กรมการปกครอง แจงปมร้อน สอบนายอำเภอ ปี 68 ยันโปร่งใส ไม่พบเรียกรับ 3 ล้าน

4 กันยายน 2569 เวลา 20:46 น.

‘กรมการปกครอง’ แจงปม ‘สอบนายอำเภอปี68’ เรียกเงิน ‘หัวละ3ล้าน’ ยังไม่พบหลักฐาน-จนท.มีพฤติการณ์เอี่ยว ยันยินดีให้ตรวจสอบทุกกระบวนการ แนะ ‘ผู้เสียหาย-เดือดร้อน’ แจ้งความ หรือหากมีข้อมูลส่งหน่วยเกี่ยวข้องได้ทันที

วันที่ 4 กันยายน 2569 กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการสอบเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี2568 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการ ในสังกัดกรมการปกครองเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2568 โดยมีการกล่าวอ้างว่า มีการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบรายละ 3 ล้านบาทนั้น

กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2568 ได้เริ่มกระบวนการในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน 2568 และกรมการปกครองได้ดำเนินการตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ทุกประการ โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของกรมการปกครอง ยังไม่ปรากฎพยานหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบคัดเลือกดังกล่า มีพฤติการณ์เรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์จากผู้เข้าสอบแต่อย่างใด ทั้งนี้ ปัจจุบันประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมการปกครองได้จัดส่งข้อมูล ข้อเท็จจริง ตลอดจนเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือมีข้อมูล พยานบุคคล หรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดจากการสอบคัดเลือกดังกล่าว สามารถแจ้งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งขอให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ทันที โดยกรมการปกครองยินดีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกกระบวนการของกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ข้าราชการและประชาชน

‘สมชัย’ เดือด! ประกาศแบนทุกรายการ ‘เนชั่น’ หลังเห็นพาดหัวข่าวคู่กรณี

4 กันยายน 2569 เวลา 20:34 น.

สมชัย

จากกรณีที่วันนี้ 4 กันยายน 2569 นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ก่อเหตุผลักนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมกำลังเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นไปอีก เมื่อช่วงเย็นของวันเดียวกัน (4 ก.ย. 2569) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเจ้าตัวได้แคปเจอร์ภาพหน้าจอจากสำนักข่าวเนชั่น ซึ่งเป็นภาพข่าวของนายณัฐวุฒิ พร้อมกับข้อความพาดหัวในภาพระบุว่า “โต้ทำร้าย ‘สมชัย’ อ้างพุ่งชนล้มเอง ลุยบี้คดีโกงต่อ”

ซึ่งทำให้นายสมชัยโพสต์ข้อความประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวในทันที โดยระบุว่า “ขออภัยครับ ถ้าเนชั่นจะลงข่าวแบบนี้ ผมขออนุญาตไม่ไปร่วมรายการทุกรายการของเนชั่น ครับ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

หลังจากที่โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“จักรยานที่บอกว่าก๊อกแก๊กนั้นคือ Brampton นะครับ ลองไปหาดูราคาเอานะครับ”

“VARต้องเข้าเข้าแล้ว”

“ผู้ชมเนชั่น เขาเคี้ยวหญ้าตอนดูข่าวเหรอค่ะอาจารย์”

“คลิปเต็มทุกเพจ พุ่งชนล้มเอง”

“น้องนักข่าว pptv คนนั้นใจเด็ดครับ ไอ้นั่นแรงมาก็แรงตอบ ถึงขั้นมันต้องยกมือไหว้ขอโทษเลย”

“เขาคิดว่าเจ้านายเขาใหญ่พอครับ เลยเบ่งได้”

“เดี๋ยวก็โทษว่า TH -​ ai​ pass​ port

“น้องนักข่าว PPTV คือ รับไป10/10 ด้วยค่ะ ทำหน้าที่ดีกว่าตำรวจสน.ทองหล่ออีก พยายามห้ามปราม แล้วยังโดนต่อว่าสะงั้น! ขอบคุณสำหรับความกล้าหาญของน้องนะคะ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

nation, ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, สมชัย ศรีสุทธิยากร, สื่อ, เนชั่น

‘อภิสิทธิ์’ อัดรัฐบาลเล่นเกมสภาหนีซักฟอก กกต. เตือนครอบงำองค์กรอิสระส่อล้มล้าง รธน.

4 กันยายน 2569 เวลา 19:15 น.

‘อภิสิทธิ์’ อัดรัฐบาลเล่นเกมสภาหนีซักฟอก กกต. เตือนครอบงำองค์กรอิสระส่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านจ่อลุยศึกอภิปรายฯ ต.ค.นี้

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กลไกสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ พร้อมเตือนถึงวิกฤตการครอบงำองค์กรอิสระ และเผยความพร้อมของฝ่ายค้านในการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วกว่ากำหนด

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า มีความพยายามอย่างชัดเจนจาก สส. พรรครัฐบาลในการเล่นเกมสภา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้วาระการพิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าสู่ที่ประชุม โดยใช้เทคนิคอ้างความเร่งด่วนของญัตติปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาแทรก ทั้งที่ฝ่ายค้านได้เสนอญัตติเรื่องภาคใต้ไว้ก่อนแล้ว นายอภิสิทธิ์มองว่าเจตนาดังกล่าวคือการหลีกเลี่ยงการพูดถึง กกต. เนื่องจากมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนมีข้อกล่าวหาค้างอยู่จาก กกต. ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง

ในประเด็นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะมาชี้แจงหรือรับฟังในสภา และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาแทน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอาจมองปัญหาภาคใต้เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายความมั่นคงและการใช้กฎอัยการศึก โดยไม่มีความชัดเจนเรื่องนโยบาย “การเมืองนำการทหาร”

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์สไตล์การทำงานของนายกฯ ว่าเป็นการบริหารแบบเอกชนที่เน้นการมอบหมายงานให้แต่ละกระทรวงไปจัดการกันเอง แต่ขาดความเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติที่ต้องบูรณาการร่วมกัน พร้อมฝากข้อคิดถึงนายกฯ ว่า “ผมก็ไม่ขอมากนะ ขยันมาสภาเท่ากับที่ขยันไปโผล่ในโซเชียลมีเดียเนี่ย ผมพอใจนะ” โดยย้ำว่าการสร้างภาพลักษณ์หรือสไตล์ส่วนตัวเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้เนื้อหาสาระสำคัญในการบริหารประเทศสูญหายไป

นายอภิสิทธิ์ได้ขยายความถึงคำว่า “ล้มล้าง” โดยระบุว่า หากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายผ่านการครอบงำองค์กรอิสระ ระบบนิติรัฐก็จะเกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่น สว. ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องที่มา กลับมีอำนาจในการเลือกและรับรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ หากเครือข่ายเหล่านี้ยึดโยงกับพรรคการเมืองที่มีอำนาจฝ่ายบริหาร การกระทำที่เป็นกระบวนการเพื่อยึดครองกลไกเหล่านี้ ก็ไม่ต่างจากการล้มล้างรูปแบบการปกครองที่ถูกวางเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ

สำหรับทิศทางการทำงานของฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์เปิดเผยว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดการเดิม คือประมาณเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลสะสมอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การโหวตล้มรัฐบาลในสภา แต่อยู่ที่การนำข้อมูลความไม่ชอบมาพากลและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับทราบ

นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายด้วยการแสดงความกังวลต่ออนาคตของประเทศ โดยระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่รัฐบาลกล่าวอ้างนั้น ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือสังคมให้ดีขึ้น แต่กลับมีความชัดเจนเฉพาะเรื่องการสะสมอำนาจและข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ พร้อมเตือนผู้มีอำนาจว่า ความแข็งแกร่งที่ตั้งอยู่บนความไม่ถูกต้อง ท้ายที่สุดแล้วจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะสังคมไม่สามารถทนอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป

ซักฟอก, ประชาธิปัตย์, ศึกอภิปราย, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

งามหน้า! ตำรวจจ่อหมายจับ สาวด้อมส้ม บุกเปิดหีบเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 1

4 กันยายน 2569 เวลา 18:52 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 จากกรณี กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน รวมตัวชุมนุมกันที่โรงยิมเนเซียมเทศบาลเมืองชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.เขต 1 ชลบุรี ใหม่ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.พ.2569 ปรากฏว่าในวันที่ 10 ก.พ.2569 น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หรือ สาวเสื้อแดง เดินเข้าไปภายในพื้นที่ต้องห้ามก่อนเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง พร้อมพูดจาวิจารณ์ กกต. โดยมีเพื่อนคอยถ่ายคลิปวิดีโอ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเป็นอย่างมาก

ต่อมาวันที่ 11 ก.พ.2569 นายภาณุ พูลสวัสดิ์ ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เข้าแจ้งความที่สภ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หรือสาวเสื้อแดง ที่เข้าไปเปิดหีบเลือกตั้งในพื้นที่ต้องห้าม ถือว่ากระทำผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.อย่างชัดเจน โดยมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ต่อมา ร.ต.ท.วิทวัส อ่อนเอิง รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางบาล ได้รับคำร้องทุกข์ของ นายภาณุ เอาไว้ ก่อนดำเนินการสอบสวนไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. มีรายงานว่า ร.ต.อ.ธนันชน สังข์นวล พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญากับ น.ส.เบญจพร ไปยัง นายภาณุ ผู้เสียหายซึ่งเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สภ.บางบาล หลัง นายภาณุ สอบถามความคืบหน้าทางคดี โดยคดีนี้พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล ได้ส่งหมายเรียก น.ส.เบญจพร ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ไปยัง สภ.เมืองชลบุรี เพื่อให้ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี นำหมายเรียกไปติดหน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร

ปรากฏว่า สภ.เมืองชลบุรี นำหมายเรียกไปติดที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 นำหมายไปติดไว้ที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 และนำหมายเรียกไปติดไว้ที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 แต่ น.ส.เบญจพร ก็ยังไม่เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองชลบุรี โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล จะรวบรวมพยานหลักฐานก่อนไปขออำนาจศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับ น.ส.เบญจพร มาดำเนินคดีไปตามกฎหมายต่อไป

ชลบุรี, ตำรวจ, สาวด้อมส้ม, เปิดหีบเลือกตั้ง

‘ปกรณ์’ เปิด 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ ถูกไล่ออกจากราชการ ต้องงดจ่ายเงินเดือน-ค่าตอบแทน

4 กันยายน 2569 เวลา 18:33 น.

“ปกรณ์” แจง 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ทันที ชี้ถูกไล่ออกราชการ ต้องงดจ่ายเงินเดือน- ค่าตอบแทนสวัสดิการ เตือนอย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวแก่สังคม

วันที่ 4 กะนยายน 2569  นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมซึ่งได้ระบุถึงหลักการสำคัญของกฎหมายปกครอง 11 ข้อ และเน้นย้ำว่า คำสั่งทางปกครอง ประกอบด้วย

1.คำสั่งทางปกครองจะมีผลใช้ยันต่อบุคคลเมื่อผู้นั้นได้รับแจ้ง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 42 พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

2.ผลของคำสั่งทางปกครองมันก่อให้เกิด โอน เปลี่ยนแปลง หรือระงับสิทธิ์ของผู้อยู่ใต้บังคับคำสั่งทางปกครองนั้น

3.ง่าย ๆ คือเมื่อใดได้รับคำสั่งทางปกครอง คำสั่งนั้นก็มีผลแล้ว และกลไกตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไปจะมีผลทันที เช่น ถ้ามีคำสั่งไล่ออกจากราชการ ก็ต้องงดจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ นับแต่วันนั้น

4.ส่วนการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง ถ้ากฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เฉพาะ ก็ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หรือหน่วยงานอื่นก่อน แล้วจึงจะไปฟ้องศาลปกครองต่อได้ ตามหลัก exhaustion of administrative remedy

5.ถ้ากฎหมายกำหนดวิธีการไว้เฉพาะ ก็ว่ากันไปตามนั้นเลย เช่น ให้ฟ้องตรงต่อศาลปกครองเลย เป็นต้น

6.แต่ตามหลักกฎหมายปกครอง การโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์ก็ดี การฟ้องศาลปกครองก็ดี ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ เช่น ข้อ 69 ของวิธีพิจารณาคดีปกครอง ที่กำหนดว่า “การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

7.เอาง่าย ๆ คือ คำสั่งทางปกครองนั้นมีผลอยู่ตราบเท่าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ ไม่ใช่ฟ้องศาลว่าคำสั่งทางปกครองใดออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายปุ๊บ มันจะทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเสียไปหรือมีปัญหาทันที เพราะศาลท่านต้องพิจารณาในรายละเอียดเสียก่อนทั้งในแง่กระบวนการและเนื้อหา

8.เช่น คำสั่งปิดสถานบริการ ผลก็คือต้องหยุดประกอบกิจการ เปิดให้บริการต่อไม่ได้ หรือคำสั่งไล่ออกจากราชการ ผลก็คือต้องออกจากราชการ ไม่ต้องมาปฏิบัติราชการแล้ว เป็นต้น

9.หลักของมันคือ “ความมั่นคงของคำสั่งทางปกครอง”

10.แต่ถ้าต่อไปศาลปกครองท่านพิจารณาพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าคำสั่งทางปกครองใดไม่ชอบ ก็จะต้องมีการยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น รวมทั้งเยียวยาให้แก่ผู้ถูกคำสั่งทางปกครองนั้น แต่ถ้าศาลท่านเห็นว่าชอบแล้ว ก็บังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นต่อไป เช่น ถ้าคำสั่งไล่ออกจากราชการชอบแล้ว ผลก็ชอบมาแต่วันที่ผู้นั้นได้รับคำสั่งทางปกครอง

11.สำหรับเรื่องที่ศาลปกครองท่านจะรับไว้พิจารณาได้ ที่ก็จะพิจารณาก่อนว่าเป็นคำสั่งทางปกครองหรือเรื่องที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองหรือไม่ ถ้าอยู่ จึงจะรับไว้พิจารณา และการที่ศาลรับไว้พิจารณาโดยเหตุผลว่าเรื่องนั้นเป็นคำสั่งทางปกครอง ก็หมายความว่าคำสั่งทางปกครองนั้นมันมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันโน้นแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอีก ให้ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่ อย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวให้แก่สังคม

ปกครอง, ปกรณ์ นิลประพันธ์

ทร.แจง เฮลิคอปเตอร์ ตีวงเลี้ยวลงจอด ไม่ล้ำแดน กัมพูชา เช็ก GPS ยังอยู่เขตไทย

4 กันยายน 2569 เวลา 17:58 น.

ทร.ยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไทยไม่ล้ำแดน ประสานกำลังในพื้นที่เข้าใจแล้ว ย้ำยึดมั่นถ้อยแถลงร่วม มุ่งให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพ

วันที่ 4 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีปรากฏรายงานจากสื่อฝ่ายกัมพูชาว่า เฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยอาจบินข้ามแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2569 ว่า กองทัพเรือโดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด

เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการเดินทางของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและคณะ ซึ่งเดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนถาวรที่ 52–59 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังนำคณะเดินทางถึงฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน เฮลิคอปเตอร์ได้ทำการตีวงเลี้ยวตามขั้นตอนการบินเพื่อลงจอดตามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งจากมุมมองภาคพื้นดินในบางตำแหน่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าอากาศยานเข้าใกล้หรือข้ามแนวเขตแดน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการบินที่บันทึกด้วยระบบ GPS ของอากาศยานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวเฮลิคอปเตอร์ยังคงทำการบินอยู่ในเขตประเทศไทย และไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา นอกจากนี้ ตลอดการปฏิบัติการบินไม่ปรากฏการแจ้งเตือนจากศูนย์ควบคุมบินของกองทัพอากาศ ว่าอากาศยานลำดังกล่าวออกนอกเส้นทางหรือล้ำแนวเขตแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักบินผู้ควบคุมอากาศยานเป็นผู้บังคับฝูงบินจากกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติการบินและมีความเข้าใจต่อการปฏิบัติในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนเป็นอย่างดี

สำหรับภาพที่ปรากฏจากฝั่งกัมพูชา กองทัพเรือเข้าใจว่า การสังเกตอากาศยานจากภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน อาจทำให้เกิดความกังวลหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากการประเมินจากภาพหรือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุตำแหน่งพิกัดทางอากาศได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบประกอบกับข้อมูลเส้นทางการบินและพิกัดที่บันทึกไว้

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดข้อสงสัยดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีได้ประสานกับกองกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยตรง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีปัญหาหรือเหตุการณ์ต่อเนื่องใด ๆ ในพื้นที่ สถานการณ์ตามแนวชายแดนบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นปกติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ฝ่ายไทยไม่ประสงค์ให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นตอบโต้หรือสร้างความตึงเครียดระหว่างกัน โดยเห็นว่าการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนขยายตัวเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ

“ข้อเท็จจริงจากข้อมูลเส้นทางการบินยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยไม่ได้ล้ำแดน และในระดับพื้นที่หน่วยของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใด ๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากเราสื่อสารกันโดยตรงและใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็สามารถคลี่คลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างกัน”

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างเคร่งครัดในทุกข้อ เนื่องจากมีความจริงใจและต้องการเห็นสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสงบและปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมในทุกข้ออย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพราะข้อตกลงร่วมจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยความจริงใจ

“เป้าหมายของฝ่ายไทยไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบหรือเพิ่มความตึงเครียด แต่คือการทำให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็ว ไทยจะปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะยึดมั่นในข้อตกลงทุกข้อเช่นเดียวกัน เพราะสันติภาพตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

กองทัพเรือจะยังคงปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง การเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และการใช้กลไกที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันรักษาความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืนต่อไป

กัมพูชา, เฮลิคอปเตอร์, โฆษกกองทัพเรือ

ไม่มีอะไรน่ากังวล! สมชัย ปัดทีมคุ้มกัน หลังคนแห่โทรห่วง ปมโดน ณัฐวุฒิ ผลักตกจักรยาน

4 กันยายน 2569 เวลา 17:43 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 จากกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม มือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ต่อมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ ช่วงหนึ่งว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

ล่าสุด นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “ขอบคุณทุกสายที่โทรมาด้วยความเป็นห่วงครับ มีทั้งอาสาจะหาทีมมาคุ้มกัน ผมก็บอกปฏิเสธไป บอกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล มี 2 สายโทรมา บอกว่า จะจัดทีมไปกระทืบมันมั้ย ผมบอกว่า อย่าเลยครับ แต่แล้วแต่พี่นะครับ ผมไม่ส่งเสริม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฐวุฒิ, สมชัย ศรีสุทธิยากร

‘สมชัย’ เอาเรื่องถึงที่สุด! ยืนยันไม่ยอมความ แจ้งดำเนินคดี ‘ณัฐวุฒิ’ ทำร้ายร่างกาย

4 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์หลังถูก นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทำร้ายร่างกาย โดยระบุว่าวันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย

สมชัย ศรีสุทธิยากร

โดยนายสมชัย เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ว่า เมื่อตนเดินทางมาถึงได้พบกับนายณัฐวุฒิซึ่งแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน. ตนเองได้ยิ้มทักทายตามปกติ แต่นายณัฐวุฒิกลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจพร้อมใช้คำพูดด่าทอและหยาบคาย และขณะที่ตนเองยังอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิได้ใช้มือผลักจักรยานจนตนเองล้มลงไปนอนหงายกับพื้น หลังจากนั้นเดินเข้ามาด่าทอ ชี้หน้า และแสดงพฤติกรรมในลักษณะข่มขู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 2 นาย และผู้สื่อข่าวไม่น้อยกว่า 4 ช่องที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด และเมื่อตนเองลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ปรากฏว่านายณัฐวุฒิได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจากศีรษะของตนเอง ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงสร้างบาด แผลถลอกที่ขาของตนเอง 2 จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด

นายสมชัย ระบุว่าจะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

สมชัย ศรีสุทธิยากร

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

สมชัย ศรีสุทธิยากร

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ-โทษสูง

4 กันยายน 2569 เวลา 16:08 น.

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ และโทษสูง แม้จะไม่เผยฉบับเต็ม ชี้ช่องขอใช้เอกสิทธิ์สส.ในศึกซักฟอกรัฐบาลแทน เเนะหาก กกต.เเถลงเสร็จ ขอใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เรียกสำนวนสอบฉบับเต็มมาตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฏร ถึงการเผยแพร่เอกสารรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการดำเนินการเลือก สว.ปี 2567 โดยระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลเอกสารทางราชการนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็มีความผิด เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้จะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ ประกอบด้วย

1.พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพ.ศ.2562 มาตรา3 (1),26,27,79,80
2.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา15,20,41
3.พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา74 และ 4.ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 164

นายสุโรจน์ ระบุต่อว่า ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 ยังกำหนดเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นความผิดหากเอกสารราชการนั้นมีสถานะเป็นข้อมูลความลับ ใครเผยแพร่มีความผิด ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 บัญญัติให้ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะเชื่อมโยง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ด้วย ตนเห็นว่าถ้ามีการเผยแพร่เอกสารความลับทางราชการ แม้จะไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม เป็นการข้อมูลที่จากหลายภาคส่วนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะมีความผิด

“ถ้าเป็นเนื้อหาของเอกสารความลับทางราชการก็เป็นความผิดแล้ว โดยหลักการจะไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นความลับชั่วขณะ หรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่หน่วยงานราชการนั้นๆ จะให้เอกสารเป็นความลับชั่วคราวหรือตลอดไป ถ้าได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นความผิด”

นายสุโรจน์ ระบุว่า กรณีของนายพริษฐ์ แม้จะเปิดเผยเอกสารสำนวนการสอบคดีฮั้ว สว.ไม่หมดหรือบางส่วนเพื่อหวังผลการเมือง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แต่ถ้ามีการดำเนินคดีถึงชั้นศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจที่เป็นคุณด้วยการรอการลงโทษก็ได้ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ละเมิดทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งตนเห็นว่ามีความผิดทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลสำนวนคดี สว. มาตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาฯ นั้น นายสุโรจน์ ระบุว่า ถ้าเป็นการใช้เอกสิทธิ สส. ตามรัฐธรรมนูญ ในสภาสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องยกเว้น ดังนั้นข้อมูลข่าวสารทางราชการ ชั้นความลับทุกกรณีที่มีการเผยแพร่ ถ้ายืนอยู่บนฐานที่มีกฎหมายรองรับก็ไม่มีความผิด

“เอกสารลับทางราชการ พอนำมาเผยแพร่ สมมติได้ทางออนไลน์เผยแพร่ต่อก็จะเป็นความผิด ในอดีตไม่มีกฎหมายเหล่านี้ จะมีแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 กรณีเจ้าพนักงานเผยแพร่เอกสารทางราชการ แต่ทุกวันนี้มีกฎหมายหลายฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับสภาวะบ้านเมืองที่เจริญขึ้น มีการส่งข่าวสารทางสื่อต่างๆ“

นายสุโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากท้ายที่สุดผลการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ออกมาแล้ว ถ้ากกต.มีคำวินิจฉัยเสร็จแล้ว ก็สามารถขอดูคัดถ่ายสำนวนการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยได้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการมาตรา9,15,17,18 ซึ่งอนุญาตให้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ตามกฏหมายในการขอข้อมูลข่าวสารของราชการได้เพียงแต่การนำเอกสารขณะกำลังมีการทำสำนวนการสอบสวนอยู่ คดียังไม่เป็นที่ยุติก็จะเป็นเรื่องที่มีความผิดตาม ฉะนั้น การกระทำความผิดต่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับข้างต้นนั้นกฎหมายไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ราชการหรือไม่ เพียงใด และไม่คำนึงว่าเจ้าพนักงานที่นำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่จะมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาความลับหรือไม่

ทั้งนี้ต้องพิจารณาพ.ร.ป.กกต.2560 หมวด 2การสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดีในมาตรา 41 ประกอบด้วย โดย มาตรา41วรรคสาม ที่ระบุว่า“ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”

ส่วนบทลงโทษตามมาตรา41วรรคสาม คือ มาตรา 68 ผู้ใดซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32(3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือฝ่าฝืนมาตรา 41วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบว่าการเปิดเผยข้อมูลช่วงก่อนหน้านี้นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไอลอว์ เเละตัวเเทนพรรคประชาชนบางคน เป็นเเกนหลักจัดเวทีเสวนาการฮั้วสว.โดยนำข้อมูลการฮั้วสว.หลายพื้นที่นำเสนอทางสังคมออนไลน์ การไปออกรายการต่างๆของสื่อมวลชนเเละการจัดเวทีเสวนาเเบบต่อเนื่อง จึงทำให้อดีตผู้สมัครสว ./สว.สำรอง/ไอลอว์/พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีดังกล่าวในรอบสองเดือนเศษที่ผ่านมาเเละออกรายการของสื่อต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดในมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดเผยข้อมูลและเอกสารสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน หลังมีการนำข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนออกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไอลอว์และตัวแทนพรรคประชาชนจัดเวทีเสวนาและออกรายการสื่อ นำข้อมูลการฮั้ว สว.ในหลายพื้นที่มาเปิดเผย จนมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่ผู้เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม กรณีเอกสารสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หลุดถึงบุคคลภายนอกยังเป็นปมถูกตั้งคำถามถึงที่มา โดย กกต.และดีเอสไอได้แจ้งความดำเนินคดีเพื่อตรวจสอบการรั่วไหลแล้ว ด้านนายยิ่งชีพยืนยันไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ขณะที่นายพริษฐ์ระบุว่าได้ข้อมูลจากหลายช่องทางและผ่านการกลั่นกรอง ส่วน นายสมชัยอ้างว่าได้รับสำนวนจากบุคลากร กกต.และทยอยนำมาเปิดเผยต่อสังคม

กรมปศุสัตว์ จัดพิธีประกาศเกียรติคุณ มอบของที่ระลึกและแสดงมุทิตาจิต แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569

4 กันยายน 2569 เวลา 19:22 น.

กรมปศุสัตว์ จัดพิธีประกาศเกียรติคุณ มอบของที่ระลึกและแสดงมุทิตาจิต แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569 โดยมีนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ และนายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมส่งมอบความเคารพรักและกตเวทิตาจิตโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เป็นตัวแทนผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2569 กล่าวแสดงความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งขอบคุณบุคลากรกรมปศุสัตว์ทุกท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานด้วยดีเสมอมา

กรมปศุสัตว์ขอแสดงความยกย่องและขอบคุณบุคลากรผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และนำพาความสำเร็จในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติอย่างสมเกียรติยศและภาคภูมิ