กระแสตอบรับแรง! TH-AI Passport วันที่ 2 ทะลุ 1 ล้านรายแล้ว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:35 น.

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

TH-AI Passport, รัฐบาล, เทคโนโลยี AI

‘ธรรมนัส’ ส่งทีมงานลุยน้ำท่วมน่าน ช่วย 300 ครัวเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23 น.

ธรรมนัส

วันนี้ 20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ได้ส่งทีมงานจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน หลังชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือนต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยบางพื้นที่ถนนถูกตัดขาดและไฟฟ้าถูกตัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน ไม่ได้ทานอาหารตั้งแต่เมื่อวาน เนื่องจากการเดินทางเข้าออกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้มอบหมายให้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ธรรมนัส พรหมเผ่า

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ ทีมงานได้นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าไปส่งมอบให้ประชาชนถึงจุดพักพิง พร้อมจัดเตรียมพื้นที่สำหรับประกอบอาหารและแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า

การเมือง, ธรรมนัส พรหมเผ่า, น่าน, น้ำท่วม, พรรคกล้าธรรม

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:07 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.และผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เตือนกัมพูชาหากมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายกัมพูชาที่จะเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อประเทศไทย กองทัพไทยจะตอบโต้ทันที ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่จะมาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนไทย

พล.อ.อ.ประภาส ให้สัมภาษณ์”แนวหน้าออนไลน์” ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน350 ในพื้นที่อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ ตั้งข้อสังเกตถึงสามพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผอ.ศูนย์ข่าวฯคาดอาจมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากฝ่ายกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่จากทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน ชายแดนจว.สระแก้ว บ้านทมอดา ชายแดนจว.ตราด และพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมชายแดนจว.สุรินทร์

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในสามพื้นที่ ที่อาจมีการเคลื่อนไหวจากกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมาสองครั้ง

“อาจมีการดำเนินการในบางจุดเพื่อยึดพื้นที่คืน หน่วยงานความมั่นคงเราไม่ปล่อยให้มายึดคืนแน่นอน ครั้งที่หนึ่ง ครั้งสองมีแล้ว ครั้งที่สามเราไม่ปล่อยให้เริ่มต้นก่อนแน่นอน”

“ถ้ามีสิ่งบอกเหตุที่เรียกว่า Imminent Threat ภัยคุกคามที่ชัดเจนที่จะมาทำร้ายเรา เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจน จะไม่ปล่อยให้มาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนของเรา” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวในอีกตอนหนึ่ง

พล.อ.อ.ประภาส ยังได้กล่าวถึงการละเมิด ละเลย ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 27ธ.ค.2568 ของ ฝ่ายกัมพูชาจากการกล่าวโจมตี ให้ร้าย ยั่วยุ บิดเบือนข้อมูล ออกข่าวกับต่างประเทศ เรียกร้องในสิ่งที่เป็นข้อตกลงในบางเรื่องตีความผิดจากข้อตกลงที่มีร่วมกัน

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงข้อที่สี่ ในเรื่องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบได้เดินทางกลับบ้านและประกอบอาชีพตามปกติ โดยมีเงื่อนไขพื้นที่ที่กลับไป”จะต้องเป็นพื้นที่ภายในฝั่งของตนเอง” ถูกกัมพูชาตีความหมายถึงพื้นที่เดิมที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนการสู้รบ ซึ่งผอ.ศูนย์ข่าวฯยืนยันพื้นที่บ้านหนองจานที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ โดยถูกผลักดันออกไปทั้งหมดในช่วงสู้รบเดือนธ.ค.68 อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เคยถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงมาก่อน

“หลัง 27ธ.ค. เรามีการวางแนวกำลังทั้งหมด ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเป็นแนวเขตแดน มันเป็นการวางกำลังเพื่อความปลอดภัย หลังการสู้รบจะต้องคุยกันในอีกเวที(เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน) หลังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน สามารถพูดคุยกันได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาตลอดช่วงที่ผ่านมาให้จัดประชุม JBCแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนทางบก เห็นว่าตราบที่กัมพูชายังโจมตีกล่าวให้ร้ายไทยเหมือนอย่างที่ทำตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โอกาสเจรจาทวิภาคีสองฝ่ายยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

กัมพูชา, ชายแดน, ปราสาทตาควาย, ไทยกัมพูชา

หมออลงกต แนะคนไทยลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:46 น.

’ปธ.กมธ.ดีอีเอส‘ แนะ ’คนไทย‘ ลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ในโครงการ TH-AI Passport ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน ชี้ต้องไม่จบแค่ ‘แจกฟรี’ ชง KPI 5 มิติ ลดต้นทุน-ยกระดับ AI ชุมชนทั่วไทย ดีเดย์ 31 ส.ค.นี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มอบสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้คนไทยได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 1,000,000 ราย

นพ.อลงกต กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงแค่การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี แต่คือหัวใจสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่ม Productivity และขับเคลื่อนไปสู่ National AI รวมถึงส่งต่อไปยัง “AI ชุมชน” ทุกหมู่บ้าน โดยให้มีการวางกรอบตัวชี้วัด (KPI) 5 มิติ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ดังนี้คือ 1. Saving การประหยัดเงินของประชาชน หากคำนวณมูลค่าบริการเฉลี่ย 600 บาท/เดือน สำหรับสิทธิ์ 5 ล้านราย เป็นเวลา 12 เดือน จะมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยต้องวัดผลจากผู้ใช้งานจริงและผู้ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง 2. Usage อัตราการใช้งานจริง ไม่เน้นแค่ยอดลงทะเบียน แต่ต้องติดตาม Active Users รายเดือน จำนวนครั้ง ชั่วโมงการใช้งาน สัดส่วนผู้ใช้ และอัตราการใช้งานต่อเนื่อง 3-6-12 เดือน 3. Productivity ต้องทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นการวัดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น เปอร์เซ็นต์การลดเวลาทำเอกสาร ต้นทุนธุรกิจที่ลดลง เวลาที่ครูหรือนักเรียนประหยัดได้ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้กี่ราย และการเพิ่มยอดขายของ SME

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า 4. National AI สร้างศักยภาพให้ประเทศ แปลงข้อมูลการใช้งานแบบปกปิดตัวตนไปพัฒนา ThaiLLM โดยวัดผลจาก Dataset ภาษาไทยที่เพิ่มขึ้น Use Case โมเดลภาษาไทย และนักพัฒนาที่เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem และ5. Sovereignty ประมวลผลในประเทศมากขึ้นแค่ไหน โดยการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศผ่านห่วงโซ่คุณค่า Thai Cloud → Thai Compute → Thai Data → Thai Model → Thai Application → Thai Economic Value เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลและมูลค่าทางเศรษฐกิจรั่วไหลออกนอกประเทศ

ประธาน กมธ.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการต่อยอดสู่ “AI ชุมชน” (Community AI) เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเกษตรแม่นยำ มีการวิเคราะห์สภาพดิน พยากรณ์อากาศ และตรวจจับโรคพืชให้เกษตรกรรายย่อย 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม ติดตามปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเฝ้าระวังภัยพิบัติในพื้นที่ 3.สาธารณสุขชุมชน คัดกรองโรคเบื้องต้นและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหหรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล 4.เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และวางแผนการท่องเที่ยวชุมชน และ 5.การอนุรักษ์วัฒนธรรม บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาษาถิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

“เป้าหมายสำคัญ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี หรือ Digital Divide และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง และอยากให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์และสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.นี้เป็นต้นไป” นพ.อลงกต กล่าว

รุทธพล โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:40 น.

“รุทธพล” โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน ปัดตอบจำนวนผู้ต้องหาDSIใกล้เคียง 229 รายหรือไม่ พร้อมยืนยันไม่ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยันดีเอสไอไม่ปักธงเล่นงานพรรคประชาชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมสรุปสำนวนกรณีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วยนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ ย้ำว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐานของแต่ละหน่วยงาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนในบางส่วน และมีการสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ แต่ต่อมามีการส่งสำนวนกลับมายังดีเอสไอ ขณะที่ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคดีในส่วนดังกล่าว จึงขอให้สอบถามรายละเอียดจาก กกต. โดยตรง

ส่วนกรณีคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ระบุว่าไม่เคยได้รับพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเข้ามาสู่ชั้นตรวจสอบนั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ขอให้ความเห็นว่ากระบวนการของ กกต. จะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ โดยเชื่อว่าแต่ละหน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่ตามกรอบอำนาจ และพิจารณาจากพยานหลักฐาน

กรณีสำนวนดีเอสไอในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ สว. ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้อง 8 ราย ก่อนอัยการคดีพิเศษส่งสำนวนกลับมา และมีรายงานว่าอาจมีการพิจารณาสั่งฟ้องเพิ่มเติมนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องสอบถามดีเอสไอโดยตรง เพราะตนในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถลงลึกถึงจำนวนผู้ต้องหาที่จะถูกดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หนังสือของอัยการคดีพิเศษที่ส่งกลับมายังดีเอสไอ ระบุให้ต้องนำผลการพิจารณาของบอร์ด กกต. ซึ่งจะวินิจฉัยว่ามีผู้ใดเข้าข่ายดำเนินคดีบ้าง มาประกอบการพิจารณาสำนวนของดีเอสไอด้วย

ส่วนกรอบเวลาการสรุปสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะใกล้เคียงกับกรอบเวลาที่ กกต. สรุปสำนวนหรือไม่นั้น

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากไม่สามารถลงรายละเอียดหรือก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ไม่ก้าวก่ายหลักฐาน “พริษฐ์-ไอลอว์” เปิดข้อมูล

สำหรับกรณีนายพริษฐ์ วัชสินธุ์ หรือ “ไอติม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเพจ iLaw เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินและพยานปากสำคัญในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจอยู่ในสำนวนดีเอสไอนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายรายละเอียดภายในสำนวนได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การดำเนินคดีของดีเอสไอไม่ได้มีเป้าหมายหรือปักธงว่าพรรคประชาชนจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ส่วนกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งดีเอสไอเชิญชี้แจงกรณีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในข่าวพบว่า เรื่องดังกล่าวมีสื่อท้องถิ่นร้องเรียนมาเป็นเวลานานแล้ว

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เคยเปิดเผยว่าพบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “สส.ป้อม” ในคดี Forex จำนวน 33 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเชื่อมโยงกับบริษัทสปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เช่นเดียวกับเส้นทางเงิน 28 ล้านบาทก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากตนไม่ทราบรายละเอียดว่าเส้นทางเงินดังกล่าวเชื่อมโยงกับบริษัทใด โดยข้อมูลที่กล่าวถึงเป็นเพียงการรายงานเบื้องต้นเท่านั้น

กกต, ดีเอสไอ, ฮั้ว สว.

‘ประเสริฐ’ สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:50 น.

S__363249793

“ประเสริฐ” สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ”(ศพส.) จะเปิดอบรมซักซ้อมระบบการใช้งานแก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก่อนเปิดใช้งานจริงในการรับฟังข้อมูลจากนักเรียนทั่งประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อห้ามการจัดการเรียนที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้ พรบ.เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 และใน พรบ.มีการห้ามให้เด็กปฐมวัยมีการแข่งขัน หรือสอบแข่งขัน

“เนื่องจากขณะนี้เราพบว่า มีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบแข่งขันของเด็กปฐมวัย เพื่อชิงถ้วยรางวัล ผมจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ห้ามให้มีการสอบแข่งขัน เพราะผิดกฏหมาย ผิด พรบ. โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านการสังเกตุแทน หรือประเมินแฟมสะสมงานแทน เนื่องจากยังไม่สอดคร้องกับพัฒนาการด้านสมองของเด็กที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น ศธ.จึงห้ามไม่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย”
นายประเสริฐ กล่าวถึงการเตรียมการนักเรียนเข้าแข่งขัน เอไอ โอลิมเปส ในเดือน ส.ค.ปี 2570 ที่ประชุมจึงได้สั่งการให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพด้านเอไอ เตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้บรรจุองค์ความรู้เรื่องของผ้าไทยลงในแบบเรียน โดยได้ให้นโยบายว่า ให้นำหลักการจากหนังสือ Thai Textiles Trend Book (เทรนด์บุ๊กผ้าไทย) เป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมแห่งอนาคต โดยให้ไปดูว่า จะสามารถเตรียมการความรู้เหล่านี้ผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมยังได้สั่งให้มีการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายการใช้งบงบประมาณปี 2569 ให้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณ ปี 2569 งบโครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมได้มีมติให้ สพฐ. กันเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน และให้ สพฐ. ปรับรายละเอียดให้สอดคล้องโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่มีอยู่ ตามข้อสังเกตของหลายๆฝ่าย อย่างเช่น ความซ้ำซ้อนกับเรื่องของ การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP โดยให้ สพฐ. ทำงานร่วมกับกระทรวง อว. ในการส่งต่อโครงการ เพื่อให้ กระทรวง อว.ดำเนินการต่อ และให้สพฐ.ทำเรื่องแจ้งสำนักงบประมาณ ถึงการขอกันเงินไว้ก่อนด้วย เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และ ศธ.จะนำเรื่องนี้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปรงโครงการด้วย

และหารือถึงการยกระดับคุณภาพคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู นักเรียน และผู้บริหาร โดยได้เห็นชอบในเรื่องของการรีสกิล อัพสกิล และเรื่องของหลักสูตร เรื่องของ AI โดยได้กำหนดแผนและขั้นตอนต่างๆ ทั้งเรื่อง AI เฟรมเวิร์ค , AI Literacy ต้องดำเนินการขั้นตอนเป็นอย่างไร ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าในปี 2571 เรื่องของหลักสูตร เรื่อง AI จะมีความสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว โดยวางไทม์ไลน์เรื่องหลักสูตร ซึ่งจะทำในระยะยาว เพราะมีขบวนการที่ต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี

“ปี 2569 เป็นช่วงที่ศธ.ออกแบบเรื่องต่างๆ สิ่งที่จะเห็นหลังจากที่เราออกแบบก็ในปี 2570 เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ หลักใหญ่คือ เรื่อง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เรื่องอีออฟฟิศ และโครงสร้างของบุคลากร ส่วนในปี 2571 เราจะได้เห็นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของหลักสูตร และเรื่องต่างๆที่จะทำตามมาในการสร้างสมรรถนะผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหาร อย่างเช่นเรื่อง AI แต่ไม่ได้หมายความว่าปี 2570 เราไม่ทำ เราควิกวินไปเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตลอด“ รมว.ศธ. กล่าว

สอบแข่งขัน, เด็กปฐมวัย, โรงเรียนรัฐ, โรงเรียนเอกชน

สกสค. จับมือ ออมสิน หั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.50% หวังลดภาระหนี้สินครู-บุคลากร ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

สกสค.-จับมือ-ธ.ออมสิน-เปิดโครงการ-ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

S__18194440_0

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด

โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี

โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

S__18194441_0

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา

“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

S__18194445_0

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

S__18194437_0

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง

ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ดอกเบี้ย, ภาระหนี้ครู, สกสค, หนี้ครู, ออมสิน

มช. และภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ ช่วยประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคีเครือข่าย จัดทำระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยรวบรวม เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำของแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์น้ำของแต่ละสถานี ได้แก่ ระดับน้ำล่าสุด อัตราการไหล ระยะห่างจากตลิ่งต่ำสุด และระดับความสูงเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานี P.1 บริเวณเชิงสะพานนวรัฐเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตเมืองเชียงใหม่

ระบบยังเชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์ระดับน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มระดับน้ำล่วงหน้า โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าระดับน้ำที่กำหนดไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และเตรียมการป้องกันบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้ล่วงหน้า

ด้านการประเมินพื้นที่เสี่ยง ระบบจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Hazard Map)แสดงขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม 5 ระดับ โดยอ้างอิงระดับน้ำของแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 ที่ระดับ 4.30, 4.50, 4.70, 5.00 และ 5.30 เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อระดับน้ำที่สถานี P.1 สูงกว่า 4.20 เมตร ช่วยให้สามารถประเมินขอบเขตพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี แผนที่ความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Depth Map) สำหรับกรณีระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5.30 เมตร โดยนำข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และข้อมูลระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) ที่เคยเกิดขึ้นจริง มาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบ Inverse Distance Weighting (IDW) เพื่อประมาณค่าความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลตรวจวัดโดยตรง

ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งแผนที่ความลึกของน้ำท่วม แผนที่ระดับความสูงของผิวน้ำ และแผนที่ช่วงความสูงของน้ำท่วม พร้อมทั้งสามารถคลิกดูค่าข้อมูลในแต่ละจุด ซูม และเลื่อนแผนที่เพื่อสำรวจพื้นที่ที่สนใจได้

สำหรับการเตือนภัยในระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำ พิกัดหลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยหลักเตือนระดับน้ำจะแสดงค่าระดับน้ำที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมบริเวณจุดติดตั้ง ประชาชนสามารถนำค่าระดับน้ำที่ได้รับจากการรายงานหรือพยากรณ์ที่สถานี P.1 มาเปรียบเทียบกับค่าที่แสดงบนหลัก เพื่อประเมินระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

ภายในเว็บไซต์ยังแสดง รายละเอียดของหลักเตือนระดับน้ำในแต่ละจุด พร้อมภาพประกอบและเส้นทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจุดเตือนภัยในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูล พิกัดเครื่องหมายระดับน้ำท่วมเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ปี 2567 (CM Flood Mark 2024) จำนวนประมาณ 5,000 จุด กระจายทั่วพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดที่วัดจากผิวถนนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 อยู่ที่ 5.30 เมตร ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ระบบยังรวบรวมข้อมูล ศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวกรณีเกิดอุทกภัย ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางและการอพยพได้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ระบบยังมีข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดเดิมที่อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและเปรียบเทียบ โดยปัจจุบันได้มีการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และศักยภาพการรองรับน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของเมืองเชียงใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการนำ ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลประกอบการเตือนภัยได้ที่ https://watercenter.cmu.ac.th/chiangmai/cmflood

มช., ระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วม, เชียงใหม่

มน. ชูบทบาทมหา’ลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICRBO 2026’ ผลักดันนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่สากล

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านน้ำมันรำข้าว ประจำปี 2569 (International Conference on Rice Bran Oil 2026: ICRBO 2026) และเปิดเผยว่า น้ำมันรำข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร การผนึกกำลังระหว่างสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า มน.มุ่งมั่นให้การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาของโลก การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ICRBO 2026 ภายใต้หัวข้อ “Current Issues on Rice Bran Oil Production, Consumption, and Perspectives” สะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น University for Entrepreneurial Society อย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ ที่จะเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรอย่างข้าวและรำข้าว ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ นายกสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติ ปี 2569 และอาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มน. กล่าวว่า งาน ICRBO 2026 จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน โอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางในอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันรำข้าว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้สนับสนุน และภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การนำเสนอรายงานสถานการณ์น้ำมันรำข้าวจากประเทศสมาชิก การเสวนาในหัวข้อโอกาสทางการตลาดและการต่อยอดเชิงธุรกิจ (Marketing and Business Opportunities) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการ 7 กลุ่มเรื่อง ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชจำนวน 28 บริษัท การให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อน้ำมันรำข้าวที่เติบโตขึ้นในระดับสากล และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ICRBO 2026, มน.

ตามเสียงเรียกร้อง! ‘นนท์ ธนนท์’ จัดเต็ม ARENA ENCORE ใหญ่กว่าเดิม บนเวที 360 องศา

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:00 น.

bar sponsor

หลังสร้างปรากฏการณ์บนเวที “มาม่า Presents NONT TANONT THE MOMENT OF SPECTACLE CONCERT” ณ BITEC Live พร้อมเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนเพลง ล่าสุด NONT TANONT พร้อมกลับมาอีกครั้งตามเสียงเรียกร้อง กับสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม ใน “มาม่า Presents NONT TANONT THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE”

การกลับมาของในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเสียงตอบรับของแฟน ๆ หลังคอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมา ทั้งจากคนที่อยากกลับมาสัมผัสโชว์อีกครั้ง และคนที่พลาดโอกาสจากรอบแรก จึงทำให้เกิด ENCORE SHOW ครั้งนี้ขึ้น แต่ครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการนำสิ่งเดิมกลับมาเล่นซ้ำ หากแต่ต้องเป็นการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ให้ “ใหญ่กว่าเดิม สดใหม่กว่าเดิม และไม่เหมือนเดิม”

สำหรับ “ARENA ENCORE” นนท์ยังคงยกให้ “ดนตรีและเพลง” เป็นแกนหลักสำคัญของคอนเสิร์ต แต่ขณะที่ทุกองค์ประกอบจะถูกพัฒนาและออกแบบใหม่ ตั้งแต่รูปแบบเวที การจัดวางโชว์ ไปจนถึงการเรียบเรียงเพลงใหม่ โดยเฉพาะการ Re-arrange จากเพลงที่คุ้นเคย ให้กลับมาในอรรถรสใหม่ พร้อมเปิดโลกให้นนท์ได้ทดลองและก้าวข้ามกรอบทางดนตรีไปสู่แนวทางที่หลากหลายมากขึ้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบเวทีครั้งใหญ่ จากเวทีแนวกว้างในคอนเสิร์ตครั้งก่อน สู่ Center Stage ที่ตั้งอยู่ใจกลาง IMPACT ARENA ที่รับชมได้แบบ 360 องศา ให้ผู้ชมจากทุกที่นั่งสามารถเชื่อมต่อกับนนท์ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกโมเมนต์ และทุกอารมณ์บนเวทีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ชมจากทุกทิศทาง

“สำหรับนนท์เอง เวที 360 องศาถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งสำคัญ เพราะเมื่อศิลปินสามารถถูกมองเห็นได้จากทุกมุม ทุกการเคลื่อนไหวและ Blocking จึงต้องผ่านการออกแบบอย่างละเอียดมากขึ้น” แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือความตั้งใจสำคัญของเขาที่อยากให้ “ศิลปินและคนดูส่งถึงกัน” ได้มากที่สุด ทำให้ไม่ว่าจะนั่งอยู่ตรงไหน ทุกคนก็สามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเวที

มากไปกว่านั้น “THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE” ยังนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ NONT TANONT กับการกลับมาเยือน IMPACT ARENA ในฐานะคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นครั้งที่ 7 และ 8 ของเขา สะท้อนการเติบโตของศิลปินที่เดินทางมาไกลขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังคงเลือกท้าทายตัวเองผ่านเสียงเพลง และไม่หยุดพัฒนาประสบการณ์ที่อยากส่งต่อให้กับคนดู

ส่วนความพิเศษของคอนเสิร์ต รวมถึง Special Guest นนท์ยังคงขอเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ แต่แอบส่งสัญญาณสำคัญว่า ครั้งนี้จะไม่ได้พาทุกคนไปพบกับ “SPECTRUM” ใหม่ ๆ หากแต่จะพาทุกคนเดินทางผ่าน “DIMENSION” หรือ “มิติใหม่” ที่เกิดขึ้นจากดนตรีและเพลงของนนท์ ซึ่งอยากรอให้ทุกคนมาค้นพบไปพร้อมกันในวันจริง

โดย มาม่า Presents NONT TANONT “THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE” จัดขึ้น 2 รอบการแสดง ในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 19:00 น. และวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 18:00 น. ณ IMPACT ARENA MUANG THONG THANI

บัตรเปิดจำหน่ายในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00 น. ราคาบัตร 5,500 / 5,000 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,800 บาท ผ่านทาง Eventpop

THEMOMENT_ARENAENCORE, NONTTANONT, LOVEiSSHOWBiZ