เปิดม่านสู่บทใหม่ของศิลปะไทย Bangkok Festivals ครั้งที่ 28

7 กันยายน 2569 เวลา 15:56 น.

คึกคักตั้งแต่วันแรก! เมื่อเหล่าคนดังจากวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง ศิลปิน และผู้กำกับชื่อดัง ต่างตบเท้าเข้าร่วมเปิดม่าน Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 พร้อมชมการแสดงเปิดเทศกาล Opera Goes to Hollywood ที่นำมนต์เสน่ห์ของโอเปรามาผสานเข้ากับบทเพลงจากโลกภาพยนตร์ฮอลลีวูด ตอกย้ำบทบาทของ Bangkok Festivals ในฐานะเวทีการแสดงระดับนานาชาติที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้แวดวงศิลปะและบันเทิงไทย

บรรยากาศภายในงานได้รับการตอบรับอย่างความอบอุ่น จากเหล่าคนบันเทิงและผู้กำกับชื่อดังอย่าง จ๋า ยศสินี และไตเติ้ล กิตติภัค พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้สายเสพศิลป์อย่าง ทิม พิธา, ก้อย อรัชพร, ลูกเกด เมทินี, พิม ซอนย่า, ซินดี้ สิรินยา และปืน สธน ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การแสดงสดระดับมาสเตอร์พีซ นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมงานหลากหลายเจนเนอเรชัน ทั้งมาคนเดียว มาเป็นคู่ และมากับครอบครัว ทำให้เห็นว่าการแสดงศิลปะไม่ใช่เรื่องจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงทุกคน ทุกเจเนอเรชันเข้าไว้ด้วยกัน

เปิดม่านวันแรกประเดิมด้วยโชว์การบรรเลงมหากาพย์แห่งเสียงเพลงสุดตราตรึง “Opera Goes to Hollywood” โดยคณะ New York City Opera จากสหรัฐอเมริกา สัมผัสบทเพลงโอเปราคลาสสิกสุดอมตะและบทเพลงประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนาน อาทิ The Godfather, Bohemian Rhapsody และ Mission: Impossible ภายใต้การอำนวยเพลงของ Constantine Orbelian วาทยกรระดับโลกผู้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 4 สมัย ผสานพลังเสียงอันทรงพลังของนักร้องแนวหน้า และการบรรเลงสดร่วมกับวง Royal Bangkok Symphony Orchestra จนเรียกเสียงปรบมือและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกจนจบการแสดง

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงพิเศษจากคณะการแสดงชั้นนำระดับโลกอีกมากมาย ทั้งโอเปรา บัลเลต์ และการแสดงร่วมสมัย โดย Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมสามารถตรวจสอบรอบการแสดงและจองบัตรพร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bangkokfestivals.com

หลุดโฟกัสเต็มๆ ‘ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา’ เสิร์ฟลุควันเกิดสุดแซ่บ แฟนๆ แห่อวยพร

7 กันยายน 2569 เวลา 15:47 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคุณแม่สุดแซ่บ “ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา” ที่ล่าสุดออกมาเสิร์ฟภาพฉลองวันเกิดในลุคสุดเซ็กซี่ ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามถึงกับหลุดโฟกัสไปตามๆ กัน

งานนี้ ปุ้มปุ้ยปรากฏตัวในลุคสาวผมหยิกฟูสุดโดดเด่น เพิ่มความเย้ายวนด้วยบราซาตินสีชมพูอ่อน พร้อมแมตช์เข้ากับกางเกงขาสั้นเนื้อเงา เผยให้เห็นรูปร่างสุดเป๊ะ ก่อนนั่งโพสท่าด้วยอินเนอร์สุดมั่นใจ ส่งสายตาจิกกล้องแบบเต็มเฟรม

ด้านหน้าเจ้าตัวยังมีเค้กวันเกิดสีขาวตกแต่งด้วยเชอร์รี่สีแดงสด เพิ่มความน่ารักปนเซ็กซี่ให้กับภาพเซ็ตนี้ได้เป็นอย่างดี ขณะที่หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเพื่อนๆ และแฟนคลับเข้ามากดไลก์ พร้อมส่งคำอวยพรวันเกิดให้เจ้าตัวอย่างต่อเนื่อง

ทำเอาแฟนคลับหลายคนเข้ามาร่วมอวยพรวันเกิดและชื่นชมทั้งความสวยและความคิดของเจ้าตัว อาทิ “Happy Birthday ka” และ “Happy Birthday to the hottest mommy ka”

ขอบคุณภาพจาก : อินสตาแกรม @pantipa.a

ปุ้มปุ้ย, ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา, วันเกิดดารา

เปิดประวัติ 6 ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2568 สาขาศิลปะการแสดง ผู้รังสรรค์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย

7 กันยายน 2569 เวลา 15:44 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ในสาขาศิลปะการแสดง เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลัง ซึ่งประกอบไปด้วยบรมครูและศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 ท่าน ดังนี้

1.ศ.กิตติคุณ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ภาพยนตร์และละคร)

 ประวัติและการศึกษา สำเร็จการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2500), สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (พ.ศ. 2514), ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปการแสดง มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (พ.ศ. 2515) และศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาศิลปการแสดง มหาวิทยาลัยฮาวาย (พ.ศ. 2523)

 ตำแหน่งและบทบาทสำคัญ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ลำดับที่ 2, ประธานสำนักศิลปกรรมราชบัณฑิตยสภา, ศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายกสภาสถาบันกันตนา และกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา

 ผลงานและเกียรติคุณ ผลงานวิชาการทรงคุณค่า เช่น วิวัฒนาการนาฏยศิลป์ไทยในกรุงรัตนโกสินทร์, นาฏยศิลป์รัชกาลที่ 9 และบทความในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาปรัชญา (พ.ศ. 2546) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

2.นายตรึก ปลอดฤทธิ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ศิลปินพื้นบ้าน)

 ประวัติและการศึกษา ศิลปินพื้นบ้านชาวจังหวัดกระบี่ เกิดที่บ้านโคกยาง อำเภอเหนือคลอง บุตรของนายส้อง และนางเนี่ยว ปลอดฤทธิ์ สมรสกับนางจาบ มีบุตร 8 คน

 บทบาทสำคัญ ผู้สืบสานและอนุรักษ์การแสดง “ลิเกป่า” (ลิเกบันดูล) เริ่มฝึกหัดรำตั้งแต่อายุ 20 ปี กับครูสวาสดิ์ แก้วโลก และครูเดช แก้วทิพย์

 ผลงาน: ก่อตั้ง “คณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์” ขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เพื่อรักษาและส่งต่อรูปแบบการแสดง บทละคร และเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม ไม่ให้ศิลปะพื้นบ้านลิเกป่าสูญหายไปจากแผ่นดินใต้

3.อาจารย์สมศักดิ์ ทัดติ (สาขาศิลปะการแสดง – นาฏศิลป์ไทย-โขน)

 ประวัติและการทำงาน บรมครูผู้เชี่ยวชาญการสอนโขนตัวยักษ์ (ทศกัณฐ์) ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี เคยรับราชการเป็นอาจารย์ระดับ 9 ที่วิทยาลัยนาฏศิลป และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย

 ตำแหน่งสำคัญ หลังเกษียณอายุราชการ ดำรงตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านนาฏศิลป์ไทย สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 ผลงาน ถ่ายทอดกระบวนท่ารำตัวยักษ์ระดับครูใหญ่ พัฒนาหลักสูตรนาฏศิลป์โขน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานวิชาการและการแสดงโขนตามแบบแผนราชสำนักอย่างต่อเนื่อง

4.นายวิชัย ปุญญะยันต์ หรือ “ต๋อย พิงค์แพนเตอร์” (สาขาศิลปะการแสดง – ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นเส้นทางดนตรีตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยเป็นสมาชิกวง “ซิลเวอร์แซนด์” ร่วมกับวิรัช อยู่ถาวร

 บทบาทสำคัญ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าวงดนตรีชื่อดัง “พิงค์แพนเตอร์” (Pink Panther) ซึ่งตั้งชื่อตามความชื่นชอบตัวการ์ตูนและปีเกิด (ปีเสือ)

 ผลงานสร้างชื่อ นักร้องนำและผู้สร้างสรรค์บทเพลงอมตะยอดนิยมระดับตำนานอย่าง “รักฉันนั้นเพื่อเธอ” และ “รอยเท้าบนผืนทราย”

5.นายณัฐ ยนตรรักษ์ (สาขาศิลปะการแสดง – ดนตรีสากล)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ชนะเลิศการประกวดเปียโนสยามกลการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 สำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อด้านดนตรีที่ Goldsmiths College และ University of Reading ประเทศอังกฤษ

 บทบาทและผลงาน นักเปียโนคลาสสิกและนักประพันธ์เพลงระดับสากล ผู้ก่อตั้งโรงเรียน Natstudio เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเปียโนในไทย

 เกียรติประวัติ ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาคีตศิลป์ (พ.ศ. 2549), เป็นศิลปิน Steinway Artist, ได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์ “Bene Merito” จากโปแลนด์ และได้รับการประกาศให้มีวัน “Nat Yontararak Day” ในสหรัฐอเมริกา

6.นางอังคนางค์ ศิริมณี หรือ “อังคนางค์ คุณไชย” (สาขาศิลปะการแสดง – หมอลำ-ลำเพลิน)

 ประวัติและการศึกษา เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 (หรือ 2499) ที่บ้านโคกสารเทิง อำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) สำเร็จการศึกษาชั้น ป.4 (สอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน) ก่อนศึกษาต่อ กศน. จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย

 บทบาทและผลงาน นักร้องหมอลำและนักร้องลูกทุ่งอีสานระดับตำนาน เจ้าของผลงานเพลงลำเพลินและหมอลำอันทรงคุณค่า เป็นครูผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานให้คงอยู่คู่สังคมไทย

รองโฆษกรัฐบาลโต้ สนธิ ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่ ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว

7 กันยายน 2569 เวลา 14:39 น.

รองโฆษกรัฐบาลโต้ “สนธิ” ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่ “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ย้ำอำนาจรัฐยังอยู่ กฎหมายยังคุม–นอมินียังผิด

วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล วิพากษ์วิจารณ์กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยระบุในลักษณะว่ารัฐบาลกำลัง “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ว่า การลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกิจการบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสละอำนาจในการกำกับเศรษฐกิจให้แก่ต่างชาติ และไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจใดก็ได้โดยเสรี เพราะกฎหมายเฉพาะและอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐยังคงอยู่

“ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน’ กับ ‘ยกอำนาจกำกับให้ต่างชาติ’ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อธิปไตยทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปเพราะลดใบอนุญาตหนึ่งใบ รัฐไทยยังเป็นผู้กำหนดกติกา ยังมีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติเช่นเดิม” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กับ “ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐ” การยกเว้นในกิจการที่กำหนดมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือกลไกกำกับของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าวสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขหรือปราศจากการควบคุม

“ถ้ารัฐยังเป็นคนออกกฎหมาย กำหนดเงื่อนไข ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ จะเรียกว่าเรายกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าวได้อย่างไร สิ่งที่ถูกตัดออกคือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่อำนาจของรัฐ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือข้อกังวลเรื่อง “นอมินี” การปรับกฎดังกล่าวไม่ได้ทำให้การอำพรางผู้ถือหุ้นต่างชาติกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือการถือหุ้นแทนเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้รับอนุญาต กฎกระทรวงที่ออกใหม่ไม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว

หากกิจการใดกฎหมายเปิดให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยตรง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นอมินีเพื่ออำพรางสัญชาติผู้ถือหุ้น แต่หากนำบริษัทไปประกอบธุรกิจประเภทอื่นที่กฎหมายยังสงวนหรือมีข้อจำกัด และใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎกระทรวงนี้ทำให้นอมินีถูกกฎหมาย เพราะไม่เป็นความจริง อะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ก่อนก็ยังผิดเหมือนเดิม การลดขั้นตอนทางธุรกิจไม่ได้ลบกฎหมายที่ใช้ป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของทุนต่างชาติออกไป” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน การโอนกำไร หรือการหลีกเลี่ยงภาษี กฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายภาษี หรืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเพียงเพราะมีการลดขั้นตอนการขออนุญาตบางประเภท

สำหรับข้อกังวลว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบางประเภทจะกระทบผู้ประกอบการ SME ไทย รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง ทั้งผลต่อการแข่งขัน การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทย แต่การฟันธงล่วงหน้าว่า SME ด้าน HR และ IT “จะต้องตายทั้งหมด” จำเป็นต้องมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ แบบจำลองผลกระทบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ไม่ควรนำข้อคาดการณ์มาเสนอเสมือนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณา รัฐบาลได้รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเคยอยู่ในร่างเดิมได้ถูกตัดออกก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย สะท้อนว่าการพิจารณาไม่ได้เป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่มีการรับฟังและปรับรายละเอียดก่อนดำเนินการ

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อคือการติดตามผลให้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวอย่างไร ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การแข่งขันที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อ SME และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

“รัฐบาลไม่ได้บอกว่าทุนต่างชาติไม่ต้องถูกกำกับ และไม่ได้บอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดรับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ พร้อมรักษากติกาและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่การนำเรื่องการลดใบอนุญาตซ้ำซ้อนไปขยายเป็นการ ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ เป็นข้อสรุปที่เกินกว่าสิ่งที่กฎกระทรวงกำหนด” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า การตั้งคำถามเรื่องทุนต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้และรัฐบาลพร้อมรับฟัง ทั้งคำถามว่าคนไทยได้ประโยชน์อะไร SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือระบบกำกับที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่การอภิปรายควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ควรทำให้คำว่า “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กลายเป็นความหมายว่า “ต่างชาติไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย”

“วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และถามรัฐบาลได้เต็มที่ แต่ต้องวิจารณ์จากสิ่งที่กฎหมายเขียนจริง การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่การลดอธิปไตยของประเทศ และการเปิดให้ลงทุนภายใต้กติกา ไม่ใช่การยกอำนาจทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ รัฐยังเป็นคนกำหนดกติกา รัฐยังเป็นคนกำกับ และกฎหมายไทยยังใช้กับทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย” นางสาวลลิดากล่าว

นอมินี, สนธิ ลิ้มทองกุล, เศรษฐกิจ, ใบอนุญาตซ้ำซ้อน

ศิริกัญญา ชงตัดงบกลาง 5 หมื่นล้าน ชี้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม-รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

7 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันแรก

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยเสนอขอปรับลด 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนแรก ปรับลดในส่วนเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน และจำเป็น จำนวน 38,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 คือ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงงบกลางในส่วนก้อนที่ 2 ว่า หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลมีการให้กำเนิดรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด ที่มีการแตกรายการในลักษณะแบบนี้ และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเริ่มมีการทำลักษณะซ้ำๆ กันมาหลายปี จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะในหมวดที่อยู่ในงบกลาง สามารถโยกย้ายในระหว่างรายการได้ ไม่จำเป็นต้องขอจากสภาอีกรอบหนึ่ง และที่สำคัญก่อนที่เราจะมาพิจารณาในวาระที่ 2 เราเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไป ซึ่งเราได้มีการจัดสรรงบประมาณตามหลักที่จะใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในก้อนนั้นแล้ว จึงคิดว่าอาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันหรือไม่กับเงิน 12,000 ล้านบาท ของเงินแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจของแผนการนี้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของแผนงาน 1.2 หมื่นล้านบาท กับเหตุผลแนบท้ายของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก และกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ สำนักงบประมาณ ก็ได้เข้ามาชี้แจงแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร บอกเพียงแค่ว่ามีแนวทางที่จะจัดสรร และบอกว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลาง กับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตนเอง ถือเป็นไอเดียที่ดี แต่ตนไม่เข้าใจทำไมต้องมาจัดสรรไว้ในงบกลาง ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นโครงการอยู่ในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้มีการเข้ามาสนับสนุนได้เช่นกันโดยที่ไม่ต้องอยู่ในงบกลาง หรือการแตกรายการใหม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนของตัวงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เราเพิ่งจะอนุมัติผ่านสภา เราจะต้องตัดอันใดอันหนึ่ง ฉะนั้น ตนขอปรับเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไป 12,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ตนขอตัดลดงบประมาณของงบกลางในก้อนที่ 2 นี้ จำนวน 12,000 ล้านบาท และอีกอีก 38,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่ได้มีการพูดถึงในมาตรา 4 ในภาพรวมไปแล้ว

ศิริกัญญา ตันสกุล,พรรคประชาชน,ประชุมสภา,งบประมาณ,

ณัฐวุฒิ จี้ ผบ.ตร. เร่งออกหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ หลังเปิดรับระดมทุนสู้คดีกกต. รับไม่เกี่ยวข้องสุชาติแล้ว

7 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

ณัฐวุฒิ ร้อง ผบ.ตร. เร่งออกหมายจับ “สมชัย-ยิ่งชีพ” พร้อมพวกรวม 6 คนหลังเปิดรับ ระดมทุนสู้คดีกกต. เกรงทั้งหมดจะหลบหนีนอกประเทศ อ้างเป็นผู้เสียหาย หลังร่วมโอน 2,000 บาท ปฏิเสธตอบเจตนาการโอนเห็นชอบช่วยเหลือพูดถูกกกต. ฟ้องร้องใช่หรือไม่ พร้อมระบุเหตุการณ์หน้าสน. ทองหล่อไม่ใช่ภาพจริงเป็นภาพตัดต่อโดย AI ลั่นพร้อมเข้าแจ้งความสมชัยคดีแจ้งความเท็จที่ตนเองถูกดำเนินคดีทำร้ายร่างกาย

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร 2. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล 3. นายยิ่งชีพ อัชฌาชานนท์ 4. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม 5. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน และ 6. นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์

โดยขอให้ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นายณัฐวุฒิระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ใช่นักร้อง แต่ตัวเองเป็นผู้เสียหาย โดยนายณัฐวุฒิอ้างว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายสมใจพร้อมพวก ได้มีการโพสต์รับบริจาคผ่านช่องทาง Facebook เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูก กกต. ดำเนินคดี โดยนายณัฐวุฒิอ้างว่าตัวเองโอนไปทั้งหมด 2 บัญชี บัญชีละ 1,000 บาท ซึ่งตอนนั้นมีการโพสต์ระดมทุน ยังไม่มีปัญหาอะไรกับเขา พอเห็นจึงโอนไปด้วย หลังจากนั้นตนก็ได้ไปตรวจสอบกับอธิบดีกรมการปกครอง ปรากฏว่า ได้ไปตรวจสอบกับอธิบดีกรมการปกครอง และกรรมการควบคุมการเรี่ยไร เบื้องต้นได้รับข้อมูลว่า การเปิด รับบริจาคดังกล่าวได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการ ในมาตรา 4 คือ ห้ามเรี่ยไรเงิน เป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายในการที่นายสมชัยไปโพสต์เป็นการเผยแพร่ข้อความ ก็เป็นการฉ้อโกงประชาชน

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนเองต้องการให้ ผบ.ตร. ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหกคนโดยเร็ว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะมีการหลบหนีออกทางช่องทางธรรมชาติ ส่วนปมของคดีเกี่ยวข้องกับการระดมทุนเปิดรับเงินบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรและอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเห็นว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน และมีผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 คน หรือ 2,000 กรรม

อย่างไรก็ตาม หลักฐานการโอนเงินตนได้ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ แล้ว 2 คดี และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งตรงกับวันที่พบกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จึงทำให้เป็นการเจอกันโดยบังเอิญที่หน้า สน.ทองหล่อ

เมื่อถามถึงเจตนาในการโอนเงินครั้งนั้น นายณัฐวุฒิ อ้างว่า คนอื่นยังโอนเลย 2,000 คน ยังโอนเลย แล้วทำไมผมถึงจะไม่โอน ตอนนั้นผมไม่ได้มีปัญหากับเขา เห็นคนอื่นบริจาคก็เลยอยากทำบุญ ก่อนอุทานว่า “โอ้ย เศษเงินผม!”

เมื่อผู้สื่อข่าวย้อนถามถึงรายละเอียดใน Press ที่แจกสื่อตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 ก.ย.2569) ที่ระบุว่า “โดยผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่โพสต์ เพจ ปั่นไปไหน- สมชัย ศรีสุทธิยากร โดยโพสต์ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” ซึ่งทีมข่าวสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเจตนา ว่า ตอนที่โอนเพราะเห็นด้วยกับการต่อสู้คดีของนายสมชัย และพวกใช่หรือไม่?

นายณัฐวุฒิ บอกว่า ไม่ใช่ๆ คุณเข้าใจผิด ก่อนร่ายยาวระเบียบการเรี่ยไร  จากนั้นนักข่าวอีกคนถามย้ำ ว่า ที่นักข่าวถามเพราะอยากรู้เจตนาการโอน ณ ตอนนั้น รู้แต่แรกใช่หรือไม่ว่าจะนำไปต่อสู้คดี กกต. นายณัฐวุฒิ บอกกับนักข่าวคนนี้ว่า “คุณไม่ต้องถามผมประเด็นนี้หรอกเพราะมันอยู่ในสำนวน”

นักข่าวเลยถามย้ำว่า แต่ตัวนายณัฐวุฒิเอง ส่งเอกสารข่าวให้นักข่าวผ่านทางไลน์ชื่อ Peter W. ซึ่งนักข่าวอ่านข้อความนั้นให้นายณัฐวุฒิฟัง ว่า“ระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” นายณัฐวุฒิ ปฏิเสธว่า “ไม่ใช่ ผมไม่เคยส่ง” นักข่าวย้ำว่า ”ส่ง“ นายณัฐวุฒิ ปฏิเสธอีกว่า “ไม่ได้ส่ง“ ก่อนถามว่าคุณเห็นเอกสารจริงหรือไม่ เอกสารฉบับจริงไม่เคยเผยแพร่ อันนั้นแค่ร่าง แค่ร่างๆๆๆ แค่สับขาหลอก”

นักข่าวยังคงถามย้ำถึงเจตนาที่โอนเงิน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า “นี่ๆ เดี๋ยวก่อน คุณฟังผม ผมจะโอนเงินไปที่ไหนก็เป็นสิทธิ์ของผม คุณไม่รู้เจตนาผมหรอก ไปเบิกความต่อศาลผมเบิกความแน่ อยู่ในสำนวนทั้งหมด“

นักข่าวยังคงอธิบายให้นายณัฐวุฒิฟังอีกว่าเจตนาที่ถามถึงเหตุผลในการโอนเงินเนื่องจากมีระบบในเอกสาร ที่ส่งมาให้ผู้สื่อข่าว ระบุ ”โดยผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่โพสต์ เพจ ปั่นไปไหน- สมชัย ศรีสุทธิยากร โดยโพสต์ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” ครั้งนี้นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า เป็นแค่ร่าง ไม่ใช่ Final มีชื่อผมไหม มีลายเซ็นผมไหม ไปดูมีไหม?

นักข่าวเลยตอบไปว่าแล้วเอกสารที่ส่งมาหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือ? นายณัฐวุฒิ บอกว่า “อ้าว มันไม่ใช่ต้นฉบับไง ไม่มีลายเซ็น = ยกร่าง“

นอกจากนี้นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์หน้า สน. ทองหล่อ โดยเจ้าตัวบอกว่า
ถ้าไม่มีการตัดทอนข้อความ ปัญหามันก็ไม่เกิด ยืนยันว่าตนไม่เคยใช้ความรุนแรง ยืนยันว่าตัวเองเพียงแค่จั๊กจี้จากการถูกแฮนด์จักรยานของนายสมชัยชนเข้าที่เอว และเป็นข้อหาเบา เป็นลหุโทษที่ปฏิเสธไว้ก่อน มันแค่ลีลาเฉย ๆ ลูกเล่น เหลี่ยม เป็นแค่โทษปรับ เรื่องอะไรจะให้ปรับง่าย ๆ ต้องมีลูกเล่น มันเป็นเหลี่ยมของกฎหมาย และยืนยันว่าที่หน้า สน.ทองหล่อเป็นเพียงภาพ AI

“ผมมีหลักฐานต้นฉบับ ผมมีหลักฐานยืนยันว่ามันเป็นการแจ้งความเท็จและเป็นภาพตัดต่อ โดยทีมกฎหมายของผมได้มีการตั้งกล้องไว้ตั้งแต่เริ่ม การตัดต่อมันเลยออกมาดูรุนแรง แต่ความจริงมันไม่ใช่ พร้อมถามสื่อย้อนกลับว่าการที่ถามแบบนี้จะต้องมีความเป็นกลาง ผมมาในฐานะผู้เสียหาย คุณสะกดคำว่าผู้เสียหายเป็นหรือไม่“

เมื่อถามว่าแล้วจะนำหลักฐานออกมาเปิดเผยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ บอกว่า จะไม่นำหลักฐานตรงนี้เปิดเผย เนื่องจากจะนำไปใช้ในการแจ้งความ และจะเข้าแจ้งความกับนายสมชัยภายในอาทิตย์นี้ ในข้อหาแจ้งความเท็จ

นายณัฐวุฒิ ยังบอกอีกว่า อย่าเรียกนายสมชายว่า “อาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์ เป็นผู้ต้องหา ไอ้สมชัย ผู้ต้องหามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ หากต้องพบเจอนายสมชัยอีก จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกหรือไม่ นายณัฐวุฒิระบุว่า ถ้าเขายังเกี่ยวข้องกับครอบครัวของตน หรือเอารูปของตนไปแขวนไว้ที่ไหน ก็จะเจอตนทุกที่ รับรองจั๊กจี้แน่ / นักข่าวเลยถามว่าจั๊กจี้อย่างไร จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้ทำท่าจั๊กจี้ให้นักข่าวดู พร้อมถามนักข่าวว่า ” คุณอยากลองไหมล่ะ เอาไหมล่ะ”

นอกจากนี้นักข่าวยังสอบถามอีกว่า ล่าสุดนายณัฐวุฒิยังเป็นมือกฎหมาย และทีมที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่หรือไม่ นายณัฐวุฒิยืนยันว่าปัจจุบันตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ตนไม่ใช่คนของ กกต.ไม่ใช่คนของรัฐบาล และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนายสุชาติ ชมกลิ่น ตนเป็นมือกฎหมายให้หลายคน ใครจ้างมาตนก็ทำให้หมด เพราะตนเป็นนักลงทุนและนักธุรกิจ อะไรที่สุจริตตนทำหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังได้พูดคุยกับนายสุชาติหรือไม่หลังออกมาประกาศตัดสัมพันธ์ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกันแล้ว ผมจะไปคุยกับเขาทำไม เพราะตนเป็นนักธุรกิจ เป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ จะพูดคุยแต่กับนักธุรกิจ ไม่คุยและไม่ยุ่งเรื่องการเมือง ไม่ได้มีความสนิทสนมกับนายสุชาติแล้ว จะไปสนิทอะไรไม่เคยยุ่งการเมือง ไม่ได้เป็นพี่น้องเป็นญาติของนายสุชาติ นายณัฐวุฒิกล่าว

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ยิ่งชีพ, สมชัย

อนุทิน ลั่นมีกฎหมายก็ต้องใช้ หลังเนรเทศคนฝรั่งเศสต่อจากอิสราเอล ยันปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว

7 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

นายกฯ ลั่น ”มีกฎหมาย ก็ต้องใช้“ หลัง เนรเทศชาวฝรั่งเศส อีกรายต่อจากชาวอิสราเอล ปัด ยังไม่เห็นคำขออุทธรณ์ ชี้ หากจะอุทธรณ์ต้องมาขอที่นายกฯ บอก “ปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว”

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.35 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเนรเทศชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาวต่างชาติรายที่ 2 ที่ถูกให้ออกนอกประเทศ จากระเบียบใหม่ของกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวว่า “กฎหมายมีแล้วก็ต้องใช้”

เมื่อถามว่า รายแรกที่เป็นชาวอิสราเอล ได้มีการยื่นอุทธรณ์มาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า เขาต้องยื่นอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี

ส่วนหนังสืออุทธรณ์นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่เห็น แต่สิทธิในการอุทธรณ์ ก็ต้องอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่ลงนามในการเนรเทศก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือเป็นขั้นตอน และต้องรอให้เขายื่นมาที่นายกรัฐมนตรี

ถามต่อว่า จะมีรายอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อจะถูกเนรเทศอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครทำความประพฤติไม่ดี ก็ถือว่าประเทศไทยไม่ประสงค์ให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศ

เมื่อถามว่าได้รับรายงานเรื่องสุสานชาวอิสราเอล ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งยืนยันว่าไม่มี และไม่ต่อ

เมื่อถามว่าจะสามารถสร้างสุสานชาวต่างชาติบนแผ่นดินไทยได้หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจในรายละเอียด แต่ต้องเข้าใจในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทยก่อน

เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้ปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเริ่มกลับมาเยอะขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ”ไม่เยอะครับ คำถามผิดครับ ไม่ได้เยอะครับ แก้ไขหมดแล้วครับ“

สำหรับใบอนุญาตในการตั้งสุสานชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นสามารถทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ถามรายละเอียดกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, เนรเทศต่างชาติ

อภิสิทธิ์-กรณ์ ประสานเสียงขย่มงบฯ 70 เตือนรัฐบาลจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดักกู้เงิน

7 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขอจับตา ‘รัฐบาล’ เสี่ยงทำผิดรัฐธรรมนูญ ‘จัดงบลงทุน’ น้อยกว่ากฎหมายกำหนด ’กรณ์‘ ชงหั่นงบปี 70 ทั้งกระดาน 10% เปิดทาง ‘ครม.’ จัดสรรใหม่ แก้โครงสร้าง 5 ด้าน เตือน ‘รัฐบาล’ หากยังจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดัก

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาล ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย ตนผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างรับมือสถานการณ์วิกฤติที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติที่ยังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

“กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1แสนล้านบาท บอกว่ามี 6หมื่นล้าน คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม. อนุมัติเป็นงบลงทุน ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และ นับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ ค่าเช่าอีก 4.5พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ต้องบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นสุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 4 งบรายจ่ายปี 70 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า ตนได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวม 10% เจตนาไม่ใช่เพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้น กลับไปจัดสรรใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญที่เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการแก้ไขมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สังคมสูงอายุ 3.หนี้ครัวเรือน 4. ประสิทธิภาพการผลิต 5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้โทษรัฐบาลทั้งหมด แต่วันนี้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาสองส่วน คือการจัดสรรงบฯ และรายได้ วันนี้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เงินไม่พอที่จะมาจัดสรร และแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะอ้างไม่ได้ว่า จัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้เพราะเงินไม่พอ เพราะรัฐบาลเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ตัวเอง โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็เอาไปใช้กับโครงการเดิมๆ ไม่ได้แจกโดยตรงให้กับประชาชน แต่นำไปจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยยกตัวเลขการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพี อยู่ที่ 14% ซึ่งถือว่าลดลงมาเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมา ทซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ทนอกจากนี้การจัดเก็บรายได้กว่า 99% มาจากการจัดเก็บภาษีจากคนทำงาน มีเพียง 1% ที่จัดเก็บจากอภิมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนร่ำรวย ทสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการจัดเก็บภาษี ที่ต้องมีการแก้ไข ททอีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ 2% ททซึ่งถือว่าต่ำมาก ดังนั้นเราต้องมีการคิดว่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ จึงอยากกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า เรามีภาระหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้ เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในอนาคตต่อไป

งบปี 70, ประชาธิปัตย์, พรรคประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ‘โชติ–สุพจน์–ธีร’ นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์

7 กันยายน 2569 เวลา 13:16 น.

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ–สุพจน์–ธีร” นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีมกำกับการลงทุน มีอำนาจเสนอ ครม. กำหนดนโยบาย มาตรฐาน ติดตามผลกระทบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

การแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คน คือ นายสุพจน์ และนายธีร ส่วน นายโชติ ติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

หลังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วยรองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1 รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3

นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ

หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม.เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้

ดาต้าเซ็นเตอร์, อนุทิน ชาญวีรกูล

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’

7 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’ แฉยับ ‘นักการเมือง-ขรก.’ ปั้นโครงการสนองผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เพื่อแบ่งฮั้ว

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา09.50น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก โดยในการพิจารณามาตรา 4 ภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายช่วงหนึ่งของ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่ให้ปรับลดงบประมาณลง พบว่า นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ภาพรวมงบลงทุนที่มีปัญหา นอกจากการลดงบรายจ่ายลงทุนแล้วยังพบความบิดเบือน จงใจเลี่ยงข้อกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่กำหนดให้ต้องมีงบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนมีอย่างน้อย 20% แต่รัฐบาลใช้การเล่นคำเพื่อเลี่ยงกฎหมาย บางจุดใช้คำว่ารายจ่ายลงทุน รายจ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งไม่เท่ากับงบลงทุน หากนับเฉพาะส่วนที่นิยามชัดเจนว่าเป็นงบลงทุน มีเพียง 13% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบงบลงทุนเมื่อปี2569 พบว่ามีสัดส่วนลดลง 13%

“งบลงทุนปี2570 ต่ำมาและยังพบการเล่นคำนับบางรายการเพิ่ม เรียกว่าเป็นรายจ่ายลงทุน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย คือ ผ่านตามกฎหมายสไตล์ศรีธนญชัย นอกจากนั้นแล้วยังพบว่างบลงทุนส่วนใหญ่ยังใช้กับโครงการถนน และโครงการน้ำจำนวนมาก ซึ่งผมมองว่างบปีนี้ถูกจัดสรรแบบไม่เห็นอนาคต นอกจากนั้นยังพบว่าผู้รับเหมาชนชั้นพิเศษได้โครงการมากขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการแบ่งฮั้ว และพบว่า นักการเมืองและข้าราชการปั้นโครงการเพื่อจัดสรรให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาชั้นธรรมดา หรือผู้ประกอบการตายเรียบ” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงานที่งบลงทุนจำนวนมากอยู่ใน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง และที่หนักที่สุดคือกรมทางหลวง (ทล.) ที่ได้งบแสนล้านบาท ซึ่งจงใจจัดมาให้พอต่อการฮั้ว ปี2569 มี 69 โครงการ ปี2570 มี 70 โครงการ ทั้งที่ภาพรวมงบลงทุนลดลง 13% อย่างไรก็ดีงบที่สร้างอนาคต เช่น งบกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสต์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดลง 32% เหลือ 1.3 หมื่นล้านบาท แม้กมธ.จะคืนให้ 4,000 ล้านบาท แต่สวนทางกับการพัฒนา

“การจัดงบเพื่อลงทุน ไม่ควรเป็นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ควรชั่งน้ำหนักในความจำเป็น นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ สั่งการให้ข้าราชการตอบคำถามกับตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบงบประมาณ โดยเฉพาะข้าราชการที่จัดงบส่อไปในทางมิชอบ เลือกไม่ส่งเอกสาร หรือส่งแบบขอไปที เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แม้ตอบกลับเอกสาร แต่ตอบว่าไม่ให้เพราะเอกสารลับ ดังนั้นขอให้กมธ. ทำหนังสือไปยัง ครม. เพื่อขอให้ส่งเอกสารที่กมธ.ทวงถามแม้ กมธ.จะหมดวาระไปแล้ว“ นายสุรเชษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชน, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ