ขยะประเทศไทยจะหมดไป ด้วยกลไกตลาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582860

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ขยะประเทศไทยจะหมดไป ด้วยกลไกตลาดทุน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ขยะในประเทศไทยมีปริมาณมหาศาล ทั้งขยะเก่าที่สะสมมานาน และขยะใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน รัฐบาลแต่ละยุคสมัยต่างให้ความสำคัญและแก้ปัญหามาตลอด แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลปัญหาขยะก็ยังยืนหยัดรอการแก้ไขต่อไป โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรขยะจะหมดไปจากประเทศไทย ซึ่งคนไทยคงรอที่จะได้เห็นวันนั้นมาถึง

สาเหตุที่ขยะยังไม่หมดไปจากประเทศ เพราะประเทศไทยจัดการขยะได้น้อยนิด ในขณะที่ปริมาณขยะในแต่ละปีมีมหาศาล อย่างปี 2560 พบว่าปริมาณขยะทั่วประเทศอยู่ที่ 27.37 ล้านตัน หรือประมาณ 74,998 ตัน/วัน โดยคนไทยมีส่วนสร้างขยะวันละ 1.13 กิโลกรัม/คน/วัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชุมชนเมืองและสังคมบริโภคนิยม

ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดคนไทยทุกคนต้องช่วยกัน

ขยะ…ปัญหาหมักหมมของชาติ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “20 ปี ปัญหาขยะประเทศไทยหมดไปด้วยกลไกตลาดทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน และสถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 27 (วตท.27) ร่วมกันจัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ผ่านมา ว่า ขยะในประเทศเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ปีหนึ่งจะมีปริมาณ 27.4 ล้านตัน ถ้าเปรียบเทียบกับตึกใบหยก 2 จะได้ 142 ตึก และเราจัดการขยะได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น

“ถ้าย้อนไปปี 2554 ปีน้ำท่วมใหญ่ขยะมหาศาลไหลลงสู่ทะเล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อประเทศไทยถูกจัดอันดับ 1 ใน 6 ของประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุด โดย 80% ของขยะทะเลมาจากบก และ 50% เป็นขยะพลาสติก ซึ่งขยะพลาสติกนี้ใช้เวลาย่อยสลาย 500 ปี ย่อยแล้วไม่ได้ไปไหน กลายเป็นไมโครพลาสติกที่เวลาอยู่ในน้ำคล้ายกับแพลงตอน แล้วสัตว์ทะเล เช่น ปลาไปกินแล้วคนไปกินสัตว์ เวลาขับถ่ายก็จะมีไมโครพลาสติกออกมา

นี่คือสิ่งที่ต้องระวังและผลกระทบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วหลายกรณี เช่น กรณีของวาฬที่กินพลาสติกแล้วตายที่เป็นข่าวมาไม่นาน ดังนั้น ปัญหาขยะจึงสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องและยังไม่เกิดประสิทธิภาพ แม้ว่าเราจะมีสถานที่กำจัดขยะประมาณ 2,800 กว่ากอง แต่ก็มีการจัดการที่ไม่ถูกต้องมากถึง 400 กว่ากอง นี่จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขยะมีปริมาณสะสมขึ้นเรื่อยๆ” ดร.วิจารย์ กล่าว

สำหรับอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งมาจากค่ากำจัดขยะที่ประชาชนจ่ายนั้นไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนในการกำจัดขยะ ผู้ทิ้งขยะไม่ได้เป็นผู้รับภาระจากขยะที่สร้างขึ้นอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขาดแคลนงบประมาณในการกำจัดขยะเกิดปัญหาขยะตกค้าง การทิ้งขยะข้ามเขต งบของ อปท.จำนวนมากต้องสูญไปกับการกำจัดขยะ

“แทนที่จะนำไปพัฒนาสาธารณูปโภคหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ การจัดหาเงินทุนในโครงการเกี่ยวกับการกำจัดขยะส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่จึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังเช่น การสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา”

พ.ร.บ.รักษาความสะอาด 60 กลไกแก้ขยะ

ทวี จงควินิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม พาวเวอร์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557 ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ มีการวางมาตรการเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 6 เดือน และระยะยาว 1 ปีขึ้นไป มอบให้ทางกระทรวงมหาดไทยเข้ามาดูแลและออกพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้นำนโยบายไปปฏิบัติการ โดยจัดแผนปฏิบัติการหลายรูปแบบ เช่น ประเทศไทยไร้ขยะตามแนวประชารัฐ แผนปฏิบัติการขยะสะอาด โดยกระตุ้นให้เกิดการทำ 3 อาร์ คือ Reduce (ใช้น้อย) Reuse (ใช้ซ้ำ) และ Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) มากขึ้น

“จากการรวบรวมตัวเลขขยะตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2551-2561 ปริมาณขยะมีการเพิ่มขึ้นจาก 23 ล้านตัน เป็น 27 ล้านตัน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ขยะซึ่งไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องในปี 2551 มีปริมาณ 14 ล้านตัน แต่พอปี 2561 ลดลงเหลือ 7.71 ล้านตัน นั่นคือจากมาตรการต่างๆ ที่ สถ.นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลดีเป็นที่พอใจ ส่วนปี 2560 มีขยะที่เหลือที่ไม่ได้กำจัดอย่างถูกต้อง 7 ล้านตัน กระนั้นขยะอีก 43% 11.7 ล้านตันที่กำจัดอย่างถูกต้องนั้น 90% โดยวิธีการฝังกลบ มีแค่ 10% เท่านั้นที่ไปสู่โรงไฟฟ้าขยะซึ่งถือว่าน้อยมาก”

ทวี กล่าวต่อว่า ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ ต้องรณรงค์อย่างจริงจัง และทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะจากต้นทางด้วยการทำ 3 R (Reduce-Reuse-Recycle) โดยขยะที่เป็นอินทรีย์นำไปหมักทำปุ๋ยสำหรับปรับปรุงดิน ขยะที่เหลือนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต่อไป

“เดิมขยะเราไม่ค่อยแยกจะทิ้งรวมไปหมดอยู่ในถังเดียว เมื่อไปโรงไฟฟ้าก็ต้องคัดแยกก่อนซึ่งต้นทุนมหาศาลกว่าจะได้เชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า แต่ถ้าคัดแยกขยะจากต้นทางอย่างถูกต้องเราก็จะได้ขยะรีไซเคิลนำกลับไปขายต่อ เอาขยะที่เป็นอินทรีย์ไปทำปุ๋ย ส่วนที่เหลือก็นำเข้าโรงไฟฟ้าเผาตรงได้เลย ซึ่งในญี่ปุ่น ไต้หวัน ประชาชนเขามีระเบียบวินัยมากในการคัดแยกขยะ ทำให้ลดต้นทุนได้เยอะ ประเทศไทยเราต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

โรงไฟฟ้าขยะคือคำตอบ

คณพศ นิจสิริภัช ประธานนักศึกษาวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 27 และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส กล่าวว่า การฝังกลบขยะไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาขยะที่ได้ผล เพราะถ้าขยะไม่ได้ผ่านการคัดแยกมีพลาสติกการฝังกลบก็ไม่ทำให้เกิดการย่อยสลาย ดังนั้น วิธีกำจัดขยะโดยนำเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะโรงไฟฟ้ามีการควบคุมมลพิษก่อนปล่อยสู่อากาศ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจะมีโรงไฟฟ้าขยะตั้งอยู่ในตัวเมืองเพื่อประหยัดค่าขนส่ง

“วิธีการกำจัดปัญหาขยะที่ได้ผลที่สุดคือการเผาครับ แต่ต้องเผาในโรงไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้ามีมาตรฐานการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศก่อนแล้วจึงปล่อยอากาศดีสู่อากาศ ขี้เถ้าก็จะถูกบำบัดเป็นซีโร่เวสต์โดยแท้จริง ขณะเดียวกันเราสามารถเอาพลังงานที่เกิดจากการเผาพลังงานความร้อนมาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อมาชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเผาและการดำเนินการ ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี โรงไฟฟ้าเขาอยู่กลางเมืองเลย”

ว่าแต่การสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาขยะนั้นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นจำเป็นต้องใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยเสริม ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การระดมทุนนั้นสำคัญ กลไกตลาดทุนจะเป็นอีกส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการเรื่องงบประมาณและการระดมทุน อยากให้มีการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างเสรี ลดการผูกขาด เพื่อให้เอกชนมีการแข่งขันในการคัดแยกขยะ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็จะช่วยให้มีการจัดการขยะในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

“ที่ผ่านมามีการผลักดันให้นำขยะมาเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้ว กพช.มีการอนุมัติแผนผลิตฟ้าใหม่ปี 2561-2580 รับนโยบายกำจัดขยะ เปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มจาก 500 เพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์ เป็น 900 เมกะวัตต์ เพื่อให้มากพอที่จะกำจัดขยะได้ทั่วประเทศตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาร่วมกับกระทรวงพลังงาน ซึ่งในการเพิ่มขึ้นหากพูดถึงเงินลงทุนประเมินคร่าวๆ อยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท แน่นอนคนที่มีเงินขนาดนี้มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม

ฉะนั้น เรื่องการนำกลไกทางตลาดทุนเข้ามาใช้ จึงไม่ใช่แค่การประหยัดจากภาคเงินทุนเพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะ แต่เป็นเรื่องของการเพิ่มอำนาจในการแข่งขันที่จะทำให้ผลตอบแทนกระจายเข้าสู่ทุกคนด้วย”

‘แอเรียล โพล’ ท้าทายตัวเองตลอดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582862

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

'แอเรียล โพล' ท้าทายตัวเองตลอดเวลา

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

การออกกำลังกายของกีฬาแต่ละชนิดมีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น แอเรียล โพล (aerial pole) การออกกำลังกายแนวใหม่ ไม่ว่าใครทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ก็สามารถเล่นได้ เช่นเดียวกับ ขวัญ-วรงค์พร วิชัยดิษฐ์ คุณแม่ลูกสองแต่ยังสวย พีเจคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ เพลงไทยสากลยอดฮิต ที่พอลูกๆ เริ่มโต เธอจึงใช้เวลาว่างเพื่อออกกำลังกาย

ด้วยปัญหาสุขภาพทำให้เธอตีเทนนิสแบบหนักๆ ไม่ได้เหมือนสมัยเป็นวัยรุ่น จึงหันมาหาวิธีการออกกำลังกายที่ฟังร่างกายตัวเอง คือ แอเรียล โพล การออกกำลังกายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกายกรรมของจีน โดยผู้เล่นต้องใช้ทักษะของกายกรรม ความอ่อนตัว และความแข็งแกร่งของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อีกทั้งเป็นการจัดระเบียบร่างกาย เน้นการใช้กำลังในทุกส่วนของร่างกาย ช่วยเรื่องการเผาผลาญแคลอรีได้ดี

“เมื่อก่อนบ้าออกกำลังกายมาก และชอบเล่นกีฬาที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆ เช่น ตีเทนนิส แบดบินตัน วอลเลย์บอล บาสเกตบอล กีฬาที่เล่นกับเพื่อนได้ แต่พอโตขึ้นชีวิตเปลี่ยน เล่นกับก๊วนเพื่อนก็ไม่มีเวลาตรงกันเสียที จึงหันไปเล่นฟิตเนสเพราะเล่นคนเดียวได้ แต่พอหลังคลอดลูกสาว 2 คน มีอาการลูกสะบ้าเข่าเสื่อม คุณหมอจึงห้ามออกกำลังกายหนักๆ และเริ่มรักษาตัวเอง หยุดเล่นกีฬาไปเลย

พออายุขึ้นเลข 4 สุขภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนไป ตรวจสุขภาพพบคอลเลสเตอรอลสูง 250 และมีไขมันดีต่ำ แต่ไขมันร้ายสูงมาก เรียกว่าเกินเกณฑ์ สามีแนะนำให้ไปหาหมอ คุณหมอแนะนำให้ออกกำลังกายก่อน เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หยุดกินเบเกอรี่ และออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหันมาเล่น แอเรียล โพล เป็นกีฬาปีนเสา ประยุกต์มาจากการเล่นกายกรรมของจีน

การเล่นมีหลายองค์ประกอบ แอร์เย็นเกินไปก็ไม่ดี ศาสตร์ของเสาจะแตกต่างจากผ้า เสาเราเอาตัวพันเสาเพื่อเป็นท่าทาง อุปกรณ์เสาช่วยเรื่องความอ่อนตัว ความยืดหยุ่น และได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อายุไม่ได้จำกัด แต่ถ้าเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาทเล่นไม่ได้” กีฬาชนิดนี้ยังดีต่อผู้ที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม คือเล่นแล้วอาการดีขึ้นเลย เพราะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตลอดเวลา

เคล็ดลับการฝึก ก่อนเล่นต้องมีการวอล์มอัพร่างกายก่อนทุกครั้ง เล่นเสร็จก็ต้องคลูดาวน์ร่างกาย การวอล์มอัพก่อนเล่นก็เพื่อทำให้กล้ามเนื้อรู้ว่าร่างกายจะมีการใช้แรงกล้ามเนื้อแล้วนะ เพื่อลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เพราะกีฬาชนิดนี้ต้องใช้แรงและการเกร็งของกล้ามเนื้อทุกส่วน

“กีฬาชนิดนี้ดีต่อคนมีปัญหาข้อต่อหัวเข่าอย่างขวัญ เพราะหัวเข่าไม่ต้องรับแรงกระแทกเลย ก่อนเล่นก็ต้องจะวอร์มอัพ หลังเล่นต้องคูลดาวน์ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีการเวิร์กเอาต์ เป็นกีฬาที่มีแพสชั่น มีความท้าทายความสามารถตลอดเวลา เพราะมีท่าใหม่ๆ ทำให้เราได้ท้าทายตัวเอง เล่นแล้วสนุก เหมาะกับคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ แปลกๆ และชอบความท้าทายตลอดเวลา เล่นแล้ววันนี้ไม่รู้ว่าตัวเองจะเจออะไร เวลาเล่นจะมีท่าเล่นที่หลากหลาย เพราะขวัญไม่ชอบเล่นอะไรเดิมๆ ค่ะ”

กวี ปฐมบูรณ์ โยคะทำให้รู้จักคำว่ารักและแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582806

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

กวี ปฐมบูรณ์ โยคะทำให้รู้จักคำว่ารักและแบ่งปัน

เรื่อง ลีโอ

กวี ปฐมบูรณ์ หนุ่มกราฟฟิก ที่หลงรักโยคะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส หลังจากที่ย้ายงานมาประจำด้านกราฟฟิกที่ สตูดิโอ โยคะ เอลลิเม้นท์ส (Yoga Elements) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้จักโยคะเสียด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าเป็นคนที่รักสุขภาพเป็นทุนเดิม และเป็นจังหวะดีที่ทางสตูดิโอที่ทำงานอยู่นั้นอบรมด้านโยคะให้กับพนักงานทุกคนฟรี

“ผมมาทำกราฟฟิกที่นี่แล้วโลกเปลี่ยนเลยครับ เพราะนอกจากได้ทำกราฟฟิกเหมือนเดิมแล้ว เรายังได้เรียนโยคะ ทั้งที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าโยคะคืออะไร มีแค่ภาพในหัวว่าโยคะก็คือผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ ออกกำลังด้วยท่าสวยๆ แต่พอได้มาสัมผัสคลาสโยคะ ทุกอย่างเปลี่ยน เป็นการเปิดโลกใหม่ ยังจำได้เลยว่าตอนนั้นเหมือนเราเป็นอลิซในอินวันเดอร์แลนด์ที่ตกลงไปโพรงกระต่าย ทำให้เรารู้จักกับร่างกายเรามากยิ่งขึ้น เอ้ย…นี่แขนเราเหรอ นี่ขาเราเหรอ นี่ร่างกายเราเหรอ เราไม่เคยได้รู้จักกับมันอย่างลึกซึ้งมาก่อน ทำให้เราเข้าใจจิตใจและร่างกายเรามากยิ่งขึ้น”

หลังจากหนุ่มกวีได้เรียนรู้ไปสักพักเขาก็เริ่มรักโยคะ ซึ่งสอนให้รู้จักคำว่ารักตนเองมากยิ่งขึ้น

“โยคะทำให้เราเข้าใจลมหายใจของตัวเอง เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และมีสมาธิเพิ่มขึ้น และทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น มีสติรู้ว่านี่ตัวเรา รู้ความรู้สึกของร่างกายมากขึ้น อย่างการนั่ง การวางเท้าเราจะรู้ว่าเราต้องวางน้ำหนักเท้าลงอย่างไร จากเมื่อก่อนผมจะเป็นคนขี้อาย และหลังค่อมเพราะเราทำงานหน้าคอมพ์ แต่พอเรามาเรียนโยคะเขาจะสอนให้เรายืดกระดูกสันหลัง ทำให้เรารู้ว่ายืดหลัง ยืดอก และเดินหลังตรงเป็นอย่างไร เราจะถ่ายรูปเก็บไว้ดูแล้วเห็นว่าเออเราดูบุคลิกภาพดีขึ้น และยังเอื้อไปถึงการทำกราฟฟิกของเรา เพราะเราเข้าใจโยคะมากยิ่งขึ้น งานก็สะท้อนออกมาอย่างเข้าใจ”

จากนั้นไม่นานนัก หนุ่มกวีก็ก้าวข้ามจากนักเรียน มาเป็นครูฝึกโยคะ ขณะที่ยังทำงานกราฟฟิกและรีเซฟชั่นควบคู่ไปด้วย จากจุดเริ่มต้นเป็นครูสอนในกรณีที่ครูคนอื่นติดธุระ จนกระทั่งก้าวสู่การเป็นครูที่มีคลาสสอนเป็นของตนเอง

“ผมเรียนแล้วได้ฝึกโยคะจนหลงรัก แล้วพอดีที่สตูเขาเปิดสอนคอร์สครูโยคะ แล้วให้ผมไปเรียนฟรี เรียนได้ 3 เดือนก็ได้เป็นครู ที่นี่เขาจะเน้นเรื่องจิตวิทยาในการสอน การทำเสียงสูง เสียงต่ำ รวมไปถึงท่าโยคะ สอนครั้งแรกจำได้เลยว่า เหมือนเราป็นนักร้องที่ต้องมายืนหน้าห้อง จากคนขี้อาย พอเริ่มสเต็ปเราก็เหมือนเป็นนักร้องที่ต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ จนฟีดแบ็กออกมาดีเราก็ดีใจ และมีความสุข”

จนถึงวันนี้โยคะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ของหนุ่มกวีอีกต่อไป แต่ในทุกวันนี้และวันต่อไปโยคะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เขารักตัวเอง รวมถึงรู้จักแบ่งปันถึงคนอื่น

“โยคะเปลี่ยนผมเยอะมาก เปลี่ยนตั้งแต่ตอนที่เรารู้จักกับโยคะ คือทำให้เรารู้จักร่างกายของเรามากยิ่งขึ้น รู้จักจิตใจมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งลมหายใจที่เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเรารักตัวเองมากยิ่งขึ้น จากก่อนหน้านี้ผมจะกินเหล้าหนักมาก เพราะอกหัก เมาวันเว้นวัน จนมาเจอโยคะทำให้เราห่างเหล้า และรักตัวเองมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนตอนที่เราเป็นครู มันทำลายกำแพงของเรา จากที่ขี้อาย พูดไม่เก่ง ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วเรารู้ว่าเรามี เราทำได้ แต่ไม่กล้าแสดงออก พอได้เป็นครูก็ทำให้เรารู้จักแบ่งปันให้กับคนอื่น มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าในตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ”

หนุ่มกวียังส่งท้ายถึงผู้ที่ไม่รู้จักโยคะดีว่า โยคะนั้นสามารถเรียนได้ทุกเพศ ทุกวัย แม้กระทั่งคนป่วย อย่าง ออฟฟิศซินโดรม เพียงแค่คุณรู้จักเปลี่ยนจุดก็จะพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต

หนาวนี้ที่ ซัปโปโร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582805

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 14:18 น.

หนาวนี้ที่ ซัปโปโร

เรื่อง: สืบสิน

ช่วงนี้ใครๆ ก็หนีร้อนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น เพราะจะเป็นช่วงที่หิมะตกพอดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปสัมผัสหิมะได้ง่ายดายกว่าที่จะไปเที่ยวทางแถบยุโรป และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสัมผัสกับหิมะก็มักจะอยู่ที่เกาะฮอกไกโด โดยเฉพาะเมืองซัปโปโร

หลังจากที่เราเดินทางไปเที่ยวที่เกาะฮอกไกโดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน คราวนี้เรามาสานความสุขสดชื่นกันต่อที่เมืองซัปโปโร

ซัปโปโรเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของฮอกไกโด และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันหลากหลาย ทั้งอาหารอร่อย เช่น อาหารทะเลสดๆ ราเม็ง เจงกิสข่าน (เนื้อแกะย่าง) และทิวทัศน์สวยงามทั้งสี่ฤดูกาล รวมไปถึงสกีที่นักท่องเที่ยวทุกสารทิศต่างหมายมาสัมผัสการเล่นสกีสักครั้งที่ซัปโปโร

เช้าวันนั้นเราเริ่มต้นกันที่ นิเซโกะ สกี รีสอร์ท เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ขับสโนว์โมบิล นิเซโกะเป็นชื่อสกีรีสอร์ทยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีหิมะตกหนาเกือบตลอด ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สามารถรองรับชาวต่างชาติที่มาเยือนได้อย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมไปถึงร้านอาหารนานาชนิด

ขณะที่ช่วงเปิดให้บริการจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.หรือต้นเดือน ธ.ค.ไปจนถึงต้นเดือน พ.ค. ซึ่งที่นี่มีเนินสกีหลายรูปแบบหลากเส้นทางและพร้อมให้ทุกคนเล่นตั้งแต่เช้าจนถึงยามเย็น

การเดินทางมาที่สกีรีสอร์ทแห่งนี้คุณต้องนั่งรถบัสจากเมืองนิเซะโกะมาราว 15 นาที ซึ่งเมื่อมาถึงยังภูเขาจะพบกับรีสอร์ทหลัก 3 แห่ง มีชื่อต่างกันไป ทั้งแกรนด์ ฮิราฟุ นิเซโกะ วิลเลจ และอันนุปุริ โดยแต่ละแห่งจะมีบริการให้ผู้เข้าพักซื้อตั๋วขึ้นกระเช้ากับเช่าอุปกรณ์สกี

ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นสกีรีสอร์ทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะเดียวกันก็มีทางเล่นสกีถึง 24 เส้นทาง นอกจากนี้ยังมีทางลาดเพิ่มเติมที่ชื่อ ฮานาโซโนะ ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกแล้วมีทางเพิ่มอีก 8 ทาง สำหรับกิจกรรมที่ผู้เข้าพักสามารถร่วมสนุกได้ก็จะมีบริเวณให้ขับสโนว์โมบิลกับลานฝึกสอนผู้เล่นสกีหน้าใหม่

หลังจากเล่นสโนว์โมบิลกันอย่างสนุกสนาน และรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จสรรพ เราก็มาลุยกันต่อที่เมืองโอตารุ (Otaru) เมืองเล็กๆ ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโรห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นเมืองเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติกแห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัส

พวกเราล่องเรือไปตามคลองโอตารุ ชมบรรยากาศรอบข้างของคลองโอตารุ ที่มีชื่อเสียงด้วยอาคารโบราณต่างๆ ที่ตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฝั่งคลอง ด้วยเรือขนาดเล็กที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ เอาไว้ เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คลองโอตารุเป็นคลองที่ยาว 1,140 เมตรในฮอกไกโด เชื่อมระหว่างแนวชายฝั่งดั้งเดิมและพื้นที่นอกฝั่งที่ได้มีการบุกเบิก สร้างเสร็จในปี 1923 แม้คลองเคยเป็นสถานที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือจำนวนมาก แต่พื้นที่นี้ตกต่ำลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมา ครึ่งหนึ่งของคลองถูกถม และปรับเปลี่ยนเป็นทางเดินที่มีโคมไฟแก๊สจนเป็นแบบในปัจจุบัน มีคลังสินค้าจำนวนมาก ซึ่งทำจากอิฐและหินซัปโปโร เหลืออยู่ทั้งสองฝั่งของคลองโอตารุ ทำให้นึกถึงการดำเนินชีวิตในสมัยก่อน ปัจจุบันคลังสินค้าเหล่านี้นำมาใช้เป็นร้านอาหารและอื่นๆ

ถ้าถามถึงประวัติคร่าวๆ ของโอตารุนั้น ที่นี่ถือเป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญของฮอกไกโดที่ไว้ขายของกับรัสเซียตั้งแต่สมัยคนญี่ปุ่นอพยพเข้ามาเกาะฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ ตึกรามบ้านช่อง โกดังที่เก็บสินค้า สิ่งต่างๆ ในเมืองนี้ยังคงถูกอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้แบบดิบดีจนตอนนี้โอตารุไม่ได้เป็นเมืองท่าเรืออย่างเดียว แต่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตไปโดยปริยาย

เมืองนี้ยังสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ใครอยากมาเดินเที่ยวสบายๆ อากาศไม่เย็นมากก็มาก่อนหน้าหนาว แต่ถ้าใครอยากเห็นหิมะขาวโพลนก็แนะนำให้มาช่วงฤดูหนาวของฮอกไกโดเดือน ธ.ค.-ก.พ. ถ้ามาช่วงนี้ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวมาให้พร้อมเพราะอุณหภูมิต่ำลงไปถึง 5-7 องศาเลยทีเดียว

ค่ำนั้นเรารับประทานเมนูกระทะร้อนแบบญี่ปุ่น ก่อนที่จะไปเดินช็อปปิ้งย่านที่ใกล้กับที่พัก เพื่อว่าพรุ่งนี้เราจะลุยสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโรกันต่อ

เช้าวันใหม่อากาศยังหนาวเย็นเช่นเดิม หิมะโปรยปราย เรียกความชุ่มชื่นหัวใจ พร้อมให้เราเดินทางไปเที่ยวกันต่อ

เรามากันที่หมู่บ้านช็อกโกแลตอิชิยะ แหล่งที่ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น รูปทรงของอาคารแลดูคลาสสิกและน่ารักเสมือนหลงอยู่ในเมืองการ์ตูน

โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะ อยู่ที่เมืองซัปโปโรโรงงานนี้ตั้งอยู่ในสวน Shiroi Koibito ภายในสวนแห่งนี้ก็จะประกอบไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และก็โรงงานช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียง และอาคารร้านขายของก็จะถูกตกแต่งในสไตล์ยุโรปผสมผสานกับเมืองในเทพนิยายช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่คือ Shiroi Koibito ซึ่งมีความหมายว่า ช็อกโกแลตของคนรัก ที่สามารถเลือกซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝากกันได้อย่างสบาย

นอกจากจะได้ช็อกโกแลตติดไม้ติดมือแล้ว โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะแห่งนี้ยังสามารถชมอุปกรณ์การผลิตยุคแรกเริ่ม แบบจำลองของโรงงานและขั้นตอนการผลิต พร้อมทั้งชิมและเลือกซื้อช็อกโกแลตหรือไอศกรีมแบบต่างๆ ซึ่งผลิตจากนมสดของเกาะฮอกไกโด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเนินแห่งพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่เมืองซัปโปโร ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกมากฝีมือชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลพริตซ์เกอร์ที่ถือว่าดีที่สุดของรางวัลสถาปนิก โดยมีลักษณะเด่นที่เป็นเนินเขาล้อมรอบรูปปั้นพระพุทธเจ้ามีความสูงมากถึง 13.5 เมตรและมีน้ำหนัก 1,500 ตัน อีกทั้งรายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงามยามเมื่อหิมะอำลาที่นี่จะถูกรายล้อมด้วยทุ่งลาเวนเดอร์

ช่างเป็นการอำลาหิมะที่สุดประทับใจจริงๆ เลยละครับ!!!

สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582804

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:58 น.

สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ไม่มีเครดิต

สันทนา รัตนอำนวยศิริ อดีตรีไรเตอร์และผู้รับผิดชอบภาพข่าวสังคม หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วัย 52 ปี ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารคลีนและอาหารมังสวิรัติแบบออนไลน์ ภายใต้แบรนด์ “ซีฮอร์ส คลีนฟู้ด” (Seahorse Clean Food) ขณะเดียวกันก็ผันตัวมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ชีวิตช้าๆ ที่เคยใฝ่ฝัน อยากใช้และอยากแบ่งปัน

หลังจากเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ หรือเกษียณตัวเองก่อนกำหนดจากอาชีพผู้สื่อข่าว ที่ยึดเป็นอาชีพหลักมานานเกือบ 30 ปี สันทนาออกมาจับธุรกิจคลีนฟู้ด เพราะครอบครัวใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะแม่ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เมื่อทำอาหารคลีนให้แม่และทุกคนในครอบครัวรับประทานแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ทุกคนสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง หน้าตาสดใส ดูอ่อนกว่าวัย จึงคิดว่าถ้าทำขายก็เท่ากับช่วยให้ลูกค้าของเราสุขภาพดีขึ้นด้วย

ย้อนกลับไปในช่วงที่เป็นนักข่าว เป็นช่วงชีวิตที่สนุกและมีความสุข ได้ใช้เวลาไปกับงานที่รัก เต็มที่กับทุกงานทุกข่าวที่ได้รับมอบหมาย ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ แทบทุกขณะจิตมีเรื่องงานอยู่เต็มสมอง การทำงานหนังสือพิมพ์รายวัน ต้องทำข่าวแข่งกับเวลา ปิดหน้าให้ทันกับเวลาที่กำหนด เพื่อส่งโรงพิมพ์ตามเวลา ขณะที่งานภาพข่าวสังคมและงานข่าวซีเอสอาร์ก็เป็นงานที่ต้องทำทุกวัน

“ยุคหนึ่งของชีวิต อาจเรียกได้ว่าทำงาน 365 วันก็ได้ โดยเป็นเรื่องปกติของนักข่าวคนนี้ที่จะต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไปด้วยในทุกที่ และพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา แม้แต่ลาพักร้อนก็ต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไป จนบางครั้งลูกบ่นว่า แม่ทำงานตลอดเวลาเลยหรือ พวกเขาถูกแย่งเวลาไปเพราะแม่มัวแต่ทำงาน”

ยังไม่รวมถึงเรื่องสุขภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องออกกำลังกาย แม้กระทั่งเรื่องเจ็บป่วย ทุกอย่างดูแย่ไปหมด อาหารที่กินประจำคือ อาหารกล่องที่หาได้ทั่วไป เวลากินก็กินหน้าคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน ทำงานไปพลางตักกินไปพลาง ส่วนการออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง มักอ้างกับตัวเองเสมอว่าไม่มีเวลา จนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ (พร้อมกับโน้ตบุ๊กที่ไม่ลืมหอบหิ้วเอาเข้าโรงพยาบาลด้วย) ชีวิตยุ่งและวุ่นวายขนาดนั้น

สันทนาใช้ชีวิตแบบนี้เกือบตลอดเวลาที่ทำอาชีพนักข่าว อันดับหนึ่งคืองานในหน้าที่ เธอไม่สนใจตัวเอง ให้เวลากับครอบครัวน้อย จนเมื่อปี 2549 ตรวจพบว่ามีโรคประจำตัว นั่นคือโรคเบาหวาน ร่างกายเริ่มฟ้องว่าเราละเลยสุขภาพ จุดนี้ทำให้เริ่มหันมามองตัวเองและครอบครัว ฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะมีร้านอาหารสุขภาพเป็นของตัวเอง

“ค้นหาตัวเองว่า นอกจากการเป็นนักข่าวแล้วชอบทำอาหาร ไปอบรมการทำอาหารกับโครงการคมชัดลึกฝึกอาชีพ จนชำนาญเรื่องการทำน้ำสลัด และได้รับเชิญเป็นวิทยากรสอนการทำน้ำสลัดสุขภาพในโครงการ พร้อมกับขายสลัดและน้ำสลัดเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการเป็นนักข่าว”

กระทั่งกลางปี 2559 วงการสื่อสารมวลชนได้รับผลกระทบจากดิจิทัล ดิสรัปทีฟ หนังสือพิมพ์จัดให้มีเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ ตัดสินใจทันทีไม่ลังเล เพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับไปดูแลแม่และครอบครัว ไปตามหาความฝัน เปิดร้านอาหารสุขภาพและใช้ชีวิตที่ไม่บั่นทอนตัวเองอีกต่อไป

สันทนาเริ่มต้นด้วยการเปิดร้าน “ปังแป๋ม” ร้านขนมเล็กๆ ใต้หอพักใกล้มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ บางพลี ขายขนมปังนมสด ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการดูแลแม่และครอบครัว ทั้งเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และการเริ่มใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน ไม่วุ่นวาย

“แรกๆ ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะไม่เคยใช้ชีวิตช้าๆ แบบนี้มาก่อน ต้องปรับเวลานอน ปรับเวลามื้ออาหาร และเริ่มต้นการกินคลีนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

สันทนา เล่าว่า เธอเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด ลด ละ เลิก อาหารมันๆ ทอดๆ อาหารรสจัด อาหารที่มีกะทิ กินผัก ผลไม้มากขึ้น พยายามกินอาหารตรงเวลา เธอทำอาหารเอง ปรุงแต่งน้อย เค็มน้อย หวานน้อย เผ็ดน้อย ทำใจให้สงบและมีสติขึ้น ลดความเร่งรีบในการใช้ชีวิต ใจเย็นลง ลดความวู่วามและวุ่นวายในใจ

“ปีแรกผ่านไป น้ำหนักลดลง 7 กิโลกรัม น้ำตาลในเลือดลดลง ไขมันในเลือดไม่มี ผลจากการรีเซตพฤติกรรมและความคิดของตัวเองใหม่ทั้งหมด ผลพวงสำคัญมากที่ตามมา คือ ทุกคนในครอบครัวสุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น”

สำหรับการใช้ชีวิตที่ช้าลง สันทนาเล่าว่า เป็นจุดเปลี่ยนหลายๆ อย่างของชีวิต เธอมีเวลาดูแลแม่มากขึ้น แม่มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แม่ทำบอลลูนและบายพาสหัวใจ สุขภาพแม่ไม่ดีเหมือนก่อน แม่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิต ทุกวันนี้มีเวลาทำอาหารตามหลักโภชนาการให้แม่ได้กิน มีเวลาพาแม่ไปหาหมอ พาแม่ไปวัด พาแม่ไปเที่ยว พาแม่ไปกินอาหาร พาแม่ไปทุกที่ที่แม่อยากไป

นอกจากนี้ คือเวลาที่ให้กับสามีและลูกได้เต็มที่มากขึ้น ชดเชยกับที่พวกเขาเคยถูกแย่งเวลาไปในช่วงที่สันทนาทุ่มเทกับงาน ปัจจุบันไม่มีงานเข้ามาคั่นกลางระหว่างพวกเราอีก ต้องขอบคุณสามีและลูกที่ให้กำลังใจมาตลอด สามีเป็นคนใจเย็น เวลามีเรื่องไม่สบายใจจะน้อมนำธรรมะมาสอนและเตือนสติ ส่วนลูกมีจิตใจดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ

“จากชีวิตนักข่าวที่มีแต่ความวุ่นวาย แรกๆ ปรับตัวแทบไม่ได้ ต้องใช้ความพยายามอยู่ระยะหนึ่ง ขั้นแรกปรับความคิดตัวเองก่อน วันนี้เราถอดหัวโขนนักข่าวออกแล้ว ต้องลดความทระนงในตัวเองลง พึ่งตัวเองให้มากขึ้น วันนี้แม้ไม่มีสถานภาพเป็นนักข่าว ทุกสิ่งที่ทำล้วนมาจากความจริงใจ นั่นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ทุกวันนี้ บอกได้คำเดียวว่าสนุกและมีความสุขขึ้นมาก อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป มีเวลาให้แม่และครอบครัวแบบไม่จำกัด ชีวิตประจำวันจะวางแผนตั้งแต่ก่อนนอนแบบคร่าวๆ โดยทั่วไปตื่นตีห้าครึ่ง เตรียมอาหารให้แม่และครอบครัว ขับรถไปส่งลูกขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานในเมือง จากนั้นก็จะไปซื้อวัตถุดิบเพื่อนำกลับมาประกอบอาหารตามคำสั่งซื้อวันต่อวันของลูกค้า

“ซีฮอร์สเน้นความสดใหม่ เราผลิตวันต่อวัน ไม่สต๊อกวัตถุดิบ” สันทนา เล่า

สำหรับแบรนด์ “ซีฮอร์ส” มาจากคำว่า ซี (SEA) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของลูกสาว (สิรภัทร รัตนอำนวยศิริ) ส่วน ฮอร์ส (Horse) คือ ม้า เป็นปีเกิดปีมะเมียของสันทนาเอง รวมเป็นซีฮอร์ส หรือ ม้าน้ำ อย่างลงตัว ซึ่งในความหมายของครอบครัวเรา “ซีฮอร์ส” หมายถึง สามี (สมเกียรติ รัตนอำนวยศิริ) เพราะม้าน้ำเป็นพ่อผู้ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว และเสียสละ ยอมอุ้มท้องแทนแม่ สามีของเธอเป็นผู้อบรมเลี้ยงดูลูก ในช่วงที่สันทนาทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว นอกจากนั้นสามียังเป็นคนคิดชื่อ คิดคอนเซ็ปต์ และวาดรูปม้าน้ำที่เป็นโลโก้ด้วยตัวเขาเอง

“มีความสุขมากที่ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวที่ทำได้เต็มที่ ทั้งครอบครัวยังได้ไปเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ถามถึงเรื่องเที่ยว เน้นเที่ยวในเมืองไทย ขอเป็นสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาพักผ่อนสบายๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ ครอบครัวชอบไปหัวหิน เพราะเป็นเมืองที่สงบเหมาะกับการพักผ่อน”

ทริปล่าสุดขอนำมาแบ่งปัน ก็คือสโลว์ทริป-หัวหิน ที่ไปกันทั้งครอบครัว ทะเลสะอาด อาหารทะเลอร่อย มีสถานที่ให้ท่องเที่ยวหลายรูปแบบ ทั้งพระราชวังมฤคทายวัน วัดห้วยมงคล เขาตะเกียบ ตลาดศิลปะซิเคดา ตลาดโต้รุ่งฉัตรชัย ตลาดอาหารต้นมะขาม คือทั้งหมดที่ได้ไปมา ประทับใจทั้งสถานที่และผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

สำหรับผู้อยากใช้ชีวิตให้ช้าลง สันทนาเล่าว่า ต้องถามความพร้อมของตัวเองก่อนว่า พร้อมไหม พร้อมแค่ไหนที่จะปรับและเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ สามารถตัดสิ่งวุ่นวายในใจออกไปได้มากน้อยแค่ไหน งานมากมายที่พันธนาการอยู่ ลองค่อยๆ ตัดหรือปล่อยวางได้ไหม คิดเสียว่าไม่มีคุณ คนอื่นก็ทำได้

“เราไม่ได้เป็นจักรวาลที่เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ถ้าตอบตัวเองในเรื่องนี้ได้ถ่องแท้เมื่อใด ก็รับรองว่าชีวิตจะมีความสุขกับสโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันมี สโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันเลือก”

จิตราวดี เหมมณฑารพ มีชีวิต(ใหม่)กับโรคซึมเศร้าที่ไม่ต้องเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582802

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

จิตราวดี เหมมณฑารพ มีชีวิต(ใหม่)กับโรคซึมเศร้าที่ไม่ต้องเศร้า

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

 

เธอผ่านการฆ่าตัวตายมา 3 ครั้ง

เธอรอด จากคนรักเพื่อนฝูงและทีมแพทย์ที่ช่วยล้างท้องยื้อชีวิตจากมัจจุราชได้ทันกาล

เธอมีชีวิตที่ดีในวันที่อยากหมดลมหายใจ

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในโลกที่กำลังสดใสทั้งชีวิตหน้าที่การงาน ความรัก การศึกษา

เธอมีชีวิตใหม่ แต่สักวันเธอก็ต้องตาย เป็นไปตามวัฏจักรสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครเล่าจะหนีมันพ้น

ก่อนตาย เธอจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เลือกใช้ชีวิตอย่างไร

ความดี ประโยชน์ที่จะมีแก่คนที่อยู่…คือสิ่งที่เธอครุ่นคิด และกำลังลงมือทำไปพร้อมๆ กับเวลาที่เคลื่อนไป

“ภญ.จิตราวดี เหมมณฑารพ” หรือ “ดาว” ผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า หากชีวิตของเธอไม่ได้ถูกกักขังอยู่ในแค่ม่านหมอกสีดำ โลกของเธอยังงดงาม

วันฟ้าใสกับการกล้าเริ่มต้น

การเกิดขึ้นของร้าน “ต้นกล้า ฟ้าใส” แม้จุดแรกมาจากสามีที่ต้องการทำธุรกิจดีๆ เพื่อสังคม และสร้างบิซิเนสโมเดลที่ดีให้ลูกๆ สานต่อ หากแต่คนที่เข้ามาบริหารดูแลใส่ใจในทุกรายละเอียดคือเธอ

ร้านต้นกล้า ฟ้าใส เป็นร้านอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ ได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนี้มี 2 สาขา คือ พุทธมณฑล สาย 3 และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ภายในร้านมีเภสัชกร แพทย์แผนไทย และนักโภชนาการ ผลัดเปลี่ยนมาประจำการและจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เรื่องอาหาร สมุนไพร และสุขภาพ แก่ลูกค้าที่ร้าน

การป่วยไข้ของผู้คน สุขภาพร่างกาย ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แม้จะเชี่ยวชาญด้านยา เพราะเรียนเภสัชศาสตร์ และเป็นตัวแทนขายยาระดับท็อปมาหลายปี หากสุดท้ายการให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารอย่างธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ดาวสนใจมากๆ ยิ่งเคยผ่านพ้นความตายมาแล้ว และกำลังป่วยไข้ด้วยโรคซึมเศร้า อาหารช่วยบำบัดได้

“เป็นเภสัชกร รู้เรื่องยา เรื่องโรค และมีงานการที่ดีทำ พอป่วยแล้วต้องออกจากงานมารักษาจนหาย แล้วเมื่อปีที่แล้วก็กลับมาเป็นใหม่อย่างมีความคุ้นเคยกับโรคนี้ดี

จริงๆ โรคนี้มันอันตรายนะ ตรงที่ไม่ได้มีภาวะทางกายให้เห็น แต่ก็ตายได้ง่ายๆ จากการลงมือฆ่าตัวตายของตัวผู้ป่วยเอง เพราะว่าเคยป่วยเอง ผ่านการฆ่าตัวตาย

เราก็เป็นคนหนึ่งที่หายแล้วไม่อยากป่วยอีก หรือป่วยอีกก็ไม่อยากอยู่กับมันแบบเดิมแล้ว เลยตั้งใจใช้ชีวิตให้เป็นตัวอย่างว่า มันไม่ต้องเศร้า (มาก) ก็ได้นะ ก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น ดูแลเรื่องการกิน แล้วไปเรียนต่อเพิ่มพูนความรู้อีก เอาความรู้มาส่งต่อ เอามาใช้ทำงานก็ได้ มันรู้สึกมีอะไรอยากทำอีกเยอะเลย บอกตัวเองเดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเศร้ามากตอนนี้ ทำตรงนี้ก่อน

ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ เวลาอาการกำเริบจะมีภาวะรู้สึกตัวเองไร้ค่า ทำอะไรไม่ได้ หดหู่ ไร้พลัง แต่ถ้าได้ทำอะไรดีๆ ให้กับคนอื่นด้วย มันทำให้รู้สึกดีขึ้น เลยอยากทำร้านต้นกล้า ฟ้าใส ให้ดี เป็นธุรกิจตัวอย่างที่เราได้ด้วย ลูกค้าได้ด้วย สังคมได้ไปด้วย เป็นการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไปในตัว มันก็จะมีแรงฮึดหน่อย

พอดูแลตัวเอง เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ก็อยากทำเพิ่มขึ้นอีก อยากอยู่แบบมีประโยชน์ เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี เป็นลูกที่ดี เป็นผู้ประกอบการที่ดี เป็นคนดีของสังคม เป็นจิตอาสา ถ้าป่วยก็จะป่วยแบบเป็นภาระน้อยๆ ป่วยแบบให้กำลังใจคนอื่นได้”

ต้นกล้า ฟ้าใส จัดเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ผลกำไรไม่ได้กลับสู่เจ้าของธุรกิจเท่านั้น ยังคืนสู่สังคม โดยส่วนแบ่งกำไร 30% มอบให้ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนการแพทย์แผนไทยประยกุต์

1 จาน แฮปปี้ทั้งวงจร คือคอนเซ็ปต์ในการเลือกทำเมนู และการซื้อผักตั้งแต่ต้นทาง ในคอนเซ็ปต์ From Farm to Fork อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง ให้เขาปลูกผักได้ตามฤดูกาล แล้วหลักการแพทย์ต้องกินผักผลไม้ตามฤดูกาลถึงจะมีประโยชน์สูงสุด

ไม่ใช้เนื้อสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมและปศุสัตว์มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะใช้พื้นที่เยอะในการเลี้ยงสัตว์ แล้วแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์มาเป็นอาหารให้มนุษย์อีกที

กรรมวิธีการปรุงก็เป็นส่วนสำคัญในการดึงเอาสารที่มีประโยชน์เหล่านั้นออกมาอย่างถูกต้อง ผักไหนต้องกินดิบ ผักไหนต้องกินสุก วิตามินอยู่ส่วนไหนดึงออกมาอย่างไร เช่น ถ้าละลายในไขมันก็จะเอามาผัด เอามาแกง วิตามินละลายในน้ำก็เอามาลวก มาต้ม หรือมาทำเครื่องดื่ม เรียกว่า Functional Food เป็นอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน แล้วยังอุดมไปด้วยส่วนประกอบอื่นที่มีประโยชน์ เช่น วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี ต่างๆ ที่มีผลเสริมระบบการป้องกันตนเองของร่างกาย ชะลอความแก่ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังในอนาคต

 

โลกสดใสในวันที่เผชิญโรคซึมเศร้า

ถ้าไม่บอกใครว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ก็คงไม่มีใครดูออก เพราะไม่ได้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก แสดงอาการของคนป่วยชัดเจน แต่เธอกล้าที่จะบอกคนอื่น เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนที่เผชิญโรคเดียวกัน และคนที่มีคนอยู่รอบตัวคนที่ป่วยเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย

“เปรียบโรคซึมเศร้ากับโรคภูมิแพ้ เวลาเจอตัวกระตุ้นที่ทำให้แพ้ เช่น ขนหมา อาหารทะเล ไรฝุ่น แป้งสาลี ถั่ว ไข่ นมวัว ก็จะทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ออกมาในรูปแบบต่างๆ บางคนแพ้มาก ถึงขั้นทางเดินหายใจตีบ ช็อกตายก็มี หรือบางคนก็มีผื่น หรือน้ำมูกน้ำตาไหล การรักษาแรกเลยคือรักษาตามอาการก่อน จากนั้นก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

โรคซึมเศร้าก็เช่นกัน เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง สารความสุขมันหายไป อธิบายง่ายๆ ในแบบเราก็เหมือนเราแพ้ แพ้อะไรสักอย่าง เช่น แพ้ความเครียด แพ้การนอนดึก หรือบางทีเราไม่รู้ว่าแพ้อะไร บางทีแพ้สะสม เจอสิ่งกระตุ้นให้เกิดการแพ้เรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ก็เกิดอาการแพ้ออกมา

เจ้าสิ่งกระตุ้นนั้นเองที่ไปทำลายสารความสุข Well Being Hormone ในสมอง จนในเคสที่อาการหนักถึงกับฆ่าตัวตายเองก็มี อย่างแรกต้องส่งโรงพยาบาล หรือมีคนประกบตลอด 24 ชั่วโมง”

จะเข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าอย่างไร จากความในใจคนเป็นโรคซึมเศร้า “เราคือคนปกติคนหนึ่งที่บางทีอากาศเปลี่ยนแปลง เจอสิ่งกระตุ้น เราก็แสดงอาการออกมา เราอาจไม่มีน้ำมูกไหล ไม่จามฟิ้วๆ หรือผื่นขึ้นให้เห็น แต่เราอาจมีน้ำตาไหลออกมา ซึ่งบางทีเราไม่อยากให้ใครเห็น เพราะคนอาจไม่เข้าใจว่าเราอ่อนแอ เรียกร้องความสนใจ

มันก็ป้องกันได้นะ ต้องบริหารต่อมความสุขบ่อยๆ มันจะได้แข็งแรง อะไรที่ทำบ่อยๆ มันจะง่ายขึ้นใช่มั้ย ถ้าหาความสุขใส่ตัวบ่อยๆ ต่อมมันก็ได้ใช้เรื่อยๆ มันก็ยิ่งสร้างเก่งไง ในทางกลับกันถ้าไปใส่ความเครียดลงไปเยอะๆ มันก็สร้างความสุขมาสู้ไม่ทัน ไม่สมดุลนะ เขาถึงเรียกว่าสารเคมีในสมองไม่สมดุล ความสุขไม่พอไปยันความเครียด

ระหว่างบำบัด ช่วงที่กินยามันพาต่อมสร้างความสุขไปออกกำลัง มันก็ค่อยๆ แข็งแรงและสร้างออกมาพอใช้แบบพอดีๆ ในชีวิตปกติ ทีนี้วันไหนมีเหตุการณ์อะไรมากระทบเข้า มันก็ไม่พอใช้ไง มันก็จะเหมือนขาแข้งอ่อนแรง เดินล้มง่ายไรงี้ บาดเจ็บต้องรักษาแผลอีก นั่นแหละถึงต้องหาหมอปรับยาสม่ำเสมอ การหาหมอเป็นการระบายความเครียดออกไปรูปแบบหนึ่ง เหมือนไปเดรนหนองออก หมอจะทำแผลกลับมาให้ การรักษามันจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป

จะช่วยได้ยังไง ช่วยโดยไม่ต้องช่วยอะไร ทำเหมือนเราเป็นคนปกติ แต่ให้รู้ว่าเราป่วย เราอาจจะเผลอนั่งเหม่อ อยู่นิ่งไม่ขยับ คุยด้วยแล้วน้ำตาไหล ขี้กลัว คิดมาก ช่วยอย่าคิดว่าทำอะไรให้เราร้องไห้ จิตตก คิดมาก เราจะยิ่งเสียใจว่า ความป่วยของเรามันไปทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ แย่ลง ช่วยไม่ต้องชวนไปวัด ถือศีล ภาวนา มันเหมือนด่าเราว่าห่างไกลศาสนา ช่วยเตือนเรากินยา พาเราไปหาหมอจะดีกว่า”

 

ความตายไม่ใช่จุดจบ

เมื่อ 17 ปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เข้าสู่วงการผู้แทนขายยา และทำงานพาร์ตไทม์ที่โรงพยาบาลด้วย เรียกว่า ทุ่มเทกับการทำงาน

ตอนนั้นกลุ่มยาที่เธอขาย หนึ่งในนั้นมียาโรคซึมเศร้า ซึ่งยุคนั้นโรคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพิ่งมารู้จักกันกว้างขวางจากข่าวการฆ่าคนตายอันมีสาเหตุมาจากโรค

ชีวิตการทำงานตอนนั้นเรียกว่าเรืองรองมาก มียอดขายอันดับหนึ่ง คว้ารางวัลนักขายดีเด่นหลายสมัย เป็นเมเนเจอร์สายงาน มีเงินทอง ซื้อบ้านซื้อรถ ท่องเที่ยวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่หลังจากสนุกกับชีวิตทำงานในวัย 29 ปี เธอก็เริ่มรู้ตัวว่ามีอาการเป็นโรคซึมเศร้า

“เราก็พอรู้ตัวแล้วละว่าเราเป็น แต่เราไม่กินยา ตอนนั้นสารความสุขมันเล็กสารความทุกข์มันใหญ่ คนปกติจะสามารถบาลานซ์กันได้ บางคนทุกข์ใช้เวลาแป๊บเดียวก็กลับมาสมดุลชีวิต แต่เรานี่สุดเหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่งมาก

ก็คิดว่า เกี่ยวกับการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม พันธุกรรม มีหลายปัจจัย ทุกสิ่งระหว่างทางที่เราเติบโต อย่างการกิน คนกินแบบเดียวกันก็ยังไม่เป็นเบาหวาน มันก็มีเรื่องของกรรมพันธุ์มาเกี่ยว เหมือนกันความแข็งแรงของจิตใจ การเลี้ยงดูในวัยเด็กของพ่อแม่ ความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ดี เกิดอะไรขึ้นมามีคนช่วยซัพพอร์ต

ส่วนดาวอาจจะเพราะใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเรียนหนัก อยากเรียนเก่ง อยากได้เกียรตินิยม ทำงานเก่ง อยากได้เงินเยอะ อยากสำเร็จ ตอนเรียนแบบเอาเทปไปอัดด้วย ในห้องก็ตั้งใจเรียนมาก นั่งรถกลับบ้านก็ฟังเทปที่อัด ถึงวัยทำงานวันเสาร์อาทิตย์ไม่หยุด ยิ่งทำเยอะขายได้เยอะก็แฮปปี้ ได้รางวัลนักขาย ทำรายได้มีชื่อติดโผ ทุกคนในบริษัทรู้จัก หมอรู้จัก

เป็นคนชอบทำงานอยู่เฉยๆ ไม่ได้ มีเป้าหมายและชอบทำให้ได้ เป้าหมายต้องได้รางวัล ต้องเป็นที่หนึ่ง ไม่ชอบการแข่งขันเพราะกลัวแพ้ แต่ถ้าแข่งต้องเป็นที่หนึ่ง เป็นเหมือนกลไกป้องกันตัวเอง เพราะไม่อยากผิดหวังแล้ว ครอบครัวมีปัญหาเราก็เลยหาความสุขฟูลฟีลตัวเองจากที่อื่น แต่โชคดีที่หาจากสิ่งดีๆ บ้านยากจนแต่เรียนเก่ง ทำงานเก่งมีเงินซื้อสิ่งที่อยากได้เอง”

ใช้ชีวิตอยู่กับโรคซึมเศร้า โดยที่เธออยู่ในโลกสดใส มีเพื่อนดี งานดี เรียนดี เลิกงานสังสรรค์กับเพื่อน ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เธอก็ร้องเพลงเต้นได้มีความสุขในบรรยากาศปาร์ตี้ เรียกว่าฮาร์ดเวิร์ก ฮาร์ดเพลย์

หากหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาโท MIM จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เริ่มวางแผนการตายให้กับตัวเอง “พอทำงานได้สัก 3 ปี อยากไปเรียนต่อเมืองนอก ไม่มีเงินพอ ก็เลือกเรียน MIM ธรรมศาสตร์ ตั้งใจเลยหลักสูตรอินเตอร์ ทั้งๆ ที่เราไม่ใช่เด็กเรียนอินเตอร์มาก่อน

เช้าทำงานเย็นไปเรียน ตอนนั้นเป็นผู้แทนยิ่งรับผิดชอบงานหนักขึ้นอีก พอเรียนจบ หาเงินหาได้เยอะ มีรถ มีบ้าน เสียภาษีอัตราเพดานสูงสุดเลย ตอนนั้นเริ่มเขียนบันทึกลาตายซ่อนเอาไว้ตามที่ต่างๆ

เริ่มคิดแล้วว่า งานเรามาถึงจุดสูงสุดแล้ว กลัวพาลูกทีมไปได้ไม่ไกลกว่านี้ เรียนก็จบแล้วและคิดว่าที่เรียนมาคือที่หนึ่งของมาร์เก็ตติ้งในเมืองไทยแล้วเราทำได้แล้ว โตสุดในอาชีพแล้ว เป็นโปรดักต์เมเจอร์ รับรางวัลเยอะแล้ว มันเหมือนถ้าเราอยู่ต่อ ชีวิตซุป’ตาร์ที่ขึ้นสูงสุดแล้ว ถ้ามันเป็นกราฟลงเราคงเฟล ก็เลยรู้สึกตอนนี้ทุกอย่างสำหรับเราดีที่สุดแล้ว เราไปต่อไม่ได้ ตกก็ไม่ได้ กลัวชีวิตขาลงเลยรู้สึกอยากตาย

เราวางแผนไว้หมดเลย ศพต้องสวย มีเวลาบอกลาคนอื่น ไม่ทรมาน วางแผนคิดไปเรื่อยๆ คิดแบบนี้ประมาณ 2-3 เดือน ชีวิตเราแฮปปี้อยากจบชีวิตสวยๆ นี่เพราะเราป่วย ถึงคิดแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขามีทางอื่นอีกเยอะแยะ ก็ย้ายสายอาชีพสิ ทำงานอื่นสิ แต่เราตอนนั้นคิดไม่ได้”

เธอผ่านการล้างท้องช่วยชีวิตมา 2 ครั้ง และอีกครั้งเพื่อนๆ รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS ไว้ได้ทัน “ตอนที่เราป่วย เราคิดไม่ได้แบบตอนนี้หรอก เราตอบแบบตอนนี้ก็ไม่ได้ด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าเราทำให้คนที่เรารักเสียใจ ใจคิดแต่เราทำไม่สำเร็จอยากทำให้สำเร็จต่อไป

จนรักษาจริงจัง กินยา แฟน เพื่อนๆ คอยดูแล ยิ่งช่วงไหนที่ดูมีอาการ เพื่อนๆ จับสัญญาณได้แล้วจะผลัดกันมาเฝ้าเวรเลย รักษาอยู่ประมาณ 3 ปีก็เลิกกินยา แต่งงานมีลูก พอมีลูกเราไม่ได้หมกหมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง เรานึกถึงลูกมากขึ้น มีสิ่งยึดเหนี่ยวในการมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่

จนเมื่อปีที่แล้วกลับมามีอาการอีก ก็ไปหาหมอกินยา เหมือนเป็นเบาหวานคุมยาคุมอาหารดีระดับน้ำตาลปกติ ใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าช่วงหนึ่งเรากินหวานมากก็กลับมาเป็นใหม่”

เมื่อเคยเฉียดใกล้ความตายมาแล้ว จึงตระหนักได้ถึงเวลาของชีวิตที่มีอยู่ เมื่อความสุขคือทำให้คนอื่นมีความสุข เธอจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในการสร้างความสุข

“ตอนที่ป่วยครั้งแรกเราก็มีความสุขนะ เราทำงานสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท ทำอะไรหลายอย่างให้กับวงการยา พอเราอยู่กับความเป็นความตายรู้สึกว่า เรามีความสุขโดยไปผูกกับคนอื่นเลยอยากทำอะไรที่มีประโยชน์กับคนอื่น และทำให้เรามีความสุข

เมื่อก่อนโรคซึมเศร้าที่อยู่กับเราเหมือนปีศาจ แต่เขากลับมาใหม่เหมือนแม่ชีเทเรซ่า พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราอยู่กับมัน เรารู้ว่าที่จริงเราไม่ต้องเศร้าตลอด เราไม่ได้ร้องไห้ตลอดเวลา

เราป่วยใจไม่อยากป่วยกายอีก อาหารดีๆ ทำให้เราหายป่วยใจได้ด้วยนะ ตอนนี้ก็เลยทุ่มเทกับการทำร้านต้นกล้า ฟ้าใส เรามาทำด้วยความจิตใจดี คิดว่าแนวคิดของร้านมันดี อะไรไม่รู้ก็ไปศึกษาเพิ่ม แล้วยิ่งรู้ว่ากินอาหารดียังไง เราอยากแชร์อยากบอกเพื่อที่คนจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วย”

ห้วงเวลาที่เลวร้าย เราไม่สามารถรู้ว่ามันจะถูกกระแสลมพายุพัดผ่านเข้ามาในชีวิตตอนไหน ปัจจุบันเราสามารถรู้ว่า เรากำลังนึกคิด จะทำอะไร ประคองตัวประคองใจให้ดำเนินไปด้วยสติ และสร้างความสุขให้กับตัวเอง หากห้วงเวลาเลวร้ายมากระทบชีวิต เราก็ยังพอมีวันดีๆ เรื่องดีๆ เอาไว้มาถ่วงดุลกับมัน

Let’s speak English!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30369179

“Welcome home, master and princess.” Women working for a maid cafe learn English in Tokyo’s Akihabara district, which is known as a hub for otaku culture and attracts many foreign tourists. /Yomiuri Shimbun 
“Welcome home, master and princess.” Women working for a maid cafe learn English in Tokyo’s Akihabara district, which is known as a hub for otaku culture and attracts many foreign tourists. /Yomiuri Shimbun

Let’s speak English!

lifestyle May 11, 2019 01:00

By Kunihiko Miura
Yomiuri Shimbun
Asia News Network

Japan gears up to host the Tokyo Olympics next year by organising language classes all over town

IN A ROOM at a multiuse building in Tokyo’s Akihabara district, women in maid outfits are learning English conversation from a native speaker. They are employees of maid cafe management company Infinia, a company based in Chiyoda Ward, Tokyo, which requires new employees who dress and talk like maids at the company’s cafes to take 10 English lessons.

With an increasing number of foreign visitors coming to Japan and preparations for the 2020 Tokyo Olympic and Paralympic Games under way, many more people have recently begun studying English. According to the Yano Research Institute, the domestic market related to learning foreign languages has expanded to reach 866.6 billion yen (Bt251 billion) in fiscal 2017, from 789.2 billion yen in fiscal 2012. It is projected to further increase to 887.3 billion yen in fiscal 2018.

“Welcome home, master and princess.” Women working for a maid cafe learn English in Tokyo’s Akihabara district, which is known as a hub for otaku culture and attracts many foreign tourists. /Yomiuri Shimbun 

Share houses that provide residents with the opportunity to learn English in their daily lives have been built one after another. Irodori Factory, a shared house operating company based in Muko, Kyoto Prefecture, has developed such facilities mainly in urban areas. The company has allocated a certain number of rooms at their share houses for foreign residents, to foster international interactions.

Shoichi Kato, a 27-year-old employee of a trading company, is a resident of one such share house in Ota Ward, Tokyo. “Since I moved in, I have become more relaxed with foreign people,” said Kato.

The city of Yubari, Hokkaido, has introduced online English conversation lessons for public elementary, junior high and high schools./Yomiuri Shimbun 

The school education system has also attached more weight to English-speaking ability. While the number of assistant language teachers (ALTs) is increasing in line with upgrading and expanding English education, alternative efforts are being made in local regions where foreigners rarely live, such as utilising information and communication technology.

A demonstration experiment using a robot for English education has been introduced at Meiji Elementary School in the city of Omuta, Fukuoka Prefecture. Although there are 19 elementary schools in the city, just one ALT is in charge of all them. The ALT is able to attend each school only once or twice per term. Masanori Yasuda, head of the city board of education, explained: “Hiring another ALT costs a lot and is financially difficult for us. Instead, we are exploring the possibility of using a robot to teach English pronunciation and conversation,” he added.

Looking for a mate

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30369177

 Nick talks with a Japanese woman at a speeddating event in Chiyoda Ward, Tokyo./Yomiuri Shimbun
Nick talks with a Japanese woman at a speeddating event in Chiyoda Ward, Tokyo./Yomiuri Shimbun

Looking for a mate

lifestyle May 11, 2019 01:00

By Kotaro Tanaka
Yomiuri Shimbun
Asia News Network

Foreigners seek partners to share lives in Japan

RECENTLY, I set out to learn what it is like for a foreigner to look for a spouse in Japan.

I had heard about a speed-dating event in the Yurakucho district of Tokyo and went to check it out. Sixteen foreign men living in Japan and 13 Japanese women were meeting one-on-one this weekend evening, with each pair being given three minutes to introduce themselves before switching partners.

Nick talks with a Japanese woman at a speeddating event in Chiyoda Ward, Tokyo./Yomiuri Shimbun

Nick, 33, was born in Hong Kong and now lives in Katsushika Ward, Tokyo, working for a real estate-related company. He previously worked for a life insurance company in Hong Kong, but after becoming unwell from the stress at work there, he moved to Japan in 2017. He says that he has long been enamoured with the traditional culture of Japan. An affable smile upon his face, he was engaged in a lively conversation with a woman.

“I go to some sort of event almost every week. I have been thinking about bringing up a child, so I would like to get married soon,” he tells me.

“With a Japanese woman?” I ask.

“My impression is that they are kind and respect their husbands. Hong Kong women are strong-willed. I was surprised when I saw women in Japan riding a bicycle carrying children in both the front and rear child seats. In Hong Kong, it’s common for a maid to handle the household chores and childcare. I want to raise my kids as husband and wife. I think Japanese women are down-to-earth in that respect.”

I had never thought to look at a woman on a bike in that way.

I have a feeling that this view of women might be a bit exaggerated, but Nick speaks Japanese proficiently, so I feel like he is sufficiently able to express his feelings.

Nick didn’t meet the right person that evening. His acquaintances recommended getting someone at his workplace to introduce him to someone, but he felt uncomfortable, worrying about what would happen if things didn’t go well. Dejectedly, he says: “It’s tough. Perhaps I’ll give up on the dating scene for a while.”

A self-introduction card at a marriage-hunting event /Yomiuri Shimbun

However, just two weeks later, he sends me an email, saying, “I am returning to the dating world, and I will not give up that easily.”

Another male participant to the event was a 27-year-old American named Stephan, who is tall and has long red hair. After arriving in Japan in September 2014, he began modelling and has appeared in commercials for Japanese companies and fashion magazines, among others.

He seems to have had plenty of encounters, but in asking how they went, it seems that the relationships didn’t last.

“Small things become massive. And I never know what the small things are because they never communicate them,” Stephan says. He added, “Japanese girls will say: ‘That’s Japanese culture. Cultural difference.’ We didn’t talk about the small things. It’s easy to say ‘cultural difference’ because they never consider the deeper issue.”

He seems to have a little difficulty communicating with Japanese women.

“I ask lots of girls, ‘What is your type?’ and they all say the same things, like ‘gentleman.’ Just kind of vague things, and that could be anybody that can match that description. It’s like everyone should be kind. They don’t really think enough about what they’re looking for. If you don’t know what you looking for, [you] can’t find it,” he laments.

On the other hand, he is very clear about what he wants from a partner. Someone who doesn’t smoke, doesn’t drink too much, is moderately active, speaks English fairly well, and is not a party person.

Stephan in Shibuya Ward, Tokyo /Yomiuri Shimbun

I thought there must be a woman who is comfortable with a relationship where she and her partner can explain everything.

Changing venues to the Nishi-Kasai district in Edogawa Ward, Tokyo, home to Japan’s largest Indian community, I spoke with Geetu, 27, who came to Japan with her parents in 2017 when they opened an Indian grocery store.

She helps her parents in the shop and goes out with Japanese friends on her days off. Thinking about how common it is in India to have an arranged marriage at an early age, she is comfortable with the single life in Japan, saying, “It’s easy and I can do whatever I please.” She also has a budding dream to try another job.

However, when thinking about her prospects for getting married, which her parents are urging her to do, it seems that she’ll end up in arranged nuptials with an Indian man after all.

“My mother cannot speak Japanese. Marrying a Japanese man would be unthinkable because there are too many differences in religion and culture. I am not able to fundamentally change at this point.”

Her Japanese friends talk about romance, which doesn’t interest her. “I want to find someone to marry, but I do not need a boyfriend.”

However, it’s hard for her to find a suitable partner even in her own community, where many of the men are already married. Geetu says that recently her father, Pradeep, 51, registered her with a smartphone dating app.

Matchmaking services geared toward foreigners are a niche field, but with the enactment of the revised Immigration Control and Refugee Recognition Law, companies in the dating industry are forecasting an increase in users of services catering to foreigners.

The organiser of the speed-dating event is Yokohama-based Exeo Japan. They started such events in Tokyo in 2011 and now have eight locations open around Japan. Approximately 2,500 foreign men in total have participated so far. Events for foreign women have not been organised because they couldn’t get a sufficient number of participants.

Shiho Kitagawa, 31, who is in charge of public relations at Exeo Japan, says: “If the number of international users increases, we can provide an even more diverse array of meeting possibilities.”

According to Tokyo-based eureka, Inc, operator of the matchmaking app Pairs, foreign members currently account for one per cent of users. A spokesperson for the company said: “Many foreign people are less likely to be resistant to meeting up via an app compared to Japanese people. We are expecting to increase users in the future. We believe it is necessary to explore new developments such as localising into multiple languages.”

Smaller, sleeker, better

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30369193

Smaller, sleeker, better

lifestyle May 11, 2019 01:00

By Paisal Chuenprasaeng
The Nation Weekend

When you need to take notes, look no further than the new iPad Mini

PERFECT FOR taking notes in meetings or at lectures, the new iPad mini not only supports the Apple Pencil stylus but also comes in a more compact and discreet size.

The display is better too as is the camera, the CPU packs a bigger power punch and battery life is longer lasting. What’s more the 2019 version of the iPad mini features Retina display with True Tone technology and A12 Bionic chip with Neural Engine.

That new A12 Bionic chip with Neural Engine delivers high-end performance and the speed to handle demanding computing tasks. You can experience three times the performance and nine-times-faster graphics versus the A8 chip in iPad mini 4.

And the new iPad Air also gets a 70-per-cent boost in performance and twice the graphics capability.

The A12 Bionic is powerful enough to handle the apps you use every day, like Microsoft Office, as well as apps for video editing, 3D modelling, and photorealistic games.

In short, the A12 Bionic delivers the power of a computer in the portability of an iPad. It has a six-core design with two performance cores to tackle heavy computational tasks and four high-efficiency cores to take on everyday tasks. A custom performance controller manages how the cores are used – including driving all six cores simultaneously.

A four-core graphics engine delivers amazing performance for augmented reality experiences and photorealistic effects in 3D games, while leveraging the latest Metal framework for impressive graphics performance within apps like Adobe Photoshop.

The Apple-designed Neural Engine of the A12 Bionic powers a new generation of iPad workflows and apps using advanced machine learning and Core ML in everything from photography to AR, completing up to 5 trillion operations per second.

The CPU also consumes less battery, allowing the new iPad mini and iPad Air to deliver up to 10 hours of battery life.

During the test, I found that the new iPad mini was really great for handling games and productive apps like Microsoft Office and graphic and photo editing apps like Pixelmator Photo and Procreate.

Pixelmator Photo and Procreate support the use of the first-generation Apple Pencil. The iPad mini and the first-generation Apple Pencil are an especially powerful combination for those wanting a super-portable Moleskin-like notebook, journal, and sketchbook device. It’s also ideal as a compact, yet powerful device for customer service, field support and other situations where hand-written input is more efficient and effective.

The Apple Pencil supports pressure and tilting and provides pixel-perfect precision. It also has low latency, making it useful for professional designers and illustrators who need a portable tool.

Apple Pencil support is integrated throughout iOS, including handwritten notes and sketching in Notes and Mail. And with Markup, you can quickly and naturally annotate photos, PDFs, and screenshots. It is the closest experience to a real pencil on paper.

Pages, Numbers, and Keynote native apps of the iOS also support Apple Pencil and enable new ways for users to create and express themselves, including advanced yet easy-to-use drawing tools. And Smart Annotation in Pages allows you to add comments and notations with the Apple Pencil that dynamically anchor to your text.

The apps that already support Apple Pencil can be used on the new iPad mini. Procreate, Good Notes, Notability, Pixelmator, and Microsoft Office are just some of the those designed to take full advantage of Apple Pencil.

The new iPad mini has a truly beautiful display. It uses 7.9-inch Retina display with 2048×1536 pixel resolution at 326 pixel per inch depth.

It also features Apple’s advanced display innovations including full lamination, high brightness, P3 wide colour, low reflectivity and True Tone technology, meaning it provides outstanding screen performance both indoors and out.

True Tone dynamically adjusts white balance based on the light around you making images look natural and easier on your eyes, whether you’re reading a book in bed or surfing the web by the pool.

The 7.9-inch Retina display on the new iPad mini is 25-per-cent brighter and has a 25-per-cent greater colour gamut than the iPad mini 4 display. It also offers the highest pixel density of any iPad.

The new iPad mini is very portable due to its compact size. It weighs just 456 grammes and is 6.1 mm thin. It’s easy to carry in one hand or take out of a pocket or bag whenever you need it.

And it comes with a good quality camera. The front and back cameras on iPad Air and iPad mini let you take stunning photos and 1080p HD videos. And when combined with apps, they let you do a whole lot more including make a Group FaceTime call, scan a document, sign it, and send it back, or use augmented reality apps to learn, work, or play.

The detail-rich photos and clear, stable 1080p HD video you can shoot with the 8MP camera are assisted by Apple hardware and software integration. Photo modes like panorama, slo-mo video, burst mode and time-lapse video make it easy and fun to capture incredible memories. The portability of iPad also means you can do things like shoot, edit, and share.

The 7MP FaceTime HD camera combined with the 7.9-inch iPad screen makes this new iPad ideal for immersive FaceTime video calls, and especially Group FaceTime. You can also use it for capturing stunning photos and shooting 1080p HD video.

And it’s a perfect device for truly immersive AR experiences with front and back cameras, the A12 Bionic chip with Neural Engine, a vivid Retina display, and sensors for motion tracking, all of them ready for the next generation of AR apps and games like JigSpace, Live Home 3D – Interior Design, Lego AR Playgrounds, and more.

I tested it with a Wi-Fi 802.11ac connection with Wi-Fi speeds up to 866 Mbps and MIMO support plus Bluetooth 5.0. It also features an iPad mini version that supports superfast gigabit-class LTE.

The new iPad mini runs on iOS 12, which is an advanced mobile operating system that puts everything you need within a tap or a swipe.

Apple’s new iPad mini with 64GB storage retails for Bt13,900 for the Wi-Fi version and Bt18,400 for the LTE version while the version with 256GB storage retails for Bt18,900 for the Wi-Fi version and Bt23,400 for the LTE version.

 

KEY SPECS

OS: iOS 12

Chip: A12 Bionic chip with 64bit desktopclass architecture with Neural Engine and embedded M12 coprocessor

Storage: 64GB, 256GB

Display: 7.9inch (diagonal) LEDbacklit MultiTouch display with IPS technology and 2048by1536 resolution at 326 ppi

Camera: 8megapixel photos with 2.4 aperture lens

FaceTime HD Camera: 7megapixel photos with 2.2 aperture lens

Speakers: Stereo

Microphones: Dual

Secure authentication: Touch ID, Face ID

Sensors: Touch ID , Threeaxis gyro , Accelerometer , Ambient light sensor, Barometer

Connector: Lightning

Battery: Up to 10 hours of surfing the web on WiFi, watching video, or listening to music

Dimensions: 203.2 x 134.8 x 6.1 mm (HxWxD)

Weight: 300.5g

Biting into an environmentally friendy burger

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30369176

Beyond Meat’s plant-based products on a store shelf in New York./EPA-EFE
Beyond Meat’s plant-based products on a store shelf in New York./EPA-EFE

Biting into an environmentally friendy burger

lifestyle May 11, 2019 01:00

By
Agence France-Presse

Beyond Meat makes a sizzling Wall Street debut

THE CELEBRITY-BACKED vegan burger start-up Beyond Meat made a sizzling Wall Street debut last week, more than doubling its share price, as investors show an appetite for the growing trend in plant-based diets.

Backed by Hollywood star Leonardo DiCaprio and Microsoft founder Bill Gates, the California-based firm had valued itself at about $1.5 billion (Bt47.7 billion) at opening on the Nasdaq exchange.

Beyond Meat’s plant-based products on a store shelf in New York./EPA-EFE

Having priced its shares at $25, Beyond Meat began trading at $46 but soon sky-rocketed, ending at $65.75 per share – a valuation of $3.8 billion.

By the following morning the share had bounced further to $68.11, lifting the valuation close to $4 billion.

Founded in 2009, the company has tapped into changing consumer appetites as growing numbers of people turn to plant-based meat alternatives, whether vegans who shun all animal products or flexitarians advocating moderate consumption of meat.

Its public offering comes a month after its Silicon-valley rival Impossible linked up with Burger King to offer a plant-based version of its signature Whopper.

Nestle and Unilever are also aiming to cement their presence in the expanding sector.

Beyond Meat’s early trading success is further proof of the mainstream appeal of plant-based foods, according to Bruce Friedrich, director of the Good Food Institute, an organisation promoting alternatives to animal products.

“Investors recognise that this is not a niche but a mainstream movement and a huge business opportunity,” he noted.

“The plant-based meat industry is thriving, and consumers can’t get enough.”

Beyond Meat chief executive Ethan Brown, centre, celebrates with guests after ringing the opening bell at Nasdaq Market Site on May 2. /AFP

As climate change movements take hold across the world, environment-conscious citizens are looking for ways to reduce their impact on the world, including rethinking their diet.

The food firm says its signature Beyond Burger uses significantly less water, less land, generates fewer greenhouse gas emissions, and requires less energy compared to a small beef burger.

Eating a plant-based protein would “help address concerns related to human health, climate change, resource conservation and animal welfare” as it seeks to compete with the $1.4 trillion global meat industry, it adds.

Despite its popularity Beyond Meat is still not profitable and recorded a net loss of $30 million in 2018, according to its most recent financial records released Monday.

But it has seen strong growth, with $88 million in sales in 2018, compared with $33 million in 2017 and $16 million in 2016.

“We have a history of losses, and we may be unable to achieve or sustain profitability,” the firm cautioned in its filing with the Securities and Exchange Commission.

The group said it would use the funds raised to “expand our marketing channels, invest in our distribution and manufacturing facilities, hire additional employees and enhance our technology and production capabilities.”

While soy burgers have existed for quite some time, Beyond Meat is one of several companies that have taken the product up a notch by using sophisticated technology to make it taste, look and smell like meat.

It uses peas, fava beans and soy to make steak, sausage and minced meat alternatives and uses beets to make its burgers “bleed”. The product is already sold in thousands of supermarkets and restaurants, including TGI Fridays.

Beside Gates and DiCaprio, its early backers include Twitter co-founders Biz Stone and Evan Williams, former McDonald’s director Don Thompson and the Humane Society.