มท.4 รับเพิกถอนคนโกงสอบ 3,868 ราย กระทบงาน แต่เลี่ยงไม่ได้ เตรียมให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ สำรวจมีการจ้างเหมาคนกลุ่มนี้หรือไม่

1 กันยายน 2569 เวลา 11:44 น.

1 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) เปิดเผยกรณีกระทรวงมหาดไทยร่อนเอกสารในการสกัดผู้รับจ้างเหมา หลังมีกระแสข่าวว่ามีการจ้างเหมาผู้ถูกเพิกถอน มีการวางมาตรการอย่างไร ว่า เบื้องต้นผู้ที่มีคะแนนมีปัญหา มีความจำเป็นต้องเพิกถอน ขณะนี้เพิกถอนครบทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 3,868 ราย

“ยอมรับว่าเมื่อวานนี้รู้จากข่าวว่าอาจมีคนบางกลุ่ม ไปใช้วิธีการจ้างเหมาแทน ก่อนหน้านี้ตนเองได้กำชับ อธิบดีกรมสถ.และ อธิบดีกรมสถ.ไปแล้ว พร้อมทั้งมีการทำหนังสือซักซ้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ระวัง เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องดูเป็นพิเศษ เบื้องต้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจว่ามีการจ้างเหมาให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง เมื่อได้เป้าหมายครบแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบ โดยจะขอความร่วมมือกับ ป.ป.ช.และ ปปท.เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจ้างเหมา จะใช้งบประมาณจากไหน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นงบประมาณของท้องถิ่น จริงๆแล้ว ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและบริหารอยู่แล้ว ดังนั้น ในการที่เราจะห้ามไปเลย คงไม่มีสิทธิ์ สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปดูในรายละเอียด และเตือน หากทราบอยู่แล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไปจ้างเหมาอีก มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรมผู้บริหารอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้งหมด 3,868 ราย ที่มีการเพิกถอน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถที่จะกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีกใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อันนั้นจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่า รอยต่อที่จะมีการเรียกบรรจุใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม หลังผู้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว จะกระทบกับงานหรือ นายวรศิษฎ์ กล่าวยอมรับว่า กระทบอยู่แล้ว เพราะ 3,868 ราย ถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่มาของคนกลุ่มนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงต้องดึงออกมา และบรรจุคนใหม่กลับเข้าไป

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่า ในส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมีตำแหน่งใดบ้าง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระจายทุกตำแหน่ง เพราะทุกตำแหน่งที่เปิดสอบ มีบุคคลเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องมา กลุ่มที่มีการสอบ ด้วยความความสามารถของตนเองและมีการบรรจุไปแล้ว ในการประกาศผลครั้งใหม่ ลำดับใหม่ดีขึ้นเขาก็มีการเรียกร้องว่าอยากที่จะมีการเลือกที่ใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อยู่ระหว่างให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดูในเรื่องของความเป็นไปได้ และวิธีการอยู่ ว่าจะอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้อย่างไร สิ่งสำคัญจะต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนอื่น ให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้พร้อมๆ กัน ขอย้ำว่าอยู่ระหว่างรอข้อมูลสรุปอยู่

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์,กระทรวงมหาดไทย,ทุจริตสอบท้องถิ่น,

เปิดเส้นทาง ‘หมอเอก’ โทรโข่งรัฐบาลอนุทิน จากหมอประจำทีมชาติ ก้าวสู่สนามการเมือง สลัด”ดงส้ม”สู่พรรคสีน้ำเงิน

1 กันยายน 2569 เวลา 11:28 น.

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือที่สื่อมวลชนและประชาชนคุ้นเคยกันในชื่อ “หมอเอก” ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย ณ ขณะนี้ ด้วยเส้นทางชีวิตที่หลากหลาย จากการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว อดีตแพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไทย สู่การก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อยอดสู่ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุดเป็นที่แน่นอนแล้วถึงการปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดร(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)แทน และให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาไปทำความรู้จักกับประวัติและเส้นทางของเขาให้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษา

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2519 (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จบแพทย์เฉพาะทาง (เวชศาสตร์ครอบครัว)ในปี พ.ศ. 2544

และได้ปริญญาเอก วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (วว.) สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

เส้นทางสายวิชาชีพแพทย์และวงการกีฬา

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นพ.เอกภพ เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มาใช้เป็นปีแรก จึงทำให้มีประสบการณ์บริหารจัดการระบบโรงพยาบาลและนโยบายสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักในวงการกีฬา จากการทำหน้าที่ดูแลความพร้อมทางร่างกายให้นักกีฬาในฐานะแพทย์ประจำสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และก้าวขึ้นเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่ โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างศึกชิงแชมป์อาเซียน AFF Suzuki Cup 2018

ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

เส้นทางการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงราย เขต 1 ในนามพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาเมื่อพรรคถูกยุบ จึงได้ย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นคณะทำงานด้านสาธารณสุข โดยเป็นกระบอกเสียงหลักในการอธิบายและผลักดันนโยบาย “ยกระดับระบบบัตรทองรักษาทุกที่” แม้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่ก็ยังคงทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมักออกมาแสดงวิสัยทัศน์และตรวจสอบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างตรงไปตรงมา

ก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลในฐานะโฆษกคนใหม่

ก่อนหน้านี้ นพ.เอกภพ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานช่วยเหลือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดรแทน และสลับให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ เพื่อรับไม้ต่อในการปรับทัพทีมสื่อสารของรัฐบาลให้มีความคล่องตัว ชัดเจน และสามารถอธิบายนโยบายต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านฐานะทางการเงิน จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินล่าสุด นพ.เอกภพ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นกว่า 13.79 ล้านบาท และได้แจ้งสถานะไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีหนี้สินแต่อย่างใด

รัฐบาล, หมอเอก, เอกภพ เพียรพิเศษ

อนุทิน นำทัพ สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร ถก ครม.สัญจร ยันไม่นิ่งนอนใจแก้ปัญหาให้เกิดสันติสุข

1 กันยายน 2569 เวลา 11:27 น.

เริ่มแล้ว! ครม.สัญจร สงขลา อนุทิน นำทัพ สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร ยันไม่นิ่งนอนใจแก้ปัญหาให้เกิดสันติสุข วางมาตรการควิกวิน-ระยะยาว เผย ชงวาระสำคัญก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง-ชงหลักการเบี้ยประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ หวังรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นครม.- ขณะจนท.อีโอดีคุมเข้มพื้นที่ ตรวจรถทุกคันเข้าศูนย์ประชุมฯ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้ามาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน

โดยนายกฯและครม.สวมชุดผ้าทอลายราชวัตรสีฟ้าแกมเทา ซึ่งเป็นผ้าทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็กๆ ที่คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้คณะรัฐมนตรีสวมใส่

ก่อนการประชุมนายกฯเยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในพื้นที่ ช่วงหนึ่งที่เยี่ยมชมบูธ เสน่ห์ไทยเสน่ห์สงขลา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีมาสคอตอุลตร้าแมนมาโปรโมทการท่องเที่ยวโดยนายกฯได้เข้าไปถ่ายรูปและทำท่าปล่อยพลังกับอุลตร้าแมน ซึ่งเป็นท่าเดียวกับท่าพลัสของพรรคภูมิใจไทย และททท.ยังได้มอบภาพถ่าย รูปนายกฯถ่ายคู่กับน้องเนเน่ รอยัล ให้นายกฯด้วย ก่อนที่นายกฯจะพบปะกับนักศึกษาที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯถ่ายภาพร่วมกับครม. ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และผู้แทนภาครัฐ

จากนั้นนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า การประชุมครม.ที่จังหวัดสงขลา เป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณในการเตรียมงานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครอบคลุมในทุกประเด็นและสามารถทำให้รัฐมนตรีทุกท่านสามารถลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ในจังหวัดสงขลาพร้อมรับทราบถึงปัญหาของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง เรื่องการท่องเที่ยวเรื่องของคุณภาพชีวิตและที่สำคัญที่สุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันภัยจากธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งการประชุมครม.สัญจรในวันนี้ถือเป็นการประชุมครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล เดิมรัฐบาลตั้งใจจะมาประชุมที่นี่ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อมาติดตามการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา แต่ด้วยเหตุหลายประการทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาครม. ได้แยกกันไปลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาและการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่และได้กลับมาร่วมกันประชุมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ซึ่งเราได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะทำให้เราเกิดมโนภาพที่เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจทำให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในทุกมิติ สิ่งที่เราได้ติดตามโครงการสำคัญหลายๆโครงการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทำไปเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยจากธรรมชาติทั้งหลายให้คลี่คลายลงและถ้าเป็นไปได้คือไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยต้องมีการตรวจสภาพความพร้อมของหน่วยงาน ความคืบหน้าของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว การฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในด้านต่างๆ

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนตลอดเวลาและจะมีการนำผลการสรุปจากการประชุมเวิร์คช็อปมาให้ครม.ได้พิจารณา ซึ่งจะมีทั้งมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีแบบควิกวินและข้อเสนอในระยะยาวที่จำเป็นต้องวางแผนอย่างต่อเนื่องสำหรับการประชุมครม.ในวันเดียวกันนี้มีวาระสำคัญหลายเรื่องทั้งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่และเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เรื่องแรกคือโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 ทางพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่จังหวัดชุมพร ไปจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาที่อำเภอหาดใหญ่ และไปจบที่ปาดังเบซาร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเติมมิสซิ่งลิงก์ (Missing Link) ที่ทางรัฐบาลต้องการให้การคมนาคมขนส่งมีการเชื่อมต่อได้ในทุกเส้นทาง ทุกภาค และทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จะร่วมกับกระทรวงการคลังเสนอหลักการของโครงการประกันภัยพิบัติทั่วหน้าแนวคิดนี้คือรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัย 3 ประเภททได้แก่อุทกภัย วาตภัยและแผ่นดินไหวให้กับพี่น้องประชาชนไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ ย้ำว่าให้กับพี่น้องประชาชนทั่วทุกภาคทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ระบบนี้จะช่วยให้เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วประชาชนสามารถได้รับเงินสินไหมทดแทนได้เร็วกว่าและมากกว่าระบบการเยียวยาแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐก็จะสามารถบริหารความเสี่ยงและงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เรื่องนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแนวทางจากรูปแบบเดิมที่รัฐรอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อนจ่ายเงินเยียวยามาเป็นการเตรียมการรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าซึ่งเราจะได้หารือกันในรายละเอียด วันนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้นำปัญหาในพื้นที่มาเชื่อมกับการตัดสินใจของครม.โดยตรงและจะทำให้การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานที่ประชุม แต่เป็นการนำการตัดสินใจของรัฐบาลที่รับฟังความเห็นข้อเสนอแนะและปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยตรงลงมาแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาในพื้นที่”นายกฯ กล่าว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเมนูอาหารนำเสิร์ฟให้ครม.เป็นอาหารท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด ขณะเมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา ส่วนเมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท และมีเมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในการประชุมครม.สัญจร เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจรถยนต์เข้มงวดทุกคันที่ผ่านเข้ามาภายใน อีกทั้งยังมีจุดตรวจกระเป๋าและสัมภาระของผู้ที่จะเดินทางเข้าศูนย์ประชุมฯด้วย พร้อมกำชับให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาภายในพื้นที่ต้องติดบัตรแสดงตนของแต่ละหน่วยงานด้วย

ครม.สัญจร, นายกฯ, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

สาทิตย์ ลั่น ปชป.ไม่รับสะพาน หลังนายกฯ ชวนอภิสิทธิ์ กินข้าวร่วมวงอร่อยกว่า ย้ำ!ตอนนี้ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ

1 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

1 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย) กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาล ว่า พรรคฝ่ายค้าจะตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง อภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151 แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียนในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่ แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯ ยังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง 2.เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 3.เรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆเป็นต้น รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน

“เพราะฉะนั้นในหลายเรื่องเหล่านี้ เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยนายกฯกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอล ไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้นแก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ ทางโซเชียลฯไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านฯได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้ฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ และจากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่า จะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อน การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะ โยในวันที่ 7-9 ก.ย.อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ2และ3 และในวันที่ 14 ก.ย.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีวาระสำคัญ ในคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไรก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ในช่วงเดือนก.ย.ถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.หรือ พ.ย.และยังมีเดือน ธ.ค.อีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก” นายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชวน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มารับประทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้น ที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาล และย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมากทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่มากกว่าการกู้เงินมาแจก

“ถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ และยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้านแล้วรอไปร่วมรัฐบาล” นายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามี สส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า

สาทิตย์วงศ์หนองเตย,พรรคประชาธิปัตย์,ฮั้วสว,กกต,แสวงบุญมี,

สีหศักดิ์​ จ่อชงครม.สงขลา​ ขยายสร้างรั้วชายแดนไทย​-มาเลย์ สกัด​ สินค้าเถื่อน-ยาเสพติด​ข้ามแดน​

1 กันยายน 2569 เวลา 10:46 น.

สีหศักดิ์​ จ่อชงครม.สงขลา​ ขยายสร้างรั้วชายแดนไทย​-มาเลเซีย​ สกัด​ สินค้าเถื่อน-ยาเสพติด​ข้ามแดน​ เผย​ นายกฯ สั่งบูรณาการการข่าวร่วม-​งานมวลชนพื้นที่ต้องดี​ พร้อมระบุเตรียมบินหารือ​ กต.​มาเล​ย์ หนีบหัวหน้าการพูดคุย​ไปด้วย หวังสร้างคุ้นเคยผู้บริหารมาเลเซีย

เมื่อเวลา 09.14 น. วันที่ 1 ก.ย. ที่ศูนย์ประชุมนานา ชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหา​ วิทยาลัย​สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่​ จังหวัดสงขลา นายสีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว​รัฐมนตรี​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​ กล่าวถึง กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมเสนอรั้วการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย – มาเลเซีย เพื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) พิจารณาในวันนี้ว่า

ก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอมาจากการที่มาจากการประชุมรับฟังความเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ ได้มีการพูดถึงการขยายการก่อสร้างรั้ว ตามแนวชายแดน ซึ่งไทย- มาเลเซียมีรั้วอยู่แล้วแต่เป็นการสร้างเพิ่มเติม เป็นเรื่องของการป้องกันสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งยาเสพติด การค้า​ สินค้าเถื่อน​ และเรื่องความมั่นคงที่เราต้องมาดูต้นต่อสาเหตุว่า ใครเป็นผู้ร่วมก่อเหตุการณ์ ซึ่งตนมีความเชื่อว่า งานเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญ พร้อมกระทบต่อความเชื่อมั่น ความมั่นใจ และเศรษฐกิจของพื้นที่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขณะเดียวกันนายสีหศักดิ์​ ย้ำถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องงานข่าวกรอง​ วิธีการข่าวต้องมีความแม่นยำ และเราก็มีหลายหน่วยงานที่ทำในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการบูรณาการข่าวกรอง เพื่อให้การตัดสินใจนั้นทันท่วงที​ รวมถึงงานมวลชน​ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องรู้ เพราะหากงานมวลชนเราดีกว่านี้​ ก็จะทำให้เราสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งงานมวลชนไม่ใช่งานระยะสั้น แต่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำให้เขาเห็นว่า เขาจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ​จากการว่าจ้างงานนั้นเป็นอย่างไร เราต้องเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเน้นเรื่องความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเชื่อมโยง ทางบกทางถนน​ และทางรถไฟ​ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับฝั่งมาเลเซีย

นายสีหศักดิ์​ ยังกล่าวถึงมิติในความร่วมมือกับทางมาเลเซีย​ ซึ่งในวันที่ 6 ก.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย โดยจะมีการติดตามและขยายผลในประเด็นต่างๆที่ผู้นำทั้งสองได้หารือไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือในการสร้างความมั่นคงชายแดน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชายแดนร่วมกัน​

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. มีการหารือถึงการปรับเรื่องข่าวกรองไว้อย่างไรบ้างนั้น นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ นายกฯ ได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ต้องบูรณาการ ร่วมกันเพื่อให้การตัดสินใจได้ทันท่วงที เราสามารถที่จะมีระบบเตือนภัยที่ดีกว่านี้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนอย่าง วันที่ 22​ -​ 23 ส.ค.ที่ผ่านมาอีก​ เพราะกระทบต่อความมั่นใจของประชาชน นักลงทุน และผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่

ส่วนที่มีการก่อเหตุรอบวางเพลิงรถแบคโฮ​ ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 31 ส.ค. ​ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ รับทราบแล้ว และต้องดูว่าตรงไหนที่ควรจะปรับปรุง​ ทุกส่วนสำคัญทั้งเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ความมั่นคงและการศึกษา ที่จะต้องเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่และเยาวชน​

เมื่อถามถึง การก่อเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเพราะความชะล่าใจของเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ ตอนนี้เรารู้ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไป เพื่อให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น

เมื่อถามย้ำว่า การที่จะไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย จะมีความคืบหน้าเรื่องการวางตัวผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ คนอยากพานายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ​ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ไปด้วย เพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ เนื่องจากอยากให้นายฐนัตถ์ ไปทำความรู้จักกับผู้บริหารของรัฐบาลมาเลเซีย​

เมื่อถามว่า ในฐานะกำกับดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​ มองว่าจำเป็นต้องมีการขยายพื้นที่ปลอดภัย​ หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้ มีพื้นที่ปลอดภัยบริเวณชายแดน​ใน​ 14 อำเภอ​ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนเป็นประธาน

ชายแดน, ประชุมครม.สัญจร, มาเลเซีย, สงขลา, สีหศักดิ์, แนวหน้าออนไลน์

ผอ. JIC ไทยย้ำชัด ‘กัมพูชายิงก่อน’ ขอประชาคมโลกดูไทม์ไลน์ทั้งหมด อย่าตัดสินเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้

1 กันยายน 2569 เวลา 10:39 น.

ผอ. JIC ไทย ชี้ประชาคมโลกต้องพิจารณาลำดับเหตุการณ์ อย่าลืมต้นเหตุ “กัมพูชายิงก่อน” อย่าตัดเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้มาเป็นจุดเริ่มต้น ย้ำไทยไม่ต้องการสงคราม แต่จำเป็นต้องปกป้องประชาชนและอธิปไตย พร้อมเดินหน้ากลไกเจรจาและเขตแดน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (ผอ. JIC) กล่าวถึงจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์ชายแดนว่า ประชาคมระหว่างประเทศควรพิจารณาลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มต้นประเมินสถานการณ์เฉพาะจากวันที่ไทยใช้กำลังตอบโต้ เพราะการปะทะไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันดังกล่าว

“อย่าเริ่มเล่าการปะทะในวันที่ไทยตอบโต้ เพราะการปะทะไม่ได้เริ่มในวันนั้น กัมพูชายิงก่อน ไทยป้องกันตนเอง เราไม่สามารถลบเหตุการณ์ออกจากลำดับเหตุการณ์ แล้วนำเฉพาะการตอบสนองมาตัดสินว่าเป็นการรุกรานได้”

ผอ. JIC กล่าวว่า จากหลักฐานที่มี กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธ รุกล้ำ ยั่วยุ และยิงจรวด BM-21 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของไทย การตอบสนองของไทยจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามและปกป้องอธิปไตย มิใช่เพื่อยึดครองดินแดน

สำหรับการปฏิบัติการทางทหารของไทย ดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองและหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการแยกแยะเป้าหมาย การใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน และการลดผลกระทบต่อพลเรือนอย่างเคร่งครัด

“ไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่กลไกทวิภาคี โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม จะสามารถทำงานและลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงได้ก็ต่อเมื่อพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องลดการยั่วยุ ลดภัยจากทุ่นระเบิด และเคารพการหยุดยิง”

ผอ. JIC กล่าวด้วยว่า ทุกฝ่ายควรยึดถือถ้อยแถลงร่วม กลไกการเจรจา และความร่วมมือที่มีอยู่ มากกว่าการใช้เวทีสาธารณะสร้างข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวเพื่อชี้นำหรือตัดสินปัญหา

“ประเทศไทยไม่ได้ขอให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายของเราไม่ใช่การเอาชนะสงครามการสื่อสาร แต่คือความปลอดภัยของประชาชน การปกป้องอธิปไตย และสันติภาพที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ สาระสำคัญของจุดยืนประเทศไทย คือ กัมพูชายิงก่อน ไทยป้องกันตนเอง ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด สร้างพื้นที่ปลอดภัย เคารพข้อตกลง เดินหน้ากลไกเขตแดนและการเจรจา และมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ชายแดนไทยกัมพูชา, ไทย-กัมพูชา, ไทยกัมพูชา

รัชดา ยิ้มแย้มนำทีมโฆษก รบ. ถ่ายรูปทิ้งทวน ก่อนประชุม ครม.สัญจร ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนตัวตั้ง หมอเอก เสียบแทน

1 กันยายน 2569 เวลา 10:31 น.

รัชดา ยิ้มแย้มนำทีมโฆษกรัฐบาล ถ่ายรูปทิ้งทวน ก่อนประชุม ครม.สัญจร สงขลา ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนตัวตั้ง หมอเอก อดีต สส.พรรคส้ม เสียบแทน ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธ บอกขอรอก่อน

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ปรากฎว่า น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำรองโฆษกทั้ง 3 คน ประกอบด้วย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ร่วมถ่ายภาพบริเวณจุดแถลงข่าว และถ่ายภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสัมพันธ์ โดยบรรยากาศ
เป็นไปด้วยความชื่นมื่น น.ส.รัชดา มีสีหน้ายิ้มแย้ม

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจะปรับเปลี่ยน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก อดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกล มาดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสลับให้ น.ส.รัชดา มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ขณะที่บรรยากาศในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงบริเวณสถานที่ประชุม พบว่าในคณะมี นพ.เอกภพ เดินมาในขบวน ผู้สื่อข่าวจึงเข้าไปทักทาย นพ.เอกภพ ก่อนจะถามว่า วันนี้มาดูงานหรือไม่ นพ.เอกภพ ตอบว่า ตนติดตามนายภราดร เพราะตนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างวันนี้ นพ.เอกภพ กล่าวว่า ตนก็ทำงานกับนายภราดรอยู่

เมื่อถามว่าจะช่วยแก้วิกฤตด้านการสื่อสารของรัฐบาลได้อย่างไรบ้าง นพ.เอกภพ กล่าวย้ำว่า ก็ช่วยงานเต็มที่

ส่วนกระแสข่าวว่าเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล เป็นนพ.เอกภพนั้น เจ้าตัวรีบปฏิเสธว่า “ยัง ยัง ต้องรอ ครม.ก่อน“

ทั้งนี้มีรายงานว่า จะมีการเสนอชื่อโฆษกรัฐบาล คนใหม่ในที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า

ครม.สัญจร, รัชดา, สงขลา, หมอเอก, แนวหน้าออนไลน์, โฆษกรัฐบาล

ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ปรับเกณฑ์ใหม่กลุ่มท่องเที่ยว เปิดรายชื่อ 60 ประเทศ อยู่ไทยได้ไม่เกิน 30 วัน

1 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

1 กันยายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความมั่นคง เศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 13 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ.2545 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิก

(1) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2562

(2) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2565

ข้อ 2 ให้กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน ดังนี้

(๑) เครือรัฐออสเตรเลีย

(๒) สาธารณรัฐออสเตรีย

(๓) ราชอาณาจักรบาห์เรน

(๔) ราชอาณาจักรเบลเยียม

(๕) สาธารณรัฐบัลแกเรีย

(๖) ราชอาณาจักรภูฏาน

(๗) บรูไนดารุสซาลาม

(๘) แคนาดา

(๙) สาธารณรัฐโครเอเชีย

(๑๐) สาธารณรัฐไซปรัส

(๑๑) สาธารณรัฐเช็ก

(๑๒) ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

(๑๓) สาธารณรัฐเอสโตเนีย

(๑๔) สาธารณรัฐฟีจี

(๑๕) สาธารณรัฐฟินแลนด์

(๑๖) สาธารณรัฐฝรั่งเศส

(๑๗) จอร์เจีย

(๑๘) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

(๑๙) สาธารณรัฐเฮลเลนิก

(๒๐) ฮังการี

(๒๑) สาธารณรัฐไอซ์แลนด์

(๒๒) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

(๒๓) สาธารณรัฐอินเดีย

(๒๔) ไอร์แลนด์

(๒๕) รัฐอิสราเอล

(๒๖) สาธารณรัฐอิตาลี

(๒๗) ญี่ปุ่น

(๒๘) ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

(๒๙) รัฐคูเวต

(๓๐) สาธารณรัฐคีร์กีซ

(๓๑) สาธารณรัฐลัตเวีย

(๓๒) ราชรัฐลิกเตนสไตน์

(๓๓) สาธารณรัฐลิทัวเนีย

(๓๔) ราชรัฐลักเซมเบิร์ก

(๓๕) สาธารณรัฐมอลตา

(๓๖) มาเลเซีย

(๓๗) สาธารณรัฐมัลดีฟส์

(๓๘) ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

(๓๙) นิวซีแลนด์

(๔๐) ราชอาณาจักรนอร์เวย์

(๔๑) รัฐสุลต่านโอมาน

(๔๒) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

(๔๓) สาธารณรัฐโปแลนด์

(๔๔) สาธารณรัฐโปรตุเกส

(๔๕) รัฐกาตาร์

(๔๖) โรมาเนีย

(๔๗) ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

(๔๘) สาธารณรัฐสิงคโปร์

(๔๙) สาธารณรัฐสโลวัก

(๕๐) สาธารณรัฐสโลวีเนีย

(๕๑) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

(๕๒) ราชอาณาจักรเสปน

(๕๓) ราชอาณาจักรสวีเดน

(๕๔) สมาพันธรัฐสวิส

(๕๕) ไต้หวัน

(๕๖) สาธารณรัฐตุรกี

(๕๗) ยูเครน

(๕๘) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

(๕๙) สหราชอาณาจักร

(๖๐) สหรัฐอเมริกา

ข้อ 3 ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งได้รับยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามข้อ 2 ในกรณีที่เข้ามาทางช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านพรมแดนที่เป็นเขตติดต่อกับพรมแดนทางบก ให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสองครั้งต่อปีปฏิทิน ยกเว้นบุคคลซึ่งมีสัญชาติของประเทศมาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์ หรือบุคคลซึ่งมีสัญชาติของประเทศอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดอาจเข้ามาในราชอาณาจักรเกินสองครั้งต่อปีปฏิทินก็ได้

ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2569

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

โดย นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมาย หรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน

ท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยว, ฟรีวีซ่า, หนังสือเดินทาง

“ศุภชัย” เบรกกระแส “ฮั้ว สว.” ซัดนักวิชาการอย่าด่วนตัดสินจากเอกสารหลุด จี้สังคมใช้หลักกาลามสูตร-นิติรัฐ

1 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

“ศุภชัย ใจสมุทร” โพสต์เฟซบุ๊กเตือนสติสังคมกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและที่มาของเอกสารหลุด “สำนวนคณะ 26” ผิดหวังผู้ใหญ่-นักวิชาการร่วมขยี้ประเด็นทั้งที่ยังไม่พิสูจน์ความจริง วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ไม่ใช่ “คันเร่งกระแส”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการ “ฮั้ว สว.” โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า “ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วปลายทางจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร?”

นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่สังคมควรตั้งสติพิจารณา คือข้อมูลและเอกสารที่อ้างว่าเป็น “สำนวนของคณะ 26” ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่และขยายผลอยู่ในขณะนี้ มีที่มา สถานะ และความน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นเอกสารจริงและครบถ้วนหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อมูลระหว่างกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อยุติจากองค์กรผู้มีอำนาจ แต่กลับถูกนำมาตีความและโยงเรื่องราวเสมือนว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้ว

จวกนักวิชาการ ทิ้งหลักกาลามสูตร ในโพสต์ดังกล่าวยังได้แสดงความประหลาดใจต่อท่าทีของผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และนักวิชาการบางส่วน ที่เข้าร่วมสัมมนาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้ โดยระบุว่า สิ่งแรกที่ผู้มีวุฒิภาวะทางวิชาการควรทำคือการตรวจสอบต้นทางของข้อเท็จจริง ไม่ใช่หลงเชื่อเพียงเพราะการนำเสนอที่ดูสมจริง หรือการ “จับแพะชนแกะ” พร้อมตั้งคำถามว่า “หลักกาลามสูตร” ที่สอนให้ไม่ปลงใจเชื่อเพียงเพราะกระแสหรือผู้พูดน่าเชื่อถือนั้น หายไปไหน

ย้ำต้องเคารพ “หลักนิติรัฐ” นายศุภชัย ยังได้เน้นย้ำถึง หลักนิติรัฐ โดยชี้ว่าการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ชื่อเสียงและสิทธิของบุคคลไม่ควรถูกตัดสินผ่านเวทีสัมมนาหรือโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่ได้มา เผยแพร่ และนำเอกสารในสำนวนการสอบสวนไปขยายผล

“ถ้าเราจะเรียกร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาเคารพกฎหมาย ผู้กล่าวหาก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกัน จะเลือกเคารพเฉพาะกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ข้อกล่าวหาของตน แต่ไม่สนใจหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้” นายศุภชัย ระบุ

วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ในช่วงท้ายของการโพสต์ นายศุภชัยได้เปรียบเปรยว่า ต้นไม้แห่งความจริงจะเติบโตได้ รากต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เอาข้อกล่าวหามาปลูกแล้วรดน้ำด้วยกระแสซ้ำๆ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ใหญ่และนักวิชาการทำหน้าที่เป็น “เบรกทางปัญญา” ของสังคม ไม่ใช่ “คันเร่งของกระแส”

ก่อนจะทิ้งท้ายฝากข้อคิดเตือนใจว่า “บางทีปัญหาของสังคมวันนี้อาจไม่ใช่ว่าเราไม่มีข้อมูล แต่เป็นเพราะเรามีข้อมูลมากเกินไป จนลืมใช้ปัญญาตรวจสอบว่าข้อมูลใดควรเชื่อ”

คดีฮั้ว สว., ศุภชัย, ศุภชัย ใจสมุทร

อนุทิน ถือฤกษ์ ก้าวสู่เดือนที่ 6 เปิดบ้านพักส่วนตัวนัดกินข้าว ครม.พรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย.นี้ กระชับมิตรพร้อมรับมือซักฟอกฝ่ายค้าน

1 กันยายน 2569 เวลา 09:25 น.

1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล พบปะรับประทานอาหารร่วมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกฯ หลังบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเข้าสู่เดือนที่ 6 ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าบริหารประเทศ โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมแล้ว นายกฯ จะนัดพบกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลาดังกล่าว

อนุทิน,คณะรัฐมนตรี,พรรคร่วมรัฐบาล,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ฝ่ายค้าน,