินเข้าบ้านได้เลย ดิฉันคิดว่าเรานี่แหละต้องช่วยพ่อ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรเพราะเวลานั้นก็ทำได้แค่ช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานเท่านั้นค่ะ”

เริ่มมีความฝันสู่ชีวิตใหม่

ความหวังครั้งสำคัญจุดประกายอีกครั้ง เมื่อศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เปิดรับสมัครคนพิการที่มีคุณสมบัติพิการทางการเคลื่อนไหว ชาย-หญิง อายุระหว่าง 14-40 ปี สัญชาติไทยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในชีวิตประจำวันและความพิการไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกอาชีพ ไม่พิการทางสมองและสติปัญญา

เปิดรับสมัคร 3 แผนก 1 โครงการ จำนวน 100 คน ได้แก่ แผนกตัดเย็บเสื้อผ้าและงานประดิษฐ์ แผนกคอมพิวเตอร์ แผนกอิเล็กทรอนิกส์

“เขียนจดหมายสมัครเหมือนเรียงความเลยค่ะ เขียนแบบเด็กบ้านนอกหนูอยากฝึกอาชีพเป็นคนพิการ (หัวเราะ) คืออยากให้เราพ้นภาระพ่อช่วยพ่ออีกแรง ก้าวแรกที่ไปศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน มันคือโลกใบใหม่ค่ะ ตื่นเต้นมาก เดินเข้าประตูรั้วมีแต่คนพิการเยอะแยะไปหมด ขณะที่เคยคิดว่าเราคือคนเคราะห์ร้ายที่สุดกลายเป็นคนพิกลพิการหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน”

สายสุนีย์ บอกพลางหัวเราะประโยคท้าย แล้วสิ่งที่จุดประกายชีวิตใหม่ครั้งนี้ คือรอยยิ้ม คนพิการที่นี่มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความหวัง มีพลังในการใช้ชีวิตเกินร้อย

“ไม่มีคนพิการจมความทุกข์แบบเราสักคนเดียว มีคนหนึ่งขาขาดทั้งสองข้าง อีกคนตาบอดสนิท อีกคนแขนขาด รวมกันเป็นร้อยคน ทุกคนไม่ร้องไห้แบบเราทุกคนมีความสุข (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มีพี่เล่นกีตาร์ให้เราฟัง ชวนสวดมนต์เย็นก่อนเข้านอน ทุกคนพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความทุกข์ความสุข มีแต่เสียงหัวเราะกัน

แล้วก็เจอพี่นักกีฬาที่เป็นไอดอลของเรา “พี่วันเพ็ญ” เป็นนักกีฬาเทนนิสทีมชาติไทย เขาก็แนะนำเราค่ะว่าเรียนแผนกคอมพิวเตอร์แล้วก็จะหางานทำได้ง่าย พี่มีครอบครัวอบอุ่น มีรายได้ทั้งจากอาชีพที่เรียนจากที่นี่ รายได้ตอบแทนจากการเล่นกีฬา ถ้าเราสามารถพัฒนาไปสู่สูงสุดได้ ปลายทางฝันของพวกเราคือ เฟสปิกเกมส์ เป็นมหกรรมกีฬาเป็นผู้พิการระดับเอเชียนเกมส์

แล้วทันทีที่ครูเปิดให้สมัครคนเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลหญิง สายสุนีย์รีบยกมือทันทีกับเพื่อนอีก 3 คน กีฬาชนิดแรกบอกเลยค่ะว่ายากมาก แป้นชู้ตลูกบาสมีความสูงเท่ากับคนปกติ ขณะที่เรานั่งบนวีลแชร์ก็ทำได้ยากกว่านะคะ ฝึกหนักมากๆ ล้มลุกคลุกคลานมือไม้แตก บอกตัวเองเราต้องทำให้ได้ต้องชู้ตให้ได้ ไม่ใช่อยากเก่งกาจอะไรนะคะ แต่อยากมีเงินเดือนตอบเทนที่ดี (หัวเราะ) แล้วที่สุดเราก็ติดทีมนักกีฬาล้านนาเป็นตัวแทนเขตไปแข่งขันที่กรุงเทพฯ ชีวิตนักกีฬาเหนื่อยมากค่ะ”

สายสุนีย์ เล่าจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ในเวลานั้นทั้งเรียนฝึกอาชีพ ควบไปกับการเรียน กศน.จบมัธยมปีที่ 6 และเริ่มมีรายได้จากการเล่นกีฬาบาสเกตบอล

“ข่าวดีมาอีกครั้งค่ะ มีจดหมายเปิดรับสมัครนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบโดยมีโค้ชจากฮ่องกงมาฝึกสอนก็รีบไปสมัครกับเพื่อนอีกคนในทีม จบคอร์สเรียน 7 วัน โค้ชก็เรียกเรากับเพื่อนอีกคนเข้าไปบอกว่า …จำไว้นะเธอ 2 คน ต่อไปจะมีโอกาสเป็นแชมป์โลกนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ โค้ชเห็นแววมั้งคะ คือเราไม่ใช่คนเก่งอะไรเลยนะคะแต่เป็นคนเรียนรู้ง่าย โค้ชสอนอะไรก็ทำตามได้หมดในระยะสั้นๆ และมีความตั้งใจสูงมีความพยายาม อะไรที่เราไม่รู้ ทำไม่ได้ เราต้องรู้ต้องทำให้ได้ ตอนเล่นบาส ชู้ตไม่ได้ก็ต้องชู้ตลงให้จงได้ ฝึกชู้ตเป็น 1,000 ครั้ง ลูกไม่ลงตาข่ายก็ให้มันรู้ไปคะ (หัวเราะ)

ฟันดาบก็ไม่ต่างกันค่ะ โค้ชบอกให้ฟันล่อเป้าวันละ 1,000 ครั้ง เพื่อนที่ไปด้วยทนไม่ได้บอกมันน่าเบื่อสุดๆ ไม่สนุกเหมือนบาส ขอกลับไปเล่นบาสเกตบอล แต่สายสุนีย์ล่อเป้าจนคนฝึกซ้อมขอยอมแพ้ คือเรามันลูกคนยากจนสายอึด อยู่กลางแดดกลางฝนยังทำได้ แค่ล่อเป้าวันละไม่กี่พันครั้ง สบายมาก เหมือนตอนทำกายภาพคนอื่นไม่ทานทนแต่เราอึด ทน จนทำได้เร็วกว่าคนอื่น ความแข็งแกร่งมันฝังอยู่ในร่างกายที่มีอยู่เพียงครึ่งเดียวของเรานี่แหละค่ะ”

ชีวิตคือการเอาชนะอุปสรรค เป้าหมายคือติดทีมชาติไทย สนามแรกชิมลางสนามเล็กๆ ที่ฮ่องกง ประเดิมเหรียญทองกลับไทยได้ และสนามใหญ่ครั้งแรกในชีวิต กีฬาเฟสปิก ปี 1999 มหกรรมกีฬาผู้พิการจากทั่วเอเชียและโอเชียเนียลงสนามประลองฝีมือ โดยจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร

“เหรียญทองแรกรับเงินอัดฉีด 2 แสนบาท รีบเอาไปไถ่ที่ดินให้พ่อทำสวนลำไย ตอนนั้นได้เป็นครูแล้วค่ะสอนคอมพิวเตอร์คนพิการ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) สนามในฝันตอนนั้นคือพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2000 ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่ไปไม่ถึงฝันค่ะ คะแนนสะสมของเราไม่ถึงเพราะต้องตระเวนแข่งขัน แต่เราไม่มีเงินพอไม่มีคนสนับสนุนเราด้วย เรายังโนเนม แล้วครั้งนั้นนักกีฬาในดวงใจ ประวัติ วะโฮรัม นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งได้เหรียญทองกลับมา มีการต้อนรับเขาทั้งสร้อยคอทองคำเต็มคอ ทั้งเงินรางวัล ยิ่งรู้สึกว่าพวกเราคนพิการได้การยอมรับที่สุดของความภาคภูมิใจในชีวิต เราต้องไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้ค่ะ”

มีชีวิต ต้องมีความฝัน

การร่วมมหกรรมกีฬายิ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากโอลิมปิก คือเป้าหมายที่สุดของชีวิต ในกีฬาพาราลิมปิก ปี 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคือความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทย

“นับจากวันที่เราร้องไห้เสียใจไม่ได้ไปแข่งที่ซิดนีย์ใช้เวลา 7 ปีค่ะ ก็สามารถคว้าเหรียญทองจากสนามพาราลิมปิกเกมส์ กรุงเอเธนส์ ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในแมตช์นี้เลยค่ะ มีบ้านหลังแรกให้พ่อ ซื้อที่ดินให้แม่ แล้วสำหรับคนพิการการมีรถยนต์ขับไปไหนมาไหน คือปัจจัยหลักที่จำเป็นต่อชีวิตมาก โตโยต้าให้รถยนต์เป็นรางวัล 1 คัน และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ รับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานสร้างแรงบันดาลใจ มีเงินเดือนประจำ มีโบนัสประจำปีให้ด้วยค่ะ สนับสนุนให้เราแข่งขันกีฬาได้เต็มที่เลยค่ะ

ขอขอบคุณ คุณศิริลักษณ์ ไม้ไทย ผู้บริหารเดอะมอลล์ที่ให้โอกาสแววกับน้องนักกีฬาพิการอีก 3 คน บรรจุให้ทำงานพร้อมกัน 4 คน เป็นต้นทุนในชีวิตให้เรามีพลังมีแรงในการต่อสู้ชีวิต น้องนักกีฬาคนหนึ่งเคยเป็นพนักงานขายของพาร์ตไทม์ ก็ไม่ต้องไปลำบากหางานไปเรื่อยๆ ได้เป็นพนักงานประจำของเดอะมอลล์สนับสนุนให้ฝึกซ้อมเต็มที่เลยค่ะ”

ชีวิตยังคงฝึกฝนเพื่อกีฬาพาราลิมปิกคือเป้าหมายใหญ่เสมอ ผลลัพธ์ล้มลุกคลุกคลานมีทั้งสมหวังและผิดหวัง โดยธรรมชาติของการแข่งขันกีฬาที่ย่อมมีแพ้มีชนะ

“สิ่งดีๆ ที่เข้ามามี 2 อย่างค่ะ คือ เรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ที่สนับสนุนนักกีฬาไทยมาโดยตลอด แววได้ร่วมในกีฬาพาราลิมปิก 4 สมัยแล้วค่ะ และตั้งใจจะเล่นจนถึงอายุ 50 ปี สนามที่กำลังรอคอยคือ ปี 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ชีวิตพลิกอีกครั้งคือการมีครอบครัวค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) สามีเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ เราได้พบกันก็มีความเข้าอกเข้าใจกันกับความเป็นคนพิการเหมือนกัน มีลูกสาววัย 4 ขวบ “น้องฤทัย” ซึ่งกว่าจะมีเขาลำบากที่สุดในชีวิต คนพิการตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งการขยับตัวการเคลื่อนไหวใช้ชีวิตตามปกติ แผลการผ่าคลอดอะไรต่างๆ นานา มันเจ็บปวดกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่ลูกและครอบครัวมันกลายเป็นความสุขและพลังอย่างที่สุดชีวิตอีกอย่างหนึ่งค่ะ” 

ท่าครึ่งกบ ครึ่งธนู (Half Frog/Half Bow Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583470

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 13:07 น.

ท่าครึ่งกบ ครึ่งธนู (Half Frog/Half Bow Pose)

อาสนะท่านี้เป็นท่าผสมระหว่าง2 ท่า ทั้งยังเป็นท่าที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนตัวพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ได้รับประโยชน์ในการฝึกแบบผสมผสาน คือฝั่งที่ทำท่าครึ่งกบ ช่วยยืดกล้ามเนื้อหน้าขาเหมาะกับนักวิ่ง นักเต้น หรือคนที่ต้องทำกิจกรรมแบบยืนนานๆ ส่วนฝั่งที่ทำท่าครึ่งธนู ช่วยสร้างความแข็งแรงให้แผ่นหลังและหน้าท้อง กระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งช่วยยืดแล้วเปิดพื้นที่ด้านหน้าลำตัว ไม่ว่าจะเป็นคอด้านหน้า หน้าอก หน้าท้อง ต้นขา และข้อเท้า ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงและต่ำให้ระวังในการฝึก รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บรุนแรงที่คอและหลังล่างให้เลี่ยงการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากท่าสฟิงซ์ Sphinx Pose นอนคว่ำวางท่อนแขนลงที่พื้น ค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ

2.ส่งแขนซ้ายไปด้านหลัง พับขาซ้ายเข้ามาหาก้น ส่วนมือซ้ายจับฝ่าเท้าซ้ายด้านใน โดยให้นิ้วมือโอบฝ่าเท้ามาด้านนอกเพื่อเตรียมหมุนเท้า สำหรับคนที่ฝึกใหม่สามารถใช้เทคนิคสอดนิ้วชี้มือเข้าไประหว่างนิ้วโป้งเท้ากับนิ้วชี้เท้า แล้วสูดลมหายใจเข้า

3.หายใจออกทำท่าครึ่งกบด้วยการหมุนฝ่ามือให้นิ้วมือชี้มาด้านหน้า ข้อศอกชี้ขึ้นไปด้านหลังและอยู่ข้างลำตัว ออกแรงที่แขนกดส้นเท้ามาชิดก้น แล้วค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจเข้า-ออก

4.หายใจเข้าส่งมือขวาไปด้านหลัง จับหน้าแข้งหรือข้อเท้าขวา ในขณะที่มือซ้ายยังกดฝ่าเท้าให้ชิดก้นอยู่

5.หายใจออกทำท่าครึ่งธนูยกขาขวายืดลอยขึ้น ยืดแขนขวาเพื่อส่งให้ขาขวาไกลจากก้น ในขณะที่ฝั่งซ้ายทำท่าครึ่งกบฝั่งขวาทำท่าครึ่งธนู ใช้กล้ามเนื้อหลัง สร้างความมั่นคงให้ลำตัว ด้วยการยกหน้าอกให้ลอยขึ้นจากพื้นแล้วค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ หายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

การเดินทางไม่ยากแค่กล้าลอง ‘เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583459

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 11:58 น.

การเดินทางไม่ยากแค่กล้าลอง ‘เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee’

โดนใจสาวๆ ที่กำลังลังเลว่าจะไปเที่ยวคนเดียวดีไหม สำหรับเพจน้องใหม่ เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee ของนักเดินทางชาวโคราช “เต้” นฏกรหนูกลึง สาววัย 30 กว่าที่ออกเดินทางคนเดียว และค้นพบว่าตัวเธอเองเริ่มเปลี่ยนไป

ด้วยความที่เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่างทำให้เธอทำงานจนไม่ได้พัก จนถึงจุดหนึ่งเธอบอกกับตัวเองว่า “ต้องไปเที่ยว” เธอจึงเริ่มวางแผนการเดินทางและไปคนเดียว

“ปีที่แล้วเต้ทำงานหนักมากมาทั้งปีเลยตัดสินใจจองตั๋วไปโซลคนเดียว ซึ่งลองชวนเพื่อนไปด้วยกันแล้วแต่ไม่มีใครว่างเลยตัดสินใจไปคนเดียว ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปสวยๆ มาอวดเพื่อน พกกล้องและขาตั้งกล้องไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเซลฟี่แต่จะได้รูปตัวเองแบบเหมือนมีคนถ่ายให้”

หลังจากนั้น เธอโพสต์ภาพท่องเที่ยวลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นปกติ แต่ปรากฏว่าภาพชุดนี้มีเพื่อนสนใจและสงสัยกันมากว่า “ใครถ่ายรูปให้” พอเธอตอบไปว่า “ตั้งกล้องถ่ายเอง” ก็ยิ่งเซอร์ไพรส์เข้าไปใหญ่จนต้องเปิดเพจแนะนำวิธีเที่ยวคนเดียวและถ่ายรูปเองตามชื่อ

“แรกๆ ที่ตั้งกล้องถ่ายตัวเองก็อายเหมือนกัน เพราะคนอื่นชอบมอง บางคนก็แอบยิ้ม แต่คิดว่าก็ถ่ายไปเถอะ ยังไงก็ไม่มีใครรู้จักเราอยู่แล้ว” เธอเล่า

“และอีกอย่างที่ทำให้รู้หลังทำเพจ คือ มีผู้หญิงที่อยากไปเที่ยวแต่ยังไม่กล้าไปเยอะมาก เพราะไม่รู้ว่ามันจะอันตรายไหม หรือควรเริ่มต้นจากที่ไหนดี เต้ก็แนะนำไปว่าการไปเที่ยวคนเดียวไม่น่ากลัว ถ้าเราไม่พาตัวเองไปในที่ที่อันตราย วางแผนการเดินทางไปคร่าวๆ ว่าเดินทางยังไง นอนที่ไหน

ต้องดูแลตัวเองแต่อย่าให้ถึงวิตกกังวลจนรู้สึกไม่สนุก และอีกคำถามที่มีคนถามเยอะคือไปเที่ยวคนเดียวเหงาไหม ต้องตอบตรงๆ เลยว่า เหงา เต้เลยคลายเหงาด้วยการทำวิดีโอถ่ายคลิปตัวเอง พูดกับกล้องเหมือนเราได้บรรยายสิ่งต่างๆ ออกไปทำให้ไม่เบื่อเลย”

นอกจากเทคนิคการถ่ายภาพตัวเองแล้วเต้ยังเล่าประสบการณ์การเดินทางสนุกๆ ด้วยภาษาสบายๆ เมื่อบวกกับภาพสวยๆ ยิ่งทำให้ดูน่าสนใจ ทำให้เพจน้องใหม่ที่มีอายุเพียง 2 เดือนมีคนกดไลค์มากถึง5,500 ไลค์

“เต้ทำเพจเพราะอยากทำ อยากเก็บรูปของตัวเอง และบันทึกเรื่องราวไว้ไม่ให้หายไป ทุกอย่างเลยเป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์” ถามเธอต่อว่าเมื่อลองเดินทางคนเดียวการเดินทางวิธีนี้ให้อะไรกับเธอบ้าง

“ทำให้เต้กล้าทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น” เธอตอบ

“ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่ต้องรอใคร ถ้าอยากไปไหนหรืออยากทำอะไรก็จะพาตัวเองไปสู่จุดนั้นเลย นอกจากนี้เต้ยังชอบมองหามุมมองการทำธุรกิจระหว่างเดินทาง ชอบไปดูว่าบ้านเมืองเค้ากำลังนิยมอะไร มีวิธีขายของแบบไหน เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่”

ในฐานะที่เธอเป็นคนบ้างาน เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงคนสไตล์เดียวกันว่าทุกคนมักทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่เธออยากให้ปันบางส่วนมาสร้างความสุขให้ตัวเองในตอนนี้ อย่างเธอที่เลือกวิธีการท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวพลังบวกให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ต่อไป

“เวลาเราไปเที่ยวเราเป็นตัวเองได้เต็มที่ทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่มีเรื่องงานให้คิด ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขที่สุด จากนั้นพอได้ทำเพจมันเหมือนกับได้ส่งความสุขต่อมันกลายเป็นงานอดิเรกที่สนุกและเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย”

ติดตามทริปลุยเดี่ยวของเธอคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee

สฤกกา พงษ์สุวรรณ+วสุธา เชน แท็กทีมสร้างเมือง‘Well-Being’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583450

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 11:01 น.

สฤกกา พงษ์สุวรรณ+วสุธา เชน แท็กทีมสร้างเมือง‘Well-Being’

สองนักวิจัยรุ่นใหม่ทำงานด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยอยากเห็นเมืองไทยเต็มไปด้วยบ้านและอาคารแนว Well-Being อยู่แล้วต้องสุขกาย สุขใจ ไม่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม ดีทั้งต่อสุขภาพ และความปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้แท้จริง

สฤกกา พงษ์สุวรรณ กับ วสุธา เชน สองนักวิจัยของ RISC – ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ศูนย์นี้ก่อตั้งโดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า แมกโนเลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) มีหลักการดำเนินธุรกิจพัฒนา ลงทุน และจัดการเพื่อที่อยู่อาศัยทั้งแบบบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม รวมไปถึงตึกระดับบิ๊กโปรเจกต์ในแบบมิกซ์ยูส

มีพันธกิจใส่ใจทุกสิ่งที่มีชีวิตบนโลกใบนี้ โดยให้ความสำคัญกับการวิจัย การพัฒนาทุกๆโครงการภายใต้แบรนด์ แมกโนเลียส์ และวิสซ์ดอม อัพเดทนวัตกรรมอยู่เสมอ เพื่อการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นที่อยู่อาศัยชูคุณค่าให้แก่สังคมได้ชัดเจน

ที่นี่คือแหล่งความรู้ด้านงานวิจัยของภาคเอกชน ศูนย์วิจัยตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงย่านราชประสงค์ พื้นที่ 990 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 8 โซน มีการติดตั้งระบบอัจฉริยะ (IntelligentSystem) ตรวจจับการใช้พลังงานและตรวจจับคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมในทุกพื้นที่ เพื่อสุขภาวะที่ดี ศูนย์ RISC ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Well Building Standardโดยสถาบันระดับสากล The InternationalWELL Building Institute (IWBI) เป็นแห่งแรกของไทย

การทำงานในกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในกลุ่มนักวิชาการไทยและแวดวงระดับนานาชาติ ซึ่งจัดเป็นผู้ริเริ่มทำอาคารรูปแบบ Well ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สองคนทำงานได้พูดคุยกันถึงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสังคม โดยเอื้อประชาชนทุกๆ คนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการอนุรักษ์โลกอนาคต นับเป็นคนทำงานวิจัยรุ่นใหม่ที่สร้างทีมอย่างแข็งแกร่ง

“ที่นี่คือแหล่งความรู้”

นักวิจัยหญิงในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน สฤกกา หรือ ดร.จั้ม บอกว่าRISC เปิดให้เข้าเยี่ยมชม ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ใครสนใจสามารถเดินเข้ามาชมได้เลย ที่นี่เปิดให้เข้าชม “ฟรี” อีกทั้งยินดีมอบองค์ความรู้ที่มีทุกอย่างให้โดยไม่มีปิดบัง

หรือใครจะเข้ามานั่งทำงาน นั่งคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นกันก็ได้ สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือนักพัฒนาอสังหาฯ

รวมทั้งคนที่สนใจข้อมูลเชิงลึก ใคร่รู้ขอติดต่อขอเข้ามาฟังบรรยายแบบลงลึก หรือสัมผัสสถานที่จริงได้เลย ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของEco Material Library รวบรวมรายละเอียด และตัวอย่างวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า 300 รายการ แสดงให้เห็นชัดถึงความมุ่งมั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพชีวิตให้แก่วงการอสังหาฯ ได้ยั่งยืน

“งานของเราพูดเรื่องอนาคต เช่น ปัญหาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นได้ในบ้าน เรื่องสารเรดอลในหินแกรนิต วัสดุหรูหราที่ใช่ว่าจะมีผลดีต่อสุขภาพ และอีกหลายๆ ปัญหา ทีมวิจัยเราทำมา 10 กว่าปีแล่วค่ะ ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้คิด (ทำ) เพื่อเป็นฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เน้นในเรื่องความปลอดภัยทั้งสุขภาพจิต และสุขภาพใจ จะทำอย่างไรให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข

ในช่วงปีที่ผ่านมาเรื่องยากๆ เหล่านี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงการอสังหาฯในกลุ่มที่ใส่ใจผู้อยู่กันมากขึ้นค่ะ การออกแบบที่อยู่อาศัยทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้กลายเป็นเรื่องเดียวกันและไม่ใช่เรื่องแปลกแยกกับการกินคลีน การวิ่งเพื่อสุขภาพ แล้วคนยุคนี้ก็เข้าใจ และเลือกใช้ชีวิตที่มีคุณภาพกันมากขึ้นด้วยค่ะ”

งานคิดค้นที่อยู่อาศัยให้คนอยู่แล้วมีความสุข จะเปลี่ยนนิยามคำว่าลักซ์ชัวรี่ในอนาคต สฤกกา ให้ความหมายใหม่ว่า คือที่อยู่ซึ่งให้สุขภาวะ ไม่ใช่ที่อยู่ที่สร้างจากวัสดุราคาแพงอีกต่อไป

“อาคารที่ทำให้เราพูดคุยกับคนข้างๆ มากขึ้น อาคารที่อยู่แล้วสุขภาพดีขึ้น หรือไปทำงานเครียดๆ พอกลับเข้ามาในบ้านความเครียดก็หายวับไปได้ทันที หรือพ่อแม่ลูกมีปากเสียงกันประจำ แต่บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งเข้ามาใช้ชีวิตอยู่กลับไม่เคยทะเลาะกันเลย

นี่คือสิ่งที่เรานำผลงานวิจัยใส่เข้าไปใช้ค่ะและในอนาคตก็คือการคิดเทคโนโลยีเพื่อความสุขของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น

เน้นสุขภาพจริงๆ ค่ะ เช่น มอนิเตอร์อากาศอุณหภูมิ ฝุ่น ซึ่งเมื่อแสดงผลออกมาแล้วก็ต้องไม่หยุดแค่นี้ แต่ต้องควบคุมต่อไปได้อีกนะคะ ในเรื่องไลฟ์สไตล์ความปลอดภัย เช่นถ้าลืมถอดปลั๊กเตารีด มีการคิดค้นระบบคอนโทรลสั่งปิดตัดสวิตช์โดยไม่ต้องตัดไฟตู้เย็นก็ยังทำงานต่อไปได้ค่ะ ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีจะมาแทนคน แต่จะช่วยดูแลการใช้ชีวิตของคนให้มีคุณภาพชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นค่ะ”

พื้นที่ทำงาน “กรีน”

นักวิจัยหนุ่มรุ่นใหม่ วสุธา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และระดับปริญญาโท MSc in Advanced Sustainable Design จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สหราชอาณาจักร

เริ่มต้นการทำงานเป็นสถาปนิก จากนั้นผันตัวสู่งานด้านวิจัยของศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ด้วยพื้นฐานทั้งศาสตร์และศิลป์ ทำให้สนใจรูปแบบงานวิจัยที่ให้ความสำคัญทั้งด้านตรรกะเหตุผล และความสวยงาม

งานรับผิดชอบในตำแหน่งสถาปนิกวิจัยอาวุโส RISC ต้องบูรณาการองค์ความรู้เกี่ยวกับสุขภาวะที่สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างด้วยวสุธา มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ให้เป็นที่เข้าใจในวงกว้าง ด้วยการนำมาตรฐานการออกแบบระดับสากล Well มาปรับใช้ได้จริงกับการพัฒนาโครงการ

“ตอนเริ่มงานก็คิดเสียดายครับว่า เราอดออกแบบแล้วนะ แต่การได้ทำงานกับรุ่นพี่นักวิจัยทีม RISC ผมได้ไปฟังเสวนาทั้งในและต่างประเทศ ขอใช้คำนี้ได้เลยครับว่าเปิดกะโหลกฟังนักวิชาการเจ๋งๆ ให้ข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มประสบการณ์การทำงานให้เราได้ตลอดเวลา

วันนี้คนออกมาวิ่งเพื่อดูแลสุขภาพ กลายเป็นเทรนด์ แล้วก็คือเรื่องเดียวกันครับเทรนด์งานออกแบบที่อยู่อาศัยก็กำลังพูดถึงสุขภาพ ผมได้มาทำงานกับพี่ๆ มุ่งทำงาน “กรีน” หัวใจเดียวกัน และกลายเป็นพื้นที่การทำงานของเราที่คิดเหมือนๆ กัน โดยไม่แค่คิดนวัตกรรมรักษ์โลก หรือคิดดูแลแค่สิ่งแวดล้อม”

ในงานสัมมนามีประโยคที่วสุธาได้ฟังแล้วคิดว่า มันใช่เลย! ประโยคที่ว่าก็คือ โลกเราไม่เคยหยุดการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ยุคน้ำแข็งมาแล้วที่มีการเกิดไคลเมต เชนจ์ หรือภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างรุนแรง และเปลี่ยนโลกไปสู่อีกยุค

“วันนี้โลกคงเกิดวิวัฒนาการไม่มีวันหยุดซึ่งเรื่องนี้ก็อาจดูไกลตัวนะครับ ฟังดูอาจเหมือนว่าไม่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเราเลยเราอาจคาดไม่ถึงกับการใช้ชีวิตด้วยความเคยชิน บ้าน หรือคอนโดที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วย 10-20 ปี กลายเป็นสิ่งที่มีผลต่อสุขภาพเราอย่างมากที่สุด

การใช้ชีวิตในห้องเล็กลงทุกวันพื้นที่ 20 ตร.ม. บ้านในเมืองมีห้องแทบเหมือนตู้ปลาและไม่มีการถ่ายเทอากาศ งานของเราคือนำกรีนเข้าไปอยู่ในงานดีไซน์ ผมได้คิดงานกว่างานออกแบบที่เคยทำมาก่อนหน้านี้นะครับ”

ในฐานะคนทำงานพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย วสุธาไม่คิดเพียง 1 ห้องมีแอร์ 2 เครื่อง แต่ควรมีเครื่องระบายอากาศให้เพิ่มไปด้วย เพื่อแลกอากาศภายในห้องกับนอกห้องเกิดการไหลเวียน

“ตึกอาคารบ้านต้องดีกับคนอยู่ คอนโดมีคนแก่ที่เฝ้าห้องทั้งวันก็สบายขึ้น ไม่ป่วยง่ายไม่เป็นอัลไซเมอร์ได้ง่ายๆ ด้วยครับ”

โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) คือ การสร้างชุมชนที่ส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และคนหลากหลายวัย ด้วยพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ วสุธาชี้ว่ากระบวนการวิจัยของการศึกษานี้ ต้องการเก็บข้อมูลปัจจัยด้านสุขภาพของคนในชุมชนที่มีผลจากการอยู่ร่วมกัน สร้างพื้นที่การออกกำลังกาย การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว และการวิเคราะห์ประมวลวิจัยให้ออกมาเป็นรูปธรรมหรือสุขภาพของผู้ใช้โครงการที่ชี้วัดได้ รวมทั้งสิ่งที่จับต้องไม่ได้เป็นนามธรรม หรือสุขภาวะทางด้านอารมณ์ และจิตใจ สิ่งที่คนเมืองล้วนต้องการ

นอกจากนี้ วสุธายังมีส่วนร่วมอีกหนึ่งโครงการวิจัยที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะในอาคารของไทย ได้แก่ “COGfx study : Global Buildings” เป็นการศึกษาร่วมกันกับศูนย์เพื่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมสากล (Center for Health and Global Environment – CHGE)โดยศูนย์วิจัย RISC ได้รับคำเชิญเพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บข้อมูล และนำไปศึกษาต่อยอด ถึงปัจจัยของสภาพแวดล้อมภายในอาคารสำนักงานที่ส่งผลต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน

ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้ ประยุกต์ไปสู่การทำงานจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาคารในระดับสากล

“เรากำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์เกาะความร้อน หรือ Heat Island Effect ปรากฏการณ์พื้นที่ในมหานครมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณโดยรอบ ความแตกต่างของอุณหภูมิทำให้ไม่มีลมหรือมีลมพัดอ่อน สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเกราะความร้อนที่เราเรียกว่า ป่าคอนกรีตสร้างเกราะความร้อนครอบเมือง และเป็นภาพใหญ่ของโลก มหานครปารีสมีเป้าหมายลดอุณหภูมิเมืองให้ได้ 2 องศาเซลเซียส

ทิศทางการทำงานของเราก็ตั้งเรื่องนี้เป็นโจทย์เช่นกันครับ ทีมวิจัย RISC เกิดขึ้นมาเพื่อคิดวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันต้องเป็นความร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย เช่น การลดโลกร้อน ถ้าทั้งโลกเราช่วยกัน ตัวเลขอุณหภูมิมันจะค่อยๆ ลดลงได้แน่ๆ ครับ”

ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสุขภาวะที่ดีในสิ่งแวดล้อม วสุธามีโอกาสเป็นผู้จัดการร่วมในงานวิจัย “Health And Well-Being” ของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias)ได้ร่วมงานกับนักวิจัยชั้นนำจากคณะสาธารณสุข แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของวงการอสังหาฯในไทยไปได้อีกหนึ่งรุ่นคนทำงาน

“เราทำระบบ Well-Being มีการระบายอากาศภายนอกเข้ามาข้างในบ้าน มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดฝุ่นละอองที่ทำให้รู้ว่าจุดที่เราอยู่อากาศดี-ไม่ดี ระบบแอร์ แสง ที่พอเหมาะ พื้นที่ปูมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล เราสร้างตึกกลางเมืองที่อยู่สบาย ผมทำงานอยู่กับทีมนี้3 ปีแล้วครับ

การร่วมทีมวิจัยพื้นที่ RISC คือ งานที่ผมภาคภูมิใจมาก งานพัฒนาธุรกิจอสังหาฯก็คือ ผู้สร้างเมือง แล้วการสร้างสิ่งที่ดีก็ไม่แค่ขายโครงการ ผมมีหลักการทำงานโดยคิดว่าโครงการแรกอาจไม่สมบูรณ์นักแต่เราก็จะได้ข้อมูลเพื่อสร้างโครงการที่ 2ให้สมบูรณ์แบบขึ้นครับ”

อาชวิน ปุจฉากาญจน์ สะสม‘ครุฑ’ยึดหลักกตัญญู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583444

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 10:09 น.

อาชวิน ปุจฉากาญจน์ สะสม‘ครุฑ’ยึดหลักกตัญญู

ของดีของขลังที่บรรดาข้าราชการนิยมห้อยคอหรือสะสมเก็บไว้เสริมอำนาจบารมีเพื่อเป็นพลังใจในการไต่เต้าและสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าทางการงานส่วนใหญ่จะเป็นพระเครื่องเกจิดัง เช่น หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ นางพญา หรือ สมเด็จวัดระฆัง แต่ไม่ใช่สำหรับอาชวิน ปุจฉากาญจน์ ข้าราชการประจำสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ที่หลงใหลในตำนานและความศักดิ์สิทธิ์ของ “พญาครุฑ” ตราสัญลักษณ์ของแผ่นดินไทย

จุดกำเนิดในความเชื่อเกิดขึ้นจากความรู้สึกและจิตสัมผัสภายในลึกๆ เมื่อใดก็ตามที่อาชวินได้มองพญาครุฑ จะรู้สึกเหมือนเห็นและสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลแห่งอำนาจบารมีและความขลังเปล่งประกายออกมา จึงศึกษาประวัติพญาครุฑอย่างละเอียดว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนถึงกับตกหลุมรักในตำนาน ที่เล่าขานกันว่า “ครุฑ” แม้เป็นแค่สัตว์กึ่งเทพ แต่มีอิทธิฤทธิ์ที่สุดไม่มีมหาเทพองค์ใดปราบหรือฆ่าครุฑได้ แต่กลับยอมเป็นพาหนะของพระนารายณ์ได้อย่างไร

“เกร็ดตำนานของพญาครุฑ เล่าว่า พระนารายณ์สู้รบกับพญาครุฑ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะซึ่งกันและกันได้ พระนารายณ์ กับ ครุฑ จึงทำข้อตกลงร่วมกัน ยุติศึก โดยพระนารายณ์มอบพรแก่ครุฑให้เป็นอมตะ และดำรงตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ ส่วนครุฑถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระนารายณ์ และกลายเป็น “ธงครุฑพ่าห์” สำหรับปักบนรถศึกของพระวิษณุ อันเป็นสิ่งสูงสุดกว่าด้วยฤทธานุภาพของพญาครุฑ จึงมีเป็นสัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่อดีต ดังนั้น ครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏในดวงตราหรือพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ประจำแผ่นดิน ประจำราชวงศ์ และประจำรัชกาล หรือหนังสือทางราชการ เป็นต้น”

อาชวิน เล่าว่า เมื่อเข้ามารับราชการ จึงยิ่งเข้าใจในตำนานของครุฑว่า เหตุใดจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของข้าราชการ เอกสารทุกชิ้นของกระทรวง ทบวง กรม ต้องใช้ตราครุฑเป็นสัญลักษณ์ เปรียบเหมือนครุฑเป็นพาหนะแก่พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับข้าราชการรับใช้แผ่นดิน ดังนั้นหากใครรับราชการ การได้บูชาพญาครุฑ ถือว่าดีเป็นสิริมงคลแห่งชีวิตและเกิดความเจริญก้าวหน้าทางการงาน เพราะครุฑเป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญูและซื่อสัตย์

สำหรับฤทธาบารมีด้านสิ่งลี้ลับย่อมเป็นความเชื่อส่วนบุคคล หากพกพาครุฑมีเล่าขานกันว่าครุฑมีอำนาจบารมีสูงส่งอย่างยิ่งบรรดาภูตผีปีศาจเกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ หากมีครุฑติดตัวในยามเดินทาง เช่น ขับรถผ่านทางแหกโค้งตายโหง หรือโค้งร้อยศพ หากพกเหรียญที่มีสัญลักษณ์ครุฑ หรือบ้านใดอยู่ตรงบริเวณทางสามแพร่งไม่ล้มละลายก็อยู่ไม่ได้ ย่อมจะแคล้วคลาดปลอดภัย เพราะอาหารของครุฑ คือภูตวิญญาณ สำหรับของเซ่นไหว้ในการบูชาครุฑไม่จำเป็นต้องใช้ของเซ่นแท้จริง คือ ความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา หรือต่อผู้มีพระคุณ นั่นคือของเซ่นไหว้ที่มีค่าที่สุดต่อพญาครุฑ คือ การทำความดี เพราะในตำนานครุฑมีความซื่อสัตย์และกตัญญูต่อพระนารายณ์

“ผมสนใจเก็บครุฑ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นว่าศิลปะของพระเครื่องหรือครุฑแต่ละวัดหรือแต่ละผู้สร้างไม่เหมือนกัน มีรูปแบบงานต่างกันออกไป จึงชอบเก็บเป็นของสะสม และที่สำคัญเคยมีประสบการณ์แคล้วคลาดอย่างน่าอัจศจรรย์ ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงรถพลิกคว่ำบนทางด่วน และมอเตอร์ไซค์ชนรถสองแถวแต่รอดปลอดภัยดี คิดว่าด้วยบารมีความกตัญญูรู้คุณจึงห้อยล็อกเกตรูปพ่อแม่ไว้ที่คอด้วยความเคารพศรัทธาสูงสุดถือเป็นของเซ่นต่อครุฑ จึงแผ่บารมีทำให้ผมแคล้วคลาดมาได้” อาชวิน เล่า

ในกระทรวงแรงงานชื่อของ “อาชวิน” ดังกระฉ่อนในฐานะเป็นนักสะสมและกูรูรู้เรื่องครุฑขั้นเทพ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ หรือผู้บังคับบัญชา ต่างแวะเวียนมาขอความรู้หรือขอเก็บไปบูชาบ่อยมาก แต่อาชวินเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะการได้สะสมสิ่งที่รัก เขาเชื่อว่าเป็นงานอดิเรกไม่ได้เป็นเรื่องงมงายใดๆ เพราะเมื่อทำงานบางครั้งอาจจะเหนื่อยล้าและเครียดจึงควรหาอะไรเพื่อเป็นการผ่อนคลายบางคนสะสมแสตมป์ บางคนชอบตีกอล์ฟ หรือบางคนมีสตางค์หน่อยอาจจะสะสมรถหรือสะสมพระเครื่องดังๆ แต่สำหรับผมสะสมครุฑที่มีทั้งแบบองค์เล็กๆ สำหรับห้อยคอ หรือองค์ใหญ่ไว้เคารพบูชา แต่ละองค์มีประวัติและตำนานน่าศึกษา

ครุฑไม่ใช่แค่ของสะสมเล่นๆ ของอาชวิน แต่คือแรงบันดาลใจในการทำงานรับราชการต่อกระทรวงแรงงาน ที่ต้องทำงานรับใช้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน อาชวินบอกว่า การจะทำงานรับใช้สังคม สิ่งแรกหากครอบครัวดี จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าท่านสามารถช่วยเหลือสังคมได้แน่นอน บางคนแสดงตัวว่าทำเพื่อสังคมแต่คนที่บ้านยังเดือดร้อน อย่างนี้คิดว่าเรายังไม่พร้อมที่จะไปช่วยผู้อื่น

“หลักคิดในการทำงาน คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะที่คาดหวังว่าจะทำในอนาคต เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีโอกาสได้ทำหรือไม่ เพราะอะไรก็ไม่แน่นอน ดังนั้น หากใครมีโอกาสทำดีเพื่อสังคมก็ควรรีบทำที่สำคัญการทำดีตอบแทนคุณพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เราไม่ได้มีหลายคน และการรอว่าจะตอบแทนบุญคุณท่านเมื่อพร้อมอาจจะไม่มีวันนั้น คนดูแลพ่อแม่มั่นใจได้ว่าชีวิตท่านจะไม่ตกต่ำแน่นอน เพราะพระที่ดีที่สุดคือพ่อแม่”

ดังนั้น ในการทำงานรับราชการนับสิบๆ ปีของอาชวิน สะสมครุฑไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานและนำตำนานครุฑมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตการงาน และชีวิตครอบครัว จนวันนี้แม้จะเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความสุข ไม่ยึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ หรือตำแหน่งใด นอกจากขอทำงานรับใช้ผู้ใช้แรงงานและกระทรวงแรงงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ดั่งเช่น พญาครุฑเป็นพาหนะให้พระนารายณ์ด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี

ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ จากคนเลี้ยงสู่ผู้สร้างเพจหมาจ๋าสุดฮิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583443

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 10:02 น.

ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ จากคนเลี้ยงสู่ผู้สร้างเพจหมาจ๋าสุดฮิต

สำหรับคนรักน้องหมา แค่เห็นเจ้าตูบเพื่อนยากวิ่งเข้ามาคลอเคลียก็รู้สึกเอ็นดู จนอยากเอื้อมมือไปลูบหัว แต่สำหรับคนที่อาจจะไม่ปลื้มน้องหมาสักเท่าไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่อย่างน้อยไม่รักก็ไม่ควร (ทำ) ร้ายน้องหมาตาดำๆ เพราะอย่างน้อย พวกมันก็มีชีวิตจิตใจ

“นัด” ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจหมาจ๋า ซึ่งนำเสนอเรื่องราวน่ารักชวนประทับใจ แถมยียวนของเหล่าบรรดาหมาๆ ผ่านภาพวาดลายเส้นและการลงสีในแบบเรียบง่าย แต่อบอุ่น มีชีวิต เป็นอีกหนึ่งตัวแทนคนรักสัตว์ที่ตั้งใจใช้เพจเพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารให้คนในสังคมให้ความรักและความเมตตากับน้องหมา

“ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้สึกว่ามีน้องหมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะที่บ้านก็เลี้ยงหมาอยู่แล้ว จริงๆ เราก็เลี้ยงสัตว์หลายอย่าง แต่ที่ชอบที่สุดคือหมา เพราะรู้สึกว่าแม้สัตว์ทุกชนิดจะเหมือนเป็นเพื่อนของเรา แต่หมาเหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่สุด เพราะจากประสบการณ์ที่เลี้ยงมา หมาเหมือนเป็นสัตว์ที่อยู่กับเราได้ทนที่สุด อายุยืน เลี้ยงง่าย”

จากจุดเริ่มต้นของความรัก นัด ไม่ได้วาดฝันว่าตัวเองต้องเป็นฮีโร่ที่ออกมาปกป้องน้องหมา แต่ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้มาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียน

“จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งพาน้องหมาไปฉีดวัคซีน ปรากฏว่าเจอคนใจบุญช่วยหมาที่โดนรถทับมา แต่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาก็ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายให้ ทั้งที่ในตอนนั้นก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากมาย แต่ก็อยากช่วย”

นัดยอมรับว่าในยุคที่โซเชียลยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทกับสังคมเท่าทุกวันนี้ เธอเองก็ไม่ได้รับรู้ว่ามีหมามากมายที่กำลังเผชิญชะตากรรมที่น่าสงสาร แต่พอได้รับรู้เรื่องราว ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธออยากทำเพจเกี่ยวกับน้องหมา โดยใช้ความสามารถด้านการเขียนและการวาดรูปมานำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับน้องหมาในแง่มุมน่ารัก เพื่อสะท้อนภาพของคนรักหมาในอีกมุม

“นัดตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะทำเพจที่นำเสนอเรื่องราวน่ารักของน้องหมาในเชิงบวก สอดแทรกแง่คิดมีสาระบ้างไม่มีสาระบ้าง (หัวเราะ) เราไม่ได้วางตัวเองว่าเป็นเพจช่วยน้องหมาแบบเป็นตัวกลางเรี่ยไรเงิน หรือหาบ้านให้น้องหมา แต่ใช้ช่องทางของเราเพื่อสื่อสารออกไปถึงการเลี้ยงหมาอย่างมีความรับผิดชอบ นึกถึงใจเขาใจเรา ให้คุณค่าว่าน้องหมาก็มีความรู้สึกนึกคิด มีหัวจิตหัวใจเหมือนคนเรา”

6 ปีเต็มที่นัดค่อยปลุกปั้นเพจหมาจ๋า จนเป็นที่จดจำ มีคนที่นิยมชมชอบตามไปกดไลค์เพจหลักแสน จนถึงวันนี้นัดบอกเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าเธอดีใจที่อย่างน้อยความสามารถที่เธอมีได้พาให้เธอได้ทำงานที่รักและมีประโยชน์กับคนอื่น

“นัดอาจจะไม่ได้ช่วยได้ไม่เท่าคนอื่น แต่อย่างน้อยเรามีใจที่อยากจะช่วยเหลือ ผ่านการให้ความรู้ นัดเลือกใช้การ์ตูนภาพง่ายๆ เพื่อให้เข้าถึงทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เราชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เปิดเพจว่าอยากให้คนที่รักน้องหมาอยู่แล้ว เข้ามาดูแล้วรักน้องหมามากขึ้น

ส่วนคนที่ไม่รัก อย่างน้อยได้เห็นตัวการ์ตูนภาพของเรา ก็ทำให้เข้าใจน้องหมามากขึ้น อย่างน้อยไม่ต้องเกลียด ไม่รักก็อย่ารังแกพวกเขา”

ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้นัดยังโฟกัสอยู่กับเพจ และคนที่ตามเพจก็ไม่หนีหายไปไหน นัดตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า

“มาจากคุณค่างานที่เราทำออกมานัดไม่ได้ทำเพราะต้องการเงิน สิ่งที่นัดทำเหมือนความฝัน ได้ใช้สิ่งที่ตัวเองรักหลายอย่างมาผสมกัน เราชอบวาดรูป ชอบเขียน และชอบหมา

อีกสิ่งที่ทำให้นัดมีกำลังใจ คือ อย่างน้อยการ์ตูนของเรามีคุณค่าในตัวเอง ต่อให้บางครั้งจะไม่ได้มีสาระ ดูตลก แต่อย่างน้อยทำให้คนที่เข้ามาดูได้ยิ้ม ก็เป็นเรื่องดีๆ เรื่องหนึ่ง”

นัดยังทิ้งท้ายด้วยว่า ใครที่เป็นแฟนเพจหมาจ๋า จะรู้ดีว่าคาแรกเตอร์น้องหมาที่นัดใช้ในเพจไม่ได้มีขาประจำ หรือพระเอกของเพจ

“นัดไม่ได้เลือกวาดน้องหมาสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง หรือเจาะจงว่าต้องเป็นหมาสีไหน ไม่ใช้หมาที่เคยเลี้ยงมาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะนัดอยากให้คนที่เข้ามาดูเพจ เขามองภาพตัวการ์ตูนหมาเป็นตัวแทนของหมาทุกตัว อย่างไม่แบ่งแยก หมาฉัน หมาเธอ แต่รักที่มันเป็นมัน”

ทำไมบางงานแพง-แต่บางงานถูก? ไขดราม่าต้นทุนราคาแต่งหน้าออกงาน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583304

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 18:03 น.

ทำไมบางงานแพง-แต่บางงานถูก? ไขดราม่าต้นทุนราคาแต่งหน้าออกงาน!

เปิดรายละเอียดความสวยหนึ่งใบหน้าประกอบด้วยอะไรบ้าง เหตุใดจึงทำให้มีเรท “ราคา” แตกต่างกันถึงหลักพันบาท

****************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

แต่งเล็กๆ แบบคนเกาหลี เรียกว่าราคาเด็กอนุบาล

แต่งคมเข้มนานๆ อย่างฝรั่ง เรียกกว่าผู้ใหญ่

หากจะเปรียบเทียบราคาในการแต่งหน้าแต่ละหนึ่งครั้ง ย่อมมีเรทราคาระบุในการออกงานแต่ละประเภทที่แตกต่างกันออกไป บ้างหลักร้อยและหลักพันไปจนถึงกระทั่งหลักหมื่นบาท

“จุดกึ่งกลาง” ของสาวๆ เพศผู้รักสวยรักงามที่จะไม่ก่อเกิดกระแสดราม่า “ราคา” อย่างเมื่อราวๆ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาหรือหากย้อนกลับไปจริงๆ นับได้ถึง 1-2-3 ปี แท้จริงอยู่ตรงไหน?

“ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” หรือ “น้องฉัตร” เมคอัพอาร์ติสชื่อดังผู้ผ่านสังเวียนความงามจนได้รับการยอมรับทั้งโลกจริงและออนไลน์ ได้มาไขปัญหาดังกล่าวนี้

เบื้องหลังความสวย-มีรายละเอียด

ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวว่า การแต่งหน้ามีองค์ประกอบหลักใหญ่ 3 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประสบการณ์ฝีมือความชำนาญ 2.อุปกรณ์เครื่องสำอาง 3.ระยะเวลาและช่วงเวลา เป็นหัวใจสำคัญอันเป็นตัวกำหนดราคาที่ทำให้แตกต่างจากหลักร้อยสู่หลักพันและหลักหมื่นบาทของเรทราคาการแต่งหน้าทั้งแต่งหน้าออกงานเลี้ยง การแต่งหน้ารับปริญญา กระทั่งการแต่งหน้าเจ้าสาว อันดับแรกได้แก่ ‘ความชำนาญในฝีมือ’

““พี่ขอสวยขึ้นนะ” “หนูขอเปลี่ยนลุคไปเลย” หรือ “ขอปกปิดเนียนๆเลยนะ แต่ต้องไม่หนา” เป็นหลากหลายโจทย์ที่ช่างแต่งหน้าทุกคนได้รับเหมือนสนามสอบ ไม่ว่าจะแต่งหน้าออกงาน แต่งหน้ารับปริญญาหรือแต่งหน้างานวิวาห์ ในทุกๆ งาน ช่างแต่งหน้าจะต้องใช้ประสบการณ์ และทักษะฝีมือเพื่อให้ผลงานตรงหน้าออกมาดีที่สุดซึ่งเรียกไม่ต่างจากงานฝีมือ  และซึ่งงานฝีมือนั้นมีส่วนทำให้มีช่วงเรทราคาที่แตกต่าง คือ ‘ดีมานด์และซัพพลาย’ เพราะงานแต่งฤกษ์เดียวกันคนแต่งพร้อมๆ กันทั่วทั้งประเทศ ความต้องการในตัวเมคอัพก็มีสูงมาก เห็นได้จากการที่เมคอัพอาร์ติสต้องจองคิวกันข้ามเดือนข้ามปี”

“ขณะที่แต่งหน้าออกงานเลี้ยง “ออกงานแค่นี้เองพี่ขอเบาๆ” หรือ “ลงแป้งทาปากให้พี่ก็พอแล้วงานสังสรรเล็กๆ เอง” เป็นเพียงไม่กี่โจทย์สำหรับการแต่งหน้าออกงานเลี้ยง แต่ตัวเมคอัพเองก็ต้องเลือกความเหมาะสมของเครื่องสำอางและเมคอัพสุดเต็มความสามารถแต่ต้องออกมาแล้วดู เบา ตามแบบที่ลูกค้าขอ

และด้วยเหตุผลที่งานลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย ระยะเวลาการอยู่กับลูกค้าไม่นาน ช่างสามารถรับงานที่อื่นต่อได้ ตัวลูกค้าเองก็ได้รับเมคอัพจนพึ่งพอใจ เรทราคาจึงลดหลั่นลงมาได้ ซึ่งการที่ในหนึ่งวันช่างสามารถรับได้หลายงานรวมๆ แล้วก็พอกับค่าฝีมือ ส่วนลูกค้าเองเจองานปาร์ตี้บ่อยๆ ก็ไม่อยากจ่ายแพงเช่นกัน มันก็สมเหตุสมผลบนความพอใจของทั้งคู่ จึงทำให้ราคาของการแต่งหน้าไปงานไม่สูงมากแล้วแต่ประสบการณ์ของช่างแต่ละคน”

ฉัตรชัย บอกอีกว่า ความเข้าใจที่ว่าแต่งหน้าไปงานใช้ฝีมือน้อยไม่เห็นแต่งอะไรมากเลย ราคาจึงไม่แพงจึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะช่างทุกคนล้วนใช้ฝีมือความตั้งใจเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดเสมอ และในเรื่องของเครื่องสำอางแบ่งเกรดใช้งานตามราคาก็ไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เนื่องจากนวัตกรรมเครื่องสำอางลำหน้าไปมากในทุกวันนี้ คุณสมบัติด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องปกปิดหรือติดทนนานล้วนไม่แตกต่างกัน

“ทีนี้เรื่องของการแต่งหน้างานวิวาห์หรือเจ้าสาวที่มีราคาสูง โจทย์ที่สำคัญคืองานเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต ตัวเมคอัพเองต้องใช้ความเข้าใจในการเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะสมกับข้อจำกัดที่ต้องเผชิญถือเป็นด่านสำคัญ เพราะพบบ่อยมากสำหรับเจ้าสาวคือการพักผ่อนน้อย เจ้าสาวน้ำตาไหล ดวงตาล้า ส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำลงรองพื้นไม่ติด ทางแก้เบื้องต้นคือต้องปรับผิวให้ชุ่มชื่นขึ้นจะช่วยให้เครื่องสำอางติดดีขึ้น แต่ถ้าผู้แต่งขาดประสบการณ์เข้าใจว่าเครื่องสำอางไม่ติดหน้าก็จะลงทับไปเรื่อยๆ จนหนาส่งผลให้เมคอัพแตกเป็นรอย”

นอกจากนี้แต่งหน้าเจ้าสาวราคาสูงเพราะมีปัจจัยภายนอกของการแต่งหน้างานวิวาห์หรือเจ้าสาวเป็นสิ่งที่ช่างแต่งหน้าต้องเผชิญก็คือ ตัวของเจ้าสาวเองมักกังวลถึงบรรยากาศภายในงาน แต่งหน้าได้สักพักลุกออกไปจัดแจงงานด้านนอก พอกลับมานั่งก็ต้องปรับอุณหภูมิร่างกายกันใหม่ก่อนการเติมส่วนต่อไป และยังมีขั้นตอนการเปลี่ยนชุดที่ต้องใช้ระยะเวลา การลงผิวทาตัว หรือแม้กระทั่งระหว่างงานหากเจ้าสาวร้องไห้หรือกอดดีใจกับคนรัก ก็จำเป็นที่จะต้องมีทีมทัชอัพเครื่องสำอางอีกเพื่อให้เจ้าสาวสวยพร้อมที่สุดในทุกช่วงเวลา ซึ่งการใส่ใจรายละเอียดของการแต่งหน้าที่ยิบย่อยลงไปและเป็นสิ่งที่ช่างแต่งหน้าจำเป็นต้องมีเพื่อให้เจ้าสาวรู้สึกสบายใจที่สุด

“นี่เป็นเหตุผลแค่บางส่วนหนึ่งเท่านั้นสำหรับโจทย์เจ้าสาวมันมีรายละเอียดที่เยอะขึ้น โจทย์ที่ยากขึ้น ความท้าทายที่มากขึ้น ต้องใช้ประสบการณ์ เพราะมันคือการแต่งงานครั้งเดียวของเขา ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นคนที่สวยที่สุดในวันแต่งงาน และนี่คือเหตุผลของการแต่งหน้าเจ้าสาวทำไมจึงมีราคาที่สูงขึ้นกว่างานอื่นๆ”

ทั้งนี้เมื่อถามถึงการแต่งหน้างานรับปริญญาทำไมถึงมีเรทราคาไม่สูงเท่าเช่นเดียวกับกรณีเจ้าสาว  โดยสำหรับตัวน้องฉัตรแล้วนั้นให้เรทราคาการแต่งหน้ารับปริญญาที่ไม่สูงมีเหตุผลว่า คนที่แต่งให้คือนิสิตนักศึกษา เขาคือเยาวชน จะคิดในราคาสูงก็ไม่ได้ เขายังไม่ได้ทำงานมีรายได้ จึงมีเรทราคาที่ตั้งไว้โดยที่ทั้งผู้แต่งและนิสิตนักศิษาไม่เดือดร้อนตามข้อจำกัดที่มีเท่านั้น

“เรทราคาไม่ได้เป็นตัวกำหนดระดับสวยไม่สวย จะเห็นว่าแต่ละงานจะมีเรทราคาที่สูงและต่ำต่างกันไปตามความเหมาะสมบนข้อจำกัดที่มี แต่สิ่งหนึ่งที่เราใส่ลงไปในงานทุกงานก็คือ ความเข้าใจ ความตั้งใจ ในอาชีพที่รัก ถ่ายทอดเป็นความชำนาญในงานฝีมือ กลายเป็นประสบการณ์ที่จะเป็นแรงพลักราคาขึ้นตามความเหมาะสม เพราะทุกคนที่เลือกเราแต่งหน้า เขามีความกังวลอยู่ในตัว และคาดหวังว่าเราจะช่วยเขาให้ดูดีขึ้นได้ สร้างความมั่นใจให้กับเขาได้ เราก็ต้องตั้งใจให้เต็มที่ที่สุด ให้เขาสบายใจที่สุดที่เลือกเรา” เมคอัพอาร์ติสระดับผลงานเทศกาลหนังเมืองคานส์เผย

ยิ่งแต่งเข้ม ยิ่งแพงจริงหรือ?

นับเป็นความเข้าใจผิดอีกหนึ่งข้อสำหรับการตั้งข้อสงสัยของเมคอัพอาร์ติสในเรื่องราคาการแต่งหน้า ที่นอกจากประเภทการแต่งหน้าที่มีราคาเรทที่แตกต่างกัน เรื่องของชนิด “สไตล์” การแต่งหน้าก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

แต่งบางๆ ใสๆ สาวเกาหลีนั้นราคา ‘ถูก’

แต่งเข้มคมสาวเปรี้ยวสวยเผ็ดสายฝรั่ง ‘แพง’

เมคอัพอาร์ติสดาวรุ่งพุ่งแรงของเมืองไทยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ยืนยันว่า “ไม่จริง”

“ไม่ใช่โปะเครื่องสำอาง 2 ทีแล้วอ่อนใส” เขาว่า ก่อนจะชี้แจงต่อ “ไม่จริง อันนี้เป็นความเข้าใจผิดการแต่งหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ว่าจะอ่อนหรือเข้ม ไม่ใช่การโปะๆ แล้วก็ได้อย่างที่ต้องการ มันต้องผ่านการไกล่ไล่ ซึ่งนั้นหมายถึงค่าประสบการณ์ของฝีมือของเขาซึ่งคิดรวมไปแล้ว ไม่ใช่คิดเพิ่มจากค่าเครื่องสำอาง ยกตัวอย่างแต่งหน้าแบบเกาหลีบางๆ ใสๆ แต่มันต้องละมุนทั้งหน้า ซึ่งกว่าที่เราจะลงลองพื้นให้มันดูบาง ดูผิวเปล่งประกาย ให้มันคอมพลีททั้งลุคยากมาก”

อย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคล  อย่างบางคนชอบแต่งหน้าสไตล์ฟาดเข้มๆ ปริมาณในการเริ่มต้นขึ้นงานก็มีการใช้เครื่องสำอางเท่ากัน แตกต่างกันเพียงการเลือกสีที่ใช้ว่าเข้มหรืออ่อนเท่านั้น

เลือกช่างตรงใจ ช่างได้แบบถูกคอ

ท่ามกลางโลกออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทการที่เมคอัพแต่งหน้าโดยเอาเปรียบเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย

“ดีไม่ดี เขาแต่งแล้วเขาก็จะรู้ เพราะมันก็คือผลกรรมของเขาที่จะได้รับ บางคนไม่ดี เรียกครั้งเดียวก็ไม่เรียกแล้ว” ฉัตรชัยกล่าวพร้อมกับแนะนำวิธีขั้นตอนในการเลือกช่างผ่านรูปผลงานในโลกโซเชียล ได้แก่

1.ดูผลงานจากรูปโปรไฟล์ที่แต่งหน้าแต่ละแบบและแต่ละงาน

2.เพื่อนเคยใช้บริการและส่วนตัวเคยได้เห็นผลงานจริง

3.เลือกเมคอัพอาร์ติสที่มีความถนัดในแนวสไตล์ที่ตนเองชอบ

“เวลาจริงๆ เมคอัพทุกคนไม่มีใครปล่อยแน่นอน เพราะนั้นคือสิ่งที่เขาจะฝากผลงานลงบนใบหน้าคนนี้และจะได้งานต่อ ไม่มีใครอยากแต่งหน้างานเดียวแล้วไม่มีงานต่อ ทุกคนอยากมีลูกค้าประจำ ทุกคนอยากได้งานเพิ่มหมด คนที่มาหาฉัตรเพราะเขาชอบคิ้วสไตล์เราและตาสไตล์เรา ชอบแบบที่เป็น จริงๆ แล้วอยากให้คนทั่วไปมองว่าเราคือศิลปินหนึ่งคนที่สร้างสรรค์ผลงาน ทำไมภาพวาดบางภาพของศิลปินชื่อดังถึงมีราคาแพง ต่างจากภาพอื่นๆ ซึ่งจะเป็นราคาปกติก็ได้ เพราะมันคือคุณค่าทางจิตใจหรือแบรนด์ดิ้งนั่นเอง มันเป็นความสุขนะที่ครั้งหนึ่งลูกค้าพูดว่าเราได้แต่งหน้ากับช่างคนนี้

“วงการเมคอัพบ้านเราพัฒนามาได้ก็เพราะพี่ๆ รุ่นก่อน ได้สร้างมาตรฐานไว้อย่างดี เพื่อให้ช่างแต่งหน้ารุ่นใหม่ได้นำไปต่อยอด ท้ายสุดแล้วอาชีพช่างแต่งหน้าก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สุจริต ดังนั้นเราต้องให้เกียรติงานซึ่งกันและกันทั้งตัวช่างแต่งหน้าเองและลูกค้าที่ได้รับบริการ ทั้งสองฝ่ายต้องไปนั่งอยู่ในใจซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าก็อยากได้บริการและฝีมือที่ดีจากช่างแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าเองก็อยากได้ลูกค้าที่ดีและน่ารักเช่นกัน” น้องฉัตรสุดยอดเมคอัพอาร์ติสชื่อดังกล่าวทิ้งท้าย

ร่ายคาถาผู้สูงวัย ‘เสพสื่อไม่สุ่มเสี่ยง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583226

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ร่ายคาถาผู้สูงวัย ‘เสพสื่อไม่สุ่มเสี่ยง’

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาของสังคมสูงวัยและการอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารและสื่อใหม่ ส่งผลให้การใช้สื่อดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของประชากรผู้สูงวัยซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 28 ของประชากรไทยทั้งหมด โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการใช้สื่อและบริโภคข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน ด้วยการส่งต่อภาพและข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบหรือกลั่นกรองความถูกต้องในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มคนช่วงอายุอื่นๆ

กลุ่มวิจัยการสื่อสารเพื่อการพัฒนา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงเรียนผู้สูงอายุ ร่วมกันค้นหาแนวทางการรับสื่อให้ผู้สูงอายุด้วยการจัดทำโครงการ “สูงวัยไม่เสพสื่ออย่างสุ่มเสี่ยง : สร้างนักสื่อสารสุขภาวะที่รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ” โดยได้ดำเนินงานวิจัยกับโรงเรียนผู้สูงอายุ 5 แห่งจากแต่ละภูมิภาคของไทย ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพฯ เทศบาลนครสกลนคร จ.สกลนคร เทศบาลตำบลเชิงดอย จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลชะมาย จ.นครศรีธรรมราช และองค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชย จ.สุพรรณบุรี มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 300 คน ซึ่งนักเรียนผู้สูงอายุที่เรียนอยู่ในโรงเรียนผู้สูงอายุ มีแนวโน้มว่านักเรียนกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่มีความกระตือรือร้นในการใช้สื่อและมีศักยภาพในการเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและสื่ออื่นๆ เพื่อเสริมพลังให้ผู้สูงอายุสามารถคิด วิเคราะห์ เลือกสรร ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และพิจารณากลั่นกรองข้อมูลข่าวสารก่อนยอมรับและปฏิบัติตาม หรือสื่อสารต่อไปยังบุคคลอื่นๆ ในขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อันจะนำไปสู่การเกิดความเชื่อและการกระทำที่ส่งผลลบต่อสุขภาพ หรืออาจถูกล่อลวงเอารัดเอาเปรียบได้

ดร.สิรินทร พิบูลภานุวัธน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย และประธานโครงการผู้สูงวัยไม่เสพสื่ออย่างสุ่มเสียงฯ กล่าวว่าตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมา นักเรียนผู้สูงอายุทั้ง 5 โรงเรียนได้รับการถ่ายทอดความรู้และเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ผ่านคาถารู้ทันสื่อ 4 คำ คือ “หยุด คิด ถาม ทำ” จากการย่อยความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อให้ง่าย สั้น กระชับ และปรับใช้ให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมความเชื่อเดิมเรื่องการป้องกันสิ่งร้ายหรือเหตุเภทภัยจากการมีคาถาดี

“เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความทันสมัยของเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงเร็ว ประกอบกับผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีเวลามากขึ้นเพราะท่านไม่ได้ทำงาน ทำให้เสพสื่อมากขึ้นทั้งจากการดูทีวี เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก รวมถึงผู้สูงวัยในต่างจังหวัดที่มักมีคนเข้ามาขายของถึงหน้าบ้าน จึงทำให้เสี่ยงถูกหลอกง่ายขึ้น ทางสถาบันจึงคิดว่าเราต้องเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันอะไรบางอย่างให้ผู้สูงวัยเสพสื่ออย่างไม่สุ่มเสี่ยง” ดร.สิรินทร กล่าว

จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงวัยในพื้นที่ต่างจังหวัดนิยมเสพสื่อออฟไลน์อย่างโทรทัศน์ วิทยุ เสียงตามสาย และสื่อบุคคลที่เดินเข้าไปหาถึงบ้าน แต่สำหรับพื้นที่ในเมืองใหญ่จะนิยมเสพสื่อออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ

“คนในเมืองจะรับสื่อเยอะมากโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดียอย่างไลน์ ความเสี่ยงของคนในเมืองจึงเป็นปริมาณของข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลไหนดี แต่สำหรับคนต่างจังหวัดจะรับสื่อไม่มากเท่าคนในเมือง ซึ่งความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้คือขาดภูมิคุ้มกันในการกรองข้อมูล มักไม่เช็กข้อมูล เมื่อถูกชักชวนจะเชื่อทันที” ประธานโครงการกล่าวต่อ

“คาถา หยุด คิด ถาม ทำ จึงจะเป็นส่วนหนึ่งให้ผู้สูงวัยกระตุกถามตัวเองก่อนแชร์ต่อ แต่งานวิจัยนี้เราได้สำรวจผู้สูงวัยต่างจังหวัดเสียมาก ทำให้เจอกับปัญหาถูกสื่อบุคคลหลอกมากกว่า ซึ่งคาถานี้จะทำให้ผู้สูงวัยเตือนตัวเองว่า ถ้าอยากได้อะไรก็หยุดไว้ก่อน เห็นโฆษณาอะไรก็คิดก่อน เพราะบางทีคนที่เข้ามาขายของอาจไม่ได้มาหลอก แต่ผู้สูงวัยจะเชื่อง่ายและจ่ายง่าย ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ”

พร้อมกันนี้โครงการยังมีเป้าหมายสร้างนักสื่อสารที่รู้เท่าทันสื่อ เรียกว่า “นักสื่อสารสุขภาวะ” หรือ นสส. โดยกำหนดไว้โรงเรียนละ 50 คน และจะมีการคัดเลือกแกนนำนักเรียนผู้สูงอายุอาสาเป็นคณะกรรมการเรียกว่า นสส. วัยเพชร โรงเรียนละ 10 คน

“เราได้เข้าไปให้ความรู้การเท่าทันสื่อแก่ผู้สูงวัยที่สมัครมาเป็น นสส.ในแต่ละโรงเรียน รวมถึงความรู้ว่าการสื่อสารคืออะไร การจะเป็นนักสื่อสารสุขภาวะต้องมีความรู้ด้านไหน ทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่ในการสื่อสารความรู้ตรงนี้ไปสู่ผู้สูงอายุในชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าและพลังของตัวเองในการทำหน้าที่พลเมืองอย่างกระตือรือร้นของสังคมไทย”

โครงการวิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์ของคาถาการรู้เท่าทันสื่อ ดังนี้ หยุด คือ ความสามารถในการทำความเข้าใจ หมายถึง ทักษะของผู้สูงอายุในการตระหนักถึงจุดประสงค์ของผู้ส่งสาร และอิทธิพลของสารสนเทศ

คิด คือ การวิเคราะห์และประเมิน หมายถึง ทักษะของผู้สูงอายุในการตัดสินความน่าเชื่อถือของสารสนเทศ และแหล่งที่มาของสารสนเทศที่เปิดรับ และผลกระทบของสารสนเทศด้านดีและด้านเสี่ยงอันตราย

ถาม คือ ความสามารถในการเข้าถึง หมายถึง ทักษะของผู้สูงอายุในการเข้าถึงสารสนเทศที่มีอยู่ การระบุแหล่งที่มาของสารสนเทศ และการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการในสื่อดิจิทัล และการเปรียบเทียบกับสื่ออื่นๆ

ทำ คือ การใช้สื่อและสารสนเทศอย่างปลอดภัย หมายถึง ทักษะของผู้สูงอายุในการใช้สื่อดิจิทัลโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น การที่ผู้สูงอายุไม่หลงเชื่อ หรือคิด หรือแสดงพฤติกรรมไปตามที่สื่อกำหนด และการแบ่งปันข้อมูลโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้รับ

ความสำเร็จของโครงการวิจัยนี้คือ นสส.สามารถถ่ายทอดความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อผ่านคาถาหยุด คิด ถาม ทำ ให้กับผู้สูงอายุในชุมชนได้กว่า 500 คน และสามารถสร้าง นสส.รุ่นที่ 2 ขึ้นมาได้ ด้าน นสส.วัยเพชร รายงานว่า จากคาถาง่ายๆ 4 คำ สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง โดยช่วยยับยั้ง หยุดคิด ในการซื้อสินค้าได้บ่อยขึ้น มากขึ้น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ช่วยเตือนลูกหลานและเพื่อนบ้านให้รอดพ้นจากการถูกหลอก และช่วยกันระวังมิจฉาชีพที่เข้ามาหลอกในชุมชน เนื่องจากเริ่มมีทักษะในการหาข้อมูล และเปรียบเทียบข้อมูลจากสื่อหลายแหล่งมากขึ้น

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ยังจะทำหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อให้กับโรงเรียนทั้ง 5 แห่ง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อไป รวมถึงยังจะขยายไปยังโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งอื่นๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้และคาถาไปในวงกว้าง โดยในปัจจุบันมีโรงเรียนผู้สูงอายุทั้งหมด 1,001 แห่ง กระจายในทุกภูมิภาคของประเทศ

“นอกจากผู้สูงวัยแล้ว จะดียิ่งขึ้นถ้าคนในครอบครัวเข้าใจคาถาและช่วยเตือนผู้สูงวัยในบ้าน เพราะท่านมีเวลาว่างเยอะก็จะยิ่งมีเวลาเสพสื่อมากขึ้น และทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย” ดร.สิรินทร กล่าวทิ้งท้าย

ทางโครงการยังทำให้คาถาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ด้วยการใช้สร้อยข้อมือลูกประคำเป็นสัญลักษณ์ พร้อมชวนให้คิดว่า ลูกประคำจะศักดิ์สิทธิ์และคาถาจะสัมฤทธิผลได้ต้องเริ่มจากการเข้าใจความหมายของทุกคำอย่างถ่องแท้ และเห็นความสัมพันธ์ของคาถาแต่ละตัว โดยผู้ปลุกเสกคาถาให้ขลังได้ คือ ผู้สวมใส่ที่สามารถ หยุด คิด ถาม ทำ ในทุกๆ ครั้งก่อนตัดสินใจ เพื่อนำไปสู่การลงมือทำหรือไม่ทำในสิ่งใดในชีวิตประจำวัน

กินเพื่ออยู่…แล้วอยู่ให้มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583228

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

กินเพื่ออยู่...แล้วอยู่ให้มีความสุข

ในช่วงชีวิตของมนุษย์ เราใช้เวลาไปกับการนอนหลับมากที่สุด รองลงมาคือการกิน อาจกล่าวได้ว่าสิ่งของที่เราเลือกใช้ อาหารที่เราเลือกกิน คนที่เราเลือกใช้เวลาด้วย เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการเลือกสนุกกับชีวิต คุณภาพของชีวิต และความยืนยาว รวมทั้งความสุขในชีวิต

“กิน 100% ก็ผอมได้” สำนักพิมพ์อมรินทร์เฮลท์ ระบุถึง 6 สุขนิสัยการกินที่ส่งผลต่อความยืนยาวและความสุขของชีวิตว่า ถ้าพูดถึงการกิน ก็มีทั้งคนที่ขอแค่ให้ได้กินเมื่อรู้สึกหิว (อยู่เพื่อกิน) กับคนที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพและเวลาในการกิน (กินเพื่ออยู่) มาดูกันว่าคุณเป็นแบบไหน?

1.เลือกสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลดีต่อการกิน ข้อเสียของการไม่กินมื้อเช้า กรดอะมิโนที่ใช้ในการผลิตกลูโคสจะถูกดึงไปใช้อย่างเร่งด่วน ขณะที่ปริมาณกรดอะมิโนที่ร่างกายสะสมในตับมีน้อยมาก หากมีไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงกรดอะมิโนจากกล้ามเนื้อมาใช้ในกระบวนการสร้างกลูโคส นี่เป็นช่วงที่ร่างกายดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ หากต้องการให้ร่างกายเผาผลาญไขมันในจังหวะนี้ จะต้องบริโภคโปรตีน ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต

สำหรับมื้อกลางวัน ควรให้ความสำคัญมากที่สุด เน้นโปรตีนเป็นหลัก รองลงมาคือคาร์โบไฮเดรตและผัก พยายามกินให้สมดุล ส่วนมื้อเย็น พยายามกินที่บ้าน สร้างบรรยากาศของมื้ออาหารเพื่อสุขภาพ ปรุงรสเองด้วยเครื่องปรุงรสคุณภาพดี ใช้แต่น้อย เน้นอาหารจำพวกผักอาหารเส้นใย เช่น สาหร่ายและเห็ด

2.นัดกินข้าวกับใคร ก็กินให้อร่อยแล้วไปควบคุมการกินมื้อถัดไป อย่าพยายามกินอาหารนอกบ้าน ถ้าไปก็ควรเลือกร้านที่มีเมนูสุขภาพให้เลือก สำหรับคนที่ต้องกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ ด้วยหน้าที่การงาน ไม่ควรเคร่งครัดเกินไป เช่น ในช่วงเทศกาลหรืองานเลี้ยงฉลอง คุณสามารถอร่อยได้เต็มที่ แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวัง แล้วค่อยปรับอาหารให้เป็นไปตามหลักในมื้อปกติในภายหลัง

3.ไม่ซื้อเก็บ ไม่ซื้อตุน ถือคติว่าหิวเมื่อใดค่อยออกล่า อาหารที่กักตุนไว้ ไม่ว่าจะในตู้เย็นหรือตู้อาหาร หากกินเข้าไปมากๆ ร่างกายก็จะไม่ได้ดึงไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน แล้วสะสมไขมันไว้ต่อไปสำหรับยามขาดแคลน เมื่อไม่มีวันเกิดขึ้นกับพวกเราที่มีอาหารการกินบริบูรณ์จนเกินพอดี ในที่สุดเราก็จะอ้วน บั่นทอนสุขภาพในระยะยาว

4.อ่านฉลากอาหารให้ละเอียด ฉลากอาหารเป็นข้อมูลสำคัญที่ระบุส่วนผสมและคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้ โดยทั่วไปข้อมูลส่วนผสมจะเรียงลำดับจากส่วนผสมที่มากที่สุดไปหาน้อยที่สุด เวลาเลือกซื้อแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีรายละเอียดไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย จะดีที่สุด

5.หลีกเลี่ยงความหวาน ดึงตัวเองออกจากวังวนความหวานด้วยการเรียนรู้วิธีจำกัดน้ำตาล อย่าสุดโต่งแต่ขอให้ใช้ความเพียร หลักการคือขอให้ระวัง (สักนิด) ไม่ใช่พยายาม (แทบตาย) ให้ผอมลง อยากให้ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญของร่างกายตัวเอง เมื่อจะกินอะไร คนที่จะตัดสินว่าอาหารนั้นดีหรือไม่ดีต่อร่างกายของคุณ ก็คือคุณเอง (ที่รู้ดีที่สุด)

6.ในท่ามกลางกระแสไดเอต คำว่า Diet มีที่มาจาก Diaita ในภาษากรีก ซึ่งมีความหมายว่า “รูปแบบการใช้ชีวิต การดำรงชีวิต” ในปัจจุบันใช้หมายถึง “การบำบัดรักษาด้วยการกิน เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาวะที่ดี” ทั้งยังหมายถึง “อาหาร” ด้วย

การลดความอ้วนที่ถูกต้องคือ การกินเพื่อดำรงชีวิตอยู่ วิถีชีวิตที่กินแค่ “ไข่ขาวกับข้าวโอ๊ต” จึงไม่อาจเรียกว่า “การกินเพื่อดำรงชีวิต” ได้ หากคุณกินแต่ไข่ขาวกับข้าวโอ๊ตเพราะกลัวอ้วน กินด้วยความรู้สึกตึงเครียด ก็ไม่มีทางที่จะมีความสุขได้ หรือต่อให้คุณกินเพราะรู้สึกอยากกิน แต่กินอยู่อย่างเดียว ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่เข้าท่าเช่นกัน

เข้มด้วยเหล็ก-เช็กลิสต์ด้วยความสุข ดร.วารีรัตน์ อัครธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583231

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เข้มด้วยเหล็ก-เช็กลิสต์ด้วยความสุข ดร.วารีรัตน์ อัครธรรม

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บ้านในยุคนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม หากงานออกแบบมุ่งตอบสนองต่อแนวคิดที่หลากหลายมากขึ้น สำหรับบ้านของ ดร.วารีรัตน์ อัครธรรมผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทรเด้นท์สตีล วัย 36 ปี เจ้าของธุรกิจเศษเหล็กเศษโลหะครบวงจรรายใหญ่ บ้านของเธอตอบโจทย์ความมั่นคงแข็งแกร่ง ดั่งเหล็กไหลและดั่งแก่นแกนภายในของตัวเจ้าของบ้าน

ไทรเด้นท์สตีล ทำธุรกิจรับซื้อเศษเหล็กเศษโลหะทุกประเภท นำมาคัดแยกและผ่านกรรมวิธีผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย พัฒนาปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้วัตถุดิบตามคุณสมบัติที่ลูกค้าต้องการ มีคุณภาพสูงสุด และลดต้นทุนทางการผลิตได้

ก็เพราะทำงานอยู่ในวงการเดด สต๊อก (Dead Stock) เศษซากของเสียจากสายการผลิต รวมทั้งสินค้าคงคลังที่ไม่มีการเคลื่อนไหว สินค้าเก่าเก็บในลักษณะต่างๆ ได้แก่ เศษวัสดุ เศษเหล็กเศษโลหะใดๆ ก็ไม่แปลกใช่ไหม ถ้าเจ้าของธุรกิจเดด สต๊อก จะคิดสร้างบ้านด้วยเดด สต๊อก

“บ้านหลังนี้ดีไซน์ขึ้นจากเศษเหล็ก”

ดร.วารีรัตน์ เล่าถึงบ้านหลังใหม่ที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 50 ไร่ ที่ตั้งของไทรเด้นท์สตีล ขณะเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของตัวบ้าน ซึ่งออกแบบร่วมกันกับแฟนหนุ่ม บ้านออกแบบสไตล์ลอฟต์ นำเศษเหล็กเศษวัสดุซึ่งเป็นเดด สต๊อกมาจากโรงงานของนักลงทุนญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง

“เศษวัสดุถ้านำมาขายก็ได้แค่ราคามาร์เก็ตไพรซ์ แต่ถ้าเรานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เราก็จะได้งานดีไซน์ ที่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากวัสดุ ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ของตัวเอง”

โจทย์คือความเข้ม ความสตรองและมองไปข้างหน้า วิสัยทัศน์แห่งโลกอนาคตที่เศษซากทุกชนิดสามารถรับใช้ในความเป็นตัวตนของมัน บ้านของเธอออกแบบจากเศษเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อไป นำมาคัด ตัดแต่ง และสร้างเป็นบ้าน(เศษ)เหล็กที่ไม่เหมือนใคร

“บ้านเศษเหล็ก บ้านนี้เกือบทั้งหมดใช้วัสดุจากเดด สต๊อกโรงงานญี่ปุ่นที่ขายของต่อมาให้ มีพวกท่อ เหล็กกล่องตัวซี ก็ไม่อยากขายเป็นเศษเหล็ก เราเลือกคัดไซส์มา แล้วก็มาตัด มาเชื่อม มาออกแบบ ให้เป็นงานดีไซน์”

แตกต่างจากผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ชอบสไตล์การตกแต่งบ้านที่อบอุ่นอ่อนหวาน หาก ดร.วารีรัตน์ เล่าว่า เธอเป็นผู้หญิงในแบบที่แตกต่าง ไอเดียการออกแบบบ้านส่วนใหญ่มาจากแฟนหนุ่ม ซึ่งก็ร่วมธุรกิจเศษเหล็กครบวงจรด้วยกัน เป็นทั้งหมดที่ถูกใจเธอ

“บ้านตอบในความเป็นตัวตนของเรา ที่ทำธุรกิจด้านเหล็กและโลหะ เป็นโทนเข้มๆ ให้ความแข็งแรง ให้ความมั่นคง เหล็กเป็นหลัก มีไม้ผสม”

บ้านมี 4 โซนหลัก ชั้นบนเป็นห้องนอนหลัก กับโถงส่วนกลางที่ใช้ประโยชน์หลักในการเก็บของ เชื่อมต่อกับห้องน้ำและทางลงบันได ส่วนชั้นล่างเป็นครัวและลิฟวิ่งรูมที่ติดต่อถึงกัน ครัวและโรงรถ (เฟอร์รารี) เชื่อมต่อกับโถงบันไดด้านนอก และเปิดสู่พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สีเขียว บ้านหลังนี้ไม่มีห้องทำงาน

“บ้านของเราที่ฉะเชิงเทรามีห้องครัวเป็นห้องหลัก ก็เพราะคำว่าครอบครัวนี้ คนไทยโตมากับครัว คือครัวที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกทุกคนในบ้าน เพราะได้มาเจอกันที่นี่ มากินข้าวกัน มาดูแลกัน”

ดร.วารีรัตน์ ยังเล่าว่า เพิ่งเชิญคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ด้วยกันเมื่อไม่นานนี้ และถือเป็นความเสียสละของท่านทั้งสอง ที่ละทิ้งความเคยชินของบ้านหลังเก่าย่านหนองจอกที่อยู่มากว่า 30 ปี มาอยู่กับลูกเพื่อให้ลูกสบายใจ ไม่เป็นกังวลห่วงพ่อและแม่ที่อยู่ไกล

“พ่อปลูกดอกไม้ทั้งโรงงาน โดยเฉพาะบริเวณตัวบ้าน เพราะรู้ว่าลูกชอบ เดิมสวนของเราจ้างนักออกแบบที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอล ฟอเรสต์ ลงทุนไปสามแสน แต่เมื่อพ่อมาก็รื้อสวนเก่ากระจุย เอาดอกคุณนายตื่นสายมาลง เอาดอกบานชื่นมาลง สิ่งแรกที่ลูกเห็นเมื่อตื่นนอนลงมา คือดอกไม้ที่พ่อบรรจงปลูกให้บานสะพรั่ง”

ชีวิตนี้เรียนรู้และซึมซับจากบิดาพ่อเป็นคนจีน ทำธุรกิจแบบคนจีนรุ่นเก่า ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน “ศุภชัย อัครธรรม” ปัจจุบันในวัย 77 ปี ยังทำธุรกิจ พ่อเป็นคนอ่อนน้อมมาก ปล่อยลงปลงเป็น หลักการทำงานและพลังบวกมหาศาลของเธอได้มาจากพ่อ ถามว่าบ้านหลังนี้ชอบมุมไหนที่สุด มุมโปรดคือมุมที่เดินออกมาแล้วเจอพ่อนั่งอยู่

ข้างบ้านคือทุ่งนา คือปอดที่หายใจสุดโล่ง บ้านและโรงงานเหล็กแปรรูปไทรเด้นท์สตีลอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไร้มลพิษ สายการผลิตใช้พลังงานสะอาด โดยแปลงจากน้ำมันเป็นระบบไฟฟ้า ส่วนระบบน้ำก็ออกแบบอย่างดี ไม่มีการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม

บ้าน(เศษเหล็ก)หลังงามนี้ จึงไม่เพียงตอบรับปรัชญาการออกแบบในเชิงฟังก์ชั่นและความงามภายใต้ตัวตนของเหล็กเท่านั้น แต่ยังตอบรับปรัชญาการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน ที่เติมเต็มชีวิตด้วยความสุข การอยู่ร่วมกับธรรมชาติพลังใจและความคิดบวกๆ ที่มาจากคนในครอบครัวนั่นเอง