นายกฯ ลั่น ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง

7 กันยายน 2569 เวลา 12:29 น.

‘นายกฯ’ปลุก วปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ไม่อยากเลือกข้าง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง ลั่นปัญหาชายแดนเตรียมพร้อมเสมอ ทุกรอยเท้าที่ย่ำ จะไม่เป๋ บอกดูคนต้องดูที่รอยเท้า พร้อมสู้กลับ หากโดนเปิดก่อน

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยนายกฯ กล่าวว่า ในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร​ แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.​หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ ตนต้องเปลี่ยนบริบทความคิด ว่า ทุกวันนี้จะไปรบกับใคร​ ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ เพราะเรามีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและจะเกิดสงครามน้อยมาก การที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปเพื่อการเตรียมความพร้อมของยุทโธปกรณ์ต่างๆ​ ไม่น่าสำคัญเท่ากับการที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน ซึ่งเคยคิดอย่างนั้น และ​ ณ ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถูกต้อง

นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งนี่ต้องยอมรับจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้แม้แต่ความตั้งสงบต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ​ กลับขึ้นมา ที่จะต้องมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพก็ได้หารือกันตลอด และเห็นพร้องต้องการว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น​ นอกจากที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด​ แต่ต้องทำให้เขาเห็นว่าอย่าทำอีก​ ถ้าเขาทำอีก​ เราก็ต้องตอบสนอง และเขาตัดสินใจผิดที่จะมาวุ่นวาย​ หรือรุกรานประเทศไทย ทั้งนี้ ตนขอให้ความมั่นใจ กับนักศึกษาวปอ.​68 สิ่งรัฐบาลได้ร่วมกันปกป้องประเทศมาโดยตลอด​ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ทั้งสิ้น แล้วเราก็ยังคงต้องเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่ถูกสถาปนากลับมาอีกครั้ง และความพร้อมเหล่านี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว และทุกคนก็สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกอย่าง ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ​ ประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้า ด้วยพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและมั่นคง รอยเท้าที่ประทับไปแต่ละรอย จะไม่เป๋ หรือความมั่นใจทุกการกระทำที่ย่ำไปจะต้องย่ำด้วยความมั่นคง ดูคนต้องดูที่รอยเท้าว่าเขาเดินอย่างไร

“ตั้งแต่ผมได้เข้ามาบริหารประเทศในรัฐบาลอนุทิน 1 ตั้งแต่เดือนก.ย. และขาดตอนเดือนธ.ค. สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือ ความพร้อมของกองทัพ ต้องยอมรับจริงๆเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้คำว่า แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ที่ต้องกลับมาที่นโยบายหลักของรัฐบาลอีกครั้ง ในเรื่องการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพได้หารือกันตลอดเวลา และมีความเห็นตรงกันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย

”ความพร้อมหลังจากนี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเราทุกคนสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกๆอย่างในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งฝั่งภาคเอกชนก็ดำเนินการวางแผนในการขยายกิจการธุรกิจของท่าน ท่านเปรียบเสมือนบ้าน หากบ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ ท่านที่อยู่ในแวดวงราชการท่านก็วางแผนพัฒนาระบบการทำงาน สามารถวางแผนได้โดยตั้งสมมุติฐานว่ามีความเป็นปกติ เพราะไม่มีศัตรูของประเทศจากที่ไหนก็ตามที่จะเข้ามาทำร้าย หรือเข้ามาทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายจากการคุกคาม ทำร้ายลูกหลานของพวกเขาได้ นี่คือสิ่งที่อยากเน้นย้ำให้ทุกคนได้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้ารีซิเลียนไทยแลนด์ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มั่นคง แข็งแกร่ง รอยร้าวแต่รอยจะสามารถย้ำไปด้วยความมั่นคง ดูคนดูที่รอยร้าวได้ว่าเค้าเดินอย่างไร“นายกฯ กล่าว

วปอ.68, อนุทิน ชาญวีรกูล

สนธิ ลั่นกลองรบ 10 ก.ย. นี้ บุกสถานทูตยิว จับตา กกต. ปมฮั้ว สว. หากมีตัดตอน ยกระดับชุมนุม

7 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

สนธิ

วันที่ 7 ก.ย.69 เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

ทั้งนี้ นายสนธิ ยังได้ระบุเพิ่มเติมถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า ประเทศไทยในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองมีลักษณะเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ตนมองว่ามีความฉลาดและเจ้าเล่ห์ แอบอ้างเรื่องการปกป้องสถาบันฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งตัวเองเข้าสู่อำนาจการบริหาร ซึ่งตัวเขากับนายอนุทินมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้นายอนุทินจะเคยกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องทวงคืนประเทศไทยเพราะแผ่นดินนี้เป็นของทุกคน แต่ภาคประชาชนที่ตนกำลังนำเคลื่อนไหว คือกลุ่มคนที่มุ่งหวังอยากเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และพร้อมจะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งถือเป็นศักดิ์ศรีของประเทศที่ไม่อาจหาได้จากรัฐบาลชุดนี้

สนธิ

นอกจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้อำนาจรัฐในการปิดบังข้อมูลหลายด้าน ทั้งกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง และประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ซึ่งหากในอดีตไม่มี พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาทวงคืนพื้นที่โดยยึดแนวเขตตามแผนที่ 1:50,000 ไทยคงต้องเสียเปรียบไปแล้ว ทว่าพรรคภูมิใจไทยกลับมีท่าทีบิดพลิ้ว ไม่ยอมรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU43 และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ว่าทำไมยังคงยึดถือแนวแผนที่ 1:200,000 อยู่อีก

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่าประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

สนธิ

นายสนธิ กล่าว “ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน”

นายสนธิ ยังกล่าว ถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

สนธิ

“วันที่ 14 กันยายนนี้ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยีและ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง

สนธิ

ด้วยเหตุที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนหมดความเชื่อถือในตัวรัฐบาลและศูนย์ดำรงธรรม นายสนธิ จึงประกาศเตรียมปักหมุดเริ่มต้นเคลื่อนพล โดยจะเริ่มจากการประท้วงกลุ่มชาวยิว และต่อต้านกลุ่มทุนจีนเทาในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากนั้นจะออกเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยกลับคืนมา โดยย้ำว่าในวัย 79 ปี หากต้องเสียชีวิตระหว่างการสู้ครั้งนี้ก็พร้อมยอมรับโดยไม่หวาดกลัว และไม่สนใจคำด้อยค่าว่าเป็นเพียง “ม็อบน้ำหมาก” เพราะหากมีความศรัทธาและความเชื่อมั่น ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อนเคยมีคนถามว่าจะมีมวลชนมาร่วมด้วยหรือไม่ ตนก็ตอบไปว่าต่อให้เหลือตัวคนเดียวก็จะต่อสู้

สำหรับปฏิทินการเคลื่อนไหว นัดหมายแรกจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะนำมวลชนเดินทางไปยื่นหนังสือ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท พร้อมอ่านแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้มข้น หลังจากนั้นจะทำการสื่อสารไปยังประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อสอบถามจุดยืนว่าเห็นด้วยกับการสู้ครั้งนี้หรือไม่ โดยเป้าหมายหลักไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข จนกว่าจะยอมหยุดพฤติกรรมเรื่อยเปื่อยและหันมาตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างเด็ดขาด

สนธิ

“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย

สนธิ

นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้

“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”

สนธิ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ

การเมือง, สถานทูตยิว, สนธิ ลิ้มทองกุล, เอาประเทศไทยของเราคืนมา

หมอวรงค์ เสนอ ตัดลดงบฯ 70 ลง 10% หวั่นงบถูกนำไปทุจริตคอร์รัปชัน

7 กันยายน 2569 เวลา 12:10 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่รัฐสภานพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ลุกกล่าวอภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลงรวม 10% ในภาพรวม เพราะกังวลว่าการตั้งงบประมาณจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก่อนนี้ ตนไม่เชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีการโกง แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าโครงการไหนที่ถูกบรรจุในงบฯเล่มขาวคาดแดง แม้จะแจ้งว่าอยู่ในชั้นวาระแรก แต่ก็มีการจ่ายเงินกันไปแล้ว มีหลักคือ แม้ราคาต้นทุน 100 บาท แต่เมื่ออยู่ในเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะมีราคาสูงกว่าปกติ 300-400 บาท โดยเขาต้องจ่ายเงินให้ส่วนราชการ 30% และราชการจ่ายต่ออย่างไรเป็นอีกเรื่อง สำหรับต้นทุน 30% ต้องกันไว้เป็นจ่ายรายทางหลายอย่าง ซึ่งเขาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว พอมาดูถึงรู้ว่า ทำงบฯกันแบบนี้ก็ส่อเอื้อ เพราะมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่ต้องพูดถึงงบการประชาสัมพันธ์ของแต่ละกระทรวง หน่วยงาน, งบจ้างเหมาบริการ,งบคุรุภัณฑ์หคือแม้แต่งบโครงการของรัฐล้วนตั้งราคาสูงกว่าปกติทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะไม่ส่อว่างบรั่วไหลได้อย่างไร ตนจึงขอตัดภาพรวมที่ 10% ทั้งหมด

“ตั้งราคา 300-400 บาท ทั้งที่ต้นทุน 100 บาท จ่าย 30% ที่สำคัญคือ งบโครงการที่รัฐบาลจะทำเป็นอันตราย และมีสิ่งที่ไม่สบายใจ คือ เงินแบงค์พัน หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งพัวพันกับเงินเทา เงินพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และเงินซื้อเสียงนักการเมือง กมธ.ได้หารือหรือปล่อยให้หมักหมม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ที่สุดประเทศจะไปไม่รอด” นพ.วรงค์ กล่าว

งบฯ 7, พรรคไทยภักดี, หมอวรงค์

อนุทิน นำ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน’

7 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

นายกฯนำทัพ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ’Resilient Thailand‘ ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน’ ยัน วปอ. ไม่มีการเมืองแทรกแซง ขอใช้เครือข่ายช่วยรัฐบาล ย้ำ ความมั่นคงปท.สำคัญเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็ว แต่ปท.ต้องแข็งแรงพอ ก่อนมอบเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา​ 08.30 น.​ที่​วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมี​พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมว.กลาโหม​ นายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รมว.พลังงาน​ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ​ปลัดกระทรวงกลาโหม​ พล.อ.อุกฤษฏ์​ บุญ​ตา​นนท์​ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)​ พล.อ.พนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)​พล.ต.อ.กิตติ​์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึงได้รับมอบหนังสือ​จากหุ่นยนต์​กู้ภัย “โอลิเวอร์” ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัย​ ถ่ายรูปร่วมกัน​กับนักเรียนวปอ.รุ่นที่​ 68 และการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ​ อาทิ​ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ​ ที่ต้องชัดเจนและเหมาะสมกับศักยภาพ​ พร้อมกับพัฒนาทักษะของบุคลากรไปพร้อมกัน​

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก​ วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม และเป็นวปอ.ชุดแรกที่นำคนออกไปแล้วกลับเข้ามา ไม่ให้มีเรื่องของการเมือง​ หรือเรื่องของอารมณ์ใดๆที่จะมาทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของวปอ. ถูกกระทบ พอๆเป็นเรื่องของความมั่นคง​ คือเรื่องที่คณะกรรมการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ได้คัดกรองมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องใดๆก็ตาม ที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเราต้องให้เกียรติกับผู้ที่ทำการกลั่นกรองมา​ สิ่งที่เราได้จากการศึกษาที่นี้ นอกจากความรู้ในห้องเรียนหรือการที่ได้เห็นประเทศไทยจากหลายมุม ได้รู้จักและเข้าใจคนจากหลายภาคส่วน หรือแม้กระทั่งว่าการที่เรามีเพื่อนในวัยที่เรากำลังจะ เติบโตมาแล้วมากมายทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของการมีเพื่อน ในอายุขนาดนี้ มีความหมาย

นายกฯ​ กล่าวว่า​ “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้​ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง​ คำว่า​ Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ​ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก​ แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้น และด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา ภาษานักบินกองทัพอากาศเขาสอนขับเครื่องบิน​ไม่ใช่มองไปข้างหน้า​เฉยๆ​ มองซ้ายมองขวา​ มองความสวยงามของท้องฟ้าเท่านั้น​ แต่คุณต้องมองทางพื้นดิน​ ข้างหน้า​ ข้างบน​ ว่ามันมีเมฆอยู่หรือไม่และต้องมองข้างล่างว่าทำอย่างไรให้เห็นเมฆที่ทำให้เครื่องบิน ลดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่า​ Resilient รวมหลายๆอย่างเอาไว้เมื่อเรามีปัญหาแล้วจะต้องเดินหน้าด้วยการปรับตัวบทเรียนต่างๆถอดบทเรียน และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรอบรู้ และเป็นสิ่งที่จะทำให้เรา รู้จักคำว่า​ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” Resilient ของนักศึกษาวปอ. 68 จะมีความหมายมากที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพวกท่าน​ ขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงแข็งแกร่ง รอบรู้และด้วยประสบการณ์และบทเรียนที่เราได้ประสบมา​

นายก​ฯ กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ​ เพราะโลกไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ แต่เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์​ นี่คืออีกหนึ่งคำ ที่ทุกอาเจนด้าที่มีการพูดคุย ในวงนานาชาติ จะมีคำนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา Geopolitics กติกาการค้าเอไอพลังงานโครงสร้างประชากร ทำให้สามารถสรุปได้ว่าในบริบทของนโยบายรัฐบาล และการรับทราบรับรู้ได้ของนักศึกษาวปอ.รุ่น 68 มีทิศทางที่ตรงกัน สำหรับตนความมั่นคงในโลก วันนี้ไม่ใช่แค่การป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่จะมาคุกคามประเทศเรา ความมั่นคงสำหรับประเทศไทยคือการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งมีความพร้อมจากภายใน ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก ปัจจัยจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรา และเราต้องพร้อมที่จะรับการรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและทุกอิทธิพลจากภายนอก ที่ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็วหรือรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วมาแก้ปัญหา แต่ก็ต้องทำให้ประเทศแข็งแรงพอ​ ที่จะเปลี่ยนแปลงมีการเตรียมตัวอย่างเนิ่นๆ และทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้วเราก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายทั้งหลาย ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้

นายกญ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน​ ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์​ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ​ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกฯซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

วปอ.68, อนุทิน ชาญวีรกูล

เนรเทศรายที่ 2 ‘อนุทิน’ลงนาม ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร

7 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

“อนุทิน” เนรเทศรายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), (8) และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

พ้นราชอาณาจักร, อนุทิน ชาญวีรกูล, เนรเทศต่างชาติ

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปี ปัดตอบปรับ ครม.

7 กันยายน 2569 เวลา 11:21 น.

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปีแล้ว ปัดตอบปรับ ครม.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเปิดตัวรายการ”คุยกับครม.อนุทิน” ส่วนนี้การสื่อสารของรัฐบาลมีปัญหาอะไรหรือคาดหวังอะไร หรือไม่ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ประมาณครึ่งปีแล้ว ทางกรมประชาสัมพันธ์ โดยนางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มาหารือว่าสมัยก่อนก็มีการสื่อสารไปยังประชาชนผ่านรายการอย่างเช่น รายการนายกฯพบประชาชน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้รัฐมนตรีทุกคนก็ทำงาน ฉะนั้นในแต่ละสัปดาห์ก็จะจัดช่วงเวลาให้ เพื่อให้รัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ทำงานในแต่ละเรื่องได้มาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ก็จะพยายามทำให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่านายกฯมีคิวออกอากาศวันไหน นายกฯตอบว่า ยังไม่ได้

เมื่อถามว่า โฆษกรัฐบาลคนใหม่ที่จะแต่งตั้ง จะเสริมการสื่อสารเรื่องการเมือง จากเดิมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เน้นการสื่อสารให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

เมื่อถามต่อว่า จะเน้นเรื่องตอบโต้ทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าอย่าไปใช้คำว่าตอบโต้ทางการเมืองเลย มีอะไรก็ชี้แจง ข้อสงสัยหรือข้อกังวลให้กับทุกฝ่าย ได้รับทราบ

เมื่อถามว่าตอนนี้ปรับแค่การสื่อสาร ยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายกฯยิ้มแล้วหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้รัฐบาลอยู่มา 6 เดือนแล้ว ถึงเวลาปรับครม.แล้วหรือยัง นายกฯหัวเราะและไม่ตอบคำถาม

โดยเมื่อนายกฯเดินออกจากวงสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้ถามอีกว่า ที่หัวเราะแบบนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับใช่หรือไม่ นายกฯ ได้เพียงแต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบคำถาม

ครม, นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, โฆษกรัฐบาล

นายกฯ”เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี เอกนิติ ประจำการ

7 กันยายน 2569 เวลา 11:12 น.

“นายกฯ” เข้าสภาร่วมประชุมพ.ร.บ.งบฯ เผยไม่ห่วงการพิจารณา มี “เอกนิติ” ประจำการ

เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 7 กันยายน 2569  ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ว่า ตนมาร่วมฟังการอภิปรายงบประมาณปี 70 ให้มากที่สุดในช่วงที่ยังไม่เดินทาง เนื่องจากคืนวันเดียวกันนี้ตนจะเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ในการพระราชพิธีพระบรมศพของกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ช่วงก่อนออกเดินทางจะได้มาใช้สิทธิ์ลงมติเป็นรายมาตรา

เมื่อถามว่าสภาฯจะอภิปรายหลายวันแต่ตัวนายกฯไม่อยู่เป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะติดตามประสานงานกันอยู่ตลอด และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ก็อยู่ที่นี่เพื่อคอยชี้แจงต่อประเด็นข้อสงสัยต่างๆให้สมาชิก นี้คือการพิจารณาวาระ 2 วาระ3 จากนั้นจะเสนอทางวุฒิสภาอีก ยังมีเวลา

นายกรัฐมนตรี, พ.ร.บ.งบฯ, อนุทิน ชาญวีรกู

ศิริกัญญา ยัน หากวาระ 2 ปรับลดงบ 70 ไม่ได้ พรรคประชา​ชนโหวตคว่ำแน่

7 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

“ศิริกัญญา” ยันหากวาระ 2 อย่างปรับลดงบไม่ได้ ปชน.โหวตคว่ำแน่ ชี้งบกลางซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน พบแปรงบเพิ่ม โยก 12,000 ล้านเข้าใจกลาง อ้างค่าโง่คลองด่าน มั่นใจสมาชิกไม่มีจุดเดือดต่ำ ไม่ต้องคุม ขอรัฐบาลอย่าร้อนตัว

วันที่ 7 กันยายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณในวาระที่ 2 ว่าเมื่อดูเข้าไปในเนื้อได้เรียนรู้ลงไปในรายละเอียด ต้องขอยืมคำพูดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “นางฟ้าอยู่ในหลักการ อยู่แต่ว่าซาตานอยู่ในรายละเอียด” ซึ่งในการพิจารณาวาระที่ 2 จะเป็นการลงรายละเอียดในระดับโครงการ มีโครงการอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต ก็จะอภิปรายให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าในงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท มีโครงการอะไรบ้าง พี่สมควรจะต้องถูกตัดลดงบประมาณหรือตัดทิ้งทั้งโครงการตั้งแต่ในชั้นอนุกรรมาธิการแต่ยังหลุดรอดเข้ามาได้ ซึ่งเราจะพยายามโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ให้ยินยอมพร้อมใจปรับลดงบประมาณพร้อมกับเราในวาระนี้ โดยวันแรกเป็นการพิจารณางบประมาณในภาพรวมว่าแต่ละกระทรวงเจอปัญหาร่วมกันอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับลดงบประมาณได้ในภาพรวม และวันนี้จะมีการพิจารณางบกลางด้วย ซึ่งจะมีการแปลเพิ่มไปสู่งบกลางราว 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกระทรวงที่น่าสนใจ ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมด้วย

เมื่อถามว่างบประมาณในการแก้ไขปัญหาไฟใต้มีอะไรน่าจับตาบ้าง น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าจากเดิมที่เคยอยู่ในแผนงานบูรณาการ กลายร่างมาอยู่ในแผนงานยุทธศาสตร์ ซึ่งในรายละเอียดไม่มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เน้นไปที่การใช้ทหารนำการเมือง เราจะอภิปรายถึงในเรื่องนี้ แต่หลังจากหมดการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 แล้ว ก็จะเข้าสู่ยุติด่วนด้วยวาจาเรื่องไฟใต้ต่อในวันพฤหัสบดี เพราะยังมีผู้อภิปรายคงค้างอยู่จำนวนมาก และไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนั้นหรือไม่ เพราะรัฐบาลก็มีการเติมชื่อเข้ามาเรื่อยๆ จึงไม่แน่ใจว่ารายงานของ กกต.จะเข้าสู่การพิจารณาได้ในวันพฤหัสบดีหรือไม่

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงหน่วยงานในการใช้งบประมาณหรือไม่ น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่า เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีประชาชน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องมีการตรวจสอบโดยละเอียด ว่าแต่ละบาทแต่ละโครงการนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคตหรือไม่ เพราะในชั้นนี้ก็ยังไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น วันนี้จะเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน โดยเฉพาะของหน่วยงานที่จะต้องผ่านการตรวจตราจากรัฐมนตรีมาแล้วว่ามีปัญหาอย่างไร เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหวังว่าหน่วยงานจะเกิดความเข้าใจว่า สส.ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ละหน่วยงานสามารถตอบข้อซักถามสส.ในที่ประชุมได้อย่างเต็มที่ ขออย่าโกรธเคืองกัน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงทิศทางการโหวตลงมติในวาระที่ 2 หากไม่สามารถปรับแก้อะไรได้ว่าตัวงบประมาณยังคงเป็นหน้าตาไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แถมยังมีการปรับลดปรับเพิ่มในส่วนที่เราไม่เห็นด้วย เราก็คงจะต้องโหวตไม่เห็นด้วยเหมือนเดิม

“ย้ำอีกทีในเรื่องของการแปรงบประมาณเพิ่ม ปีนี้ที่ถูกปรับลดงบประมาณไปได้ในชั้นอนุกรรมาธิการ ราวเกือบ 12,000 ล้านบาท แต่ถูกนำไปใส่ในงบกลางโดยอ้างว่าใช้เป็นค่าโง่คลองด่านถึง 6,000 ล้านบาท ทั้งๆที่เคยอยู่ในงบประมาณอยู่แล้ว 3,000 ล้านบาท คุณก็ไปตัดมันออกมาแล้วมาใส่ในงบกลางแล้วโปะเพิ่มอีก 3,000 บาทเบิ้ลเข้าไปเป็น 6,000 บาท ใส่ในกองทุนวิจัย 4 พันล้านบาท และใส่ในกองทุนหมู่บ้านอีก 500 ล้านบาท ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยากให้ไปใส่ไปในกองทุน กยศ.มากกว่าเพราะมีเด็กอีกจำนวนมากที่รอการอนุมัติจากกองทุน กลับไม่ได้รับการตอบรับในส่วนนี้ ก็คงต้องทักท้วงรัฐบาลว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องเลยทีเดียว” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงนกกลางที่มีความซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินว่ามีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 1,200 ล้านบาท ในวัตถุประสงค์มีความใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาทที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ปั่นผวนจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ในส่วนนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างออกไป ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัดกับปัญหารายจ่ายประจำที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากตรงไหนประหยัดได้ก็ไม่ควรถูกตั้งให้เกิดความซ้ำซ้อน เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะสัญญาว่าตัว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทจะใช้เพียงแค่ 4 แสนลบ 12,000 ล้านบาท เราก็อาจจะยินดีให้ใช้ ขณะที่โครงการมูลค่า 12,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลก็ออกแบบให้เป็น matching fund รัฐบาลออกส่วนหนึ่งและหน่วยงานออกอีกส่วนหนึ่ง เพื่อดึงนำเม็ดเงินสะสมนอกงบประมาณมาใช้ให้ได้มากที่สุด โดยหลักการแล้วดีสามารถทำแบบนี้กับเงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ แต่นำมาตั้งไว้ในงบกลางท้ายที่สุดอาจจะถูกแปรเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้ จึงเห็นว่าส่วนนี้เป็นความซ้ำซ้อน และจำเป็นที่จะต้องตัดทิ้ง

เมื่อถามต่อว่าจะมีการควบคุมสมาชิกพรรคประชาชนอย่างไร เพราะรัฐบาลมองว่าเวทีนี้เป็นเวทีอภิปรายงบประมาณไม่ใช่เวทีซักฟอก น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าไม่ควรจะเดือดเนื้อร้อนใจไปก่อนหน้าเพราะเรายังไม่เริ่มอภิปราย และงบประมาณในวาระที่ 2 ต้องอภิปรายไปในเนื้องบประมาณ ประธานก็คงไม่อนุญาตให้อภิปรายนอกเหนือจากนี้อยู่แล้ว จริงๆแล้วรัฐบาลไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ที่จะมาบอกว่านี่ไม่ใช่ศึกการซักฟอก

” จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่ต้องเดือดถ้าการควบคุมเป็นไปอย่างเป็นกลาง สงบเรียบร้อย เราไม่ได้มีจุดเดือดต่ำ ที่จะต้องมีวาทะเดือดกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มักจะมีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง การทำงานหรือเป็นการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพที่นำไปสู่วาทะเดือดๆในสภา ถ้าฝั่งรัฐบาลไม่ได้ตีตนไปก่อนไข้มากเกินไปก็ไม่จำเป็นต้องประท้วงกันเลย เป็นการพูดคุยกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับกรรมาธิการ ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาถกเถียง หรือมีอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นง่ายในสภา” น.ส.กัญญากล่าวต่อว่า นี่เป็นวิถีที่เราใช้ทำงานอยู่แล้ว แต่โอกาสที่จะเกิดวาทะเดือดมีที่มาที่ไป แต่สมเหตุสมผลหรือไม่ขอให้ประชาชนตัดสินดีกว่าว่าเราต้องมองเรื่องนี้อย่างไร

งบ 70, พรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล

ศิริกัญญา ขอจบ ไม่อยากตอบโต้ อนุทิน ปม MOA ชี้เป็นปิงปองมากกว่าสาระ ลั่นเป็นบทเรียนไม่ทำซ้ำอีก

7 กันยายน 2569 เวลา 10:47 น.

“ศิริกัญญา” ขอ ไม่อยากตอบโต้ “นายกรัฐมนตรี” ปม MOA ลั่น 2 คนยลตามช่อง คงปิงปองมากกว่าสาระ ร้องอ๋อ ลืมไปแล้ว หมายถึงวันครบรอบ แต่บทเรียนที่ได้จำแม่น หลังถูกถาม คนไม่พอใจ เหตุขานชื่อ “อนุทิน” แล้วลืมวันครบรอบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญขีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นความผิดพรรคประชาชน

โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ว่า 2 คนยลตามช่อง ตนก็ไม่อยากตอบโต้ คงเป็นปิงปองมากกว่าสาระ จริงๆ ครบรอบ 1 ปี ก็ได้ผ่านไปแล้ว ก็ให้ผ่านเลยไป ตนก็คิดว่าเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้จดจำ ไม่ว่าใครจะมองว่าใครผิดสัญญาอย่างไร แต่ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นและไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อถามว่ามีประชาชนบางส่วนไม่พอใจที่จำวันดังกล่าวไม่ได้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อ๋อ ลืมไปแล้ว คือลืมไปแล้วว่าเป็นวันที่ 5 ก.ย. แต่ที่จำได้แม่นคือบทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นว่าจะไม่กลับไปทำอีก เพราะในวันนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าจำได้หรือไม่ว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปี

MOA, พรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, ศิริกัญญา

เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุย ขอบคุณ มหาดไทย เนรเทศหนุ่มอิสราเอล คุกคาม ชื่นชมการทำงานเด็ดขาด ช่วยเหลือปชช.ได้จริงๆ

7 กันยายน 2569 เวลา 09:36 น.

วันที่ 7 กันยายน สืบเนื่องจากรณี น.ส.จิน และนายเควิน สามีชาวฝรั่งเศส เจ้าของสวนสัตว์บนเกาะสมุย กับนายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย ชาวอิสราเอล ปัญหาเริ่มจากมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าไปใช้บริการที่สวนสัตว์ และเกิดการโต้เถียงกับเจ้าของสวนสัตว์

ต่อมา นายยาคอฟ นักธุรกิจร้านอาหารบนเกาะสมุย และเคยเข้าไปใช้บริการที่คาแฟ่แห่งนี้ ได้แชตมาพูดคุยกับนายเควิน จนเกิดการโต้เถียง และได้นำข้อความแชตพฤติการณ์การส่งข้อความในลักษณะข่มขู่ออกสู่โซเชียล จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวและกังวลต่อความปลอดภัย จนนำไปสู่การร้องเรียนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาปรับนายยาคอฟ เป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

กระทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2344/2569 สั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร หลังก่อเหตุส่งข้อความข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวและเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

เนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492

ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2492 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ล่าสุด เจ้าของสวนสัตว์เกาะสมุยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jin Jindarat Sattayapun ระบุว่า ขอขอบพรคุณ กระทรงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้จินได้รับรู้ถึงความยุติธรรมในประเทศไทย ว่าท่านทำได้จริงๆ

ขอบคุณ มท.4 ที่ ที่มาให้กำลังใจถึงเกาะสมุย ตั้งแต่ตอนเป็นข่าวช่วงแรกๆ และคอยถามความคืบหน้าตลอดเวลา ไม่เคยทอดทิ้งจินเลย…. ท่านรับฟังทุกปัญหาของประชาชนจริงๆ

ขอบคุณ พี่เต้ อาชีวะ ที่ผลักดันเรื่องนี้และพาคนไทยสู้ไปด้วยกันกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย

ขอบคุณ มท.2 ท่านมีความเด็ดขาดและตัดสินใจได้รวดเร็วและพูดจริงจริงทำให้ประชาชนแบบจริงจัง และคนไทยเชื่อมั่นในตัวท่านว่าท่านจะพาประเทศไปในทางที่ดีได้แน่นอน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้จินได้มั่นใจ ในการส่งหลักฐานเพิ่มเติม สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ในไทย ที่ข่มขู่จินกับเควิน มาโดยตลอด ทำให้รู้ว่า รัฐบาลไทย จัดการได้เด็ดขาด และช่วยเหลือประชาชนได้จริงๆ

#กระทรวงมหาดไทย #เต้อาชีวะ