มดดำ ถึงกับเลิ่กลั่ก หลังต้องอ่านข่าว ดาราสาวแมว 9 ชีวิต เตรียมวิวาห์ไฮโซหมื่นล้าน

มดดำ ถึงกับเลิ่กลั่ก หลังต้องอ่านข่าว ดาราสาวแมว 9 ชีวิต เตรียมวิวาห์ไฮโซหมื่นล้าน

มดดำ ถึงกับเลิ่กลั่ก หลังต้องอ่านข่าว ดาราสาวแมว 9 ชีวิต เตรียมวิวาห์ไฮโซหมื่นล้าน

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

ทำเอาขาเผือกจับตากันหนัก หลัง “ข่าวใส่ไข่” ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ปล่อยคำใบ้ปริศนาเกี่ยวกับ “ดาราสาวแมว 9 ชีวิต” ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับไฮโซหนุ่มทายาทตระกูลดังระดับหมื่นล้านในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมระบุว่ายังมีข่าวดีอีกหนึ่งเรื่องให้แฟนๆ ได้ร่วมลุ้นกันอีกด้วย

โดยมีพิธีกรชื่อดังอย่าง มดดำ คชาภา ร่วมดำเนินรายการ ซึ่งทันทีที่เข้าสู่ช่วงข่าวนี้ มดดำก็แสดงอาการมีพิรุธจนทำให้หลายคนจับสังเกต โดยมดดำถึงกับรีบให้ทีมงานหยุดและเก็บสคริปต์ พร้อมพูดติดตลกว่า “ห้ามโยนมาให้ฉันอ่าน เดี๋ยวจะหาว่ามดดำพูด”

ก่อนจะส่งต่อให้ แองจี้ โปรดิวเซอร์รายการ เป็นผู้เล่าข่าวแทน ทำเอาบรรยากาศในรายการเต็มไปด้วยความลุ้นและเสียงแซวจากทีมงาน ขณะที่แองจี้ก็มีการพูดเสริมถึงคำใบ้ดังกล่าวว่า “แมวก็รู้แหละ เดาไม่ยากเลย”

ยิ่งทำให้แฟนๆ ต่างพากันตั้งข้อสงสัยและพยายามเชื่อมโยงว่าดาราสาวคนดังกล่าวเป็นใคร

ด้านมดดำยังทิ้งท้ายให้ติดตามกันต่อว่า นอกจากข่าวดีเรื่องงานวิวาห์แล้ว จะมีเซอร์ไพรส์อะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ พร้อมบอกให้รอลุ้น เพราะเข้าสู่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะมีคำตอบออกมาอย่างแน่นอน

ขอบคุณรายการ ข่าวใส่ไข่

ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

ทำเอาโลกโซเชียลอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก เมื่อ “ดิว อริสรา” ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแท็กถึง “วู้ดดี้ พุฒิพงศ์ ล่ำซำ” ส่งข้อความสุดโรแมนติกที่ทำเอาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม

โพสต์ดังกล่าวเผยให้เห็นโมเมนต์ขณะทั้งคู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน พร้อมเล่นเทรนด์ยอดนิยมบนโซเชียล โดยสลับกันถือโทรศัพท์ที่แสดงภาพตัวละครจากภาพยนตร์แอนิเมชัน Zootopia ซึ่งฝ่ายชายถือภาพ “Nick Wilde” ส่วนดิวถือภาพ “Judy Hopps” มาบังใบหน้าของกันและกัน

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่แคปชันภาษาอังกฤษว่า “And the most beautiful part is… he didn’t just say it
He came
He stayed
He showed up
He proved it
With the right person, love doesn’t feel like a question anymore. It feels like coming home @wlamsam and you’re my home”

แปลว่า (และสิ่งที่งดงามที่สุดก็คือ… เขาไม่ได้แค่พูดมันออกมา เขามาหา เขาอยู่เคียงข้าง เขาปรากฏตัวในวันที่ฉันต้องการ เขาพิสูจน์ทุกอย่างด้วยการกระทำ เมื่อได้อยู่กับคนที่ใช่ ความรักจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องคอยตั้งคำถามอีกต่อไป แต่มันคือความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน @wlamsam และคุณคือบ้านของฉัน)

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการบันเทิงเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนร่วมแซวถึงความหวานของทั้งคู่ พร้อมส่งกำลังใจและร่วมยินดีกับโมเมนต์แห่งความสุขครั้งนี้

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามและส่งกำลังใจให้ศิลปินสาว “เนเน่ รอยัล” (Nene Royal) หลังเจ้าตัวออกมาเผยข่าวสุดปลื้มผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nene Royal ว่า สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของเวทีประกวดระดับโลก America’s Got Talent (AGT) ได้สำเร็จ

โดย เนเน่ รอยัล ได้โพสต์คลิปสั้นๆ พร้อมข้อความแจ้งแฟนๆ ว่า รอบต่อไปของการแข่งขันที่เรียกว่า “JUDGES CALLED BACK” จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ แต่สำหรับรอบการแสดงของเนเน่ จะออกอากาศในวันที่ 11 สิงหาคม

ข้อความจากเฟซบุ๊ก Nene Royal ระบุว่า “Next step ‘JUDGES CALLED BACK’ start on air 4 August! But mine is on air 11 of August SEE YA!!!”

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แฟนๆ ต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดี พร้อมส่งกำลังใจให้ “เนเน่ รอยัล” เดินหน้าสร้างผลงานบนเวทีระดับนานาชาติ และรอติดตามการแสดงของเธอในรอบถัดไปอย่างคึกคัก

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

อาทิตย์นี้พาไปบุกบ้านสุดอบอุ่นของอดีตนางร้ายตัวแม่ “กิ๊ก สุวัจนี” บ้านที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อคุณแม่ และเป็นศูนย์รวมความสุขของลูกๆ หลานๆ ที่พร้อมกลับมาใช้เวลาร่วมกันในทุกโอกาส แม้ภาพจำของ “กิ๊ก สุวัจนี” จะเป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งของวงการ แต่วันนี้ จะพาไปเปิดอีกมุมของผู้หญิงคนนี้ ในบทบาทคุณแม่ ที่ทุ่มเท 16 ปีทิ้งวงการบันเทิงเพื่อลูกๆ

งานนี้เปิดสเตปท์การเมาท์กันตั้งแต่ประเด็นร้อน เมื่อ “หลิง-ออม” แอบแซวว่า “เจอพี่กิ๊กเมื่อไหร่ ไมเกรนขึ้นทุกที!” งานนี้เจ้าตัวขอเคลียร์แบบฮาๆ พร้อมเล่าเบื้องหลังความเป็นตัวแม่ที่ทั้งกองถ่ายต้องยอม!!

ย้อนเส้นทางชีวิตจากวันที่เริ่มต้นในฐานะนางเอก ก่อนพลิกบทบาทจนกลายเป็น “นางร้ายปากคว่ำ” ในตำนาน ที่แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปี ฉากเด็ดและประโยคดังยังถูกพูดถึงในโลกโซเชียลไม่หยุด พร้อมเปิดใจถึงข่าวแรงในอดีต กับภาพลักษณ์คนไม่ยอมคน ที่ทำให้หลายคนเกรงใจ แต่เจ้าตัวยืนยันว่า หากอะไรไม่ถูกต้อง ก็พร้อมยืนหยัดชนแบบเต็มร้อย

อีกมุมที่ลูกๆ การันตี คือความเป๊ะและความเจ้าระเบียบของ “แม่กิ๊ก” ที่ลูกชายคนเล็กออกมาคอนเฟิร์มแบบหมดเปลือก พร้อมประโยคที่ลูกๆ พูดกับคุณแม่ว่า “แม่…ไปใช้ชีวิตของแม่บ้างเถอะ” เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา กิ๊กทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกๆ จนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง พร้อมอัปเดตอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากวันที่น้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัม สู่วันนี้ที่ดูแลตัวเองจนเหลือ 48 กิโลกรัม ด้วยวินัยและความตั้งใจที่ใช้เวลากว่าสิบหกปี

เมาท์สนั่นทุกประเด็น ฮาทุกนาที และซึ้งทุกโมเมนต์ กับเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นได้ทั้งนางร้ายในจอ แต่เป็นนางเอกของครอบครัวในชีวิตจริง “กิ๊ก สุวัจนี” ได้ในรายการ  “ตีท้ายครัว”  วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคมนี้  เวลา 14.15 น. ทาง ช่อง 3

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

หายหน้าหายตาจากหน้าจอและสื่อต่าง ๆ ไปนานนับปี สำหรับหนุ่มหล่อหุ่นเป๊ะ “โดม เพชรธำรงชัย” (Dom Petchthamrongchai) หรือที่แฟน ๆ คุ้นเคยกันในชื่อ “โดม เดอะเฟซ” ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาอัปเดตความเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึง โดยสรุปการเดินทางตลอดช่วงเวลาที่หายไปว่า 1 ปี 3 เดือน 14 วัน 9 ประเทศ 30 เมือง

หลังจากการออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองและมุ่งมั่นศึกษาพระธรรมอย่างลึกซึ้ง ล่าสุดหนุ่มโดมได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา การคัมแบ็กกลับมาอัปเดตไลฟ์สไตล์สุดคูลในครั้งนี้ บอกเลยว่าออร่าจับและดูสดใสขึ้นเป็นกอง งานนี้แฟนคลับคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลังจากออกเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์และชาร์จพลังบุญมาอย่างเต็มอิ่มแล้ว หนุ่มโดมจะพร้อมลุยโปรเจกต์ใหม่ ๆ อะไรให้พวกเราได้เซอร์ไพรส์กันบ้าง!

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ก.ศึกษาฯ”จับมือ”ก.แรงงาน” เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ ชูนวัตกรรม”มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

31 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมหารือความร่วมมือไร้รอยต่อ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงการศึกษาการพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานจริง ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย ยกระดับจากระบบ “จบแล้วค่อยหางาน” ไปสู่การ “วางเส้นทางอาชีพตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน” ผ่าน 6 วาระขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และสร้างความมั่นคงให้เยาวชนไทยทั่วประเทศ ได้แก่ เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ, ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง, ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง, ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย, เพิ่มศักยภาพการศึกษาไทยด้วยบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ และปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้

“หลักๆ ที่เราหารือกัน คือการระบบ ‘E-Work Permit’ ของครูต่างชาติ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการขอและต่อใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แก่ครูและบุคลากรต่างชาติ พร้อมเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับ กองทุนสงเคราะห์ครูต่างชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติม รวมทั้งการ​เชื่อมโยงหลักสูตรของอาชีวะกับระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะทำหน้าที่ผลิตและป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยร่วมมือกับ รง. ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงความต้องการ พร้อมสร้างระบบสะสมหน่วยกิต เพื่อสะสมทักษะและเทียบโอนประสบการณ์” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า เรื่องของการ​แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout สองกระทรวงวางแนวทางดูแลเด็กช่วงรอยต่อการศึกษา โดย ศธ. จะเร่งสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำงานและประสานไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมโมเดล “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” พร้อมๆ กับเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันเพื่อกำกับดูแลการทำงานของเยาวชนอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี ให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และสามารถศึกษาต่อจนได้รับวุฒิการศึกษา

“ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการเชื่อมฐานข้อมูลและการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ศธ.และกระทรวงแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องความสะดวกของบุคลากรต่างชาติ การป้อนคนตรงสายงาน และการดูแลเด็กไทยไม่ให้ตกหล่นจากระบบการศึกษา และที่สำคัญ คือ เราจะร่วมกันปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้ด้วยการร่วมดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จริงและการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์ทั้งชีวิตของผู้เรียนและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ” รมว.ศธ.กล่าว

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ 'BRIDGE - BrighT' แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ERASMUS+ อนุมัติทุนกว่า 60 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยไทยทำ 2 โครงการใหญ่ “BRIDGE” พัฒนานักวิทยาศาสตร์ที่มีภาวะผู้นำและทักษะธุรกิจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมแห่งอนาคต และ “BrighT” เสริมศักยภาพ BCG ของมหาวิทยาลัย แก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

31 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีข่าวดีสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เมื่อ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) ได้อนุมัติทุนสนับสนุน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรพันธมิตรจากยุโรป รวมมูลค่ากว่า 1,577,859.64 ยูโร หรือกว่า 60 ล้านบาท เพื่อร่วมปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทย พัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคต และยกระดับศักยภาพกำลังคนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยโครงการแรก ได้แก่ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 694,302.81 ยูโร หรือประมาณ 26.7 ล้านบาท ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวง อว. พร้อมเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรตามแนวทาง Tuning ของยุโรป

ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า โครงการ BRIDGE จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการอุดมศึกษาของไทยผ่านการจัดการศึกษาหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ ส่งเสริมการเปลี่ยนจากการฝึกอบรมด้านเทคนิคแบบดั้งเดิมไปสู่ “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ” ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเป็นผู้นำและทักษะทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในภาคส่วนต่างๆ เช่น การผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้กลไก Higher Education Sandbox ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ERASMUS+ ยังอนุมัติทุนสนับสนุน จำนวน 883,556.83 ยูโรหรือประมาณ 34 ล้านบาท ให้แก่โครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กระทรวง อว. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย โดยมีพันธมิตรจากประเทศกรีซ อิตาลี และภาคเอกชนด้านนวัตกรรมของยุโรปร่วมดำเนินงาน

โดยโครงการ BrighT จะมุ่งแก้ไขความไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบระหว่างแผนปฏิบัติการ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศไทย ปี 2021-2027 กับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษา โครงการนี้มีเป้าหมายยกระดับระบบอุดมศึกษาไทยเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ผ่านการพัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท รวมถึงพัฒนากลไกเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีระยะวลาดำเนินโครงการ 4 ปี

“ความสำเร็จในการได้รับทุน Erasmus+ ทั้งสองโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทยและความเชื่อมั่นจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปที่พร้อมร่วมพัฒนาระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ จะผลักดันให้ผลลัพธ์จากโครงการเกิดการขยายผลสู่การพัฒนานโยบาย การออกแบบหลักสูตร และการผลิตกำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในระยะยาว“ ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”บุก”สถ.” เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดี”โกงสอบท้องถิ่น” เตรียมชง”กสถ.”เคาะเพิกถอนบรรจุข้าราชการ 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้ ก่อนส่ง”ก.กลาง” 6 ส.ค. ฟันทิ้งใครแก้คะแนนให้สอบผ่าน-เพิ่มคะแนนให้ลำดับดีขึ้นต้องพักงาน อึ้ง!โยนบาป”ผู้รับจ้าง”บกพร่องทำเดินมาถึงจุดนี้ ชี้”มศว”ส่งแฟลชไดรฟ์ไร้รหัสผ่าน ทั้งๆ ที่ TOR กำหนดเป็นลับสุดยอด

31 กรกฎาคม 2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจรติประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย กมธ.ฯ เข้าพบ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหารของกรม สถ.เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

โดยทาง สถ.ชี้แจงรายงานในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจาก นายอาสพลธ์ ประธาน กมธ.ป.ป.ช.ตั้งประเด็นคำถาม 19 ข้อ เช่น การยืนยันว่า TOR มีมาตรการป้องกันการทุจริตให้มีความรัดกลุ่มมากขึ้น ตามข้อสั่งการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีการกีดกันการเสนอราคา ยืนยันถึงโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ได้กำหนดให้เอื้อมีการแก่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งใดได้รับงานประมูล ในส่วนการจ่ายค่าจ้างให้กับ มศว โดยมีสัญญาจ้าง 4 งวดงาน วงเงิน 143 ล้านบาท ตอนนี้เหลืองวดที่4ที่ยังไม่ได้จ่าย วงเงิน 32 ล้านบาท หาก มศว ส่งมอบงานแล้วถึงจะจ่าย แต่ปรากฏข่าวทุจริตจึงชะลอการจ่ายเงิน พร้อมทำหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง หารือว่า การให้ มศว เป็นผู้ที่ทิ้งงานการจัดซื้อจัดจ้าง กำลังหารือเรื่องการบอกเลิกสัญญาและการเรียกค่าเสียหาย เพื่อรอผลการพิจารณาการทุจริตสอบยุติ

สำหรับขั้นตอนการรับแฟลชไดรฟ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประธาน กสถ.มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ที่รับผิดชอบ หลัง มศว นำมาส่งคือ ผอ.สำนักกองบุคคล ผู้เชี่ยวชาญ และ ผอ.กลุ่มที่รับผิดชอบ รวม 3 คน ซึ่งในข้อมูลนี้ประธาน กสถ.ชี้แจงในที่ประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช.ว่ามอบรองอธิบดี สถ.

กรณีตู้นิรภัยเก็บแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับในตู้ห้องของอธิบดี มีการเก็บกุญแจไว้กับผู้อำนวยการสำนักกองบุคคลท้องถิ่น จะเปิดตู้ได้คือผู้ที่ถือกุญแจเท่านั้น จากนั้นเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยพบว่าไฟล์ประมวลผลข้อมูลเป็นคนละไฟล์กับแฟลชไดรฟ์ในตู้เซฟ เจตนาเพื่อการตรวจสอบรีเช็คระหว่างกัน แต่ทั้งนี้ผลตรวจสอบข้อมูลรั่วยังไม่ได้ออกมา

มีข้อมูลการชี้แจง กรณี เจ้าหน้าที่ติดต่อกับ มศว ในเรื่องงานในหน้าที่ทางใด หรือคอมพ์เครื่องไหน โดยพบว่าการสอบสวน ใช้เครื่องคอมของ น.ส.บุรณี แพรโรจน์ ผอ.กลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลท้องถิ่น (สังกัดสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)

ส่วนกรณีคลิปเสียงการเรียกรับประโยชน์อยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ พบคนชื่อ “ส้ม – กิต” เรียกรับเงิน 350,000 บาทต่อคน ในโซเชียลมี 3 คลิป พบว่าไม่ใช่บุคคลของ สถ. แต่เป็นคนในบริษัทเอกชน

นอกจากนี้ ยังชี้แจงเกี่ยวกับการเปิดไฟล์เติม 115 ครั้ง มีเจ้าหน้าที่มาเก็บข้อมูลไปแล้ว ว่ายังรอผลในการออกเอกสารรับรองว่าในการเปิดแต่ละครั้งเปิดเครื่องคอมพ์ใดและผู้ใดเป็นคนเปิด

ส่วนกระดาษคำตอบที่ไม่ตรงกับผลคะแนน สถ.นั้น ทาง สถ.ได้ตรวจสอบไฟล์กระดาษคำตอบที่ถูกจัดเก็บตั้งแต่ครั้งแรกที่นำมาเก็บที่ตู้เซฟ ยังไม่มีการแก้ไข ซึ่งขั้นตอนปฏิบัติแต่ละศูนย์จะต้องส่ง 2 แฟลชไดรฟ์ มายัง สถ.ภายใน 7 วัน ตาม TOR แต่สุดท้ายพบว่ากลับไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ

สำหรับชื่อเจ้าหน้าที่ สถ.ผู้ที่เสนอบัญชีในบัญชีที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่พบว่ามีการแก้ไข โดย สถ.ชี้แจงว่า ทาง มศว เป็นผู้ส่งข้อมูลให้ กสถ.ตรวจสอบความถูกต้องคุณสมบัติตำแหน่งและชื่อ ไม่ได้แก้ไขคะแนนเป็น ซึ่งหลักการที่ปฏิบัติมา

ขณะที่เรื่องตัวเลขผู้สอบแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ตรงกัน ระหว่าง สถ.กับ ป.ป.ช.ที่ต่างกัน อาจเพราะพยานหลักฐานที่มีข้อมูลต่างกันจาก 5,925 กับ 5,960 โดย สถ.ยึดการตรวจกระดาษคำตอบทั้งหมด 270,000 คน ผลใช้เกณฑ์คะแนนกระดาษคำตอบที่มีการสแกนเป็นหลัก หากประกาศรายชื่อแล้วคะแนนแตกต่างถือเป็นกลุ่มที่มีคะแนนผิดปกติ แยกเป็นกลุ่มคะแนนไม่ผ่านเลย-กลุ่มคะแนนที่ผ่านแต่เอาคะแนน มีการบูรณาการทำงานในการตรวจคะแนน

ทั้งนี้ การดำเนินการกับผู้ที่แก้ไขคะแนนมี 2 ส่วน 1.กลุ่มคนสอบผ่านโดยสุจริตด้วยคะแนนที่แท้จริง จากจำนวน 279,949 คน 49,268 คน มีการปรับลดคะแนนลง 2 คนด้วย 2.กลุ่มที่มีแก้ไขคะแนน 5,925 คน (คะแนนน้อยแต่แก้ไขคะแนนเพื่อให้ได้รับการบรรจุ) จากการตรวจสอบคะแนนมีตรวจสอบแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 5,129 คน ถือว่าไม่มีสิทธิ์ได้บรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย มีแนวทางนำเสนอว่ากลุ่มนี้ต้องถูกให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ตามข้อ 18 กลุ่ม 2 คะแนนผ่านแต่ปรับคะแนน 790 คนจะมีโทษ ซึ่งจะพิจารณาในวันที่ 5 ส.ค.นี้

“แนวทางที่จะเสนอ กสถ.พิจารณานำเรียนว่า กลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้วจะมีการแก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้น 790 คนมีการบรรจุไปแล้ว 565 คน ยังเหลือที่ไม่ได้บรรจุอีกจำนวนหนึ่งซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องเสนอว่าให้พ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าไม่มีสิทธิ์มาแต่ต้น ส่วนกลุ่มที่แก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้นจากผ่านอยู่แล้วแต่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ลำดับที่ดี กรมส่งเสริมฯ จะพิจารณาเป็น 2 แนวทางในเบื้องต้นแนวทางที่ 1 คือการปรับลดลงตามคะแนนที่แท้จริง ให้นายก อปท.สอบสวนได้ข้อยุติจึงให้พ้นจากตำแหน่ง มีอีกแนวทางนึงคืออาจจะต้องพิจารณาในประเด็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องเสนอพักราชการหรือให้ออกไว้ก่อนด้วยหรือไม่ จะนำพิจารณาที่ประชุม กสถ.”

จากนั้น นายอาสพลธ์ ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากที่เราฟังมาการที่คะแนนรั่วไหลมาจาก 2 ช่องทางไม่ว่าผู้รับจ้าง มศว กลับแฟลชไดรฟ์ใน สถ.ซึ่งทางรองอธิบดี สถ.ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

“แล้ววันนี้เห็นแล้วว่ามีการแก้ไขคะแนน ทำให้หลายคนไม่ได้รับการบรรจุ คนที่เสียโอกาส 5,900 กว่าคน พอประกาศใหม่สัปดาห์หน้าอาจจะได้สิทธิ์นั้น นอกจากเรื่องการการดำเนินคดีมีแนวทางอย่างไร หรือเป็นช่องว่างของกฎหมายอย่างไร ไม่เช่นนั้นหากอีกสองปีจะสอบใหม่ก็จะเป็นแบบนี้อีกเพราะคนที่ทำผิดแบบนี้หากไม่ได้รับผลกระทบคนอื่นทำได้เขาก็ทำได้เช่นกันในอนาคต” นายอาสพลธ์ กล่าว

ด้าน นายบุญประสงค์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ.ชี้แจงว่า จะต้องมีการส่งรายชื่อของผู้ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมสำเนากระดาษคำตอบไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกฎหมาย ในภาคีเครือข่ายที่ทำ MOU พิจารณาตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน มี ป.ป.ช. – ปปท – ดีเอสไอ – ปปง. ส่วนคนที่สอบไม่ผ่าน สถ.จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการประกาศรายชื่อใหม่

“จะต้องดำเนินการผ่าน กสถ. – ก.กลาง – ก.จังหวัด โดยจะส่งข้อมูลหลักฐานไปยังหน่วยงานที่ MOU เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลังประชุมวันที่ 6 ส.ค.นี้” นายบุญประสงค์ กล่าว

ช่วงหนึ่งตัวแทนกรรมาธิการฯ ได้สอบถามว่า เคยสอบถามกันเอง และหาสาเหตุหรือไม่ ว่าเพราะอะไรทำให้เดินมาถึงจุดนี้ เช่น ความบกพร่องนั้นเกิดขึ้นที่ใคร โดยเจ้าหน้าที่ สถ.ตอบว่า อนุมานได้ว่าช่องโหว่คือผู้รับจ้างที่ทำ ให้ปัญหาเดินมาถึงจุดนี้

ด้าน นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษา กมธ.ป.ป.ช.กล่าวว่า เรื่องนี้ กสถ.ก็ตกเป็นจำเลยสังคม และต้องเร่งคำตอบมาอธิบายกับประชาชนได้ ต้องกล้าพูด วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ ประชาชนยินดีรับข้อมูล ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ซึ่ง มศว ยืนยันว่าข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากมศว แต่หลังจากที่มศวแถลง สถ.ก็ไม่ได้ออกมาบอกว่า ความผิดทั้งหมดเป็นของมศว มีเพียงวันนี้ที่พึ่งได้ยิน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่ คนจำนวนเยอะขนาดนี้ถ้าทำแค่ฝ่ายเดียวคงทำไม่ได้

นายสรอรรถ กล่าวว่า วันนี้ระบบเรากำลังเสื่อมศรัทธา มีการบอกว่าถ้าสอบก็ไม่ต้องดูหนังสือ เพียงแค่แก้คำตอบเป็นหนทางที่เร็วที่สุด ไม่ได้ไม่รู้ว่ามีมานานหรือยัง แต่พึ่งมาแดงขึ้น พบข้อบกพร่องใน TOR เต็มไปหมด แค่เรื่อง แฟลชไดร์ฟที่มีการระบุใน TOR ว่ารับสุดยอดแต่กลับไม่มีการเข้ารหัส นี่อาจจะเป็นจุดบกพร่องที่เราอาจจะมองข้ามไปและไม่ควรจะเกิดขึ้นในระบบราชการที่มีความรับผิดชอบมากขนาดนี้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นมานานแล้วแต่ไม่สามารถบอกกับประชาชนได้ว่า ในอนาคตจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดแบบนี้ซ้ำได้อย่างไร อะไรที่ไม่ดีรีบตัด อย่าไปเกรงใจใคร

เมื่อถามถึง การตั้งข้อสังเกตุของกรณีที่ไม่ใช้ ม.บูรพา เป็นผู้รับจ้างจัดสอบนั้น เจ้าหน้าที่ สถ.ระบุว่า เพราะการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าให้ยกเลิก คู่สัญญากับ ม.บูรพา ไปก่อน เพราะที่ประชุมมองว่ามาตรการป้องกันการทุจริตของ ม.บูรพา ยังมีไม่เพียงพอ จึงมีการเลือกใหม่และได้ มศว มารับผิดชอบ

จากนั้น รองอธิบดี สถ.ได้นำ กมธ.ป.ป.ช.เข้าดูตู้จัดเก็บไดรฟ์ในห้องของอธิบดี สถ.โดยได้อธิบายว่า ผู้ที่ถือกุญแจตู้เซฟ พี่จะสามารถเปิดได้นั้น จะมี 4 บุคคล และเวลาเปิดตู้นั้นจะมีคณะกรรมการที่รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันนั้นในตู้เซฟไม่มีแฟลชไดรฟ์ เพราะส่งไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ และยอมรับว่าหลังจากนี้จะต้องสร้างมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในการจัดเก็บแฟลชไดรฟ์ใหม่ ก่อนคณะจะพาไปดูคอมพิวเตอร์ ในห้องทำงานของผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ใช้ติดต่อ มศว ก่อนประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน

– 006

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น ย้ำเม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท สร้างผลทางเศรษฐกิจรวม 300%

31 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาตามลำดับชั้นเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังที่จะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว จึงขอเรียนว่า ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่นๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอด้านยุทโธปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนในประเทศ และผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ผู้ยื่นข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ

หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy) เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว

สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42% ของมูลค่าโครงการ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมีมูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 300% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมนายมังกร ปทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมแถลงข่าวประจำสัปดาห์ ในหลายประเด็น 

โดยนายมังกร ปทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลสองกรณี นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกดแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็จะหาโอกาสพูดคุยกับทางครอบครัว ผู้เสียอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณเครือข่ายคนไทยที่สถาน เอะอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ที่ได้ติดต่อไปตั้งแต่ช่วงต้นๆของการเกิดข้อสงสัยของการขาดการติดต่อไป 

นายมังกร กล่าวว่า สถานะล่าสุดในวันนี้ ทางญาติของผู้เสียชีวิตได้ดำเนินการทำหนังสือมอบอำนาจที่อำเภอในท้องถิ่น แล้วและกำลังจะจัดส่งเอกสารมาให้กรมการกงสุล ซึ่งคาดว่าทางกรมการกงสุลจะได้รับเอกสารดังกล่าวภายในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.นี้ เมื่อได้รับเอกสารมาแล้ว ทางกรมการก็จะดำเนินการรับรองการแปรเอกสาร เพื่อที่จะส่งต่อเอกสารไปให้กับสถานทูต ณ กรุงอังการา เพื่อดำเนินการออกมรณบัตร และประสานงานเกี่ยวกับการส่งร่างของผู้เสียชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งของอื่นๆกับมาประเทศไทยต่อไป 

“สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สถานทูต ณ กรุงอังการา ได้แจ้งให้ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตทราบในรายละเอียดต่างๆ ทั้งขั้นตอนของทางการจอร์เจีย และได้ติดตามขบวนการสอบสวนอย่างใกล้ชิดและจะรายงานให้ทางกระทรวงการต่างประเทศทราบต่อไป ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดมีการรายงานอย่างเป็นทางการ หลังจากมีข่าวว่าผู้เสียชีวิตได้เสียชีวิตแล้ว นั้น ขอชี้แจงว่า เมื่อทางโรงแรมได้พบร่างของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กรกฎาคม หลังจากที่ผู้เข้าพักไม่ได้เช็กเอาต์ตามกำหนดเวลา ส่วนระยะเวลา ที่สถานทูตได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ จากทางการจอเจีย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ทางตำรวจจอร์เจียได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆก็ประสานข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศจอร์เจีย ก่อนที่จะแจ้งมายังสถานทูต ณ กรุงอังการา และทางสถานทูต ณ กรุงอังการา ก็ได้ติดต่อกับเครือข่ายชุมชนชาวไทยกับทางกงสุลกิตติมศักดิ์จอร์เจียในทันที ที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารการหายตัวไปของนายบวรทัต และเมื่อได้รับการยืนยันว่าได้พบร่างผู้เสียชีวิต และอยู่ในการดูแลของทางการจอร์เจียแล้ว ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ดำเนินการในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งที่ดำเนินการอยู่ณขณะนี้ และคงจะดำเนินการจนมีการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมายังประเทศไทย“

นายมังกร กล่าวว่า หลังจากทางโรงแรม พบร่างของ นายบวรทัต ในวันที่ 14 กรกฎาคม แล้ว ทางการจอเจีย ก็ยังไม่ได้แจ้งมาที่สถานทูต ณ กรุงอังการา เนื่องจากเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบก่อนที่จะแจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย และทางกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจียถึงจะแจ้งมาที่สถานทูต ณ กรุงอังการา และจากที่มีข่าวว่าสถานฑูตไทย ณ กรุงอังการา ได้รับแจ้งการเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมนั้น ขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน ซึ่งทางการจอเจียได้แจ้ง สถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ทราบในวันที่ 29 กรกฎาคม ยืนยันว่าเมื่อเริ่มปรากฏข่าว การสูญหายของ ฮลุน สถานทูต ณ กรุงอังการา ก็ได้เริ่มติดต่อเครือข่ายคนไทยที่อยู่ในจอเจียตั้งแต่แรกที่ได้รับข่าวและติดตามอย่างใกล้ชิด และได้รับแจ้งจากทางการจอเจีย ถึงการเสียชีวิตในวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้ทางสถานทูต ณ กรุงอังการา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้แทนสถานทูตดำเนินการในขบวนการต่างๆที่จอร์เจียแล้ว 

ส่วนที่มีข่าวว่าก่อนหน้านี้ทางญาติของฮลุน ได้มีการแจ้งไปที่สถานทูต ณ กรุงอังการา ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม นั้น กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีข้อมูลว่าทางญาติของผู้เสียชีวิตแจ้งไปตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.                  

ส่วนขั้นตอน ถ้าสถานทูตไทยในต่างประเทศ ได้รับแจ้ง ก็จะมีการตรวจสอบข้อมูลก่อน ซึ่งที่จอร์เจีย ไทยไม่มีสถานทูตอยู่ที่นั่น แต่สถานทูต ณ กรุงอังการา ติดต่อผ่านทางกงสุลกิตติมศักดิ์ และมีเครือข่ายคนไทยติดต่อข้อมูลตรงนี้ แต่ก็เป็นทราบว่า เมื่อทางการจอร์เจียได้รับข้อมูลไปก็จะยังไม่เปิดเผยตั้งแต่ช่วงแรกของการหายตัว ไม่มีการเปิดเผยว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

จากที่มีการตรวจสอบจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา แล้วไม่พบว่าแจ้งมาตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งทางสถานทูตได้รับแจ้งข่าวนี้ในวันที่ 29 กรกฎาคม และขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ การเสียชีวิตของทางเจ้าหน้าที่ของจอร์เจีย 

ถามว่า มีคำอธิบายจากทางจอร์เจียหรือไม่ว่า ทำไมทางการจอร์เจีย ถึงได้ส่งเรื่องล่าช้าประมาณ 10 วัน นางสาวใจไทย กล่าวว่า ทางสถานเอกอัคราทูต ณ กรุงอังการา ก็ตระหนักประเด็นนี้ และหยิบยกกับทางสถานทูตจอร์เจียแล้ว และขอให้ทางจอร์เจียชี้แจงว่าเหตุการณ์ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งขณะนี้ก็ยังรอฟังคำชี้แจงอยู่ ที่ผ่านมาเอกอัคราชทูต ณ กรุงอังการา ได้พบกับอธิบดีของทางการจอเจีย และผู้แทนสถานทูตไทยที่เดินทางไปก็ได้พบกับทางตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย โดยทางสถานทูตไทยได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด            

สำหรับการพิสูจน์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตก็ต้องเป็นทางการของจอร์เจีย เนื่องจากเหตุเกิดที่จอร์เจีย จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทางการจอเจียในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด 

ถามว่า หลังจากได้รับมอบอำนาจจากทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว ระยะเวลาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมาคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับทางการจอร์เจียว่าจะออกเอกสารที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วเพียงไหน หลังจากนั้นก็ต้องมีการติดต่อกับบริษัทหรือสายการบินที่รับดำเนินการในส่วนนี้ และเมื่อ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับแจ้งจากสถานสถานทูต ณ กรุงอังการา แล้ว ก็จะชี้แจงให้สาธารณะชนทราบต่อไป

“ขณะนี้สถานทูต ณ กรุงอังการา มีการเตรียมความพร้อม และติดต่อบริษัทที่ดำเนินการส่งร่างไว้แล้ว แต่ขณะนี้ต้องรอเอกสารจากทางการจอร์เจีย เพื่อดำเนินการออกมรณบัตร เพื่อนำไปสู่กระบวนการส่งร่างกลับ”
                 
นายมังกร กล่าวถึงการแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บ กว่า 600 คน นั้น ซึ่งขณะนี้ระบบการสื่อสารและการขนส่งสาธารณะในจังหวัดคุมาโมโตะ ได้กลับมาให้บริการในบางส่วนแล้ว และมีการแก้ไขการขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประ ระบบแก๊ส คาดว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติในต้นสัปดาห์หน้า ในส่วนผลกระทบต่อคนไทยในจังหวัดกุมาโมโตะ 467 คน ที่ถือวีซ่าระยะยาวตามข้อมูลของทางญี่ปุ่น ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชูโกฮากะ ได้รับแจ้งว่าติดต่อได้ แล้วทุกคนปลอดภัยดี และปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยมี 2 รายที่ประสบปัญหาที่พักพังหรือถล่ม ซึ่งกำลังได้รับความช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับแรงงานไทยที่อยู่ใน จังหวัดเดียวกัน มีอยู่ประมาณ 187 คน ทุกคนปลอดภัยดี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทางสำนักงานแรงงานที่กรุงโตเกียวได้ตรวจสอบกับบริษัทที่จ้างงานคนไทย ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวที่เมืองคุมาโมโตะ ทั้ง 11 คน ได้เดินทางออกจากพื้นที่ประสบภัยแล้ว และกำลังเดินทางทยอยกลับจากประเทศญี่ปุ่นต่อไป