หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

หิมะแทบละลาย บอลลูน อวดลุคสดใสท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่น

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

วานนี้ 27 มีนาคม 2569 ทำเอาลานสกีที่ญี่ปุ่นเดือดปุด ๆ จนหิมะแทบละลายกลายเป็นน้ำ เมื่อเน็ตไอดอลสาวระดับตำนานอย่าง บอลลูน พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์ ออกมาอวดความเซ็กซี่ขยี้ใจแบบไม่กลัวหนาว ในทริปพักผ่อนสุดชิลที่ Hakuba, Nagano ประเทศญี่ปุ่น

งานนี้สาวบอลลูนทำเอาไอจีไฟลุกโชน เมื่อเจ้าตัวโพสต์ภาพรัว ๆ ในชุดบิกินีแบรนด์หรูลายโมโนแกรมสีดำ-ขาว เผยให้เห็นรูปร่างสุดเป๊ะปัง ผิวขาวออร่าท้าแสงแดด และหน้าท้องแบนราบที่ทำเอาสาว ๆ หลายคนอิจฉา เพิ่มความชิคด้วยหมวกไหมพรมสีชมพูฟรุ้งฟริ้งและแว่นกันลมสกีตัวเก่ง พร้อมโพสท่าแจกยิ้มหวานท่ามกลางบรรยากาศภูเขาหิมะขาวโพลนแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก

บอลลูน พินทุ์สุดา

โดยสาวบอลลูนได้ลงแคปชั่นชวนเหงาแต่แฝงความแซ่บว่า “Love is like the winter. It can be beautiful and peaceful. but also Cruel and Cold#Hakuba #TsugaikeMountain” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า (ความรักก็เหมือนฤดูหนาว… มันอาจจะสวยงามและสงบสุข แต่บางครั้งมันก็โหดร้ายและเย็นชา)

บอกเลยว่าถึงแคปชั่นจะดูเย็นยะเยือก แต่ภาพเซตนี้กลับร้อนแรงจนแฟนคลับแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันสนั่นหวั่นไหวเป็นอิโมชั่นกันรัว ๆ 

บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา
บอลลูน พินทุ์สุดา

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากอินสตาแกรม balloon_balloon

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

เปิดวาร์ป ‘มีมี่–เหมือนฝัน’นางเอกเกิร์ลเลิฟ น้องสาวดีไซเนอรดัง ดีกรีไม่ธรรมดา!

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตา สาวหน้าหวาน “มีมี่-เหมือนฝัน แบ้สกุล” นักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังแจ้งเกิดในวงการบันเทิงด้วยซีรีส์แนว GL (เกิร์ลเลิฟ) เรื่อง “Player ไม่อาจห้ามรัก”  นอกจากลุคหวานละมุนที่แฝงเสน่ห์เฉพาะตัวแล้ว บอกเลยว่าโปรไฟล์ก็ไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่ทั้งหน้าตาและความสามารถครบเครื่อง และนี่คือ 4 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก “มีมี่ เหมือนฝัน” มากขึ้น

วิศวกรผู้หลงใหลศิลปะการสื่อสาร

“มีมี่ เหมือนฝัน” จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคอินเตอร์) และ University of Nottingham สาขา Mechanical Engineering  ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1  ต่อยอดความรู้ด้วยปริญญาโทด้าน Brand and Marketing Management จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสายวิศวะสู่โลกศิลปะการแสดง  “มีมี่” คือภาพแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าออกจากกรอบเดิม ๆ กล้าเลือกเส้นทางที่ตัวเองรัก เดินตามเสียงหัวใจ เพื่อค้นหาและสร้างนิยามคำว่า “ตัวตน” ในแบบของตัวเอง

จากวิศวกรสู่โลกของการแสดง

มีมี่เดบิวต์การเป็นนักแสดงครั้งแรกจากซีรีส์ “Player ไม่อาจห้ามรัก” กับบทบาท “ปัน – ปรรณกร” หญิงสาวที่ภายนอกดูอ่อนไหว แต่ภายในกลับแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง เป็นตัวละครที่สะท้อนหลากหลายมิติของความเป็นผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นผลงานเรื่องแรก แต่มีมี่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของตัวละครออกมาได้อย่างน่าจับตา กลายเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเริ่มตกหลุมรัก และจดจำชื่อ “มีมี่–เหมือนฝัน” ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการออกอากาศ พร้อม ๆ กับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการจัดแฟนมีตติ้งในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และเซี่ยงไฮ้ ก้าวต่อไปในเส้นทางสายการแสดง มีมี่ตั้งใจอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเติบโตไปพร้อมกับผู้ชม และหวังว่าจะสามารถส่งต่อความสุข หรือกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับทุกคนที่ติดตามเธอเสมอ

พลังของความคิดและความเข้าใจแบรนด์

ด้วยความรู้พื้นฐานด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่เรียนมา มีมี่มองวงการบันเทิงไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็น “Brand Storytelling” เธอเข้าใจการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์และอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกการปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น งานแฟชั่นโชว์ งานประกาศรางวัล กิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ฯลฯ แต่ละลุคผ่านการทำการบ้านและคิดมาอย่างดี อีกหนึ่งมุมที่หลายคนไม่รู้ มีมี่ คือ น้องสาวของ “หยิน-ฝันดาว แบ้สกุล” ดีไซเนอร์สาวสุดจึ้ง เจ้าของแบรนด์กระเป๋า FUNDAO ที่กำลังมาแรง ยิ่งตอกย้ำเรื่องเซนส์แฟชั่นของเธอ เติบโตมาในครอบครัวที่คลุกคลีกับงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะหยิบจับลุคไหนก็ดูแพง มีคลาส มีเสน่ห์เฉพาะตัว

เสน่ห์ที่มากกว่าใบหน้า — คือความจริงใจในทุกบทบาท

ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้ากล้องหรือในชีวิตจริง มีมี่เชื่อว่าความจริงใจคือสิ่งที่คนดูสัมผัสได้ และสิ่งนั้นต้องมาควบคู่กับ “ความตั้งใจทำงาน” เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกโปรเจ็กต์ที่ได้รับ เธอใช้ประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่ละเอียดอ่อน ถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งมุมที่สดใส ขี้เล่น และอบอุ่นกับคนรอบข้าง ไม่แปลกใจที่ใครที่ได้รู้จักเธอจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก จนหลายคนบอกว่า “นี่คือหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้” แฟน ๆ สามารถติดตามตัวตนของ  “มีมี่ เหมือนฝัน” ในแง่มุมอื่น ๆ ได้ทางโซเชียลมีเดีย @memibae ทั้งไลฟ์สไตล์ ความสนใจส่วนตัว และโมเมนต์เล็ก ๆ ที่อยากแบ่งปันให้ทุกคนที่ติดตาม

รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม 'ท้าวสุรนารี' แห่งเมืองโคราช

รำลึก 200 ปี วีรกรรม ‘ท้าวสุรนารี’ แห่งเมืองโคราช

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ท้าวสุรนารี” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ย่าโม”  นับเป็นวีรสตรีของแผ่นดิน  ที่ปีพุทธศักราช 2569 นี้ เป็นปีสำคัญ คือ “ครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมท้าวสุรนารี”
จังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นจัดงานเฉลิมฉลองไปแล้ว โดยมี “นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน  ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย  ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาแห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๙ หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้เพียง ๒ ปี พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกความไว้ว่า

“เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นกบฎ… ฝ่ายอนุเวียงจันทน์ตั้งแต่กลับไปถึงเมืองแล้วก็ตรึกตรองที่จะคิดมา ประทุษร้ายต่อกรุงเทพมหานคร จึงให้หาอุปราช ราชวงศ์ สุทธิสารกับท้าวเพี้ยขุนนางผู้ใหญ่ มาปรึกษาว่าที่กรุงเดี๋ยวนี้มีแต่เจ้านายเด็กๆ ขุนนางผู้ใหญ่ก็น้อยตัว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทั้งเจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ หัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวาง การเป็นที่หนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้น ชาวอังกฤษก็มารบกวนอยู่เราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย…”

เจ้าอนุวงศ์ หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า เจ้าอนุ ตามที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนี้ เป็นบุตรพระเจ้าบุญสาร เสด็จขึ้นครองนครเวียงจันทน์ ต่อจากเจ้าอินทวงศ์ เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลงมาเฝ้า และรับทำราชการต่างๆ โดยแข่งขันสืบมา จนเป็นที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย ส่วนมูลเหตุที่เจ้าอนุวงศ์คิดเป็นกบฎ จะเข้ามาตีกรุงเทพฯ กล่าวว่า เนื่องจากทูลขอครัวชาวเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เพื่อจะนำกลับไปบ้านเมือง แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานให้ตามประสงค์ ด้วยทรงพระราชดำริว่า ครัวชาวเวียงจันทน์เหล่านี้ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคงแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์มีความอัปยศ จึงเป็นกบฎจะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพมหานคร

การเตรียมกำลังเข้ามาตีกรุงเทพฯ ครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ไปเกลี้ยกล่อมบรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมด้วย เจ้าเมืองใดขัดขืนก็ฆ่าเสีย มีเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น ราษฎรและเจ้าเมืองอื่นๆ พากันกลัวอำนาจยอมเข้าด้วยหลายเมือง เมื่อเห็นว่ามีกำลังมากพอ ก็ให้ยกกองทัพไปพร้อมกันที่เมืองนครราชสีมา

มีบันทึกเหตุการณ์ซึ่งเป็นลางร้ายก่อนเจ้าอนุวงศ์จะยกกองทัพออกจากเมือง เวียงจันทน์ว่า

“…เมื่อ ณ เดือน ๖ ปีจออัฐศก (พ.ศ.๒๓๖๙) เวลากลางวันเกิดลมพายุใหญ่พัดช่อฟ้าใบระกา หอพระแก้วพระบางหลังคาเรือนอนุหักไปเป็นอันมาก เรือนภรรยาอนุทลาย ๕ หลัง แต่เรือนราษฎรชาวบ้านหักพังประมาณ ๔๐-๕๐ หลัง ครั้นมาถึงเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อนุยังเกณฑ์กองทัพอยู่นั้น บังเกิดดาวพฤหัสบดีขึ้นทางทิศทักษิณเมื่อเวลาดึกประมาณ ๒ ยามเศษ เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเวียงจันทน์ ถ้วยชามสิ่งของรูปพรรณกระทบกัน ครั้นรุ่งสว่างขึ้นเห็นแผ่นดินแยกออกในกำแพงท้ายเมือง ยาวประมาณ ๒ วา กว้างประมาณศอกเศษ ลึกประมาณเส้นเศษ อนุเห็นดังนั้น จึงหาโหรมาดูว่าดีหรือร้ายประการใด จะยกกองทัพลงไปตีกรุงจะปราชัยหรือมีชัย โหรทำนายว่าเหตุนี้ร้ายนักจะปราชัย…”

 แม้โหรทำนายเช่นนั้นแต่เจ้าอนุวงศ์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกทัพมาตี กรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เองนั้นเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ ยกข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่บ้านพันพร้าว ฝึกหัดกองทัพอยู่ ส่วนทัพหน้าให้เจ้าราชวงศ์คุมคนยกล่วงมาถึงเมืองนครราชสีมา หลังจากเบิกเสบียงจากเมืองนครราชสีมาแล้วก็ยกทัพล่วงหน้าไปเมืองสระบุรี จากนั้นเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าสุทธิสารราชบุตรก็ยกทัพตามลงมาถึงเมือง นครราชสีมา

การที่กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกผ่านเมืองต่างๆ ไปโดยสะดวก ก็โดยใช้อุบางลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่า มีศุภอักษรจากกรุงเทพฯ โปรดให้เกณฑ์กองทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ เจ้าเมืองกรมการเมืองหลงกลและพากันเชื่อฟังจัดหาเสบียงอาหารให้ และไม่มีใครขัดขวางยอมให้ผ่านไปแต่โดยดีทุกเมือง

เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้น เป็นเวลาที่เจ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่ ไปราชการที่เมืองขุขันธ์ คงมีแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองอยู่ เช่น พระยาพรหมยกรบัตร เป็นต้น เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้พระยาพรหมยกรบัตรเตรียมกวาดครอบครัวขึ้นไปเมือง เวียงจันทน์ให้เสร็จภายในเวลา ๔ วัน พระยาพรหมยกรบัตรกลัวอำนาจก็จำต้องยอมทำตาม และแกล้งจัดหาหญิงรูปงามให้เจ้าอนุวงศ์เพื่อลวงให้ตายใจ

ฝ่ายพระยาปลัดซึ่งไปราชการกับเจ้าเมืองนครราชสีมา เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ลงมากวาดต้อนครัวเมืองนครราชสีมาไปเป็น จำนวนมาก จึงขออนุญาตเจ้าพระยานครราชสีมากลับมาช่วยครอบครัวและชาวเมือง ได้เข้าเฝ้าเจ้าอนุวงศ์ โดยลวงเจ้าอนุวงศ์ว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาหนีไปเสียแล้ว เจ้าอนุวงศ์หลงเชื่อ ก็มอบให้พระยาปลัด และพระยาพรหมยกระบัตร ควบคุมครัวเมืองนครราชสีมา ออกเดินทางไปเมืองเวียงจันทน์ ดังมีหลักฐานเล่าเหตุการณ์รายงานในใบบอกพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา แจ้งมายังค่ายหลวง มีความโดยละเอียดว่า

“…ข้าพเจ้าพญาปลัด พญายกระบัตร หลวงพิชัย หลวงเมือง กรมการเมืองนครราชสีมา บอกลงมาว่าด้วยอยู่ ณ วันเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ปีจออัฐศกเจ้าเวียงจันทน์เข้ามาถึงเมืองนครราชสีมา เจ้าเวียงจันทน์ให้หาพญายกระบัตรหลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนา หลวงนรา หลวงปลัดเมืองพิมาย ออกไปเจ้าเวียงจันทน์ว่ากับกรมการว่า ถ้าผู้ใดมิยอมไปด้วยเจ้าเวียงจันทน์ฯ จะฆ่าเสียให้สิ้น… เจ้าเวียงจันทน์ให้กองทัพไล่ครัวนอกเมืองในเมืองออกแล้ว แต่กองทัพคุมครัวยกไป…ข้าพเจ้ายกไปทันครัว ณ บ้านปราสาท… ข้าพเจ้ากับกรมการปรึกษาให้ไล่ครัวเข้ามาตั้ง ณ บ้านสำริด แขวงเมืองพิมาย ข้าพเจ้ากรมการได้บอกข้อความให้ขุนพลถือลงมาบอกกองทัพยกขึ้นไปช่วย ก็หาเห็นกองทัพยกขึ้นไปไม่ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เจ้าเวียงจันทน์ให้ยกกองทัพประมาณพันเศษไปตีชิงเอาครัว ข้าพเจ้ากรมการกับหมื่นศรีธนรัตน หลวงปลัดพิมาย พระณรงค์เดชะ เกณฑ์กำลังครัวได้ ๕๐๐๐ เศษ ยกออกรบ ตีกองทัพเจ้าเวียงจันทน์แตก… เจ้าเวียงจันทน์ แต่งให้เจ้าสุทธิสาร บุตร คุมคนประมาณ ๖๐๐๐ เศษ ยกไปตีข้าพเจ้ากรมการอีก ข้าพเจ้ากรมการ… ยกออกตีกองทัพเจ้าสุทธิสารแตก ข้าพเจ้ากรมการฆ่ากองทัพเจ้าสุทธิสารตายประมาณ ๑๐๐๐ เศษ ได้ปืนเชลยศักดิ์ ๕๐ บอก…”

เหตุการณ์ที่ครัวชาวเมืองนครราชสีมารวมกำลังกันต่อสู้ครั้งนี้เองที่ได้ เกิดวีรสตรีคนสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นั่นคือ ท่านผู้หญิงโมภริยาพระยาปลัด ได้ควบคุมกำลังฝ่ายผู้หญิงนุนช่วยสู้รบอย่างองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผู้นำฝ่ายชายและกรมการเมือง จัดหาหญิงสาวให้นายทัพนายกองที่ควบคุมครัวไปจนถึงชั้นไพร่ จนพวกลาวกับครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดีแล้ว ก็ออกอุบายแจ้งว่าครอบครัวที่อพยพไปได้รับความยากลำบากอดอยากนัก ขอมีด ขวาน ปืน พอจะได้ยิงเนื้อมากินเป็นเสบียงเลี้ยงครัวไปตามทาง

เมื่อเดินทางถึงทุ่งสัมฤทธิ์ก็พร้อมใจกันเข้าสู้ทัพลาว ด้วยอาวุธอันมีอยู่น้อยนิด บ้างก็ตัดไม้ตะบองเสี้ยมเป็นหลาวบ้าง สามารถฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังมีความในใบบอกข้างต้น

หลังจากชัยชนะของชาวครัวเมืองนครราชสีมาครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุวงศ์หวาดหลั่นไม่กล้าที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯ พากันถอยทัพกลับไปและถูกปราบจับตัวมาลงโทษ ณ กรุงเทพมหานคร ในที่สุด

จากวีรกรรมของคุณหญิงโมที่ได้รวบรวมครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมา เข้าต่อสู้ข้าศึกศัตรูจนแตกพ่ายไปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบแต่งตั้งขึ้นเป็น ท้าว สุรนารี

ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ในแผ่นดินกรุงธนบุรี เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่า พระยาปลัด มีนิวาสสถานอยู่บริเวณตรงข้ามวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน ๕ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ พุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี หลังจากกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว เจ้าคุณสามีได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอย ต่อมาเจดีย์ชำรุดลงจึงได้ย้ายอัฐิมาบรรจุไว้ที่กู่ที่วัดพระนารายณ์ มหาราช จนกระทั่งเมื่อทางการและประชาชน ชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ หน้าประตูชุมพล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงได้นำอัฐิของท้าวสุรนารีมาประดิษฐานในฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้

ที่หน้าประตูชุมพล ประตูเมืองเก่าด้านทิศตะวันตกของเมืองโคราชหรือเมืองนครราชสีมา ทุกวันนี้ยังปรากฎอนุสาวรีย์ของวีรสตรีท่านนี้ ประดิษฐานในอาการที่พร้อมจะเข้าต่อสู้ เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

อนุสาวรีย์รูปท้าวสุรนารีดังกล่าวนี้ สร้างเป็นรูปปั้นสุภาพสตรีมีเครื่องแต่งกายอย่างหญิงมีบรรดาศักดิ์สมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น คือนุ่งผ้าจีบ ห่มสไบคลุมมีอย่างน้อย ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ในมือถือดาบ ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะปกปักรักษาบ้านเมือง นอกจากนี้ เพื่อให้อนุสาวรีย์นี้มีความหมายในฐานะเป็นที่เคารพสักการะรำลึกถึงท่าน ท้าวสุรนารีอย่างแท้จริง ทางการจึงได้เชิญอัฐิของท่านมาประดิษฐานไว้ ณ ฐานของอนุสาวรีย์ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ เล่าประเด็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี “อนุสาวรีย์สามัญชน” ไว้ในหนังสือ “การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรมสยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า

 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม โดยเน้นความเสมอภาคในสังคม ซึ่งเป็น 1 ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

งานศิลปกรรมยุคนั้น โดยเฉพาะงานประติมากรรมจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยลักษณะงานที่เน้นแสดงออกถึงลีลาและท่าทีขึงขัง ดุดัน ถ้าเป็นภาพปั้นรูปคนก็จะดูกำยำ แสดงท่าทางเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังแข็งแรง และมักเป็นการปั้นรูปคนธรรมดาสามัญ วิถีชีวิตชาวบ้านชาวนาธรรมดา หรือไม่ก็ทหาร ไม่นิยมปั้นเป็นรูปเทพเทวดาหรือวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นกษัตริย์แต่อย่างใด

เรื่องนี้ปรากฏหลักฐานในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ตามที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวกับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งมีการปั้น “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ว่า

“…เกล้ากระหม่อมก็เข้าใจแล้วได้แนะนำว่า เราไม่รู้จักหน้าตาเป็นอย่างไรไม่รู้ ทำไม่ได้ดอก ทำ Allegory เป็นนางฟ้าถือดาบดีกว่า… มาเมื่อก่อนหน้าที่จะเขียนหนังสือถวายนี้ไปเห็นปั้นตัวเบ้อเร่ออย่างที่ทูลมา ถามว่าทำไมไม่ทำเป็นรูป Allegory แกบอกว่าเขาไม่เอา…”

อ. ชาตรี บอกว่า เหตุที่รัฐบาลไม่ต้องการจะปั้นรูปท้าวสุรนารีให้เป็นรูปเทวดานางฟ้านั้น น่าจะมาจากรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถสื่อความหมายของสามัญชนได้ และการปั้นรูปเทวดานางฟ้าย่อมหนีไม่พ้นจะต้องปั้นด้วยลักษณะเครื่องประกอบตกแต่งอันวิจิตรตระการตาสมกับเป็นเทพ

ภาพลักษณ์ดังกล่าว คณะราษฎรย่อมไม่ต้องการ แม้แต่จะปั้นเป็นรูปผู้หญิงนั่งบนเตียง มีเครื่องยศพานหมากกระโถน อันแสดงออกถึงยศศักดิ์ประกอบอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ได้ สุดท้ายจึงเป็นเพียงรูปผู้หญิงยืนโดยไม่มีเครื่องยศประกอบ

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ พระเทวาภินิมมิต ซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวโคราช สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2476
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หน้าประตูชุมพล (ประตูเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันตก) มีพิธีเปิดในช่วงต้น พ.ศ. 2477

และ “ย่าโม” ได้ยืนตระหง่าน เป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนคนไทยเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

 

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี หน้าประตูชุมพล

ศ.ศิลป์ พีระศรี

ศ.ศิลป์ พีระศรี

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

ประติมากรรมต้นแบบก่อนหล่อเป็นอนุสาวรีย์ย่าโม

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) โอ๊ยเล่าเรื่อง 7/10

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังผีร่วมทุนสร้าง ไทย-มาเลเซีย ภายใต้ชื่อ บริษัท Exit45 Solutions ที่ นำเสนอ เรื่องผีๆ 4 เรื่องสั้น ไม่ยาว ไม่เกี่ยวข้องกัน 2เรื่องไทย2เรื่องมาเลเซีย 

กัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes) หมายถึง เวรกรรม หรือ กรรมตามสนอง ที่ถูกนำมาเป็นธีมหลักเส้นเรื่องหลักของทั้งสี่เรื่อง  ทั้ง4 เรื่อง เรื่องใครเรื่องมัน เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกัน แต่พูด ในเรื่องเดียวกัน มีผู้หญิงเป็นตัวละครหลัก ตัวละครชายเป็นตัวทำให้เกิดเรื่อง ผีแต่ละเรื่อง มาในรูปแบบ ที่ต่างกัน สองเรื่องมาเลเซียใส่เรื่องราวไสยศาสตร์ ของท้องถิ่นที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย สิ่งที่มีในทั้ง4เรื่องคือ ตุ๊กตาแปลกๆ น่ากลัวชวนขนหัวลุก

ทวงบาป (Reclaimed) ชวลิต พงศ์ไชยยง ⁣ทำ ทวงบาป ออกมา ในความรู้รึก ผีหลอกวิญญาณหลอน แนวจิตๆ ฝันร้ายๆ ดึง ในคนดู เอาใจช่วย เรื่องหลักเกิดขึ้น ใน โฮมแคร์ที่ ดูหลอนๆ ไปกับ บรรยากาศโรงพยาบาล  หนังเต็มไปด้วย ผีหบอก ผีอาฆาต เลือด เป็นตอนที่ ใช้ CG เปลือง มีระเบิดไฟไหม้ แต่ น่าเสียดาย ที่ จังหวะสะดุ้ง มีน้อยไปหน่อย ยังดี ที่ ตอนจบ ปมเฉลย มีการหักมุม แบบนึกไม่ถึง

นาว-ทิสานาฏ ศรศึก เล่นดี ในบท แพง  ชวนให้ตามดูลุ้นเอาใจช่วย เดินเรื่อง แบกเรื่อง คนเดียว  สืบ-บุญส่ง นาคภู่ ยังคง เล่นใหญ่เล่นเยอะ ในทุกฉาก ในบท ลุงศร คนไข้ที่ถูกผีหลอก ต๊อกแต๊ก (Pizza Moive)-สุธิรจน์ ศรีเพ็ชร รับบท ตอง นางพยาบาล รุ่นพี่ ที่ช่วยเบรคความน่ากลัว ด้วย เสียงพูดสำเนียงทองแดง และ ธีระวัฒน์ มุลวิไล รับบท ลุงมิ่ง ผีชุดนักโทษ

สายพยาบาท (The Li(n)e) ซาคินา ลาติฟ ⁣ ผู้กำกับ สร้างความน่ากลัว โดยใช้สิ่งต่างๆ ในสตูดิโอ เสียงต่างๆ การบันทึกเสียง แสงไฟวูบๆ วาบๆ โทรศัพท์ในสตูดิโอ ตัวหนัง เล่นกับบทสนทนาโต้ตอบ การเจาะลึก เข้าไป ข้างในแม้ ผีจะออกมา หลายตัว ชัดเจน ในความเป็นผี แต่ไปๆ มา กลับไม่รู้สึกสะดุ้ง ไม่ค่อยน่ากลัว เท่าไรนัก ยังดี ที่ หนังปู สิ่งต้องห้ามในการสู้ผี ได้อย่างน่าสนใจ ห้ามเรียกชื่อคนตาย ห้ามรับสายโทรศัพท์ช้ากว่า8 เสียง ห้ามเดินไปที่ประตู ฯลฯ

บรรยากาศ การนำเสนอ/การเล่าเรื่อง ชวนให้ นึกถึง ละครเวที แนวน่ากลัวๆ เน้นๆ การแสดงสีหน้าท่าทาง ผ่านตัวเอก ใช้แสงสีเสียง มาเป็น ตัวสร้างความน่ากลัวหนังอาจจะไม่น่ากลัวนัก แต่ก็มีการหักมุม ในตอนท้าย ชนิดที่ คาดไม่ถึง 

JOYCE ANG TZE HAM รับบท ฉวน เด่นๆ แบกเรื่องอยู่คนเดียว โดยมี ผีๆ ญาติพี่น้อง พ่อ/แม่เลี้ยง/น้องชาย/น้องสาว กับ สองหมอผีแม่/ลูก เข้ามา ในแต่ละช่วงที่นำแสดงโดย

CHONG WAH KONG รับบท จิม CHAN YOKE PENG รับบท เพจ สองหมอผี 

หมอผี (Bomoh)  อันวาร์ดี จามิล⁣ ทำ เรื่องนี้ ออกมาชัดเจน ในแนว มนต์ดำแบบบ้านๆ ในโทน มืดไม่มีความสว่างไสว เน้นๆ ความชั่วร้าย ของตัวร้าย หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ กว่าผีจะออก ก็ลืมไปแล้ว นึกว่าดู ละครคุณธรรม ก่อนที่ ช่วงท้าย ผีจะออกมาแบบ เน้นๆ มาแบบจัดเต็ม ในแบบ ผีนองเลือด ไม่ใช่ แนวผีหลอกและ ยังเป็นเรื่อง ที่ นำเสนอเรื่อง เซ็กซ์ ที่ ให้ความรู้สึก รุนแรง/ดิบๆ น่าเสียดาย..ที่ หนังปูเรื่อง ด้วย น้ำมันพราย ของ มาเลเซีย แต่ไปๆ มาๆ กลับ มีผลกับเรื่อง แค่นิดเดียว  SABRI YUNUS รับบท ปกรณ์ ชัดเจน ในการเป็นหมอผี BULAN TERRY รับบท ฟ้า เหยื่อรายล่าสุด ที่ดูแข็งๆ หน้าตาอาจจะดูธรรมดาๆ แต่ฉากร่ายรำ แปลกตาดีงาม 

 AMALINA ARHAM รับบท นิค RINGGO EL AMIR รับบท อาร์ม สองลูกสาวลูกชายขิงปกรณ์

สามเรา (Threesome) กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์ ⁣ทำ สามเรา (Threesome) เป็น เรื่องที่สนุก มีครบรส ผีหลอกภาพหลอน แทรกมุข หักมุมด้วยมุขตลก ที่ กำลังดี ในแนวของ เด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ ผ่านบทสนทนา มุมมอง ท่าทาง ไม่ใช่ ตลกเลอะเทอะ จังหวะของหนัง ออกมาดี ทั้ง ส่วน ผีๆ น่ากลัว เลือดสาด หรือ ส่วนขำๆ แม้แต่ เรื่อง เซ็กซี่ ก็ยังออกมา ในแนวน่ารักๆขำๆ 

ต้องชม นักแสดง ที่เล่นดี น่ารัก ใส่เสน่ห์ เฉพาะตัวเข้ามาบนจอ รับส่งบทกันได้ดี  จนทำให้ เป็นหนังผี ที่ดูสดใสมากกว่าอึก 3 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สองตัวหลัก  แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ ใน บท แจน นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์  ใน เบิร์ด   ดูเป็นคู่รักคู่กัดคู่ฮา ทำให้เรื่องออกมา สนุก ไม้น่าเบื่อ นัจโน๊ะ-นัจฐณิชา โรจนะจารุนันท์ รับบท เมจิ สวยใสน่ารักๆ ในทุกๆ ฉาก ที่แม้แต่ตาย แต่หนังพาย้อนกลับไปหาตลอดเวลาร่วมทั้ง ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ที่มารับเชิญ ในบททนาย ที่เรียกรอยยิ้มให้กับ ตัวเรื่องในตอนนี้ ได้ พิง ลำพระเพลิง มาเขียนบท ใส่ลูกเล่นลูกชน เต็มที่ ทำให้หนังดูสนุก และ ยังเป็นตอนที่ นำเสนอ ภาพยามค่ำคืน ในป่าลึกออกมาได้ดี ภาพสวย ดนตรีประกอบดีงาม 

Ghost Radioกัม มะ เว คะ ( The De4d Echoes)  คือ หนังผี ที่ดูได้เพลินๆ สบายๆ ผีไทยOK ผีมาเลเซียอาจจะรู้สึกเชยๆ ไปสักนิด ไม่ค่อยคุ้นกับ คนดูโดยทั่วๆ ไป แต่ก็ดูโอเค สนุกระดับ 7/10 หัวกระโหลก 

ยังไม่รู้ชะตากรรม สีหศักดิ์ ยัน อิหร่าน ช่วย 3 ลูกเรือไทย เต็มที่

ยังไม่รู้ชะตากรรม สีหศักดิ์ ยัน อิหร่าน ช่วย 3 ลูกเรือไทย เต็มที่

ยังไม่รู้ชะตากรรม สีหศักดิ์ ยัน อิหร่าน ช่วย 3 ลูกเรือไทย เต็มที่

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

เมื่อเวลา 09.38 น.วันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือ “มยุรี นารี” อีก 3 คนว่า ขณะนี้ยังคงติดตามจากฝ่ายอิหร่านอยู่ และอย่างที่ตนเคยบอกฝ่ายอิหร่านเข้าถึงเรือได้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจในชะตากรรมของ 3 ลูกเรือ ซึ่งตอนนี้ตนก็ติดตามกับ เอกอัครราชทูต อิหร่านประจำประเทศไทย และเพิ่งมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านว่า ให้ช่วยเร่งรีบเข้าให้การช่วยเหลือ เพราะเราต้องการทราบถึงชะตากรรมของลูกเรือทั้ง 3 คน โดยเร็วที่สุด 

เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่มีการยืนยันสถานะของ 3 ลูกเรือใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็ยังติดตามอยู่ พร้อมยืนยันว่า จะทำอย่างเต็มที่

สีหศักดิ์

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนด้านการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

แวดวงนักปกครอง : 28 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 28 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 28 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการฝ่ายปกครองทั่วประเทศ!! คุมเข้มราคาสินค้า–น้ำมัน ป้องกันกักตุน–เอาเปรียบประชาชน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง งานนี้ไม่ใช่แค่ตรวจ…แต่คือ “ลุยจริง จับจริง เอาจริง!” ผนึกกำลังทุกหน่วย ลงพื้นที่คุมสถานการณ์แบบประชิดตัว ไม่ปล่อยให้ใครฉวยจังหวะวิกฤต “จงใจปั่นราคา” หรือปฏิเสธให้บริการแบบไร้เหตุผล เน้นย้ำ “นายอำเภอ” บทบาทในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องลงตรวจผู้ค้าน้ำมัน หากพบพิรุธต้อง “จัดการทันที” ใครฝ่าฝืนอย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! กฎหมายฟันจริง “คุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ตาม พ.ร.ก.น้ำมันเชื้อเพลิง จึงเห็นภาพฝ่ายปกครองลงพื้นที่ขานรับนโยบายคุมเข้มทั่วประเทศ

ฝ่ายปกครองแม่สอดสนธิกำลังเข้มบุกตรวจโกดังซุกน้ำมันดีเซลยึดกว่า 20,000 ลิตร ขานรับนโยบายรัฐบาลปราบปรามการกักตุน-ลอบส่งออก นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล นายอำเภอแม่สอด จ.ตาก พร้อมฝ่ายปกครอง สนธิกำลังหน่วยความมั่นคงลงพื้นที่เป้าหมายบริเวณช่องทางธรรมชาติท่าสายลวด นำปลัดอำเภอ สมาชิก อส. ทหาร ตำรวจ ผู้นำท้องที่ และ ชรบ. ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ พบของกลาง น้ำมันดีเซลกว่า 20,000 ลิตร ซุกซ่อนเตรียมเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ ยังเจอโกดังใกล้เคียงอัดแน่นไปด้วยถังน้ำมันหลายขนาด เตรียมการกักตุน และลักลอบขนส่งน้ำมัน การดำเนินการในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการป้องกันและปราบปรามการกักตุนน้ำมันรวมทั้งการลักลอบขนส่งน้ำมันข้ามแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล

นายอำเภอแม่สอด จ.ตาก

นายชาตรี ฉิมพรัตน์

นายอำเภอชัยบาดาล จ.ลพบุรี

อำเภอสรรคบุรีสนธิกำลังจับกุมกักตุนน้ำมัน ขายเกินราคา ขานรับนโยบายรัฐบาล คุมเข้มพลังงาน นายชนันต์ อินทรักษ์ นายอำเภอสรรคบุรี จ.ชัยนาท สั่งการให้ฝ่ายปกครองบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนด่วน หลังชาวบ้านร้องร้านค้าในพื้นที่ขายน้ำมันเกินราคาจับกุมผู้กระทำความผิดได้ พร้อมของกลางน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนมากกว่า 2,000 ลิตร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ “บางละมุงเอาจริง! ล่อซื้อบุหรี่ไฟฟ้า รวบร้านเดิมไม่เข็ด ของกลาง 500 ชิ้น” นายอนุศักดิ์ พิริยอมรนายอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี สั่งชุดปฏิบัติการลงพื้นที่หนองปรือยึดของกลางบุหรี่ไฟฟ้าและหัวเปลี่ยนกลิ่นแบบใช้แล้วทิ้งรวม 500 ชิ้น หลังชาวบ้านร้องเรียนเปิดขายโจ่งแจ้ง ซ้ำเคยถูกจับมาแล้วเมื่อปี 2567 ของกลางนับหมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 5 ล้านบาทแต่ยัง “ไม่เข็ด” งานนี้ปกครองไม่มีผ่อน! เดินหน้ากวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ปกป้องเยาวชนและสังคมจากภัยเงียบนี้

ส่งท้ายคอลัมน์สนับสนุนการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่กับ“นายอำเภอพาเที่ยว” เมื่อนายอำเภอชัยบาดาลชวนลุย!เปิดทริปน้ำตก พร้อมสูดโอโซนกลางหุบเขา สายธรรมชาติห้ามพลาด! นายชาตรี ฉิมพรัตน์ นายอำเภอชัยบาดาล จ.ลพบุรีเปิดหมุดหมายท่องเที่ยว น้ำตกท่าหินโฉ่ ในพื้นที่ตำบลบัวชุมอ.ชัยบาดาล แหล่งพักผ่อนกลางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยผืนป่าและสายน้ำใสไหลเย็น บรรยากาศร่มรื่นที่นี่เหมาะทั้งสายชิล สายถ่ายรูป และสายพักใจ ก็ได้ครบจบในที่เดียว รอบพื้นที่น้ำตกยังมีร้านค้าชาวบ้านตั้งเรียงรายเสิร์ฟอาหาร เครื่องดื่ม และของทานเล่นหลากหลายเมนู อร่อย ราคาเป็นมิตร ใครแวะมาเที่ยว อย่าลืมอุดหนุนเติมรายได้ให้ชุมชนไปพร้อมกับเติมพลังให้ตัวเอง เที่ยวธรรมชาติ หนุนเศรษฐกิจฐานราก ชัยบาดาลพร้อมแล้ว…คุณล่ะพร้อมออกทริปหรือยัง!

นาย..อำเภอน้อย

คนไทยเตรียมช็อกอีกรอบ ดีเซลส่อพุ่ง50บาท พิพัฒน์บอกถ้ารบลากยาว ไม่รู้ขึ้นกลางดึก-ห้ามทำอีก

คนไทยเตรียมช็อกอีกรอบ ดีเซลส่อพุ่ง50บาท พิพัฒน์บอกถ้ารบลากยาว ไม่รู้ขึ้นกลางดึก-ห้ามทำอีก

คนไทยเตรียมช็อกอีกรอบ ดีเซลส่อพุ่ง50บาท พิพัฒน์บอกถ้ารบลากยาว ไม่รู้ขึ้นกลางดึก-ห้ามทำอีก

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยเตรียมช็อกอีกรอบ ดีเซลส่อพุ่ง50บาท พิพัฒน์บอกถ้ารบลากยาว ไม่รู้ขึ้นกลางดึก-ห้ามทำอีก รบ.อุ้มขนส่ง-กลุ่มไรเดอร์ ลุยเข็น‘คนละครึ่ง’สู้วิกฤต

“พิพัฒน์” กลัวทัวร์ลง เลิกประกาศปรับราคาน้ำมันกลางดึก ห่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางหากยืดเยื้อ ดีเซลมีสิทธิ์ทะลุ 50 บาท ด้านคมนาคม เปิดมาตรการช่วยเหลือ ภาคขนส่ง สนับสนุนต้นทุนค่าน้ำมัน 4-6 บาทต่อลิตร รถกลุ่ม Rider กว่า 1.1 แสนคัน รับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน เริ่ม 1–30 เมษายนนี้ ส่วนคนละครึ่งเฟสใหม่ตามมาแน่หลังมีรัฐบาลใหม่

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ชี้แจงถึงกรณี

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบก้าวกระโดด 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียวว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และ การรักษาระยะห่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย

“ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีแผนจะปรับขึ้นเพียง 3 บาทตามนโยบายที่คุยกันในช่วงเย็นวันนั้น หากมาเลเซียยังคงราคาไว้ที่ประมาณ 38-39 บาท แต่ปรากฏว่าในช่วงค่ำ ตลาดสิงคโปร์ปิดตัวด้วยราคากระโดดสูงขึ้น และมาเลเซียได้ปรับราคาน้ำมันรวดเดียว 7 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 45 บาทต่อลิตร หากไทยปรับขึ้นเพียง 3 บาท จาก 33 บาท เป็น 36 บาท จะทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างไทยกับมาเลเซียห่างกันเกือบ 10 บาท ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบเติมน้ำมันข้ามแดน โดยรถขนส่งจะหันมาเติมน้ำมันฝั่งไทยที่ได้รับการอุดหนุนแล้ววิ่งกลับไป ซึ่งถือเป็นการสูญเสียของประเทศ การตัดสินใจขึ้น 6 บาทรวดจึงเป็นการแก้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนต่างราคาและหยุดยั้งสภาวะโกลาหลที่ประชาชนแห่กักตุนน้ำมันจนขาดปั๊ม”

ทัวร์ลงประกาศตอนลึก

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการประกาศขึ้นราคากลางดึกนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่าไม่อยากให้มีการประกาศตอน 22.00 น. อีกแล้ว เพราะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจน ทัวร์ลงเต็มบ้าน โดยเตรียมหารือกับ กบน. ในเวลา 18.00 น. ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า

สำหรับข้อครหาที่ว่ารู้ข้อมูลอินไซด์ล่วงหน้าและเอื้อประโยชน์ให้สถานีบริการน้ำมัน PT (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) กักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ทราบตัวเลข 6 บาทล่วงหน้า โดยเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจากรมว.พลังงานในเวลาประมาณ 21.00 น. กว่าๆ ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรี ก็เพิ่งทราบเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

ยอมรับถือหุ้นในพีที

นายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงว่า ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทมานานถึง 23-24 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น และน้องชายเป็นผู้บริหารสูงสุด นอกจากนี้ PT เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) บริหารงานอย่างอิสระ ตนไม่สามารถเข้าไปชี้นำหรือสั่งการใดๆ ได้ พร้อมท้าให้ผู้ที่วิจารณ์รอพิสูจน์จากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 และผลประกอบการรวมต่อปีของบริษัท ว่าจะมีกำไรก้าวกระโดดผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ในส่วนของปั๊ม PT ที่มีน้ำมันขายในขณะที่ปั๊มอื่นขาดแคลนช่วงแรกนั้น นายพิพัฒน์อธิบายว่า PT เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง จึงต้องทำสัญญาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหลายแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ไทยออยล์, IRPC, บางจาก เมื่อเกิดวิกฤต ผู้บริหารจึงต้องเร่งเจรจากับทุกโรงกลั่นให้ปล่อยน้ำมันตามโควตาขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อแฟรนไชส์กว่า 2,000 แห่ง

ไม่เชื่อมีไอ้โม่งตุนน้ำมัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีไอ้โม่งรายใหญ่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่เกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือบริษัทขนส่งและไซต์งานก่อสร้างปกติจะสั่งน้ำมันมาเติมในแท็งก์แบบพอใช้ แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทุกแห่งจึงสั่งเติมเต็มแท็งก์สำรองเอาไว้เพื่อป้องกันปัญหา และพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับรถจนน้ำมันเกือบหมดจึงค่อยเติม เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันลดลงเพียงขีดเดียวก็รีบเข้าปั๊มเพื่อเติมให้เต็มถังทันที เมื่อรถยนต์นับล้านคันทำพร้อมกัน จึงเกิดเป็นกองทัพมด ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบวันละหลายสิบล้านลิตร

ลดภาษีน้ำมันลงอีก1บาท

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาท โดยรอ กกต. อนุมัติ และนายกรัฐมนตรีได้ส่งการบ้านให้สมาคมโรงกลั่นพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น เพื่อช่วยเหลือประเทศ หากปฏิเสธ รัฐบาลอาจต้องนำมาตรการทางกฎหมายอย่าง “ภาษีลาภลอย” มาบังคับใช้กับกำไรส่วนเกิน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางนี้ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแล้ว

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตั้งเพดานอุดหนุนจนติดลบไว้ที่ 120,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิตเหลือให้ใช้เล่นต่อได้อีกประมาณลิตรละ 5-6 บาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมือทุกอย่างจนหมดแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ราคาจะเท่าไหร่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น คือต้องปล่อยให้ลอยตัว”

ลุ้นดีเซลพุ่งทะลุ50บาท

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท นายพิพัฒน์ตอบว่า “ผมว่าไปถึง ถ้าเหตุการณ์ยังไม่จบ” โดยให้เหตุผลว่าราคาพลังงานต้องอิงตามตลาดสิงคโปร์และประเมินเปรียบเทียบกับมาเลเซียเป็นหลัก ซึ่งแม้แต่มาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถอั้นราคาไว้ได้

นายพิพัฒน์ให้คำมั่นว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนสำรองสูงสุดโดยจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำมันเคลื่อนที่ไปจอดสแตนด์บายตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์น้ำมันจะไม่ขาดสถานีบริการอย่างแน่นอน “ไม่มีก็ต้องด่าผมอยู่แล้ว ผมก็รับอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ที่ต้องไปบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกราย”

ช่วยไรเดอร์300บาท/ด.

ก่อนหน้านี้ เปิดเผยถึงมาตรการการช่วยเหลือผลกระทบด้านราคาน้ำมันในส่วนของภาคขนส่งซึ่งจะดำเนินการช่วยเหลือพุ่งเป้าเฉพาะ กลุ่มเปราะบางต่อราคาสินค้าและการเดินทางของประชาชนโดยระบุว่าขณะนี้กระทรวงฯได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือโดยเป็นการสนับสนุนเท่าที่ดำเนินการจริงจากระบบ GPS และระบบติดตามการทำงานจริง ระหว่างวันที่ 1–30 เม.ย.2569

โดยจะบางมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) หรือกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งมีจำนวน 287,175 คัน ข้อมูลจาก GPS ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) พบว่ามีเที่ยววิ่งเฉลี่ย 31 ล้านกิโลเมตรต่อวัน อัตราสิ้นเหลืองเฉลี่ย 4 กิโลเมตรต่อลิตร ประมาณปริมาณการใช้น้ำมันรวม 7.8 ล้านลิตรต่อวัน โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันในราคา 6 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ กระทรวงฯมีเป้าหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ป้องกันการปรับขึ้นราคาสินค้าที่จะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์โดยมีการสนับสนุนแยกประเภท ดังนี้ รถโดยสาร หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 4 บาทต่อลิตร รถโดยสารหมวด 4 (เช่น รถตู้) จำนวน 19,414 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อวัน รถกลุ่ม Rider จำนวน 114,653 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน

ทั้งนี้ กระทรวงฯ มีเป้าหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้ เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารและจูงใจการใช้รถโดยสารสาธารณะ ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หลักการคือรัฐบาลจะจ่ายตามการวิ่งจริงโดยจะมีการตรวจจับ (Tracking) จากระบบติดตามของ ขบ.ที่มีอยู่แล้ว จะไม่ใช่การเหมาจ่าย ส่วนผู้ประกอบการกลุ่มใดที่ยังไม่มี GPS ก็จะมีการนำระบบ QR Code ไปแปะที่รถเพื่อทำการแท็กข้อมูลแทน เพื่อตรวจจับการให้บริการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

รถไฟ-บขส.ไม่ขั้นราคา

ในส่วนของระบบขนส่งมวลชน เช่น บขส. หรือรถร่วม บขส. ที่วิ่งข้ามภาคและระหว่างจังหวัด กระทรวงฯ ขอยืนยันว่าจะไม่มีการขึ้นค่าโดยสารเด็ดขาดในช่วงสงกรานต์นี้ โดยยังคงให้ใช้อัตราค่าโดยสารภายใต้ฐานต้นทุนราคาน้ำมันที่ 33 บาท ส่วนต่างราคาน้ำมันนอกเหนือจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยชดเชยให้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนจะได้ใช้บริการในราคาเดิม ไม่เกิดผลกระทบในการเดินทาง

“นี่คือการประกาศครั้งแรก ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ส่วนกลุ่มรถบัสไม่ประจำทางหรือรถบัสนักท่องเที่ยวนั้น ตอนนี้เรากำลังประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อหาตัวเลขที่สมดุลและคิดสูตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป”

คลอดคนละครึ่งเฟสใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป

ไม่มีใครดอดตุนน้ำมัน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีคลังน้ำมัน และจ๊อบเบอร์เมื่อวันที่ 26 มี.ค. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพาณิชย์จังหวัดดำเนินการร่วมกัน จำนวน 22 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปางพิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจในส่วนจ๊อบเบอร์ ทั้งจ๊อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันและไม่มีคลังน้ำมัน ไม่พบความผิดปกติ ในส่วนที่มีคลังน้ำมัน พบน้ำมันที่อยู่ในคลังเหลือติดคลังเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นลิตร ส่วนที่อยู่ในแต่ละจ๊อบเบอร์เป็นน้ำมันที่กำลังอยู่ระหว่างการขาย การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทั้งผู้ซื้อผู้ขายของจ๊อบเบอร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ ถูกต้องตรงกัน ไม่ได้มีความผิดปกติ สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา คือ บริษัท ปตท. และเชลล์ ก็พบว่า ทั้ง 2 คลังมีน้ำมันเหลือติดคลังไม่ถึง 50% หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุของของคลังที่จุได้ 25-28 ล้านลิตร จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด มีการซื้อขาย และจัดส่งน้ำมันออกไปถูกต้อง ไม่มีข้อมูลที่ผิดปกติ และการส่งน้ำมันตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นมา มีปริมาณการส่งออกจากคลังเพิ่มขึ้น และมีการติดประกาศราคาเรียบร้อย

จัดหาน้ำมันให้ลาว/เมียนมา

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับน้ำมันที่เราส่งออกไป 2 ประเทศคือ สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 1 – 25 มี.ค. ส่งไป สปป.ลาว ประมาณ 4.6 ล้านกว่าลิตรต่อวัน เมียนมา 2 แสนกว่าลิตรต่อวัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีดำริว่า น้ำมันที่เราผลิตและกลั่นได้ในประเทศ อยากเอาเก็บให้ประชาชนในประเทศได้ใช้ จึงมอบหมายให้ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับรูปแบบ โดยอาจนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกไปยัง สปป.ลาวแทน แทนที่จะเอาน้ำมันที่กลั่นในประเทศส่งไปที่ สปป.ลาว เพื่อเพิ่มน้ำมันสำรองในประเทศให้มากขึ้น อย่างน้อยจะเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานได้อีกประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะนี้กำลังดูรายละเอียด

พาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า

เมื่อเวลา11.05 น.นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนในด้านค่าครองชีพ สินค้าอุปโภค บริโภค ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ควบคุมอย่างต่อเนื่อง จากประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ก็จะมีการพิจารณาเพิ่ม รายการสินค้าควบคุมในห้วงเวลาที่ผันผวน และยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าและบริการให้ เข้มข้นขึ้น เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนได้อย่างใกล้ชิดขึ้น โดยมีแผนปรับสินค้าควบคุมจากเดิม ที่มี 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยขอความเห็นชอบเพิ่ม 7 รายการ ซึ่งในส่วนของเม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุเครื่อง ซอสปรุงรส ได้มีการทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของมะพร้าวอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว กากถั่วเหลือง อยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์ประมาณ 7-15 วัน ก่อนที่จะนำเข้าสู่ กกร.และเข้าที่ประชุมครม.ต่อไป

พาณิชย์ล่อซื้อจับปุ๋ยแพง

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า

สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที

นายวิทยากร กล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก

ทั้งนี้กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายกฯถกกอ.รมน.

ด้านความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้หารือร่วมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. และ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกักตุนและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายหลังการหารือ ผอ.รมน.ได้สั่งการให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง- ระหว่างทาง-ปลายทาง ป้องกันการกักตุน ลักลอบขนย้าย หรือการนำออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย

สำหรับแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย 1. ต้นทาง (โรงกลั่นน้ำมัน) มอบหมายให้ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการผลิตและการบริหารจัดการน้ำมันจากโรงกลั่น ให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดการนำออกนอกระบบอย่างผิดปกติ 2. กลาระหว่างทาง (การขนส่งและการกระจายน้ำมัน) ให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ และ กอ.รมน.ภาคส่วนแยก ในกองกำลังป้องกันชายแดน ร่วมกำกับดูแลเส้นทางการขนส่งและการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศ 3. ปลายทาง (สถานีบริการน้ำมัน)ให้ ชุดตรวจร่วมของ กอ.รมน.จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย การกักตุน และการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการ รักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ป้องกันการเอาเปรียบประชาชน และสร้างความโปร่งใสในระบบการค้าพลังงาน พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ประชุมผู้ว่าฯทั่วประเทศ

ต่อมานายอนุทิน ประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยสั่งการแก้ไขวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน กำชับบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า พร้อมเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมบริหารจัดการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วืดรายแรก “สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติรมต.ไม่ผ่าน ดัน “นิกร โสมกลาง” คนสนิทเสียบเก้าอี้แทน ด้าน “โสภณ”สั่ง สส.งดใส่สูทเข้าประชุมสภาฯ ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ส่วน “วิสุทธิ์” จี้รัฐบาลดูแลราคาเชื้อเพลิง-ต้นทุนเกษตร หวั่น “ค่าครองชีพ-น้ำมันพุ่ง” สวนทางรายได้

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฎว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต.แล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าว จะยังเป็นโควตาของ น.ส.สุดาวรรณซึ่งจะส่ง นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ามารับตำแหน่งแทน โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ 27 มี.ค.

เปิดประวัติ นิกร โสมกลาง

สำหรับประวัติของ นายนิกร โสมกลาง สส.เขต 8 จังหวัดนครราชสีมา และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เกิดเมื่อวัน 9 ก.พ. 2524 ปัจจุบันอายุ 45 ปี ชื่อเล่น ป๊อบ เป็นบุตรนายสมศักดิ์ โสมกลาง อดีต สส.นครราชสีมา 0บการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และระดับปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแฮนโนเวอร์ สหพันธรัฐเยอรมนี ส่วนประสบการณ์การทำงานนายนิกร ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน และโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่26 ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 นายนิกร ซึ่งเป็นแชมป์เก่าเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต 8 เขตเดิม สามารถรักษาเก้าอี้ชนะการเลือกตั้งไว้ได้อีกสมัย

สั่งส.ส.แต่งตัวสบายประชุมสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในคำสั่งประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯจึงออกประกาศกำหนดการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้สวมชุดผ้าไทย หรือเสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ผูกเนกไทและสวมกางเกงผ้าขายาวหรือกระโปรงสีสุภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องสวมสูท ทั้งนี้ จนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ

พท.จี้คุมราคาพลังงาน-ต้นทุนเกษตร

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศว่า ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง ตนในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนเคียงข้างประชาชน และจะสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

‘ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน ขณะนี้เสียงสะท้อนจากประชาชนดังขึ้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ว่าได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชนเหล่านี้หรือไม่ ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยแต่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม ผมในฐานะผู้แทนราษฎรจะยืนอยู่ข้างประชาชน และพร้อมผลักดันทุกช่องทางในสภาฯงนายวิสุทธิ์ กล่าว

‘เต้’ไล่’อนุทิน’ซัดไร้ความสามารถ

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขับไล่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยระบุข้อร้องเรียนว่าจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น จากวันที่ 26 มีนาคม ปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร และคาดว่าก่อนสงกรานต์จะปรับขึ้นอีก คาดว่าจะเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 บาทต่อลิตร จึงเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน โดยรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งไม่นับความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าปุ๋ย สินค้าทุกประเภท จะทำให้ประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้น มูลนิธิเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น มีข้อสรุปว่านายกฯไม่มีความสามารถหรือปล่อยปละละเลยให้พรรคพวกของท่านทุจริตกักตุนน้ำมัน และท่านไม่คิดจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เพื่อบริหารประเทศ

เครือข่ายปกป้องไฟฟ้าจี้แก้วิกฤต

เวลา 09.00น.ที่บริเวณหน้าประตู5ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายปกป้องไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน (คฟปย.) ประมาณ 50คน นำโดย นายเสนอ วิสุทธนะ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง และประธานเครือข่ายไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารจัดการปัญหาวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพสูงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน ดังนี้ 1.ขอให้จัดการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนอย่างรวดเร็ว 2.ขอให้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงด้วยมาตรการทางภาษีและมาตรการที่จำเป็น 3.ขอให้กำหนดมาตรการแก้ไขค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น พร้อมจัดการผู้กักตุนสินค้า และ 4.ขอให้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าที่หน่วยละ3.88 บาท

ปชน.ซัดบริหารล้มเหลว-น้ำมันพุ่ง

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) สะท้อนวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย.คนทำธุรกิจทุกชนิดคงหนีไม่พ้น “ลูกค้าหาย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น” สำหรับครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจร้านอาหารมาแล้วกว่า 40 ปี ตนก็อยากจะสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบทุกคนในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 6 บาทในคืนเดียว จำทำให้ร้านอาหารไทยตกอยู่ในภาวะทางตัน การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังนโยบายตรึงราคาล้มเหลวไม่เป็นท่า กำลังกลายเป็นวิกฤตที่บีบให้ร้านอาหารนับแสนรายต้อง”เลิกขาย”หรือ”แบกหนี้”ทันที รัฐบาลกำลังบีบจมูกผู้ประกอบการรายเล็กค่อยๆตาย

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อปชช.3ระดับ

วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันปัจจุบันส่งผลกระทบรุนแรง 3ระดับ ดังนี้ ระดับผู้ประกอบการรายย่อย ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่เหลือน้อยอยู่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนก๊าซหุงต้มและน้ำมันได้ ขณะที่ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง เผชิญกับสภาวะกดดันจากทุกทิศทาง โดยมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากต้องสำรองเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสายการกระจายสินค้า ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

‘กธ.’ชี้ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานที่กำลังสร้าวความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยให้กระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วประเทศ และออกมายืนยันกับประชาชนว่า จะสามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างเพียงพอ และหวังจะสะท้อนถึงการควบคุมสถานการณ์ได้ แม้เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น แต่ผลการตรวจกลับไม่พบความผิดปกติแทบทุกครั้ง ขณะที่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาไม่มีน้ำมันให้เติม หรือบางแห่งจำกัดปริมาณการขาย คำถามคือ หากไม่มีการกักตุน แล้วเหตุใดน้ำมันจึงหายไปจากระบบในบางช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์กลับยิ่งสร้างความคลางแคลงใจ เมื่อราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาท กลับพบว่าปริมาณน้ำมันในตลาดเพียงพอทันทีและเติมได้โดยไม่จำกัด

ต้นต้อของปัญหาแพงเพราะโรงกลั่น

นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นต้นทางอย่างโรงกลั่น หรือโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานทั้งระบบ ดังนั้นมาตรการลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ข้อสงสัยหลักพุ่งไปที่ระบบการจัดสรรน้ำมันจากโรงกลั่น และกลไกการกระจายสินค้า ซึ่งอาจเป็นจุดที่เกิดการชะลอการปล่อยน้ำมัน สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า น้ำมันเพียงพอ แต่ต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเลข ข้อเท็จจริง เพื่อแผนรับมือที่ชัดเจน และความโปร่งใสในระดับโครงสร้าง เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่แท้จริง,แผนการจัดสรรน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา,ระยะเวลาที่น้ำมันจะเพียงพอต่อความต้องการ เพราะสำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลคือ สิ่งสำคัญในการวางแผนชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ไม่มีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยากที่จะฟื้นกลับมา“

ระวังก่อวิกฤตศรัทธาในตัวอนุทิน

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ แต่เพียง 1–2 วันหลังจากนั้น กลับเกิดภาวะตึงตัวของน้ำมันในหลายพื้นที่อย่างฉับพลัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้สร้างรอยร้าวทางความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง เพราะคำยืนยันผู้นำประเทศไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนเผชิญ คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า น้ำมันพอหรือไม่ แต่กลายเป็น ประชาชนควรเชื่อใคร วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่มันคือ วิกฤตความเชื่อมั่น และหากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้จบแค่เรื่องน้ำมันขาดแคลน แต่อาจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของคนไทยที่ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ได้อีกแล้ว

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

คุก 4 ปี 2 เดือน! ศาลอุทธรณ์ยืนโทษ อานนท์ ม็อบทะลุแก๊ส

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

27 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น.ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “อานนท์” (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 33 ปี กรณีเข้าร่วมชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ของกลุ่มทะลุแก๊ส บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

เหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2564 ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2564 มีการชุมนุมและแสดงออกเพื่อขับไล่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ทะลุแก๊ส” บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงตั้งแต่ช่วงเย็นของเกือบทุกวัน โดยมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่และผู้ถูกจับกุมรายวันในช่วงดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ต่อไป แม้ติดต่อเนื่องมากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว

ในคดีนี้ ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งว่ามีประชาชนถูกจับกุมจากการชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ภายหลังจากที่ทนายความติดต่อไปยัง สน.ดินแดง พบว่า มีผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่ สน.ดินแดง รวม 2 ราย ได้แก่ อานนท์ (สงวนนามสกุล) และ “ยิม” (นามสมมติ) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำบันทึกจับกุมเสร็จแล้ว และในการสอบปากคำในช่วงเช้าตรู่ซึ่งมีทนายความเข้าร่วมด้วย อานนท์และยิมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

บันทึกการจับกุมระบุว่า ทั้งสองคนถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด. 3 นาย จากบริเวณแยกตัดใหม่ ถนนวิภาวดีฝั่งขาเข้า ซึ่งอานนท์ถูกตรวจค้นตัวพบปืนพกสั้นรุ่น Revolver ขนาด .38 มม. จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 11 นัด พร้อมกับหนังสะติ๊กและลูกแก้ว ทั้งหมดได้ถูกตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และยึดโทรศัพท์ของทั้งสองไว้เป็นวัตถุพยาน โดยอานนท์ได้เปิดเผยข้อมูลกับทนายความว่า ตนเองถูกชุดจับกุมเตะและกระทืบที่เท้าราว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ปรากฏบาดแผล ขณะที่ยิมไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย

เช้าวันรุ่งขึ้น (13 ก.ย.2564) ทั้งสองคนถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญา โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว อ้างเหตุเกรงว่าอาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความยื่นประกันตัว ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน กรณีของอานนท์ให้วางเงินประกัน 60,000 บาท หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 300,000 บาท พร้อมทั้งให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ส่วนยิมให้วางเงินประกัน 35,000 บาท และไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ กรณีดังกล่าว ทำให้อานนท์ถูกติดกำไล EM ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.2564 เป็นต้นมา

พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของอานนท์และยิมไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2564 ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138 และ 140 และเฉพาะอานนท์ยังถูกฟ้องในฐานความผิดว่า มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้มีใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จากกรณีพกพาอาวุธปืนและกระสุนปืนเข้าร่วมชุมนุมโดยไม่มีเหตุจำเป็น และไม่ได้รับในอนุญาตจากนายทะเบียน

ทั้งสองให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2566 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า “ยิม” มีความผิดตามมาตรา 215 ให้จำคุก 1 เดือน 10 วัน ปรับ 3,000 บาท แต่ขณะกระทำผิด จำเลยมีอายุเพียง 18 ปี และให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงมีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษเหลือโทษปรับ 3,000 บาท ยกฟ้องในข้อหาอื่น

ส่วนอานนท์ ศาลพิพากษาว่าจำเลยเคยต้องคดีอาวุธปืนมาก่อน จำเลยกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม จึงให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ในวันดังกล่าวอานนท์ถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คืน ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 60,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) หากผิดเงื่อนไขให้ปรับ 300,000 บาท

ต่อมา อานนท์ยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนยิมไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ ทั้งนี้อานนท์ต้องติดกำไล EM มาตั้งแต่ชั้นฝากขังจนถึงการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ รวมต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว